ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อนุเก้าโปรดออมมือ

ผู้แต่ง Mu Yao Rao
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ ReadAwrite Fictionlog

ฮั่วอินถูกส่งมาฆ่ามหาเสนาบดี ‘เผยจี้’ แต่ดันความจำเสื่อมจนเข้าใจว่าตัวเองเป็นอนุคนที่เก้าผู้อ่อนแอ คอยออดอ้อนเขาทุกวัน กระทั่งความทรงจำกลับคืน นางจึงนึกได้ว่ามาที่นี่เพื่อ ‘ฆ่า’ ไม่ใช่ ‘อ้อน’!

บทนำ

นางถูกส่งมา ‘ฆ่า’ ไม่ได้มา ‘อ้อน’

ไม่ว่าใครต่างก็หวาดกลัวมหาเสนาบดี ‘เผยจี้’  
บุรุษที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จด้วยมือที่เปื้อนเลือด ซ้ำยังขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม
แน่นอนว่าคนอยากให้เขาตายมีนับไม่ถ้วน 
กิจการ ‘ลอบสังหารเผยจี้’ จึงรายได้ดี งานก็มีมาจ้างวานไม่ขาดสาย

‘ฮั่วอิน’ คือพญายมอันดับหนึ่งสำหรับงานด้านนี้
นักฆ่าที่มีความงามเป็นเลิศเช่นนาง แน่นอนว่าต้องใช้มารยาหญิงเข้าล่อแล้วเด็ดหัว
อา... แต่ผิดแผนไปหน่อย 
คนงามดันสะดุดล้มหัวกระแทกพื้นจน ‘ความจำเสื่อม’ เสียนี่!

หลังจากสมองกระทบกระเทือน 
ฮั่วอินก็ปักใจเชื่อว่าตัวเองคือโฉมงามผู้อ่อนแอ บอบบาง น่าทะนุถนอม
ต้องใช้ชีวิตในจวนด้วยการออดอ้อนเอาใจเผยจี้ในฐานะอนุคนที่เก้า
เอ... แต่ไยข้าจึงบีบกระดูกโจรแหลกคามือได้เล่า? 
ไหนจะกระบวนสังหารที่พลิ้วไหวของข้าอีก?
จนกระทั่งความทรงจำกลับคืนมา ฮั่วอินถึงเพิ่งระลึกได้ว่า
ตนถูกส่งมาเพื่อ ‘ฆ่า’ เผยจี้... ไม่ใช่มาเป็น ‘เมียเด็กขี้อ้อน’ ของเขา!

สารบัญ

อากาศเดือนแปดร้อนอบอ้าวตลอดทั้งวัน ตอนกลางคืนถึงจะเย็นสบายขึ้นมาบ้าง

ในช่วงเวลาที่เงียบสงัด จวนสกุลเผยคล้ายกับมีม่านหมอก บางๆ ปกคลุม รอบจวนเงียบจนรู้สึกผิดปกติ

แสงไฟสว่างจ้ารอบเรือนใหญ่ ระเบียงทางเดินนอกห้องมีบ่าวรับใช้ยืนก้มหน้าก้มตากันเป็นแถวยาว ทุกคนยืนนิ่ง ไม่พูดคุย ไม่มีการเงยหน้ามองอะไรทั้งนั้น ความเงียบของค่ำคืนนี้คล้ายจะปกติ แต่ก็เหมือนไม่ปกติ

นอกห้องสงบเงียบ แต่ในห้องกลับต่างไปอย่างสิ้นเชิง...

ด้านในที่มืดสลัวมีสิ่งของตกเกลื่อนพื้นห้อง มีทั้งเครื่องกระเบื้องที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเชิงเทียนและม้านั่งที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เสียงครางของสตรีผสานไปกับเสียงหายใจหนักหน่วงของบุรุษ ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายราคะฟุ้งตลบ

ร่างของฮั่วอินชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับชุบตัวอยู่ในแอ่งน้ำ เรือนร่างเปลือยเปล่าคุกเข่าบนเตียงในท่าโน้มตัวไปด้านหน้า เสียงหายใจคล้ายจะติดขัด

เอวเล็กขาวของนางถูกรวบอยู่ในฝ่ามือใหญ่ที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก ร่างกายท่อนล่างถูกรุกรานหนักหน่วงจนตัวของนางกระดอนไปด้านหน้าเป็นจังหวะ ทรวงอกอวบอิ่มไหวโยนไปตามแรงกระแทก เห็นเป็นก้อนเนื้อขาวผ่องที่เคลื่อนไหวเป็นระลอก

บุรุษด้านหลังเร่งความเร็วไปตามอารมณ์โดยมิได้ใส่ใจกับเรื่องอื่น

“ช้า ช้าหน่อย ใต้ ใต้เท้า...” เสียงของฮั่วอินขาดห้วง นี่เป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ครั้งแรก นางรับมือไม่ทัน อีกทั้งเขายังไม่ให้โอกาสนางได้ปรับตัวก็ช่วงชิงความบริสุทธิ์จากนางไปเสียแล้ว

นางบิดตัวด้วยความรู้สึกอึดอัดหวังจะลดความคับแน่นที่เกิดขึ้น แต่เหมือนจะยิ่งยั่วให้บุรุษที่อยู่ด้านหลังเร่งความเร็วในการแทรกร่างของนางมากยิ่งขึ้น

ฮั่วอินเปล่งเสียงร้องอย่างตกใจ

เขาโน้มร่างลงมาทาบทับแผ่นหลังนาง ล้วงฝ่ามือใหญ่เข้ามาบีบเคล้นอกอวบข้างหนึ่ง เนื้อหน้าอกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรวบได้ในมือเดียวทะลักออกมาตามง่ามนิ้ว ครั้นยอดอกชูชันสัมผัสถูกฝ่ามือหยาบกระด้าง ความเจ็บปวดระคนเสียวซ่านเหมือนเปลวไฟเลียน้ำแข็งก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ท่อนล่างของนางยิ่งบีบรัดสิ่งแปลกปลอมทำให้ท่อนเนื้อที่อยู่ในร่างเคลื่อนตัวลำบากมากขึ้น

หน้าผากของบุรุษผู้นั้นมีเหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงมาข้างแก้ม ตกลงบนสะโพกของฮั่วอิน

เสียงทุ้มห้าวดังคล้ายเสียงเตือน “อย่าเกร็ง!”

ฮั่วอินหันกลับไปมอง ดวงตาเรียวยาวที่อยู่บนใบหน้าหล่อเหลายามนี้หรี่แคบ ปลายคางและต้นคอเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน

สายตาของฮั่วอินเลื่อนลงมาด้านล่าง เหงื่อจากต้นคอของเขาไหลลงมาจนถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เห็นเป็นลอนชัดเจน ผสานเข้ากับเหงื่อบริเวณนั้นแล้วไหลลงไปรวมกันด้านล่างที่กำลังดันเข้าและดึงออกอย่างดุดัน

สีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความแข็งแกร่งของเรือนร่าง กระตุ้นให้หว่างขาของนางชุ่มฉ่ำ มอบหยาดน้ำผึ้งช่วยหล่อลื่นให้ชายหนุ่มเคลื่อนตัวสะดวกกว่าเดิม

แรงกระแทกระลอกใหม่ส่งให้ร่างของฮั่วอินเคลื่อนตัวไปด้านหน้าราวกับปลาที่คิดจะกระโจนขึ้นฝั่ง ริมฝีปากสีสดเผยอหาอากาศ ความร้อนรอบตัวแผดเผาจนนางแทบทนไม่ไหว นางน้ำตาเอ่อ มือซ้ายคว้าผ้าม่านข้างเตียงมาพยุงตัว แต่แรงดึงกลับทำให้ม่านขาดติดมือ

เสียงม่านขาดถูกกลบด้วยเสียงเนื้อกระทบเนื้อ

ทั้งร้อนทั้งรุนแรง

ความรู้สึกเสียวซ่านแผ่กระจายไปไกล อารมณ์นางเตลิดกับจังหวะรุกเข้าถอยออกของคนที่อยู่ด้านหลัง

พั่บ พั่บ พั่บ...

ไม่นานเสียงร้องด้วยความสุขสมก็แว่วออกจากปากฮั่วอิน ร่างของนางอ่อนระทวยฟุบลงกับผ้าห่ม หน้าอกนุ่มนิ่มถูกเคล้นจนแดงเถือก แทบจะเปลี่ยนรูปทรง การเคลื่อนไหวของชายหนุ่มทั้งเร็วและแรง จนกระทั่งแตะถูกเขตแดนของความปรารถนา เขาถึงได้ปลดปล่อยธารร้อนออกมา

เสียงหายใจแรงของคนทั้งสองดังระงม ส่วนที่ยังประสานกันอยู่ก็ยังคงสอดลึก แนบแน่น

ฮั่วอินสมองว่างไปชั่วขณะก่อนจะเริ่มรู้สึกตัว นางดีใจที่ทุกอย่างยุติเสียที ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปตนคงถูกหามออกไปเป็นแน่ ทว่านางมิได้สังเกตบุรุษที่อยู่ด้านหลัง จึงไม่รู้ว่าสายตาของเขาเวลานี้กำลังจับจ้องบนสะโพกกลมกลึงที่แดงเถือกของนาง สักพักสายตาเขาก็เลื่อนไปมองยังส่วนที่ยังประสานกันอยู่

ฮั่วอินสะดุ้งเมื่อรับรู้ว่าท่อนเนื้อที่ยังค้างเติ่งอยู่ในร่าง เริ่มพองตัวขึ้นอีกครั้ง นางยังไม่ทันได้ตั้งตัว เอวบางก็ถูกมือสองข้างรวบเอาไว้แล้วจับตัวนางยกสูง บริเวณอ่อนนุ่มที่เพิ่งรับศึกหนักไปเมื่อครู่ ถูกท่อนเนื้อแข็งแรงดันเข้ามาด้านในอีกหน

“ใต้ ใต้เท้า ข้า ไม่ไหวแล้ว...” นางลนลานอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจะฟังไม่เป็นคำ

แต่เขามิได้ใส่ใจ ยังคงกระทำตามอำเภอใจ ตอบเพียงว่า

“ไม่ไหวก็ต้องทน!”

เสียงห้าวทุ้มที่เค้นออกมานั้นเย็นกระด้าง ไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง

ฮั่วอินได้แต่ส่งเสียงสะอื้นไปตามจังหวะการกระแทก นางก่นด่าคนที่อยู่เหนือร่างไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ความจริงนางอยากจะด่าเขาแบบออกเสียงด้วยซ้ำ แต่พอคิดถึงความเป็นขุนนางกังฉินที่โหดเหี้ยมอำมหิตของเขา นางกลับไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้

กลัวเพียงว่าถ้าด่าออกไป เขาจะจับนางหักคอ ดังนั้นนางจึงกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองด่า

ผ่านไปแบบนี้กว่าสองชั่วยาม กว่าพายุจะสงบลงได้

ขณะสะลึมสะลือ ไร้เรี่ยวแรง เสียงทุ้มห้าวก็ดังขึ้นอย่างไม่ไยดีว่า “เตรียมน้ำ!”

ไม่นานหลังจากนั้นประตูห้องก็ถูกเปิด ภายในห้องมืดสลัว มีสาวใช้ถือตะเกียงแล้วยกน้ำเข้ามาในห้อง หลังจากตะเกียงและถังน้ำถูกวางไว้แล้ว สาวใช้ทั้งหลายก็ถอยออกไปเงียบๆ ราวกับไม่เคยมีใครเข้ามา

เปลวไฟไหวระริก ฮั่วอินพอจะรับรู้ได้ว่าชายที่อยู่ด้านหลังก้าวลงจากเตียง นางเบือนหน้ามองตาม เห็นแผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่มีเหงื่อจับอยู่เป็นชั้นบางๆ

คล้ายกับรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้อง เขาหันหลังกลับมา

ใบหน้านั้นหล่อเหลา แต่เต็มไปด้วยความเย็นกระด้างที่แฝงแววอำมหิต

แรงกดดันที่แผ่ออกจากร่างเขาทำให้นางรีบก้มหน้า เอ่ยว่า “ขออภัยเจ้าค่ะใต้เท้า”

ชายหนุ่มดึงสายตากลับ เม้มริมฝีปาก เช็ดตัวอย่างลวกๆ สวมเสื้อผ้าแล้วค่อยออกไปจากห้อง

ทันทีที่ประตูห้องปิดเข้าหากัน ฮั่วอินลอบถอนหายใจ ความหวาดหวั่นที่มีอยู่เมื่อครู่หายวับไปทันที นางนอนอยู่บนเตียงนุ่มที่ยุ่งเหยิงอย่างเหม่อลอย สายตาจับจ้องอยู่แต่เพดานเตียง กลิ่นความใคร่ยังอบอวลอยู่ในห้องทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัว

ฮั่วอินแทบจะไร้เรี่ยวแรง เริ่มปวดหัวจึงมิได้สนใจกับกลิ่นเหล่านี้ เพียงแต่รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไป เป็นสิ่งที่สำคัญมากแต่นางก็นึกไม่ออก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง ครั้งนี้มีสาวใช้เข้ามาสองคน ทั้งคู่เป็นสาวใช้ที่คอยรับใช้ใกล้ชิดฮั่วอิน พวกนางหยุดยืนอยู่นอกผ้าม่าน เตือนเบาๆ ว่า “อนุเก้าควรกลับเรือนหลันอินได้แล้วเจ้าค่ะ”

ฮั่วอินดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วลุกนั่ง ปัดผ้าม่านออกอย่างไร้เรี่ยวแรง นางมองสาวใช้ทั้งสองก่อนจะออกคำสั่งเสียงแผ่ว “ช่วยประคองข้าหน่อย”

สาวใช้เข้ามาประคอง เมื่อเห็นจ้ำแดงตามเนื้อตัวของฮั่วอินก็พากันหน้าแดงก่ำ พวกนางไม่กล้ามองไปมากกว่านั้น สาวใช้นางหนึ่งหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมา แต่ปรากฏว่าขาดวิ่นจนใส่ไม่ได้ จึงรีบเอ่ยว่า “บ่าวจะกลับไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้นะเจ้าคะ”

ฮั่วอินมองเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งแล้วนึกไปถึงสองชั่วยามก่อนที่นางจะเข้ามาในห้อง

ช่วงเวลายามหนึ่ง หนึ่งเค่อ* พ่อบ้านมาหานางที่เรือนหลันอินอย่างรีบร้อน บอกให้นางไปรับใช้ที่เรือนใหญ่

พ่อบ้านให้นางเตรียมตัวไม่ถึงหนึ่งเค่อ แล้วเดินนำหน้าพานางไปยังเรือนใหญ่

พอมาถึงก็ให้นางเข้าไปในห้องที่มืดสลัว

เมื่อเข้ามาแล้ว นางเห็นสภาพเละเทะบนพื้นเพียงเลือนราง ไม่เพียงในห้องจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู ในความมืดยังให้ความรู้สึกอึดอัด มีบรรยากาศที่ร้อนระอุแฝงอยู่ นางเงยหน้ามองสภาพภายในห้องอย่างตกใจ เห็นว่าห้องด้านในมีม่านบางๆ ทิ้งตัวลงมาเหมือนจะช่วยแบ่งเขตแดนของห้อง ม่านมีอยู่หลายชั้น ชั้นในสุดพอจะมองเห็นเงารางๆ นั่งอยู่บนขอบเตียง ซ้ำยังมีเสียงลมหายใจหนักหน่วงดังมาจากหลังผ้าม่าน พร้อมกับมีกลิ่นอายบางอย่างที่นางบรรยายไม่ถูก

ฮั่วอินยืนอยู่หน้าผ้าม่านเนื้อบาง ลังเลอยู่ชั่วครู่ค่อยเอ่ยทักเสียงแผ่วว่า “ใต้เท้า”

คนที่อยู่ด้านในย่อมไม่อาจเป็นใครอื่นนอกจาก ‘สามี’ ของนาง เขาเป็นถึงขุนนางผู้สำเร็จราชการ อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ นามว่าเผยจี้

ชายที่นั่งอยู่หลังผ้าม่านเงยหน้าขึ้นมองฮั่วอิน

แม้จะมีผ้าม่านขวางอยู่หลายชั้นแต่ฮั่วอินรับรู้ได้ถึงสายตาร้อนแรงที่มองมา

แม้สายตานั้นจะร้อนแรงแต่บรรยากาศรอบตัวของเขากลับเย็นยะเยือกราวกับอยู่ท่ามกลางสายหมอกในเหมันตฤดู อีกทั้งยังมีรังสีอำมหิตแฝงอยู่

ฮั่วอินตัวเกร็งด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงทุ้มต่ำก็ดังผ่านผ้าม่าน “เข้ามา”

ฮั่วอินลังเลอยู่เล็กน้อย สุดท้ายยังคงปัดผ้าม่านที่ขวางกั้นแล้วก้าวเข้าไปห้องด้านใน

แม้นางจะมองเพียงแวบเดียวแต่ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ภายในได้เป็นอย่างดี ห้องภายในและภายนอกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายนอกมีแต่สิ่งของเกลื่อนพื้น แต่ด้านในกลับสะอาดเรียบร้อย เพียงแต่มีบรรยากาศอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฮั่วอินมิได้สบสายตากับเขา นางหลุบตาเล็กน้อย เห็นแผ่นอกแข็งแรงใต้เสื้อตัวในที่ถูกแหวกออกจนกว้าง

เขานั่งแยกขาออกจากกัน วางมือสองข้างที่เห็นเส้นเอ็นเด่นชัดอยู่บนหน้าตัก มีเจ้าสิ่งหนึ่งที่น่าตระหนกชูชันอยู่เบื้องหน้า ฮั่วอินลอบกลืนน้ำลาย นางไม่กล้าสอดส่ายสายตาเรื่อยเปื่อย รีบก้มหน้ามองพื้น ทว่าชายที่นั่งนิ่งกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตน

ฮั่วอินยืนห่างจากเขาสักสองก้าว แต่รับรู้ถึงสายตาที่จ้องเขม็งมายังตน

“เข้าจวนมาเมื่อไหร่” เขาถาม

“เรียนใต้เท้า ข้าเข้าจวนเมื่อครึ่งปีก่อนเจ้าค่ะ”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับให้ความรู้สึกยาวนานนัก หลังจากนั้นไม่นาน ข้อมือของฮั่วอินก็ถูกฝ่ามือร้อนระอุดึงเข้ามาประชิดแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยเหงื่อ

ร้อน! ไม่ใช่อุณหภูมิที่คนทั่วไปควรมี

แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์หมิ่นเหม่แต่ฮั่วอินกลับวิเคราะห์สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ห้องที่อยู่ในสภาพเละเทะ... เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของเขาคนนี้ อีกทั้งเขายังมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอุณหภูมิที่สูงกว่าคนปกติอีกด้วย ฮั่วอินคาดเดาอย่างคนใจกล้าว่าเขาคงถูกคนวางยาปลุกกำหนัดเข้าให้แล้ว แต่คนที่ระมัดระวังตัวสูงอย่างเผยจี้เหตุใดจึงตกหลุมพรางได้เล่า?

นางยังไม่ทันได้ขบคิดต่อ เผยจี้ก็ผูกข้อมือสองข้างของนางเข้าด้วยกัน

ฮั่วอินตกใจ คิดจะขัดขืน แต่ข้อมือของนางถูกตรึงเอาไว้แน่น

“อย่าขยับ!” เสียงตวาดดังขึ้น ฝ่ามือแข็งแกร่งข้างหนึ่งเปลี่ยนตำแหน่งมากุมต้นคอของนางแทน

ความร้อนจากฝ่ามือทำให้ฮั่วอินตัวแข็ง ไม่กล้าขยับแล้ว!

เมื่อนึกได้ว่าคนอย่างเผยจี้ไม่เคยให้ใครเข้าใกล้ตัวเขาได้ อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นขุนนางใหญ่ มีคนลอบสังหารอยู่ตลอดเวลา เขาทำเช่นนี้แสดงว่าไม่เชื่อใจนาง

เรื่องที่ตามมาหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่รู้กัน

ฮั่วอินเลื่อนสายตาจากเสื้อผ้าขาดวิ่นที่สาวใช้ถืออยู่มามองข้อมือที่ยังรู้สึกเจ็บ พลางมองไปยังอ่างน้ำอุ่นที่ยังไม่มีใครใช้ภายในห้อง จากนั้นค่อยออกคำสั่ง “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะเช็ดตัวสักหน่อย” ห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของใต้เท้าเผยนางน่าจะอยู่ต่อได้อีกสักพัก

สาวใช้ทั้งสองล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

ฮั่วอินปรับลมหายใจอยู่หลายครั้งก่อนจะก้าวลงจากเตียง เดินไปหาอ่างน้ำอย่างเชื่องช้า หยิบผ้าแห้งที่วางอยู่ข้างๆ มาชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ตามเนื้อตัวอย่างเบามือ ขณะที่เช็ดตัวความคิดของนางล่องลอยไปไกล นี่เป็นประสบการณ์บนเตียงครั้งแรก แต่หลังจากมันผ่านไป ทำไมนางถึงทำใจเยือกเย็นลงได้

ฮั่วอินเกิดความสงสัยในตัวเองขึ้นมาไม่น้อย

หรือเพราะก่อนหน้านี้ที่นางอยู่ในหอฟงเยว่ ได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องชายหญิงมาโดยเฉพาะ จึงมิได้ตื่นตระหนกมากนัก

ใช่... ฮั่วอินมาจากสถานเริงรมย์ฟงเยว่อันต้อยต่ำ แต่ว่านางจำอะไรไม่ได้

สองเดือนก่อน ในงานวันเกิดของเผยจี้มีคนร้ายแอบเข้ามาลอบสังหารทำให้งานเลี้ยงเกิดความวุ่นวาย สร้างความตื่นกลัวให้กับทุกคนที่อยู่ในงาน มีเพียงเผยจี้ที่นั่งดื่มสุราราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนนาง... ถูกใครไม่รู้ผลักจนตกบันไดระหว่างกำลังชุลมุนจนหัวแตก เลือดคั่ง พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็จำอะไรไม่ได้แล้ว

นางไม่ได้บอกใครเรื่องที่ตนสูญเสียความทรงจำ เพียงแต่คอยสังเกตการณ์ หลังจากผ่านไปอีกหลายวันก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าหลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต มีการแต่งตั้ง ‘แม่ทัพใหญ่เผยจี้’ ขึ้นเป็นขุนนางผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้น้อยองค์ปัจจุบัน เผยจี้เป็นคนเด็ดขาดอำมหิต อีกทั้งยังกุมอำนาจส่วนใหญ่ทางทหาร ทำให้เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักไม่มีใครกล้าขัดขาเขา คนที่คิดจะเอาชีวิตเขาจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ขณะเดียวกันคนที่คิดจะประจบเอาใจเขาก็มีไม่น้อย

คนที่คิดเอาใจเผยจี้ย่อมหนีไม่พ้นการมอบเงินทองของมีค่า ตลอดจนถึงหญิงงาม ฮั่วอินเป็นหญิงงามที่ถูกรองผู้ว่าการเมืองหวายโจวส่งมาให้เผยจี้เพื่อประจบเอาใจ ทั้งที่ภายในจวนเผยก็มีอนุอยู่ถึงแปดคนแล้ว ฮั่วอินมาเป็นคนที่เก้า

ด้วยอุปนิสัยของเผยจี้ เขาเป็นคนช่างระแวง เขาไม่เข้าใกล้หญิงสาวคนไหน อย่าว่าแต่ฮั่วอิน แม้แต่หญิงงามแปดคนที่อยู่มาก่อนหน้าก็ยังไม่เคยมีใครได้ร่วมเตียงกับเขามาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นหญิงงามหรือเป็นของมีค่าใดๆ เผยจี้ไม่เคยปฏิเสธ คนที่คิดประจบจึงส่งทั้งหญิงงามและสิ่งของให้เขาเพราะคิดว่าเขาสนใจ

หลังจากฮั่วอินความจำเสื่อม มาจนถึงวันนี้ก็กินเวลาสองเดือนแล้ว สองเดือนที่ผ่านมา นางเคยพบเผยจี้แค่ครั้งเดียว คืนนี้เป็นครั้งที่สอง ที่นางถูกเรียกตัวมาพบเขาคงเป็นเพราะสองเดือนก่อนในงานเลี้ยงวันเกิดเขา ในบรรดาหญิงงามทั้งหลายมีนางเพียงคนเดียวที่หกล้ม ได้รับบาดเจ็บ นางคิดว่าเผยจี้คงจำนางได้จากเรื่องนั้น

เมื่อเช็ดตัวดีแล้วสาวใช้ก็นำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้

ฮั่วอินแต่งตัวเรียบร้อยจึงค่อยออกจากห้อง

เวลานี้ยามสาม**ท้องฟ้าเริ่มเห็นแสงรำไร ด้านนอกดูเหมือนจะไร้ผู้คน แต่ฮั่วอินรู้ว่าทุกอย่างมิได้เงียบงันเหมือนที่เห็นภายนอก

สาวใช้ประจำเรือนประคองนางออกมาส่งตรงระเบียงทางเดิน นางก้าวลงบันไดหินอย่างเชื่องช้า ฟ้ายังไม่สว่างดี อากาศภายนอกค่อนข้างเย็น สาวใช้คนหนึ่งนำเสื้อคลุมเนื้อบางคลุมไหล่ให้ฮั่วอิน พอออกจากเรือนใหญ่ สาวใช้ประจำตัวที่ชื่อว่าลวี่หลัวก็เข้าประคองฮั่วอินแทน ส่วนปี้อวี้เดินถือโคมไฟส่องทางอยู่ด้านหน้า

ลวี่หลัวพ่นลมหายใจออกอย่างระมัดระวังแล้วกระซิบว่า

“อนุเก้า ตอนที่บ่าวกลับไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ท่าน ได้ให้คนเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แล้ว”

ฮั่วอินรับคำเบาๆ เสียงของนางเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง

สาวใช้สองคนนี้ถูกส่งมารับใช้ฮั่วอินตอนที่นางเข้ามาในจวนไม่นาน ทั้งสองรับใช้นางได้ครึ่งปีแล้ว

เดิมทีพวกนางรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่เจ้านายของตนได้ ‘รับใช้ใกล้ชิดใต้เท้าจริงๆ’ เป็นคนแรก แต่เมื่อเห็นร่องรอยตามตัวของอนุเก้า ความรู้สึกยินดีที่มีมาก่อนหน้านี้ก็หายวับ พวกนางลืมไปเสียสนิทว่าใต้เท้าเผยนั้นไร้ความเมตตา ไม่มีความเห็นใจให้ใครทั้งสิ้น ปกติก็เป็นคนน่ากลัว แล้วเรื่องบนเตียงจะไม่ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่หรือ!

คิดไปคิดมา สาวใช้ทั้งสองพลันรู้สึกเสียใจจนน้ำตาคลอ

คืนที่ผ่านมาอนุเก้าคงจะทรมานไม่น้อย ถ้าต่อไปใต้เท้ายังเรียกหาอนุเก้าอีก ไม่รู้เจ้านายของพวกนางจะต้องแบกรับความทรมานไปอีกนานเท่าไร





____________________

* เวลา 23.15 นาฬิกา

** เวลา 03.00-05.00 นาฬิกา