ณ ตำหนักต้าหยวน
ไทเฮานำของว่างมาให้ฮ่องเต้พร้อมกับถือโอกาสนั่งเล่นอยู่ครู่หนึ่ง นางคีบของว่างวางลงในจานเบื้องหน้าพระองค์แล้วค่อยวางตะเกียบลง เอ่ยอย่างมีความนัยว่า “จันเอ๋อร์... จำคำของแม่เอาไว้ให้ดี ตอนนี้ลูกยังอายุน้อย แม่ออกว่าราชการหลังม่านพร้อมกับลูกก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด อีกทั้งยังเป็นการปรามเหล่าขุนนางในราชสำนักไม่ให้รังแกลูกด้วย”
ฮ่องเต้ที่มีพระชนมายุเพียงสิบชันษา รับคำเบาๆ “ลูกจะจำคำของเสด็จแม่”
ไทเฮาถอนหายใจแล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้มีขุนนางใหญ่ในราชสำนักหลายคนคิดจะรังแกลูก เพราะลูกยังเล็ก ดังนั้นลูกจึงต้องฟังคำสั่งของแม่ทัพใหญ่เผยไปก่อน แต่อย่าได้เชื่อใจเขามากนัก อย่างไรก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง”
ฮ่องเต้เงยหน้า พูดด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังว่า “อาจารย์เผยเป็นผู้สำเร็จราชการที่เสด็จพ่อทรงเลือกด้วยพระองค์เอง เสด็จพ่อย่อมมีสายพระเนตรยาวไกล อีกทั้งในหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นราชการงานเมืองหรือในการฝึกยุทธ อาจารย์ก็อบรมสั่งสอนลูกเป็นอย่างดี เสด็จแม่อย่าได้ตรัสอะไรเช่นนี้เลย”
ไทเฮานิ่วหน้าเล็กน้อย คิดจะโต้แย้งแต่เสียงขันทีที่ยืนเวรอยู่นอกห้องกลับดังขึ้น “ฝ่าบาท ได้เวลาฝึกยุทธแล้ว ใต้เท้าเผยรอฝ่าบาทอยู่นอกตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ลุกขึ้นคำนับให้ไทเฮา “เสด็จแม่ ลูกขอตัวก่อน”
ไทเฮาทำได้เพียงพยักหน้ารับ เมื่อฮ่องเต้จากไป สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
หลังจากฮ่องเต้ออกจากตำหนักด้านใน สีหน้าที่อ่อนโยนเมื่อครู่พลันจางหาย เปลี่ยนเป็นเฉยชา ทรงออกคำสั่งกับขันทีคนสนิทว่า “รอจนไทเฮาเสด็จกลับไปแล้ว เจ้าจงนำของว่างเหล่านั้นเททิ้ง อย่าให้ใครรู้”
ขันทีน้อยรับคำเบาๆ มิได้มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด “รับด้วยเกล้า”
คนในวังต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้มิได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับไทเฮาเท่าไรนัก หลังจากพระองค์ถือกำเนิด ทรงได้รับการเลี้ยงดูจากซ่านเต๋อฮองเฮาจนมีพระชนมายุได้ห้าชันษา หลังจากซ่านเต๋อฮองเฮาสิ้นพระชนม์ พระองค์ค่อยกลับไปอยู่กับไทเฮาองค์ปัจจุบัน อีกทั้งยังมีแหล่งข่าวลับๆ ในวังบอกต่อกันว่าการตายของซ่านเต๋อฮองเฮาเกี่ยวข้องกับไทเฮา ทำให้ฮ่องเต้ไม่อาจทำตัวใกล้ชิดกับแม่แท้ๆ ของตนได้
นี่เป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นรู้เพียงส่วนหนึ่ง แต่เรื่องที่คนเหล่านั้นไม่รู้ก็คือ ความจริงแล้วฮ่องเต้ถึงขนาดรังเกียจไทเฮาด้วยซ้ำ แต่เพราะเหตุใดนั้น มีแต่ขันทีน้อยคนนี้เท่านั้นที่รู้
สองปีก่อนฮ่องเต้ยังไม่เกลียดชังไทเฮามากเหมือนตอนนี้ ทว่าคืนหนึ่งพระองค์เกิดคิดถึงซ่านเต๋อฮองเฮาที่เลี้ยงดูตนมา แต่เนื่องจากฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระองค์จึงคิดจะไปเยี่ยมมารดาที่ให้กำเนิดตนแทน จึงได้ชวนขันทีน้อยแอบไปหาไทเฮาที่ตำหนักอันอี้โดยไม่ให้ใครรู้
แต่ทรงพบว่ามีชายหนุ่มเปลือยกายอยู่บนแท่นบรรทมของไทเฮาถึงสองคน!
ทั้งเสียงและภาพที่ไม่น่าดูไม่น่าฟัง เข้าสู่โสตประสาทของฮ่องเต้อย่างจัง
ทว่าเรื่องนี้มีแต่ฮ่องเต้และขันทีน้อยรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น
ฮ่องเต้คิดแล้วก็ถอนหายใจอย่างรังเกียจ ทรงวิ่งออกจากตำหนักต้าหยวนไปพบเผยจี้ที่สวมชุดสีดำรัดกุมยืนรออยู่ด้านนอก พอเจอหน้าก็ทรงคลี่ยิ้มอย่างสดใส “อาจารย์!”
เผยจี้พยักหน้า ประสานมือคารวะฮ่องเต้ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้ฝ่าบาทจะเรียนการขี่ม้ายิงธนู”
ฮ่องเต้รับคำ “เราจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้”
เผยจี้ตอบ “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะรอฝ่าบาทที่สนามยิงธนู”
ฮ่องเต้จากไปแล้ว เผยจี้ค่อยเงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลขันทีที่ยืนอยู่นอกตำหนัก
ล้วนเป็นคนจากตำหนักอันอี้
แสดงว่าไทเฮาอยู่ในตำหนัก...
เวลานี้ฮ่องเต้ยังเยาว์นัก ยังมีนิสัยเปิดเผย เก็บความลับไม่อยู่ ไทเฮาจึงสั่งให้องครักษ์เงาของตนแฝงตัวคอยสอดส่องพระองค์ในที่ลับ แต่ในคืนที่ฮ่องเต้ไปตำหนักอันอี้และเห็นภาพน่าบัดสีกลับไม่มีคนของไทเฮารู้เรื่องนี้ ทว่าเผยจี้รู้! แน่นอน... เขาไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น ความบาดหมางระหว่างไทเฮาและฮ่องเต้เป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นอยู่แล้ว!
เผยจี้ดึงสายตากลับมา หมุนตัวเดินจากไปอย่างเฉยเมย
ฮ่องเต้ฝึกขี่ม้ายิงธนูได้ครึ่งชั่วยาม เผยจี้แสดงฝีมือการยิงธนูเข้ากลางเป้าจากระยะห่างหนึ่งร้อยก้าวก่อนจะยุติการสอน
ฮ่องเต้และคนอื่นๆ ในสนามได้แต่มองตาค้าง ชมไม่ขาดปาก “เราว่าในแผ่นดินแคว้นฉี คงไม่มีใครยิงธนูเก่งกว่าอาจารย์แล้ว”
เผยจี้กระโดดลงจากหลังม้า โยนคันธนูให้ขันทีที่ยืนอยู่แถวนั้น คันธนูมีน้ำหนักหลายสิบจิน ขันทีที่ก้าวเข้ามารับแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ต้องถอยหลังตั้งหลักอยู่หลายก้าว
เผยจี้มองเป้าที่อยู่ห่างออกไป “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน กระหม่อมแค่ฝึกจนชำนาญเท่านั้น”
ฮ่องเต้สรวล “อาจารย์ถ่อมตัวไปแล้ว”
แม้พระองค์จะมีพระชนมายุเพียงสิบชันษา แต่ก็เข้าใจดีว่า เพราะมีแม่ทัพใหญ่เผย... ตนถึงขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง และเพราะแม่ทัพใหญ่ผู้นี้... บรรดาอ๋องที่ปกครองหัวเมืองจึงไม่กล้าก่อกบฏ
ไม่ว่าจะเป็นวิธีจัดการที่เด็ดขาดหรือฝีมือที่ยอดเยี่ยมของเผยจี้ ไม่มีใครที่ไม่เกรงกลัว
แต่พระองค์ไม่กลัว ทรงรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีเผยจี้อยู่ข้างกาย
ตอนขึ้นครองบัลลังก์ ฮ่องเต้มีวัยเพียงหกชันษา เมื่อเผชิญหน้ากับขุนนางนับร้อยที่แสดงความไม่แน่ใจ อีกทั้งยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดย่อมเกิดความหวาดกลัวบ้าง ทรงกลัวถึงขนาดไม่กล้าเข้าประชุมเช้า ไปซ่อนตัวอยู่ในตำหนักเดิมของซ่านเต๋อฮองเฮา สุดท้ายเผยจี้ต้องเป็นคนไปพาตัวพระองค์ออกมา
เผยจี้พาพระองค์กลับมาที่ตำหนักต้าหยวน ใช้ดาบฟันคอขุนนางฝ่ายบู๊ที่ออกหน้าสงสัยว่าฮ่องเต้ไม่ใช่พระโอรสแท้ๆ ของอดีตฮ่องเต้ เลือดสดๆ กระจายไปถูกเสาทองกลางท้องพระโรง หัวที่แยกออกจากร่างกลิ้งไปตามพื้น เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงยังเห็นดวงตาผู้ตายเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
จากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าพูดจาส่งเดชอีก
เผยจี้ยังใช้กลวิธีบีบบังคับให้เสด็จอาที่คิดจะก่อกบฏต้องลงมือก่อนกำหนด เมื่อมีเหตุ ฮ่องเต้จึงมีข้ออ้างสังหารคนในตระกูลของเสด็จอาทั้งหมด ทำให้อ๋องคนอื่นๆ ไม่กล้ามีใจคิดเป็นอื่นอีก
หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านพ้นไป ฮ่องเต้พลันเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเสด็จพ่อจึงได้ตรัสกับพระองค์ก่อนสวรรคตว่า ‘ขอแค่มีเผยจี้อยู่ ตำแหน่งฮ่องเต้ของเจ้าจะมั่นคง’
ทรงรู้ว่าอาจารย์เผยจะต้องคุ้มครองพระองค์ เมื่อมีอาจารย์อยู่ด้วย พระองค์จึงไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น
แต่ตอนนี้พระองค์กลับกลัวว่าจะมีคนแย่งอาจารย์ไป
ขันทีประคองพระองค์ลงจากหลังม้า ขณะที่เดินไปยังสนามยิงธนู ทรงทำท่าคล้ายจะพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า
เผยจี้เป็นคนที่มีความรู้สึกไวจึงมองออกตั้งแต่แรก “ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าว ก็ว่ามาเถอะ”
ฮ่องเต้ลังเลไปชั่วขณะแล้วถาม “อาจารย์มีนางในดวงใจแล้วหรือยัง?”
เผยจี้ตะลึง หันไปมองขันทีที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้
ขันทีรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย รีบก้มหน้าแล้วถอยหลังไปอีกก้าว
ฮ่องเต้รีบชี้แจง “ทั่วทั้งวังหลวงต่างก็รู้เรื่องนี้ ซ้ำยังลือกันไปทั่วแล้วด้วย”
เผยจี้หัวเราะอย่างไม่แยแส “ไม่คาดว่าจะมีคนสนใจเรื่องฝ่ายในของกระหม่อมมากถึงเพียงนี้” เขาไม่เคยปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่เห็นถึงความจำเป็น จะมีข่าวลือหรือไม่ก็ไม่เป็นไร
“แสดงว่าอาจารย์มีแล้วจริงๆ” ฮ่องเต้ดูร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
เผยจี้ชะงัก ตอบกลับไปว่า “กระหม่อมก็อยู่ในอายุที่สมควรมีได้แล้วนี่”
ฮ่องเต้ได้ยิน พลันนึกได้ว่าปีนี้อาจารย์อายุยี่สิบหก บุรุษวัยนี้ส่วนใหญ่มีภรรยามีลูกกันแล้ว พอรับรู้ความจริงข้อนี้ใบหน้าที่ยังไม่ประสาของพระองค์จึงยับย่น ทรงลังเลไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยว่า
“ถ้า... ถ้าอย่างนั้นต่อไปหากอาจารย์มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง แล้วยังจะเข้าวังมาสอนวรยุทธให้เราหรือไม่”
เผยจี้เดาความคิดของฮ่องเต้ได้ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วหยุดเดิน “กระหม่อมจะภักดีต่อฝ่าบาทชั่วชีวิต”
นี่เป็นคำสาบานที่เผยจี้มอบแด่อดีตฮ่องเต้หลังจากที่ทรงช่วยชำระมลทินให้สกุลเผย
แน่นอน... เขาจะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้น้อยไปชั่วชีวิตเช่นกัน
ฮ่องเต้ได้ยินเผยจี้เอ่ยเช่นนั้น สีหน้าพลันสดใสขึ้นมาทันที เมื่อออกจากสนามยิงธนูยังกำชับราวกับเป็นผู้ใหญ่ว่า “ใต้หล้านี้มีคนเคียดแค้นอาจารย์อยู่มากมาย อาจารย์ต้องระวังคนข้างกายให้ดี อย่าได้ประมาทคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนเชียวนะ”
เผยจี้เป็นคนระมัดระวังตัวสูง ย่อมไม่ต้องให้ใครมาเตือนแต่กระนั้นก็ยังยิ้มรับ เขานั่งอ่านฎีกาเป็นเพื่อนฮ่องเต้อยู่ครึ่งวัน ออกจากวังหลวงอีกครั้งท้องฟ้าก็เข้าสู่ช่วงพลบค่ำ เมื่อกลับมาถึงจวน นึกถึงคำพูดของฮ่องเต้แล้วก็อดนิ่วหน้ามิได้
แม้เขาจะสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ แต่ไม่ถึงขนาดต้องภักดีจนตนไร้ทายาทสืบสกุล เผยจี้ขบคิดเรื่องนี้อยู่ในห้องหนังสืออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเรียกถงจือเข้ามาพบ เอ่ยว่า “ที่เจ้าพูดวันนั้นข้ามาคิดดูแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล”
เพราะท่านอาเล็กร่วมหลับนอนกับอนุเก้ามาหลายวันจากนั้นก็ไม่ได้เรียกนางมารับใช้อีก ถงจือจึงล้มเลิกความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมไปแล้ว พอได้ยินเผยจี้พูดขึ้นมาเช่นนี้จึงมีท่าทีตื่นเต้น ถามอย่างยิ้มแย้มว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปหาหนังสือต้องห้ามมาให้ท่านอ่าน!” พูดจบก็ไม่มองหน้าเผยจี้ คล้ายกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ รีบก้าวออกนอกห้องไปราวกับบิดาแก่ชราที่เป็นห่วงงานวิวาห์ของลูก
เผยจี้ “ช้าก่อน”
ถงจือที่เดินไปถึงหน้าประตูห้องพลันชะงัก หันกลับมาถาม “ไยท่านอาเล็กถึงเปลี่ยนใจเร็วเช่นนี้เล่า”
เผยจี้ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ ออกคำสั่งต่อ “กลับมานี่”
ถงจือเดินกลับมาอย่างไม่เต็มใจนัก “ท่านอาเล็กมีความคิดอย่างไรหรือ”
เผยจี้เชิดหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “ข้าเห็นด้วยก็จริง แต่อย่างไรก็ต้องทดสอบนางก่อนว่ามีความผิดปกติใดแฝงอยู่หรือไม่”
ถงจือเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ท่านอาเล็กขึ้นนั่งเก้าอี้แม่ทัพใหญ่ก็มีคนมากมายคิดจะลอบสังหารเขา ยิ่งมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ก็ยิ่งมีคนคิดจะเอาชีวิตเขามากขึ้น นางรำก็เป็นมือสังหาร บ่าวที่อยู่ในจวนมาหลายปีก็เป็นมือสังหาร เรียกได้ว่ามีมือสังหารแฝงอยู่ทุกแห่งหน ส่วนเผยจี้ที่ต้องเผชิญหน้ากับการลอบสังหารอยู่ตลอดเวลาก็ทำราวกับการไล่ล่าที่ตนเผชิญอยู่ เป็นการกินอาหารดื่มชาเท่านั้น
แม้เผยจี้จะไม่กลัวตาย แต่ก็รักชีวิต ถ้าต้องตายเพราะความภักดีเขาจะไม่เสียดาย แต่ถ้าให้ตายเพราะถูกคนร้ายลอบสังหาร เขาไม่ยอม ยิ่งตอนนี้ต้องการเฟ้นหาคนที่ต้องอยู่รับใช้ใกล้ชิดกับตนมากที่สุด ซ้ำยังต้องเป็นคนที่ให้กำเนิดทายาทสกุลเผยรุ่นต่อไป เขาจำต้องระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
ถงจือคิดไปคิดมาก็เสนอแนวทางว่า “ถ้าท่านอาเล็กไม่ไว้ใจนางก็ลองทดสอบดู”
เผยจี้มีความคิดเช่นนี้อยู่แล้ว เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นั่งพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “พรุ่งนี้เรียกอนุเก้ามารับใช้ข้าที่ห้องหนังสือ”
คนที่ร่วมเตียงกับเขาก่อนหน้านี้ก็คืออนุเก้า ถ้าเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่นก็จะยุ่งยาก ขอแค่หน้าตาใช้ได้ ไม่ขี้เหร่เกินไป ในสายตาของเผยจี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก อย่างไรเสียพวกนางก็เป็นสตรี อีกอย่างประสบการณ์ครั้งแรกกับนางก็ไม่เลว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว
ถงจือตะลึง “ท่านอาเล็กจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ?”
เผยจี้เลิกคิ้ว “ไม่อย่างนั้น จะใช้คนอื่นมาเป็นเหยื่อแทนข้าหรือ”
ถงจือเห็นดีด้วย “ก็ได้นะขอรับ จะปลอดภัยหน่อย...” พูดถึงตรงนี้เขาพลันชะงัก ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงอ่อย “แต่ก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”
ถึงจะเป็นเหยื่อล่อ แต่ถ้าให้ใช้ ‘ชายอื่น’ มาเป็นคนร่วมหอแทนท่านอาก็คงไม่เหมาะสม!
เผยจี้คร้านจะสนใจกับความคิดของหลานชาย โบกมือเป็นการจบเรื่องสนทนา “ไปได้แล้ว”
ถงจือรับคำ ก้าวออกจากห้องหนังสือตรงไปยังเรือนหลันอิน