ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อนุเก้าโปรดออมมือ

ผู้แต่ง Mu Yao Rao
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ ReadAwrite Fictionlog

ฮั่วอินถูกส่งมาฆ่ามหาเสนาบดี ‘เผยจี้’ แต่ดันความจำเสื่อมจนเข้าใจว่าตัวเองเป็นอนุคนที่เก้าผู้อ่อนแอ คอยออดอ้อนเขาทุกวัน กระทั่งความทรงจำกลับคืน นางจึงนึกได้ว่ามาที่นี่เพื่อ ‘ฆ่า’ ไม่ใช่ ‘อ้อน’!

บทนำ

นางถูกส่งมา ‘ฆ่า’ ไม่ได้มา ‘อ้อน’

ไม่ว่าใครต่างก็หวาดกลัวมหาเสนาบดี ‘เผยจี้’  
บุรุษที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จด้วยมือที่เปื้อนเลือด ซ้ำยังขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม
แน่นอนว่าคนอยากให้เขาตายมีนับไม่ถ้วน 
กิจการ ‘ลอบสังหารเผยจี้’ จึงรายได้ดี งานก็มีมาจ้างวานไม่ขาดสาย

‘ฮั่วอิน’ คือพญายมอันดับหนึ่งสำหรับงานด้านนี้
นักฆ่าที่มีความงามเป็นเลิศเช่นนาง แน่นอนว่าต้องใช้มารยาหญิงเข้าล่อแล้วเด็ดหัว
อา... แต่ผิดแผนไปหน่อย 
คนงามดันสะดุดล้มหัวกระแทกพื้นจน ‘ความจำเสื่อม’ เสียนี่!

หลังจากสมองกระทบกระเทือน 
ฮั่วอินก็ปักใจเชื่อว่าตัวเองคือโฉมงามผู้อ่อนแอ บอบบาง น่าทะนุถนอม
ต้องใช้ชีวิตในจวนด้วยการออดอ้อนเอาใจเผยจี้ในฐานะอนุคนที่เก้า
เอ... แต่ไยข้าจึงบีบกระดูกโจรแหลกคามือได้เล่า? 
ไหนจะกระบวนสังหารที่พลิ้วไหวของข้าอีก?
จนกระทั่งความทรงจำกลับคืนมา ฮั่วอินถึงเพิ่งระลึกได้ว่า
ตนถูกส่งมาเพื่อ ‘ฆ่า’ เผยจี้... ไม่ใช่มาเป็น ‘เมียเด็กขี้อ้อน’ ของเขา!

สารบัญ

อากาศเดือนแปดร้อนอบอ้าวตลอดทั้งวัน ตอนกลางคืนถึงจะเย็นสบายขึ้นมาบ้าง

ในช่วงเวลาที่เงียบสงัด จวนสกุลเผยคล้ายกับมีม่านหมอก บางๆ ปกคลุม รอบจวนเงียบจนรู้สึกผิดปกติ

แสงไฟสว่างจ้ารอบเรือนใหญ่ ระเบียงทางเดินนอกห้องมีบ่าวรับใช้ยืนก้มหน้าก้มตากันเป็นแถวยาว ทุกคนยืนนิ่ง ไม่พูดคุย ไม่มีการเงยหน้ามองอะไรทั้งนั้น ความเงียบของค่ำคืนนี้คล้ายจะปกติ แต่ก็เหมือนไม่ปกติ

นอกห้องสงบเงียบ แต่ในห้องกลับต่างไปอย่างสิ้นเชิง...

ด้านในที่มืดสลัวมีสิ่งของตกเกลื่อนพื้นห้อง มีทั้งเครื่องกระเบื้องที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเชิงเทียนและม้านั่งที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เสียงครางของสตรีผสานไปกับเสียงหายใจหนักหน่วงของบุรุษ ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายราคะฟุ้งตลบ

ร่างของฮั่วอินชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับชุบตัวอยู่ในแอ่งน้ำ เรือนร่างเปลือยเปล่าคุกเข่าบนเตียงในท่าโน้มตัวไปด้านหน้า เสียงหายใจคล้ายจะติดขัด

เอวเล็กขาวของนางถูกรวบอยู่ในฝ่ามือใหญ่ที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก ร่างกายท่อนล่างถูกรุกรานหนักหน่วงจนตัวของนางกระดอนไปด้านหน้าเป็นจังหวะ ทรวงอกอวบอิ่มไหวโยนไปตามแรงกระแทก เห็นเป็นก้อนเนื้อขาวผ่องที่เคลื่อนไหวเป็นระลอก

บุรุษด้านหลังเร่งความเร็วไปตามอารมณ์โดยมิได้ใส่ใจกับเรื่องอื่น

“ช้า ช้าหน่อย ใต้ ใต้เท้า...” เสียงของฮั่วอินขาดห้วง นี่เป็นการสูญเสียพรหมจรรย์ครั้งแรก นางรับมือไม่ทัน อีกทั้งเขายังไม่ให้โอกาสนางได้ปรับตัวก็ช่วงชิงความบริสุทธิ์จากนางไปเสียแล้ว

นางบิดตัวด้วยความรู้สึกอึดอัดหวังจะลดความคับแน่นที่เกิดขึ้น แต่เหมือนจะยิ่งยั่วให้บุรุษที่อยู่ด้านหลังเร่งความเร็วในการแทรกร่างของนางมากยิ่งขึ้น

ฮั่วอินเปล่งเสียงร้องอย่างตกใจ

เขาโน้มร่างลงมาทาบทับแผ่นหลังนาง ล้วงฝ่ามือใหญ่เข้ามาบีบเคล้นอกอวบข้างหนึ่ง เนื้อหน้าอกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรวบได้ในมือเดียวทะลักออกมาตามง่ามนิ้ว ครั้นยอดอกชูชันสัมผัสถูกฝ่ามือหยาบกระด้าง ความเจ็บปวดระคนเสียวซ่านเหมือนเปลวไฟเลียน้ำแข็งก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ท่อนล่างของนางยิ่งบีบรัดสิ่งแปลกปลอมทำให้ท่อนเนื้อที่อยู่ในร่างเคลื่อนตัวลำบากมากขึ้น

หน้าผากของบุรุษผู้นั้นมีเหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงมาข้างแก้ม ตกลงบนสะโพกของฮั่วอิน

เสียงทุ้มห้าวดังคล้ายเสียงเตือน “อย่าเกร็ง!”

ฮั่วอินหันกลับไปมอง ดวงตาเรียวยาวที่อยู่บนใบหน้าหล่อเหลายามนี้หรี่แคบ ปลายคางและต้นคอเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน

สายตาของฮั่วอินเลื่อนลงมาด้านล่าง เหงื่อจากต้นคอของเขาไหลลงมาจนถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เห็นเป็นลอนชัดเจน ผสานเข้ากับเหงื่อบริเวณนั้นแล้วไหลลงไปรวมกันด้านล่างที่กำลังดันเข้าและดึงออกอย่างดุดัน

สีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความแข็งแกร่งของเรือนร่าง กระตุ้นให้หว่างขาของนางชุ่มฉ่ำ มอบหยาดน้ำผึ้งช่วยหล่อลื่นให้ชายหนุ่มเคลื่อนตัวสะดวกกว่าเดิม

แรงกระแทกระลอกใหม่ส่งให้ร่างของฮั่วอินเคลื่อนตัวไปด้านหน้าราวกับปลาที่คิดจะกระโจนขึ้นฝั่ง ริมฝีปากสีสดเผยอหาอากาศ ความร้อนรอบตัวแผดเผาจนนางแทบทนไม่ไหว นางน้ำตาเอ่อ มือซ้ายคว้าผ้าม่านข้างเตียงมาพยุงตัว แต่แรงดึงกลับทำให้ม่านขาดติดมือ

เสียงม่านขาดถูกกลบด้วยเสียงเนื้อกระทบเนื้อ

ทั้งร้อนทั้งรุนแรง

ความรู้สึกเสียวซ่านแผ่กระจายไปไกล อารมณ์นางเตลิดกับจังหวะรุกเข้าถอยออกของคนที่อยู่ด้านหลัง

พั่บ พั่บ พั่บ...

ไม่นานเสียงร้องด้วยความสุขสมก็แว่วออกจากปากฮั่วอิน ร่างของนางอ่อนระทวยฟุบลงกับผ้าห่ม หน้าอกนุ่มนิ่มถูกเคล้นจนแดงเถือก แทบจะเปลี่ยนรูปทรง การเคลื่อนไหวของชายหนุ่มทั้งเร็วและแรง จนกระทั่งแตะถูกเขตแดนของความปรารถนา เขาถึงได้ปลดปล่อยธารร้อนออกมา

เสียงหายใจแรงของคนทั้งสองดังระงม ส่วนที่ยังประสานกันอยู่ก็ยังคงสอดลึก แนบแน่น

ฮั่วอินสมองว่างไปชั่วขณะก่อนจะเริ่มรู้สึกตัว นางดีใจที่ทุกอย่างยุติเสียที ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปตนคงถูกหามออกไปเป็นแน่ ทว่านางมิได้สังเกตบุรุษที่อยู่ด้านหลัง จึงไม่รู้ว่าสายตาของเขาเวลานี้กำลังจับจ้องบนสะโพกกลมกลึงที่แดงเถือกของนาง สักพักสายตาเขาก็เลื่อนไปมองยังส่วนที่ยังประสานกันอยู่

ฮั่วอินสะดุ้งเมื่อรับรู้ว่าท่อนเนื้อที่ยังค้างเติ่งอยู่ในร่าง เริ่มพองตัวขึ้นอีกครั้ง นางยังไม่ทันได้ตั้งตัว เอวบางก็ถูกมือสองข้างรวบเอาไว้แล้วจับตัวนางยกสูง บริเวณอ่อนนุ่มที่เพิ่งรับศึกหนักไปเมื่อครู่ ถูกท่อนเนื้อแข็งแรงดันเข้ามาด้านในอีกหน

“ใต้ ใต้เท้า ข้า ไม่ไหวแล้ว...” นางลนลานอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจะฟังไม่เป็นคำ

แต่เขามิได้ใส่ใจ ยังคงกระทำตามอำเภอใจ ตอบเพียงว่า

“ไม่ไหวก็ต้องทน!”

เสียงห้าวทุ้มที่เค้นออกมานั้นเย็นกระด้าง ไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง

ฮั่วอินได้แต่ส่งเสียงสะอื้นไปตามจังหวะการกระแทก นางก่นด่าคนที่อยู่เหนือร่างไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ความจริงนางอยากจะด่าเขาแบบออกเสียงด้วยซ้ำ แต่พอคิดถึงความเป็นขุนนางกังฉินที่โหดเหี้ยมอำมหิตของเขา นางกลับไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้

กลัวเพียงว่าถ้าด่าออกไป เขาจะจับนางหักคอ ดังนั้นนางจึงกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองด่า

ผ่านไปแบบนี้กว่าสองชั่วยาม กว่าพายุจะสงบลงได้

ขณะสะลึมสะลือ ไร้เรี่ยวแรง เสียงทุ้มห้าวก็ดังขึ้นอย่างไม่ไยดีว่า “เตรียมน้ำ!”

ไม่นานหลังจากนั้นประตูห้องก็ถูกเปิด ภายในห้องมืดสลัว มีสาวใช้ถือตะเกียงแล้วยกน้ำเข้ามาในห้อง หลังจากตะเกียงและถังน้ำถูกวางไว้แล้ว สาวใช้ทั้งหลายก็ถอยออกไปเงียบๆ ราวกับไม่เคยมีใครเข้ามา

เปลวไฟไหวระริก ฮั่วอินพอจะรับรู้ได้ว่าชายที่อยู่ด้านหลังก้าวลงจากเตียง นางเบือนหน้ามองตาม เห็นแผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่มีเหงื่อจับอยู่เป็นชั้นบางๆ

คล้ายกับรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้อง เขาหันหลังกลับมา

ใบหน้านั้นหล่อเหลา แต่เต็มไปด้วยความเย็นกระด้างที่แฝงแววอำมหิต

แรงกดดันที่แผ่ออกจากร่างเขาทำให้นางรีบก้มหน้า เอ่ยว่า “ขออภัยเจ้าค่ะใต้เท้า”

ชายหนุ่มดึงสายตากลับ เม้มริมฝีปาก เช็ดตัวอย่างลวกๆ สวมเสื้อผ้าแล้วค่อยออกไปจากห้อง

ทันทีที่ประตูห้องปิดเข้าหากัน ฮั่วอินลอบถอนหายใจ ความหวาดหวั่นที่มีอยู่เมื่อครู่หายวับไปทันที นางนอนอยู่บนเตียงนุ่มที่ยุ่งเหยิงอย่างเหม่อลอย สายตาจับจ้องอยู่แต่เพดานเตียง กลิ่นความใคร่ยังอบอวลอยู่ในห้องทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัว

ฮั่วอินแทบจะไร้เรี่ยวแรง เริ่มปวดหัวจึงมิได้สนใจกับกลิ่นเหล่านี้ เพียงแต่รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไป เป็นสิ่งที่สำคัญมากแต่นางก็นึกไม่ออก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง ครั้งนี้มีสาวใช้เข้ามาสองคน ทั้งคู่เป็นสาวใช้ที่คอยรับใช้ใกล้ชิดฮั่วอิน พวกนางหยุดยืนอยู่นอกผ้าม่าน เตือนเบาๆ ว่า “อนุเก้าควรกลับเรือนหลันอินได้แล้วเจ้าค่ะ”

ฮั่วอินดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วลุกนั่ง ปัดผ้าม่านออกอย่างไร้เรี่ยวแรง นางมองสาวใช้ทั้งสองก่อนจะออกคำสั่งเสียงแผ่ว “ช่วยประคองข้าหน่อย”

สาวใช้เข้ามาประคอง เมื่อเห็นจ้ำแดงตามเนื้อตัวของฮั่วอินก็พากันหน้าแดงก่ำ พวกนางไม่กล้ามองไปมากกว่านั้น สาวใช้นางหนึ่งหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมา แต่ปรากฏว่าขาดวิ่นจนใส่ไม่ได้ จึงรีบเอ่ยว่า “บ่าวจะกลับไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้นะเจ้าคะ”

ฮั่วอินมองเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งแล้วนึกไปถึงสองชั่วยามก่อนที่นางจะเข้ามาในห้อง

ช่วงเวลายามหนึ่ง หนึ่งเค่อ* พ่อบ้านมาหานางที่เรือนหลันอินอย่างรีบร้อน บอกให้นางไปรับใช้ที่เรือนใหญ่

พ่อบ้านให้นางเตรียมตัวไม่ถึงหนึ่งเค่อ แล้วเดินนำหน้าพานางไปยังเรือนใหญ่

พอมาถึงก็ให้นางเข้าไปในห้องที่มืดสลัว

เมื่อเข้ามาแล้ว นางเห็นสภาพเละเทะบนพื้นเพียงเลือนราง ไม่เพียงในห้องจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู ในความมืดยังให้ความรู้สึกอึดอัด มีบรรยากาศที่ร้อนระอุแฝงอยู่ นางเงยหน้ามองสภาพภายในห้องอย่างตกใจ เห็นว่าห้องด้านในมีม่านบางๆ ทิ้งตัวลงมาเหมือนจะช่วยแบ่งเขตแดนของห้อง ม่านมีอยู่หลายชั้น ชั้นในสุดพอจะมองเห็นเงารางๆ นั่งอยู่บนขอบเตียง ซ้ำยังมีเสียงลมหายใจหนักหน่วงดังมาจากหลังผ้าม่าน พร้อมกับมีกลิ่นอายบางอย่างที่นางบรรยายไม่ถูก

ฮั่วอินยืนอยู่หน้าผ้าม่านเนื้อบาง ลังเลอยู่ชั่วครู่ค่อยเอ่ยทักเสียงแผ่วว่า “ใต้เท้า”

คนที่อยู่ด้านในย่อมไม่อาจเป็นใครอื่นนอกจาก ‘สามี’ ของนาง เขาเป็นถึงขุนนางผู้สำเร็จราชการ อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ นามว่าเผยจี้

ชายที่นั่งอยู่หลังผ้าม่านเงยหน้าขึ้นมองฮั่วอิน

แม้จะมีผ้าม่านขวางอยู่หลายชั้นแต่ฮั่วอินรับรู้ได้ถึงสายตาร้อนแรงที่มองมา

แม้สายตานั้นจะร้อนแรงแต่บรรยากาศรอบตัวของเขากลับเย็นยะเยือกราวกับอยู่ท่ามกลางสายหมอกในเหมันตฤดู อีกทั้งยังมีรังสีอำมหิตแฝงอยู่

ฮั่วอินตัวเกร็งด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงทุ้มต่ำก็ดังผ่านผ้าม่าน “เข้ามา”

ฮั่วอินลังเลอยู่เล็กน้อย สุดท้ายยังคงปัดผ้าม่านที่ขวางกั้นแล้วก้าวเข้าไปห้องด้านใน

แม้นางจะมองเพียงแวบเดียวแต่ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ภายในได้เป็นอย่างดี ห้องภายในและภายนอกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายนอกมีแต่สิ่งของเกลื่อนพื้น แต่ด้านในกลับสะอาดเรียบร้อย เพียงแต่มีบรรยากาศอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฮั่วอินมิได้สบสายตากับเขา นางหลุบตาเล็กน้อย เห็นแผ่นอกแข็งแรงใต้เสื้อตัวในที่ถูกแหวกออกจนกว้าง

เขานั่งแยกขาออกจากกัน วางมือสองข้างที่เห็นเส้นเอ็นเด่นชัดอยู่บนหน้าตัก มีเจ้าสิ่งหนึ่งที่น่าตระหนกชูชันอยู่เบื้องหน้า ฮั่วอินลอบกลืนน้ำลาย นางไม่กล้าสอดส่ายสายตาเรื่อยเปื่อย รีบก้มหน้ามองพื้น ทว่าชายที่นั่งนิ่งกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตน

ฮั่วอินยืนห่างจากเขาสักสองก้าว แต่รับรู้ถึงสายตาที่จ้องเขม็งมายังตน

“เข้าจวนมาเมื่อไหร่” เขาถาม

“เรียนใต้เท้า ข้าเข้าจวนเมื่อครึ่งปีก่อนเจ้าค่ะ”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับให้ความรู้สึกยาวนานนัก หลังจากนั้นไม่นาน ข้อมือของฮั่วอินก็ถูกฝ่ามือร้อนระอุดึงเข้ามาประชิดแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยเหงื่อ

ร้อน! ไม่ใช่อุณหภูมิที่คนทั่วไปควรมี

แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์หมิ่นเหม่แต่ฮั่วอินกลับวิเคราะห์สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ห้องที่อยู่ในสภาพเละเทะ... เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของเขาคนนี้ อีกทั้งเขายังมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอุณหภูมิที่สูงกว่าคนปกติอีกด้วย ฮั่วอินคาดเดาอย่างคนใจกล้าว่าเขาคงถูกคนวางยาปลุกกำหนัดเข้าให้แล้ว แต่คนที่ระมัดระวังตัวสูงอย่างเผยจี้เหตุใดจึงตกหลุมพรางได้เล่า?

นางยังไม่ทันได้ขบคิดต่อ เผยจี้ก็ผูกข้อมือสองข้างของนางเข้าด้วยกัน

ฮั่วอินตกใจ คิดจะขัดขืน แต่ข้อมือของนางถูกตรึงเอาไว้แน่น

“อย่าขยับ!” เสียงตวาดดังขึ้น ฝ่ามือแข็งแกร่งข้างหนึ่งเปลี่ยนตำแหน่งมากุมต้นคอของนางแทน

ความร้อนจากฝ่ามือทำให้ฮั่วอินตัวแข็ง ไม่กล้าขยับแล้ว!

เมื่อนึกได้ว่าคนอย่างเผยจี้ไม่เคยให้ใครเข้าใกล้ตัวเขาได้ อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นขุนนางใหญ่ มีคนลอบสังหารอยู่ตลอดเวลา เขาทำเช่นนี้แสดงว่าไม่เชื่อใจนาง

เรื่องที่ตามมาหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่รู้กัน

ฮั่วอินเลื่อนสายตาจากเสื้อผ้าขาดวิ่นที่สาวใช้ถืออยู่มามองข้อมือที่ยังรู้สึกเจ็บ พลางมองไปยังอ่างน้ำอุ่นที่ยังไม่มีใครใช้ภายในห้อง จากนั้นค่อยออกคำสั่ง “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะเช็ดตัวสักหน่อย” ห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของใต้เท้าเผยนางน่าจะอยู่ต่อได้อีกสักพัก

สาวใช้ทั้งสองล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

ฮั่วอินปรับลมหายใจอยู่หลายครั้งก่อนจะก้าวลงจากเตียง เดินไปหาอ่างน้ำอย่างเชื่องช้า หยิบผ้าแห้งที่วางอยู่ข้างๆ มาชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ตามเนื้อตัวอย่างเบามือ ขณะที่เช็ดตัวความคิดของนางล่องลอยไปไกล นี่เป็นประสบการณ์บนเตียงครั้งแรก แต่หลังจากมันผ่านไป ทำไมนางถึงทำใจเยือกเย็นลงได้

ฮั่วอินเกิดความสงสัยในตัวเองขึ้นมาไม่น้อย

หรือเพราะก่อนหน้านี้ที่นางอยู่ในหอฟงเยว่ ได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องชายหญิงมาโดยเฉพาะ จึงมิได้ตื่นตระหนกมากนัก

ใช่... ฮั่วอินมาจากสถานเริงรมย์ฟงเยว่อันต้อยต่ำ แต่ว่านางจำอะไรไม่ได้

สองเดือนก่อน ในงานวันเกิดของเผยจี้มีคนร้ายแอบเข้ามาลอบสังหารทำให้งานเลี้ยงเกิดความวุ่นวาย สร้างความตื่นกลัวให้กับทุกคนที่อยู่ในงาน มีเพียงเผยจี้ที่นั่งดื่มสุราราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนนาง... ถูกใครไม่รู้ผลักจนตกบันไดระหว่างกำลังชุลมุนจนหัวแตก เลือดคั่ง พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็จำอะไรไม่ได้แล้ว

นางไม่ได้บอกใครเรื่องที่ตนสูญเสียความทรงจำ เพียงแต่คอยสังเกตการณ์ หลังจากผ่านไปอีกหลายวันก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าหลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต มีการแต่งตั้ง ‘แม่ทัพใหญ่เผยจี้’ ขึ้นเป็นขุนนางผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้น้อยองค์ปัจจุบัน เผยจี้เป็นคนเด็ดขาดอำมหิต อีกทั้งยังกุมอำนาจส่วนใหญ่ทางทหาร ทำให้เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักไม่มีใครกล้าขัดขาเขา คนที่คิดจะเอาชีวิตเขาจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ขณะเดียวกันคนที่คิดจะประจบเอาใจเขาก็มีไม่น้อย

คนที่คิดเอาใจเผยจี้ย่อมหนีไม่พ้นการมอบเงินทองของมีค่า ตลอดจนถึงหญิงงาม ฮั่วอินเป็นหญิงงามที่ถูกรองผู้ว่าการเมืองหวายโจวส่งมาให้เผยจี้เพื่อประจบเอาใจ ทั้งที่ภายในจวนเผยก็มีอนุอยู่ถึงแปดคนแล้ว ฮั่วอินมาเป็นคนที่เก้า

ด้วยอุปนิสัยของเผยจี้ เขาเป็นคนช่างระแวง เขาไม่เข้าใกล้หญิงสาวคนไหน อย่าว่าแต่ฮั่วอิน แม้แต่หญิงงามแปดคนที่อยู่มาก่อนหน้าก็ยังไม่เคยมีใครได้ร่วมเตียงกับเขามาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นหญิงงามหรือเป็นของมีค่าใดๆ เผยจี้ไม่เคยปฏิเสธ คนที่คิดประจบจึงส่งทั้งหญิงงามและสิ่งของให้เขาเพราะคิดว่าเขาสนใจ

หลังจากฮั่วอินความจำเสื่อม มาจนถึงวันนี้ก็กินเวลาสองเดือนแล้ว สองเดือนที่ผ่านมา นางเคยพบเผยจี้แค่ครั้งเดียว คืนนี้เป็นครั้งที่สอง ที่นางถูกเรียกตัวมาพบเขาคงเป็นเพราะสองเดือนก่อนในงานเลี้ยงวันเกิดเขา ในบรรดาหญิงงามทั้งหลายมีนางเพียงคนเดียวที่หกล้ม ได้รับบาดเจ็บ นางคิดว่าเผยจี้คงจำนางได้จากเรื่องนั้น

เมื่อเช็ดตัวดีแล้วสาวใช้ก็นำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้

ฮั่วอินแต่งตัวเรียบร้อยจึงค่อยออกจากห้อง

เวลานี้ยามสาม**ท้องฟ้าเริ่มเห็นแสงรำไร ด้านนอกดูเหมือนจะไร้ผู้คน แต่ฮั่วอินรู้ว่าทุกอย่างมิได้เงียบงันเหมือนที่เห็นภายนอก

สาวใช้ประจำเรือนประคองนางออกมาส่งตรงระเบียงทางเดิน นางก้าวลงบันไดหินอย่างเชื่องช้า ฟ้ายังไม่สว่างดี อากาศภายนอกค่อนข้างเย็น สาวใช้คนหนึ่งนำเสื้อคลุมเนื้อบางคลุมไหล่ให้ฮั่วอิน พอออกจากเรือนใหญ่ สาวใช้ประจำตัวที่ชื่อว่าลวี่หลัวก็เข้าประคองฮั่วอินแทน ส่วนปี้อวี้เดินถือโคมไฟส่องทางอยู่ด้านหน้า

ลวี่หลัวพ่นลมหายใจออกอย่างระมัดระวังแล้วกระซิบว่า

“อนุเก้า ตอนที่บ่าวกลับไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ท่าน ได้ให้คนเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แล้ว”

ฮั่วอินรับคำเบาๆ เสียงของนางเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง

สาวใช้สองคนนี้ถูกส่งมารับใช้ฮั่วอินตอนที่นางเข้ามาในจวนไม่นาน ทั้งสองรับใช้นางได้ครึ่งปีแล้ว

เดิมทีพวกนางรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่เจ้านายของตนได้ ‘รับใช้ใกล้ชิดใต้เท้าจริงๆ’ เป็นคนแรก แต่เมื่อเห็นร่องรอยตามตัวของอนุเก้า ความรู้สึกยินดีที่มีมาก่อนหน้านี้ก็หายวับ พวกนางลืมไปเสียสนิทว่าใต้เท้าเผยนั้นไร้ความเมตตา ไม่มีความเห็นใจให้ใครทั้งสิ้น ปกติก็เป็นคนน่ากลัว แล้วเรื่องบนเตียงจะไม่ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่หรือ!

คิดไปคิดมา สาวใช้ทั้งสองพลันรู้สึกเสียใจจนน้ำตาคลอ

คืนที่ผ่านมาอนุเก้าคงจะทรมานไม่น้อย ถ้าต่อไปใต้เท้ายังเรียกหาอนุเก้าอีก ไม่รู้เจ้านายของพวกนางจะต้องแบกรับความทรมานไปอีกนานเท่าไร





____________________

* เวลา 23.15 นาฬิกา

** เวลา 03.00-05.00 นาฬิกา

ห้องอาบน้ำที่อยู่ภายในห้องนอนใหญ่ มีไอน้ำลอยหนาแน่น

เผยจี้ที่แช่ตัวอยู่ในสระหลับตา วางแขนพาดขอบสระอย่างผ่อนคลาย

ภายใต้ความเงียบงัน มีชายชุดดำก้าวเข้ามาหาอย่างเงียบเสียง เขายืนอยู่ในห้องด้านนอก รายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ใต้เท้า อนุเก้าออกจากเรือนใหญ่แล้วขอรับ”

เผยจี้ยังคงหลับตา ส่งเสียงว่ารับรู้แล้วถามว่า “สืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

องครักษ์ชุดดำตอบ “หลังจากงานเลี้ยงในวังหลวงยุติ มู่หวังเฟย*ถูกประคองออกจากท้องพระโรง” เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วรายงานต่อ “คาดว่าไทเฮาคงอยากจะให้ใต้เท้าขัดแย้งกับมู่อ๋อง จึงคิดหาทางวางยาในสุราของใต้เท้า”

เผยจี้ลืมตาขึ้น ประกายตาของเขามีแววอาฆาตมาดร้าย

งานเลี้ยงในวังหลวงคืนนี้ ไทเฮาหลอกใช้ฮ่องเต้น้อยให้มาคารวะสุรากับเขา ในฐานะขุนนางเผยจี้ย่อมไม่อาจปฏิเสธ จำต้องดื่มสุราจอกนั้น

เผยจี้เป็นคนที่ระมัดระวังตัวจึงดื่มไปเพียงครึ่งจอก อีกครึ่งคายใส่แขนเสื้อขณะทำท่าว่าดื่ม ดังนั้นจึงประคองร่างตัวเองออกจากวังหลวงอย่างมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนได้

ไทเฮาวางแผนให้เขามีความสัมพันธ์กับมู่หวังเฟย นางประเมินเขาต่ำเกินไป

แววตาของเผยจี้เปล่งประกายเย็นกระด้าง เอ่ยปากด้วยจังหวะที่เนิบช้า

“ในเมื่อนางส่งของกำนัลให้ข้า ข้าก็ควรมอบของตอบแทน”


ฮั่วอินอาบน้ำทันทีที่กลับถึงเรือนพัก

แสงไฟช่วยให้นางมองเห็นร่องรอยบนเรือนร่างตนอย่างชัดเจน แม้จะสูญเสียความจำ แต่สองเดือนที่ผ่านมานางก็พอรู้ว่าผิวหนังของตนนั้นบอบบาง เพียงบีบเบาๆ ก็เป็นรอยแดง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแรงขยำของเผยจี้ที่ทำต่อนางอย่างไม่เกรงใจ คิดว่าเพราะฤทธิ์ยาเขาจึงควบคุมตัวเองไม่ได้

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นฮั่วอินยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย ตอนนี้นางยังเมื่อยล้าอ่อนแรง ได้นั่งแช่น้ำร้อนๆ ทำให้สบายเนื้อตัวอยู่ไม่น้อย นางฟุบตัวอยู่กับขอบถังน้ำ หลับตาพักสมอง ตั้งแต่สูญเสียความทรงจำมาถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว สองเดือนที่ผ่านมานางพอจะหาคำตอบได้ว่าตัวเองเป็นใคร และอยู่ในสถานการณ์ใด

เผยจี้เป็นขุนนางผู้สำเร็จราชการ เป็นคนระมัดระวังตัว ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ อีกทั้งยังไม่เข้าใกล้สตรี นางเองก็เหมือนอนุภรรยาคนอื่นๆ ที่อยู่ในจวนแต่ไม่เคยได้รับความสนใจจากเขามาก่อน บรรดาอนุภรรยาทั้งหลาย บ้างก็มาจากวังหลวง บ้างก็มาจากตำหนักอ๋อง บางคนเป็นถึงหญิงงามจากหยางโจว

ตัวฮั่วอินนั้นมาจากหอฟงเยว่ เป็นสถานที่อบรมสั่งสอน ‘บรรณาการสาว’ ทั้งหลายที่จะถูกมอบเป็นอนุภรรยาแด่คหบดี หรือขุนนางใหญ่โดยเฉพาะ เรื่องเหล่านี้ฮั่วอินสอบถามจากสาวใช้ในเรือน ปีที่นางอายุสิบห้า ต้องเข้าพิธีปักปิ่นที่หอฟงเยว่ นางไม่สบายอย่างหนัก ต้องพักรักษาตัวนานถึงสองปีกว่าจะหายดี ครั้นนางอายุสิบเจ็ดจึงถูกรองผู้ว่าการเมืองหวายโจวใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวเพื่อส่งต่อให้กับจวนเผยในเมืองหลวงอีกทอดหนึ่ง

นางอยู่ในจวนมานานครึ่งปีจนกระทั่งอายุสิบแปด

เมื่อคืนนี้เป็นครั้งแรกที่นางถูกเรียกตัวไปรับใช้ใต้เท้าเผยที่เรือนใหญ่

ก่อนหน้านี้ ในฐานะอนุภรรยาของเผยจี้ แม้ไม่ได้รับความโปรดปรานแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินอยู่ นางจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสงบภายในเรือนหลังเล็กของตนไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเผยจี้ถูกวางยาทำให้ต้องเรียกตัวนาง คิดว่าชาตินี้นางคงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ไปจนตาย

ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นคงไม่น่ามีครั้งที่สอง

เดิมทีนางควรโล่งอก แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกว่าตนพลาดเรื่องสำคัญบางอย่างไป จึงมิได้รู้สึกสบายใจอย่างที่ควรเป็น หรืออาจเพราะสูญเสียความทรงจำนางเลยคิดอะไรไม่ออก

ฮั่วอินยกมือคลึงขมับ ถอนหายใจเบาๆ ช่างเถอะ... คิดว่าช่วงเวลาที่นางอยู่หอฟงเยว่ก็คงไม่มีความทรงจำที่น่าจดจำสักเท่าไร ถึงจะนึกไม่ออก ก็ไม่เป็นไร

ฮั่วอินลุกขึ้นจากถังน้ำ เช็ดตัวเสร็จแล้วค่อยกลับเข้าห้อง

ลวี่หลัวหยิบขี้ผึ้งยามาให้ ฮั่วอินจึงนอนให้นางทาตามรอยแดงบนร่าง

ไม่รู้ว่านางหลับไปตั้งแต่เมื่อใด ทว่าตอนที่ลวี่หลัวออกจากห้อง นางยังปรือตาตื่นขึ้นมาครู่หนึ่ง

จากนั้นฮั่วอินก็หลับสนิทจนกระทั่งเที่ยงวัน

นางหลับไปเกือบสามชั่วยาม พอลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัว ลวี่หลัวก็เข้ามาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่นางยังไม่ตื่น “วันนี้อนุท่านอื่นแวะมาหาอนุเก้ากันตั้งแต่เช้า เหมือนอยากสอบถามอะไรบางอย่าง สงสัยคงจะมาประจบเอาใจอนุเก้ากันนะเจ้าคะ”

ปี้อวี้หยิบเสื้อผ้ามาให้ฮั่วอิน เสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า “อนุเก้าเป็นคนแรกที่ได้รับใช้ใต้เท้าในเรือนหัน แล้วจะไม่ให้พวกนางมาประจบเอาใจได้อย่างไร”

ฟังคำพูดของปี้อวี้แล้วทำให้ฮั่วอินถึงกับตัวสั่น เนื้อตัวที่รู้สึกสบายขึ้นกลับหนักอึ้ง มีความเจ็บปวดแทรกอยู่รางๆ

ผู้ชายคนนั้นไม่ละเอียดอ่อนเอาเสียเลย คิดแต่จะตักตวงอยู่ฝ่ายเดียว

ยิ่งคิดถึงตรงนี้ฮั่วอินก็ยิ่งแค้น

คนอื่นคิดว่าที่นางถูกเรียกตัวไปเมื่อคืนถือเป็นเกียรติอย่างสูง แต่สำหรับฮั่วอินแล้ว มันเป็นการถูกเรียกไปรับโทษชัดๆ นางไม่ได้ต้องการเกียรติยศแบบนี้!

ปี้อวี้ช่วยฮั่วอินแต่งตัว มีเสียงสาวใช้ดังจากหน้าห้องว่า อนุรองและอนุหกมาขอพบ

ลวี่หลัวและปี้อวี้สบตากัน ก่อนจะบ่นเบาๆ “อนุรองกับอนุหกมาจากวังหลวงด้วยกันทั้งคู่ พวกนางไม่เคยคิดจะลดตัวมายุ่งเกี่ยวกับอนุคนอื่นๆ แล้วทำไมวันนี้ถึงมา?”

สิ่งที่ลวี่หลัวพูดนั้นเรียกได้ว่าเตือนอย่างอ้อมๆ อนุทั้งสองเป็นคนที่ไทเฮาส่งมา อนุรองอยู่ที่จวนมาหลายปีแล้ว ส่วนอนุหกเพิ่งมาได้สักปีครึ่งเท่านั้น

และเพราะพวกนางมาจากวังหลวง จึงมิได้เห็นอนุคนอื่นๆ อยู่ในสายตา อีกทั้งอนุคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวกับพวกนาง

ปกติหญิงทั้งสองมิได้ให้ความสนใจอนุเก้าที่มาจากหอฟงเยว่ อีกทั้งอนุเก้ายังเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดในบรรดาอนุภรรยาทั้งหมด เท่านั้นไม่พอ นางยังมีฝีมือด้านการร่ายรำและบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ จึงมักจะถูกอนุคนอื่นๆ หาเรื่องอยู่ประจำ

ลวี่หลัวดึงความคิดกลับมา ถามขึ้นว่า “จะพบพวกนางหรือไม่เจ้าคะ?”

ฮั่วอินหยุดคิดเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า “บอกว่าข้ายังไม่ตื่น”

แต่เดิมเรือนชั้นในอยู่กันอย่างสุขสงบ เพราะไม่มีใครถูกเรียกไปรับใช้เผยจี้เลยสักคน ทว่านางกลับเป็นคนแรกที่ได้ร่วมเตียงกับเขา เกรงว่าความสุขสงบคงถูกทำลายเสียแล้ว นางยังอยากพักผ่อนอีกสักวันแล้วค่อยหาทางรับมือกับความวุ่นวายที่จะตามมา

อีกประการหนึ่ง นางคิดว่าตนพูดคุยพบหน้ากับอนุทั้งสองให้น้อยหน่อยจะดีกว่า แม้ฮั่วอินไม่รู้เรื่องในแวดวงขุนนาง แต่กลับเคยได้ยินคำพูดเก่าแก่ประโยคหนึ่งที่ว่าพยัคฆ์สองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ แม้จะเป็นตัวผู้กับตัวเมียก็ยังต้องดูให้ดี

ไทเฮาเป็นพระมารดาแท้ๆ ของฮ่องเต้ที่ยังทรงพระเยาว์องค์นี้ นางยังนั่งฟังราชการอยู่หลังม่าน ส่วนเผยจี้เป็นผู้สำเร็จราชการ มีอำนาจในราชสำนักจนแทบจะปิดแผ่นฟ้าได้ด้วยมือเดียว ฮั่วอินเองยังเคยได้ยินเรื่องซุบซิบที่ว่าทั้งสองฝ่ายปรองดองกันเพียงฉากหน้า แต่ความจริงเป็นปรปักษ์ต่อกัน

หญิงงามสองคนนี้ ไม่รู้ว่าเป็นสายของไทเฮาหรือไม่

ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ การสนิทสนมเกินกว่าเหตุอาจทำให้เผยจี้เขม่นนางเอาได้

เมื่ออยู่ในเขตอิทธิพลของเผยจี้ นางยอมล่วงเกินไทเฮาแต่ไม่อาจล่วงเกินเจ้าของบ้าน จะทำอะไรจำเป็นต้องระมัดระวังตัวให้ดี

ปี้อวี้นำความไปบอก ไม่นานนักก็กลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าย่ำแย่

ฮั่วอินปรายตามองแวบหนึ่งก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “อนุทั้งสองพูดไม่ดีหรือ?”

ปี้อวี้ตอบรับเบาๆ ตอนแรกนางคิดจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้กับตัว แต่ก็รู้สึกอึดอัดจำต้องระบายออกมา “อนุหกด่าว่าบ่าวเป็นบ่าวชั้นต่ำไม่พอ ยังหาว่าอนุเก้าลืมกำพืด...”

ฮั่วอินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ อนุหกมาจากวังหลวง ควรจะเป็นคนที่รู้อะไรควรไม่ควร เหตุใดจึงสร้างศัตรูขึ้นมาในยามนี้

ลวี่หลัวเห็นเจ้านายทำหน้าสงสัย จึงสะกิดเตือน “อนุเก้าลืมแล้วหรือเจ้าคะ อนุหกเป็นคนไปขอให้ไทเฮาส่งตัวมาที่จวนเอง”

ฮั่วอินฟังแล้วก็ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้สนใจ เลยจำไม่ได้”

เพราะอนุเก้าเข้ามาในจวนได้แค่ครึ่งปี อีกทั้งยังทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่แก่งแย่งชิงดีกับอนุคนอื่นๆ จึงไม่น่าจะรู้เรื่องราวภายในจวนมากนัก ดังนั้นลวี่หลัวเลยมิได้สงสัย นางกดเสียงอธิบายให้ฮั่วอินฟังต่อว่า “อนุหกเป็นบุตรสาวสายรองจากตระกูลเดิมของไทเฮา เพราะนางชื่นชอบใต้เท้าเผย จึงได้ไปขอร้องให้ไทเฮาส่งตัวนางมาอยู่ที่จวน”

ภาพใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเผยจี้ผุดขึ้นมาในหัวของฮั่วอิน ดวงตาเรียวยาวของเขาลึกล้ำจนยากจะหยั่งความรู้สึก ถ้าไม่ใส่ใจในการกระทำของเขา เอาแค่หน้าตา เผยจี้ก็นับเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลอย่างยิ่ง แต่เช้าวันนี้ตอนที่ฮั่วอินสบตาเขา นางรับรู้ถึงแรงกดดันและความเอาแต่ใจที่แผ่กระจายมาจากดวงตาคู่นั้น จึงรู้ทันทีว่าชายผู้นี้เป็นคนไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก ใครข้องเกี่ยวมีแต่ต้องทุกข์ตรมเท่านั้น

ฮั่วอินดึงความคิดกลับมา สั่งสาวใช้ทั้งสองว่า “ต่อไปถ้าเจออนุหกกับคนของนาง ให้เดินหลบไปเลย”

เผยจี้เป็นชายที่อนุหกหลงรัก นางอยู่ในจวนมาปีครึ่งแต่ไม่เคยถูกเรียกไปรับใช้เลยสักครั้ง แล้วยังถูกคนมาทีหลังแย่งหน้าที่นี้ไปอีก ย่อมเกิดความแค้นใจ อนาคตคนที่จะหาเรื่องฮั่วอินคนแรกย่อมต้องเป็นอนุหกไม่ผิดแน่

ในเรือนพักของฮั่วอินมีสาวใช้อยู่ทั้งหมดสี่คน แม้จะไม่ค่อยสนใจว่าพวกนางจะถูกรังแกหรือไม่ แต่อย่างน้อยสาวใช้เหล่านี้ก็เป็นคนของนาง หากคิดจะใช้ชีวิตในเรือนชั้นในอย่างมั่นคงย่อมต้องมีสาวใช้เหล่านี้คอยช่วยเหลือ การคุ้มครองพวกนางจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ





____________________

* หวังเฟย คือตำแหน่งภรรยาเอกของท่านอ๋อง หรือก็คือพระชายาอ๋อง

ขอบฟ้ายามอาทิตย์ใกล้อัสดงเป็นสีแดงฉาน

ภายในตำหนักอันอี้กลับมีแต่ความเงียบ

ไทเฮาเป็นหญิงงามวัยยี่สิบสี่ยี่สิบห้า เป็นช่วงวัยที่กำลังงามสะพรั่ง นางหรี่ตามองห่วงหยกวงเล็กเปื้อนเลือดที่วางอยู่ในกล่องผ้าไหมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเงยหน้ามองเผยจี้ผู้อยู่ในชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ ยืนอยู่กลางห้อง

เผยจี้นอกจากจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เขายังเป็นแม่ทัพใหญ่ของสำนักตุลาการ เป็นนักรบเดนตายที่อดีตฮ่องเต้อบรมสั่งสอนมาเองกับมือ ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนได้รับความโปรดปรานและไว้ใจจากอดีตฮ่องเต้เป็นอย่างมาก

เขาสามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี

บัดนี้ด้วยวัยยี่สิบหกจึงกลายเป็นขุนนางใหญ่ที่ไม่ว่าใครได้ยินชื่อก็ต้องหวาดกลัว

เผยจี้เหลือบตาขึ้นมองไทเฮาที่ประทับอยู่อีกด้าน แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าของกำนัลที่กระหม่อมนำมาชิ้นนี้จะถูกพระทัยไทเฮาหรือไม่”

ถูกใจงั้นหรือ?

ไทเฮาจับกล่องผ้าไหมที่อยู่ในมือเอาไว้แน่น

นางจะพอใจได้อย่างไร! ห่วงหยกวงนี้เป็นของที่นางมอบให้ ‘นายบำเรอ’ ของตนไปไม่นานมานี้ ชายผู้นั้นเป็นนักแสดงงิ้วในตำหนักชั้นใน ตกดึกเขาจะเปลี่ยนมาสวมชุดขันทีเพื่อลอบเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ คลายความเหงาให้กับนางในตำหนักด้านหลังอยู่เสมอ

นายบำเรอคนนี้หน้าตาหล่อเหลา ยังหนุ่มแน่นแข็งแรง จึงได้รับความโปรดปรานจากนางมาก แต่บัดนี้เขากลับมีอันเป็นไปเพราะเผยจี้ นางย่อมแค้นใจและเกลียดชังอีกฝ่ายอย่างมาก

เผยจี้รู้เรื่องราวในวังหลวงทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่นางมีนายบำเรอซ่อนอยู่ในวังเขาก็รู้!

ราชองครักษ์ที่ก้มหน้าอยู่ด้านหลังเยื้องไปซ้ายมือของเผยจี้เป็นฝ่ายชี้แจง “นักแสดงชายผู้นั้นเข้ามาอยู่ตำหนักฝ่ายในก็ทำเรื่องน่าบัดสี มันล่อลวงนางกำนัลหลายคนจนมีความสัมพันธ์ลับๆ ต่อกัน ใต้เท้าของกระหม่อมรู้เรื่องเข้าจึงสั่งให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรจับชายคนนี้ไปลงโทษด้วยการตอน แล้วค่อยหักกระดูกตัดเส้นเอ็น เดิมทีคิดจะไว้ชีวิต แต่ไม่คาดว่ามันจะฆ่าตัวตาย เมื่อตายแล้ว ยังมีคนพบว่าบนตัวมันมีห่วงหยกของตำหนักอันอี้ คิดว่าน่าจะลักขโมยมา ดังนั้นใต้เท้าจึงให้นำมาส่งคืนไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”

เผยจี้คลึงแหวนหยกรอบนิ้วหัวแม่มือตน ถามด้วยสีหน้าอมยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าของกำนัลที่กระหม่อมนำมาวันนี้ ถูกพระทัยไทเฮาหรือไม่”

ไทเฮาเก็บแววตาดุดัน ปิดฝากล่องแล้วดันไปวางไว้ด้านหนึ่งก่อนจะตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เป็นแค่นักแสดงชาย ถึงกับกล้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายในตำหนักฝ่ายในของข้า ใต้เท้าเผยจัดการก็ดีแล้ว”

เผยจี้ยิ้มน้อยๆ อย่างมีนัย “ของกำนัลที่ไทเฮาประทานแก่กระหม่อมเมื่อคืน กระหม่อมจดจำไว้อย่างดี ครั้งหน้าหากไทเฮาประทานของกำนัลให้กระหม่อมอีก กระหม่อมจะต้องมอบคืนให้ไทเฮามากกว่าที่ประทานมา” พูดจบก็ประสานมือคารวะแล้วหมุนตัวก้าวออกจากตำหนัก

หลังจากเผยจี้หายลับตา ไทเฮาก็คว้ากล่องผ้าไหมขว้างลงพื้น แววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นจับจ้องห่วงหยกที่กระเด็นออกจากกล่อง


เผยจี้ออกจากวังหลวงก็ตรงกลับจวน

เมื่อกลับมาถึงก็เป็นเวลากลางคืน มีคนยกน้ำมาให้เขาล้างมือ

พ่อบ้านของจวนยืนถือผ้าเช็ดมือสะอาดรออยู่อีกด้านหนึ่ง เขายังรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังอีกด้วย “วันนี้มีอนุหลายคนไปที่เรือนหลันอิน อนุรองและอนุหกก็ไปด้วยขอรับ”

เผยจี้หยิบผ้ามาเช็ดมือทั้งสองข้าง นึกถึงเจ้าของริมฝีปากที่กัดแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้เมื่อคืนจะถูกวางยา แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด จึงอดถามต่อไม่ได้ “อนุเก้าพบกับพวกนางหรือไม่?”

พ่อบ้านตอบว่า “มิได้พบ อนุหกโมโหมากจนยืนด่าอนุเก้าอยู่หน้าเรือนว่า เป็นพวกลืมกำพืด”

เผยจี้โยนผ้าเช็ดมือใส่ไว้ในถาดตามเดิม “ร้ายไม่เบา”

พ่อบ้านคิดไปคิดมาแล้วถาม “ท่านคิดจะแสดงท่าทีหรือไม่?”

เผยจี้นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่ง “ไปที่คลังสมบัติ เลือกของอะไรก็ได้ส่งไปที่เรือนหลันอินจำนวนหนึ่ง”


หลังจากฮั่วอินถูกเรียกตัวไปที่เรือนใหญ่เมื่อคืนนี้

เรือนหลันอินของนางก็กลายเป็นที่จับตามองของคนอื่นๆ มีคนจับจ้องความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดทั้งวัน

อนุภรรยาทั้งหลายขบคิดกันมาตลอดทั้งวันก็ยังไม่เข้าใจว่า เหตุใดพวกนางที่อยู่มานานถึงหกเจ็ดปีก็ยังไม่ถูกเรียกไปรับใช้ใกล้ชิดเลยสักครั้ง แต่หลังกลับจากงานเลี้ยงในวังกลางดึกของคืนวาน ใต้เท้าเผยกลับเรียกอนุเก้า แม้จะนึกถึงผู้หญิงขึ้นมากะทันหันก็ควรเป็นไปตามลำดับมิใช่หรือ? ควรให้อนุที่เข้ามาก่อนได้รับโอกาสนี้ไป เหตุใดผู้โชคดีจึงกลายเป็นคนที่เข้าจวนมาเพียงครึ่งปีอย่างอนุเก้าไปได้?

คงไม่ใช่อนุเก้าหาทางหว่านเสน่ห์ใต้เท้าโดยที่พวกนางไม่รู้เรื่องหรอกนะ?

ทุกคนอยากรู้อยากเห็น อยากถามรายละเอียดเรื่องนี้กันมาก ทว่าอนุเก้ากลับไม่ยอมให้ใครพบ

มีคนบอกว่านางหลงลำพองจนลืมตัว เพราะหากเทียบกันแล้ว ในหมู่หญิงสาวของจวนเผย มีทั้งคนที่ไทเฮาให้การหนุนหลัง มีคนที่มีตำหนักอ๋องคอยให้การสนับสนุน หญิงสาวที่ต่ำต้อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้นอนุเก้าที่มีผู้หนุนหลังเป็นเพียง ‘รองผู้ว่าการเมืองหวายโจว’ เท่านั้น ทว่านางได้ร่วมเตียงกับใต้เท้าครั้งเดียวก็เริ่มทำตัวเหนือกว่าคนอื่น คนที่ลืมตัวเช่นนี้ย่อมเย่อหยิ่งได้ไม่นานหรอก!

อนุคนอื่นๆ ให้สาวใช้มาคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของเรือนหลันอินตลอดทั้งวัน พอรู้ว่าไม่มีคนของใต้เท้าส่งสิ่งของใดๆ มากำนัล อีกทั้งยังมิได้ส่งใครมาสอบถามอย่างห่วงใย... พวกนางจึงโล่งอก แต่ไม่คาดว่าพอตกดึก ถงจือ—พ่อบ้านคนสนิทของใต้เท้ากลับนำของกำนัลมาที่เรือนหลันอินด้วยตนเอง

ถ้าไม่มีคำสั่งจากใต้เท้า พ่อบ้านถงย่อมไม่กล้ากระทำการส่งเดช ไม่รู้ว่าใต้เท้าให้เขานำของสิ่งใดมาให้

ฮั่วอินกินอาหารเย็นเสร็จ กำลังเดินย่อยอาหารอยู่ในสวนก็เห็นคนจากเรือนหันนำสิ่งของมาให้พอดี บ่าวที่มานั้นเรียกได้ว่า ‘แห่กันมาเป็นขบวนใหญ่’ ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี หน้าตาสุภาพเรียบร้อย พอมาถึงบ่าวทั้งหลายก็หยุดอยู่บริเวณประตู เปิดทางให้ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าก้าวเข้ามาคำนับฮั่วอินอย่างมีมารยาท

“อนุเก้า”

แม้ฮั่วอินจะเคยพบเผยจี้ไม่กี่ครั้ง แต่ก็รู้ว่าชายผู้นี้เป็นคนสนิทของเขา อีกทั้งยังเป็นคนที่เผยจี้ขอตัวมาจากวังหลวง อนุภรรยาทั้งหลายยังต้องให้เกียรติเขาถึงสามส่วน

ฮั่วอินเดินเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย พยักหน้ารับการทักทาย

ถงจือเอ่ยเสียงเรียบ “ถงจือได้รับคำสั่งจากใต้เท้าให้นำของกำนัลมามอบให้ขอรับ”

ฮั่วอินมองบ่าวอีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาประคองสิ่งของไว้ในมือ นางมิได้มีความตื่นเต้นยินดี แต่กลับมีความกังวล กลัวว่าครั้งหน้าเผยจี้ยังจะเรียกนางไปให้การรับใช้ที่นางไม่อยากทำอีก แม้จะกังวลใจเพียงใดแต่ใบหน้ากลับมิได้แสดงออก เพียงตอบรับเสียงอ่อนๆ ว่า “พ่อบ้านถง... เชิญ”

นางชิงเดินนำหน้าเข้าไปด้านในพลางส่งสายตาให้ลวี่หลัว

ลวี่หลัวเห็นแล้วก็รีบเดินไปยังห้องนอนของเจ้านาย

ฮั่วอินเข้ามาในห้องโถง นั่งลงดีแล้ว ถงจือจึงสั่งให้บ่าวเหล่านั้นนำสิ่งของเข้ามา

มีกล่องใบเล็กใบหนึ่งพร้อมกับแพรพรรณวางอยู่บนถาดอีกพับหนึ่ง

ถงจือชี้ไปที่พับผ้าบนถาดพร้อมกับอธิบาย “นี่เป็นผ้าไหมบรรณาการจากเขตหนิงเจียงในฤดูวสันต์ เป็นเนื้อผ้าราคาแพงมาก คุณภาพดี อนุเก้าอาจนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าได้” จากนั้นเปิดฝากล่องที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ภายในมีหินโมราสีแดงสดวางอยู่หลายก้อน “นี่เป็นหินโมราที่มีชื่อของทางเขตสู่ปา ขอมอบให้อนุเก้านำไปทำเครื่องประดับได้ตามที่ชอบ”

ฮั่วอินรับคำอย่างเกรงใจ “รบกวนพ่อบ้านถงแล้ว ขอบคุณใต้เท้าแทนข้าด้วย”

ถงจือพยักหน้ารับ “เมื่อเป็นเช่นนี้ ถงจือขอตัวก่อน”

ลวี่หลัวเดินเข้ามาในห้องโถงพอดี ฮั่วอินจึงลุกขึ้นเรียกถงจือ

ลวี่หลัวส่งถุงผ้าใบเล็กให้ฮั่วอิน ฮั่วอินเอ่ยว่า “นี่เป็นเงินค่าน้ำชาเล็กน้อย ขอพ่อบ้านถงอย่าได้รังเกียจ”

ถงจือยิ้ม มิได้ปฏิเสธ รับถุงผ้ามาถือเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถง

ถงจือออกจากเรือนหลันอินกลับไปยังห้องหนังสือที่เรือนหัน

เขายืนอยู่หน้าห้อง เคาะประตูแล้วยืนรอจนกระทั่งได้ยินเสียงบอกให้เข้าไปได้ จึงค่อยผลักประตูเข้าไปในห้อง จากนั้นนำถุงผ้าสีครามที่ได้มาไว้บนโต๊ะ “นี่เป็นเงินค่าน้ำชาที่อนุเก้าให้ข้ามา”

เผยจี้ถือหนังสือฎีกาเอาไว้ในมือ เหลือบมองถุงผ้านิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยวางหนังสือฎีกา หยิบถุงผ้ามาเปิดเพื่อเทของข้างในออกดู พบว่าเป็นเม็ดทองขนาดเท่ากับเม็ดถั่วลิสงอยู่สองเม็ด

เม็ดทองสองเม็ด หนักประมาณสองตำลึง ถ้านำไปเปลี่ยนเป็นเงินคงจะได้เงินประมาณสิบกว่าตำลึงเงินเท่านั้น

เผยจี้เงยหน้ามองถงจือ ถามว่า “ก่อนหน้านี้ หญิงสาวที่เรือนชั้นในให้เงินเจ้าเท่าไร?”

เผยจี้ไม่ปฏิเสธเงินทองของมีค่าที่คนอื่นมอบให้ และยังอนุญาตให้ถงจือรับเอาไว้ด้วย ทั้งยังแนะว่าถ้าอนุทั้งหลายคิดอยากจะใช้เงินซื้อตัวเขาก็ให้รับไว้ เริ่มแรกถงจือไม่เข้าใจจึงถามเหตุผล เจ้านายของเขากลับตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า ในเมื่อเต็มใจให้ เราไม่รับไว้ก็โง่เต็มที

ถงจือตอบ “ช่วงนี้ อนุหกให้หยกเนื้อดีข้ามาชิ้นหนึ่ง อนุสิบให้ป้ายทองคำที่มีน้ำหนักประมาณสิบตำลึงมาหนึ่งชิ้น” ถงจือเล่าถึงตรงนี้ก็หยุดไปเล็กน้อย ถามอย่างข้องใจว่า “ใต้เท้ารู้สึกว่าอนุเก้าให้น้อยไปหรือขอรับ?”

เผยจี้หัวเราะ “ของที่เจ้านำไปให้ ไม่น่าจะมีค่าแค่ทองคำสองเม็ดนี้นี่นา”

ถงจือพยักหน้า “แค่โมรากล่องนั้นก็แลกเม็ดทองได้ไม่รู้ตั้งเท่าไร”

เผยจี้มองเม็ดทองในมือด้วยสีหน้าอมยิ้ม เขาออกแรงบีบเม็ดทองจนกลายเป็นแผ่นทองแผ่นบาง เห็นได้ชัดว่าอนุภรรยาคนอื่นๆ คิดจะติดสินบนเพื่อให้ถงจือช่วยพูดถึงพวกนางต่อหน้าเขา จึงมอบสิ่งของที่มีค่าไม่ว่าจะเป็นหยกเนื้อดีหรือป้ายทองคำให้พ่อบ้านผู้นี้ แต่อนุเก้าที่เคยร่วมเตียงกับเขานางนั้น ถ้าคิดอยากจะมารับใช้ใกล้ชิดเขาอีกครั้งย่อมต้องมอบสิ่งของที่มีค่ามากกว่านี้แก่ถงจือ... แต่นางไม่ได้ทำ

แม้เม็ดทองสองเม็ดจะมีราคาพอสมควร แต่ก็ไม่ได้มีราคามากจนคนอย่างพ่อบ้านของเขาต้องใส่ใจ เผยจี้เหลือบมองถงจือด้วยแววตาครุ่นคิด “เจ้าว่า... อนุเก้าผู้นั้นยังหวังจะถูกเรียกตัวอีกหรือไม่?”

ถงจือตะลึง พลันเข้าใจความหมายที่เจ้านายต้องการถาม เขาลังเลไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนคำเรียกขาน “ท่านอาเล็ก ท่านอยากให้ข้าไปหาหนังสือต้องห้ามมาสักสองสามเล่มหรือไม่?”

เผยจี้พ่นเสียงขึ้นจมูก เขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องระหว่างชายหญิงหรอกหรือ”

ถงจือได้แต่เถียงในใจว่า ถึงจะเคยเห็นหมูวิ่งก็ไม่แน่ว่าจะเคยลิ้มรสเนื้อหมู แล้วจะรู้รายละเอียดได้อย่างไร เขากระซิบตอบ “แต่ความหมายจากคำพูดของท่านอาเล็ก เหมือนจะบอกว่าอนุเก้าน่าจะกลัวจนไม่กล้าเข้ามารับใช้ท่านอีก”

เผยจี้คิดถึงเรื่องเมื่อคืน เขามัดมือสองข้างของนางไว้ บังคับให้นางหันหลังให้เขาตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งไม่มีการเล้าโลมใดๆ จึงเป็นไปได้ที่นางจะเกิดความหวาดกลัวอยู่บ้าง

คนที่ต้องการสังหารเผยจี้มีไม่น้อยกว่าที่ต้องการสังหารฮ่องเต้ผู้เยาว์วัย หรือไม่ก็อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ตั้งแต่เผยจี้อายุได้หกปี บทเรียนแรกของเขาไม่ใช่วิธีฆ่า แต่เป็นการรับมือกับการไล่ล่าฆ่าฟันของคนอื่น แม้กระทั่งช่วงเวลาที่อยู่บนเตียงกับสตรี เขายังต้องควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือจึงจะวางใจ

เผยจี้ไม่ชอบความยุ่งยาก มิได้รู้สึกว่าการมีความสัมพันธ์ทางกายเป็นสิ่งจำเป็น จึงไม่เคยเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อคืนก่อนทำให้เขาคิดถึงเรือนกายนุ่มลื่น จนอยากจะลิ้มชิมรสอีกสักครั้ง

ถงจือเห็นท่านอาเล็กตกอยู่ในภวังค์ จึงตัดสินใจเกลี้ยกล่อมต่อ “สกุลเผยตอนนี้ก็เหลือแต่ข้ากับท่านอาเล็ก แต่คนที่จะมอบทายาทสืบสกุลได้ก็มีแต่ท่านอาเล็กเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้ท่านอาเล็กเป็นสามีภรรยากับอนุเก้าจริงๆ แล้ว มิสู้เลือกให้นางเป็นคนอุ้มท้องให้กำเนิดทายาทสกุลเผยไปเลยเล่า ด้วยรูปโฉมของนางกับท่าน เด็กที่เกิดมาย่อมต้อง...” เสียงพูดของเขาค่อยๆ เบาลงตามแววตาเย็นกระด้างของเผยจี้

เผยจี้เก็บทองสองเม็ดใส่ถุงโยนคืนให้ถงจือ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นหลานชายข้าแล้วจะพูดอะไรก็ได้”

ถงจือลนลานรับถุงผ้าที่เผยจี้โยนคืนมา ก่อนจะก้มหน้าหลุบตาพูดเสียงอ่อย “ถงจือไม่พูดก็ได้”

“ออกไปได้แล้ว”

ถงจือพยักหน้า แล้วถอยออกจากห้องหนังสือ

เมื่อเหลือเผยจี้เพียงลำพัง เขาก็มองหนังสือฎีกาแวบหนึ่ง ไม่มีอารมณ์จะดูต่อ เอาแต่คิดถึงคำพูดของถงจือเมื่อครู่อย่างจริงจัง

คนสกุลเผยที่เคยมีหลายสิบคนยามนี้เหลือเพียงเขาที่ยังสมบูรณ์ครบถ้วนเพียงคนเดียว

ยี่สิบปีก่อน สกุลเผยถูกขุนนางโฉดใส่ร้าย ถ้าไม่ได้อดีตฮ่องเต้ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัชทายาทให้ความช่วยเหลือ เขาเองก็คงจะตายอยู่ที่ลานประหารไปแล้วเช่นกัน

ส่วนถงจือที่อายุยังไม่ครบหนึ่งปี ถูกขันทีที่นำคนไปริบทรัพย์ตัดหัวสกุลเผยในตอนนั้นเห็นเข้า แล้วเกิดใจอ่อน นำตัวกลับไปแอบเลี้ยงในวังหลวง ทว่ากลับป้อนยาที่ ‘ลดความเป็นชาย’ แล้วจัดการตอนถงจือตอนที่เด็กน้อยอายุได้เพียงเจ็ดปี

จนกระทั่งรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ เผยจี้ที่มีผลงานโดดเด่นจึงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ ถงจือที่มีอายุเพียงสิบปีเกิดล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ในวังเข้า ขันทีเฒ่าคนนั้นไม่มีอำนาจพอจะช่วยเหลือเขา จึงมาขอความช่วยเหลือจากเผยจี้ ตอนนั้นเอง เผยจี้จึงเพิ่งรู้ว่าตนยังมีญาติสนิทเหลืออีกคนในโลกใบนี้

ตอนที่เผยจี้ยังเด็ก ก่อนที่บิดามารดาจะถูกประหาร เผยจี้เคยมีโอกาสเข้าไปพบหน้าพวกเขาในเรือนจำเป็นครั้งสุดท้าย บิดามารดาไม่ต้องการให้เผยจี้ล้างแค้นแทนคนในตระกูล แต่ต้องการให้ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกอย่างสงบสุข แต่งงานมีครอบครัว มีภรรยามีลูกน้อยที่น่ารัก

แต่งงานมีภรรยา มีลูกงั้นหรือ?

เขาลูบแหวนหยกตรงหัวแม่มือ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด

เขาไม่ต้องการภรรยาที่ตนต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นเด็กน้อยที่มีสายเลือดของเขาเองก็ยังพอจะพิจารณาได้


เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนทยอยมาเรือนหลันอิน

นอกจากหญิงสาวฝ่ายในที่ไม่ค่อยสนใจกับเรื่องของคนอื่น ไม่ค่อยได้ออกจากเรือนไปไหนมาไหนแค่ไม่กี่คน คนที่เหลือรวมถึงอนุรองและอนุหกที่เคยถูกปฏิเสธเมื่อวันก่อนล้วนแต่มารวมตัวกันที่เรือนหลันอิน จุดประสงค์ของพวกนาง ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการมาซักถามเรื่องที่เกิดขึ้นก็มาประจบเอาใจ ตลอดจนถึงมาพูดจาประชดประชัน

คนที่มาล้วนแต่มีของติดไม้ติดมือที่มีราคามาด้วย

อาจเพราะสิ่งของเหล่านั้นมีราคาไม่น้อย ฮั่วอินจึงไม่เกรงใจ นางรับเอาไว้ทุกชิ้น

หลังจากฮั่วอินสูญเสียความทรงจำ นางรื้อลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งพบว่าตนมีเงินติดตัวน้อยมาก น้อยอย่างน่าสงสาร เกิดวันใดวันหนึ่งนางอยู่ในจวนเผยไม่ได้จริงๆ หรือไม่ก็ถูกไล่ออกไป แล้วจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร?

เมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนนี้ไม่ว่าใครมอบของมีค่าหรือเงินทองให้ นางจะยิ้มรับแต่โดยดี

อนุแปดที่อยู่เรือนฝูผิน เป็นเรือนพักที่อยู่ใกล้กับเรือนพักของฮั่วอินมากที่สุด เป็นคนที่มาหานางช้าที่สุด สิ่งของที่อนุแปดนำมาเป็นไข่มุกกล่องหนึ่ง

“นี่ไม่ใช่ของหายากอะไร แต่ถ้านำไปทำเครื่องประดับก็ไม่เลว” อนุแปดให้สาวใช้ส่งกล่องใส่ไข่มุกให้ฮั่วอิน

ฮั่วอินกล่าวขอบคุณ “ข้ากับอนุแปดคุ้นเคยกันมาก ยังจะเกรงใจไปทำไม”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่นางก็รับกล่องไข่มุกอย่างไม่อิดออด

อนุแปดพ่นเสียงขัดใจออกมาเบาๆ แสร้งพูดอย่างไม่พอใจว่า “มิน่า... เจ้าถึงดูไม่เกรงใจแม้แต่น้อย”

เรือนพักทั้งสองอยู่ติดกัน อนุแปดที่มีนามว่า ‘เยว่อวิ๋น’ มีอายุน้อยกว่าฮั่วอินหนึ่งปี มีนิสัยเอาแต่ใจ เป็นหญิงงามที่ถูกส่งมาจากเมืองหยางโจว

เดิมทีนางเป็นบุตรสาวตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวย ต่อมาบิดามารดาเสียชีวิต ตระกูลตกต่ำ นางจึงถูกอาสะใภ้ขายไปอยู่ในหอคณิกาแห่งหนึ่ง แต่เพราะมีรูปโฉมงดงามสะดุดตา จึงถูกคนซื้อตัวมามอบให้เผยจี้

แม้นางจะเป็นคุณหนูตกอับแต่นิสัยก็ยังคงเอาแต่ใจ เรื่องมากอย่างลูกผู้ดีมีเงินทั้งหลาย หญิงสาวหลายคนในเรือนชั้นในไม่มีใครชอบนาง นางเองก็ไม่สนใจจะติดต่อพูดคุยกับใครเหมือนกัน แต่ที่สนิทสนม กับฮั่วอินก็เพราะ หนึ่ง... เรือนพักอยู่ใกล้กัน สอง... นางรู้สึกว่าตนพอจะคุยกับฮั่วอินได้บ้าง

ส่วนฮั่วอิน... ตั้งแต่ที่สูญเสียความทรงจำ นางจำเป็นต้องหาคนเพื่อซักถามถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ของตน ซึ่งก็ได้เยว่อวิ๋นนี่แหละที่เป็นคนให้ข้อมูล ดังนั้นสองเดือนมานี้ นางจึงสนิทสนมกับเยว่อวิ๋นมากขึ้นกว่าเดิม

ฮั่วอินหัวเราะ ปิดฝากล่องไข่มุกแล้วยื่นให้ปี้อวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ไม่ทราบว่าอนุแปดอยากจะถามเรื่องใด”

คนที่มาวันนี้แต่ละคนต่างก็มาถามฮั่วอินถึงวิธีการเรียกร้องความสนใจจากใต้เท้าเผยด้วยกันทั้งนั้น บางคนก็ถามตรงๆ บางคนก็ถามอ้อมๆ บางคนใจกล้าถามถึงเรื่องบนเตียงคืนก่อนนั้นอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยซ้ำ

ฮั่วอินไม่ชอบคุยเรื่องส่วนตัวกับคนอื่น บางคำถามจึงตอบอย่างขอไปที

เยว่อวิ๋นนั่งลงจิบชา แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่ต้องการรู้อะไรทั้งนั้น แค่อยากจะมาประจบเจ้า”

ตรงไปตรงมาดี!

“ถ้าคิดจะประจบเพื่อให้ข้าช่วยพูดถึงเจ้าต่อหน้าใต้เท้า เกรงว่าจะยาก” ดีไม่ดี ตัวนางอาจไม่มีโอกาสได้พบเผยจี้อีกเลยด้วยซ้ำ

เยว่อวิ๋นวางถ้วยชา “ไม่หรอก ข้าอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว ไม่คิดจะไปชิงดีชิงเด่นให้อนุคนอื่นๆ มาเขม่นข้าหรอก” พูดถึงตรงนี้แล้วก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “เมื่อก่อนข้าถูกอาสะใภ้ขายไปอยู่ในสถานที่อัปมงคล แต่เดิมก็คิดจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว เสียดายที่ใจไม่กล้าพอ พอถูกคนซื้อตัวส่งมาที่จวนเผย ชีวิตที่เหลือไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องปากท้อง ไม่ต้องไปปรนนิบัติรับใช้ผู้ชายหน้าไหน มีคนมาคอยรับใช้ข้า ชีวิตตอนนี้ดีกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า” นางยังพูดเสริมว่า “ข้าไม่ได้หวังว่าใต้เท้าจะรู้ว่ายังมีข้าคนนี้อยู่ที่เรือนชั้นในอีกคน ดีที่สุดก็ให้ข้าอยู่อย่างนี้ไปจนแก่เฒ่า”

แม้คำพูดของเยว่อวิ๋นฟังแล้วจะน่าเศร้า แต่กระนั้น ฮั่วอินกลับรู้สึกมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อ

นางเองก็คิดว่าการใช้ชีวิตที่สงบเงียบ เรียบง่าย ในแบบของเยว่อวิ๋นก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน

ณ ตำหนักต้าหยวน

ไทเฮานำของว่างมาให้ฮ่องเต้พร้อมกับถือโอกาสนั่งเล่นอยู่ครู่หนึ่ง นางคีบของว่างวางลงในจานเบื้องหน้าพระองค์แล้วค่อยวางตะเกียบลง เอ่ยอย่างมีความนัยว่า “จันเอ๋อร์... จำคำของแม่เอาไว้ให้ดี ตอนนี้ลูกยังอายุน้อย แม่ออกว่าราชการหลังม่านพร้อมกับลูกก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด อีกทั้งยังเป็นการปรามเหล่าขุนนางในราชสำนักไม่ให้รังแกลูกด้วย”

ฮ่องเต้ที่มีพระชนมายุเพียงสิบชันษา รับคำเบาๆ “ลูกจะจำคำของเสด็จแม่”

ไทเฮาถอนหายใจแล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้มีขุนนางใหญ่ในราชสำนักหลายคนคิดจะรังแกลูก เพราะลูกยังเล็ก ดังนั้นลูกจึงต้องฟังคำสั่งของแม่ทัพใหญ่เผยไปก่อน แต่อย่าได้เชื่อใจเขามากนัก อย่างไรก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง”

ฮ่องเต้เงยหน้า พูดด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังว่า “อาจารย์เผยเป็นผู้สำเร็จราชการที่เสด็จพ่อทรงเลือกด้วยพระองค์เอง เสด็จพ่อย่อมมีสายพระเนตรยาวไกล อีกทั้งในหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นราชการงานเมืองหรือในการฝึกยุทธ อาจารย์ก็อบรมสั่งสอนลูกเป็นอย่างดี เสด็จแม่อย่าได้ตรัสอะไรเช่นนี้เลย”

ไทเฮานิ่วหน้าเล็กน้อย คิดจะโต้แย้งแต่เสียงขันทีที่ยืนเวรอยู่นอกห้องกลับดังขึ้น “ฝ่าบาท ได้เวลาฝึกยุทธแล้ว ใต้เท้าเผยรอฝ่าบาทอยู่นอกตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ลุกขึ้นคำนับให้ไทเฮา “เสด็จแม่ ลูกขอตัวก่อน”

ไทเฮาทำได้เพียงพยักหน้ารับ เมื่อฮ่องเต้จากไป สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

หลังจากฮ่องเต้ออกจากตำหนักด้านใน สีหน้าที่อ่อนโยนเมื่อครู่พลันจางหาย เปลี่ยนเป็นเฉยชา ทรงออกคำสั่งกับขันทีคนสนิทว่า “รอจนไทเฮาเสด็จกลับไปแล้ว เจ้าจงนำของว่างเหล่านั้นเททิ้ง อย่าให้ใครรู้”

ขันทีน้อยรับคำเบาๆ มิได้มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด “รับด้วยเกล้า”

คนในวังต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้มิได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับไทเฮาเท่าไรนัก หลังจากพระองค์ถือกำเนิด ทรงได้รับการเลี้ยงดูจากซ่านเต๋อฮองเฮาจนมีพระชนมายุได้ห้าชันษา หลังจากซ่านเต๋อฮองเฮาสิ้นพระชนม์ พระองค์ค่อยกลับไปอยู่กับไทเฮาองค์ปัจจุบัน อีกทั้งยังมีแหล่งข่าวลับๆ ในวังบอกต่อกันว่าการตายของซ่านเต๋อฮองเฮาเกี่ยวข้องกับไทเฮา ทำให้ฮ่องเต้ไม่อาจทำตัวใกล้ชิดกับแม่แท้ๆ ของตนได้

นี่เป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นรู้เพียงส่วนหนึ่ง แต่เรื่องที่คนเหล่านั้นไม่รู้ก็คือ ความจริงแล้วฮ่องเต้ถึงขนาดรังเกียจไทเฮาด้วยซ้ำ แต่เพราะเหตุใดนั้น มีแต่ขันทีน้อยคนนี้เท่านั้นที่รู้

สองปีก่อนฮ่องเต้ยังไม่เกลียดชังไทเฮามากเหมือนตอนนี้ ทว่าคืนหนึ่งพระองค์เกิดคิดถึงซ่านเต๋อฮองเฮาที่เลี้ยงดูตนมา แต่เนื่องจากฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระองค์จึงคิดจะไปเยี่ยมมารดาที่ให้กำเนิดตนแทน จึงได้ชวนขันทีน้อยแอบไปหาไทเฮาที่ตำหนักอันอี้โดยไม่ให้ใครรู้

แต่ทรงพบว่ามีชายหนุ่มเปลือยกายอยู่บนแท่นบรรทมของไทเฮาถึงสองคน!

ทั้งเสียงและภาพที่ไม่น่าดูไม่น่าฟัง เข้าสู่โสตประสาทของฮ่องเต้อย่างจัง

ทว่าเรื่องนี้มีแต่ฮ่องเต้และขันทีน้อยรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น

ฮ่องเต้คิดแล้วก็ถอนหายใจอย่างรังเกียจ ทรงวิ่งออกจากตำหนักต้าหยวนไปพบเผยจี้ที่สวมชุดสีดำรัดกุมยืนรออยู่ด้านนอก พอเจอหน้าก็ทรงคลี่ยิ้มอย่างสดใส “อาจารย์!”

เผยจี้พยักหน้า ประสานมือคารวะฮ่องเต้ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้ฝ่าบาทจะเรียนการขี่ม้ายิงธนู”

ฮ่องเต้รับคำ “เราจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้”

เผยจี้ตอบ “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะรอฝ่าบาทที่สนามยิงธนู”

ฮ่องเต้จากไปแล้ว เผยจี้ค่อยเงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลขันทีที่ยืนอยู่นอกตำหนัก

ล้วนเป็นคนจากตำหนักอันอี้

แสดงว่าไทเฮาอยู่ในตำหนัก...

เวลานี้ฮ่องเต้ยังเยาว์นัก ยังมีนิสัยเปิดเผย เก็บความลับไม่อยู่ ไทเฮาจึงสั่งให้องครักษ์เงาของตนแฝงตัวคอยสอดส่องพระองค์ในที่ลับ แต่ในคืนที่ฮ่องเต้ไปตำหนักอันอี้และเห็นภาพน่าบัดสีกลับไม่มีคนของไทเฮารู้เรื่องนี้ ทว่าเผยจี้รู้! แน่นอน... เขาไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น ความบาดหมางระหว่างไทเฮาและฮ่องเต้เป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นอยู่แล้ว!

เผยจี้ดึงสายตากลับมา หมุนตัวเดินจากไปอย่างเฉยเมย

ฮ่องเต้ฝึกขี่ม้ายิงธนูได้ครึ่งชั่วยาม เผยจี้แสดงฝีมือการยิงธนูเข้ากลางเป้าจากระยะห่างหนึ่งร้อยก้าวก่อนจะยุติการสอน

ฮ่องเต้และคนอื่นๆ ในสนามได้แต่มองตาค้าง ชมไม่ขาดปาก “เราว่าในแผ่นดินแคว้นฉี คงไม่มีใครยิงธนูเก่งกว่าอาจารย์แล้ว”

เผยจี้กระโดดลงจากหลังม้า โยนคันธนูให้ขันทีที่ยืนอยู่แถวนั้น คันธนูมีน้ำหนักหลายสิบจิน ขันทีที่ก้าวเข้ามารับแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ต้องถอยหลังตั้งหลักอยู่หลายก้าว

เผยจี้มองเป้าที่อยู่ห่างออกไป “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน กระหม่อมแค่ฝึกจนชำนาญเท่านั้น”

ฮ่องเต้สรวล “อาจารย์ถ่อมตัวไปแล้ว”

แม้พระองค์จะมีพระชนมายุเพียงสิบชันษา แต่ก็เข้าใจดีว่า เพราะมีแม่ทัพใหญ่เผย... ตนถึงขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง และเพราะแม่ทัพใหญ่ผู้นี้... บรรดาอ๋องที่ปกครองหัวเมืองจึงไม่กล้าก่อกบฏ

ไม่ว่าจะเป็นวิธีจัดการที่เด็ดขาดหรือฝีมือที่ยอดเยี่ยมของเผยจี้ ไม่มีใครที่ไม่เกรงกลัว

แต่พระองค์ไม่กลัว ทรงรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีเผยจี้อยู่ข้างกาย

ตอนขึ้นครองบัลลังก์ ฮ่องเต้มีวัยเพียงหกชันษา เมื่อเผชิญหน้ากับขุนนางนับร้อยที่แสดงความไม่แน่ใจ อีกทั้งยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดย่อมเกิดความหวาดกลัวบ้าง ทรงกลัวถึงขนาดไม่กล้าเข้าประชุมเช้า ไปซ่อนตัวอยู่ในตำหนักเดิมของซ่านเต๋อฮองเฮา สุดท้ายเผยจี้ต้องเป็นคนไปพาตัวพระองค์ออกมา

เผยจี้พาพระองค์กลับมาที่ตำหนักต้าหยวน ใช้ดาบฟันคอขุนนางฝ่ายบู๊ที่ออกหน้าสงสัยว่าฮ่องเต้ไม่ใช่พระโอรสแท้ๆ ของอดีตฮ่องเต้ เลือดสดๆ กระจายไปถูกเสาทองกลางท้องพระโรง หัวที่แยกออกจากร่างกลิ้งไปตามพื้น เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงยังเห็นดวงตาผู้ตายเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว

จากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าพูดจาส่งเดชอีก

เผยจี้ยังใช้กลวิธีบีบบังคับให้เสด็จอาที่คิดจะก่อกบฏต้องลงมือก่อนกำหนด เมื่อมีเหตุ ฮ่องเต้จึงมีข้ออ้างสังหารคนในตระกูลของเสด็จอาทั้งหมด ทำให้อ๋องคนอื่นๆ ไม่กล้ามีใจคิดเป็นอื่นอีก

หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านพ้นไป ฮ่องเต้พลันเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเสด็จพ่อจึงได้ตรัสกับพระองค์ก่อนสวรรคตว่า ‘ขอแค่มีเผยจี้อยู่ ตำแหน่งฮ่องเต้ของเจ้าจะมั่นคง’

ทรงรู้ว่าอาจารย์เผยจะต้องคุ้มครองพระองค์ เมื่อมีอาจารย์อยู่ด้วย พระองค์จึงไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น

แต่ตอนนี้พระองค์กลับกลัวว่าจะมีคนแย่งอาจารย์ไป

ขันทีประคองพระองค์ลงจากหลังม้า ขณะที่เดินไปยังสนามยิงธนู ทรงทำท่าคล้ายจะพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า

เผยจี้เป็นคนที่มีความรู้สึกไวจึงมองออกตั้งแต่แรก “ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าว ก็ว่ามาเถอะ”

ฮ่องเต้ลังเลไปชั่วขณะแล้วถาม “อาจารย์มีนางในดวงใจแล้วหรือยัง?”

เผยจี้ตะลึง หันไปมองขันทีที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้

ขันทีรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย รีบก้มหน้าแล้วถอยหลังไปอีกก้าว

ฮ่องเต้รีบชี้แจง “ทั่วทั้งวังหลวงต่างก็รู้เรื่องนี้ ซ้ำยังลือกันไปทั่วแล้วด้วย”

เผยจี้หัวเราะอย่างไม่แยแส “ไม่คาดว่าจะมีคนสนใจเรื่องฝ่ายในของกระหม่อมมากถึงเพียงนี้” เขาไม่เคยปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่เห็นถึงความจำเป็น จะมีข่าวลือหรือไม่ก็ไม่เป็นไร

“แสดงว่าอาจารย์มีแล้วจริงๆ” ฮ่องเต้ดูร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด

เผยจี้ชะงัก ตอบกลับไปว่า “กระหม่อมก็อยู่ในอายุที่สมควรมีได้แล้วนี่”

ฮ่องเต้ได้ยิน พลันนึกได้ว่าปีนี้อาจารย์อายุยี่สิบหก บุรุษวัยนี้ส่วนใหญ่มีภรรยามีลูกกันแล้ว พอรับรู้ความจริงข้อนี้ใบหน้าที่ยังไม่ประสาของพระองค์จึงยับย่น ทรงลังเลไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยว่า

“ถ้า... ถ้าอย่างนั้นต่อไปหากอาจารย์มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง แล้วยังจะเข้าวังมาสอนวรยุทธให้เราหรือไม่”

เผยจี้เดาความคิดของฮ่องเต้ได้ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วหยุดเดิน “กระหม่อมจะภักดีต่อฝ่าบาทชั่วชีวิต”

นี่เป็นคำสาบานที่เผยจี้มอบแด่อดีตฮ่องเต้หลังจากที่ทรงช่วยชำระมลทินให้สกุลเผย

แน่นอน... เขาจะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้น้อยไปชั่วชีวิตเช่นกัน

ฮ่องเต้ได้ยินเผยจี้เอ่ยเช่นนั้น สีหน้าพลันสดใสขึ้นมาทันที เมื่อออกจากสนามยิงธนูยังกำชับราวกับเป็นผู้ใหญ่ว่า “ใต้หล้านี้มีคนเคียดแค้นอาจารย์อยู่มากมาย อาจารย์ต้องระวังคนข้างกายให้ดี อย่าได้ประมาทคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนเชียวนะ”

เผยจี้เป็นคนระมัดระวังตัวสูง ย่อมไม่ต้องให้ใครมาเตือนแต่กระนั้นก็ยังยิ้มรับ เขานั่งอ่านฎีกาเป็นเพื่อนฮ่องเต้อยู่ครึ่งวัน ออกจากวังหลวงอีกครั้งท้องฟ้าก็เข้าสู่ช่วงพลบค่ำ เมื่อกลับมาถึงจวน นึกถึงคำพูดของฮ่องเต้แล้วก็อดนิ่วหน้ามิได้

แม้เขาจะสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ แต่ไม่ถึงขนาดต้องภักดีจนตนไร้ทายาทสืบสกุล เผยจี้ขบคิดเรื่องนี้อยู่ในห้องหนังสืออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเรียกถงจือเข้ามาพบ เอ่ยว่า “ที่เจ้าพูดวันนั้นข้ามาคิดดูแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล”

เพราะท่านอาเล็กร่วมหลับนอนกับอนุเก้ามาหลายวันจากนั้นก็ไม่ได้เรียกนางมารับใช้อีก ถงจือจึงล้มเลิกความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมไปแล้ว พอได้ยินเผยจี้พูดขึ้นมาเช่นนี้จึงมีท่าทีตื่นเต้น ถามอย่างยิ้มแย้มว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปหาหนังสือต้องห้ามมาให้ท่านอ่าน!” พูดจบก็ไม่มองหน้าเผยจี้ คล้ายกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ รีบก้าวออกนอกห้องไปราวกับบิดาแก่ชราที่เป็นห่วงงานวิวาห์ของลูก

เผยจี้ “ช้าก่อน”

ถงจือที่เดินไปถึงหน้าประตูห้องพลันชะงัก หันกลับมาถาม “ไยท่านอาเล็กถึงเปลี่ยนใจเร็วเช่นนี้เล่า”

เผยจี้ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ ออกคำสั่งต่อ “กลับมานี่”

ถงจือเดินกลับมาอย่างไม่เต็มใจนัก “ท่านอาเล็กมีความคิดอย่างไรหรือ”

เผยจี้เชิดหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “ข้าเห็นด้วยก็จริง แต่อย่างไรก็ต้องทดสอบนางก่อนว่ามีความผิดปกติใดแฝงอยู่หรือไม่”

ถงจือเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ท่านอาเล็กขึ้นนั่งเก้าอี้แม่ทัพใหญ่ก็มีคนมากมายคิดจะลอบสังหารเขา ยิ่งมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ก็ยิ่งมีคนคิดจะเอาชีวิตเขามากขึ้น นางรำก็เป็นมือสังหาร บ่าวที่อยู่ในจวนมาหลายปีก็เป็นมือสังหาร เรียกได้ว่ามีมือสังหารแฝงอยู่ทุกแห่งหน ส่วนเผยจี้ที่ต้องเผชิญหน้ากับการลอบสังหารอยู่ตลอดเวลาก็ทำราวกับการไล่ล่าที่ตนเผชิญอยู่ เป็นการกินอาหารดื่มชาเท่านั้น

แม้เผยจี้จะไม่กลัวตาย แต่ก็รักชีวิต ถ้าต้องตายเพราะความภักดีเขาจะไม่เสียดาย แต่ถ้าให้ตายเพราะถูกคนร้ายลอบสังหาร เขาไม่ยอม ยิ่งตอนนี้ต้องการเฟ้นหาคนที่ต้องอยู่รับใช้ใกล้ชิดกับตนมากที่สุด ซ้ำยังต้องเป็นคนที่ให้กำเนิดทายาทสกุลเผยรุ่นต่อไป เขาจำต้องระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง

ถงจือคิดไปคิดมาก็เสนอแนวทางว่า “ถ้าท่านอาเล็กไม่ไว้ใจนางก็ลองทดสอบดู”

เผยจี้มีความคิดเช่นนี้อยู่แล้ว เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นั่งพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “พรุ่งนี้เรียกอนุเก้ามารับใช้ข้าที่ห้องหนังสือ”

คนที่ร่วมเตียงกับเขาก่อนหน้านี้ก็คืออนุเก้า ถ้าเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่นก็จะยุ่งยาก ขอแค่หน้าตาใช้ได้ ไม่ขี้เหร่เกินไป ในสายตาของเผยจี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก อย่างไรเสียพวกนางก็เป็นสตรี อีกอย่างประสบการณ์ครั้งแรกกับนางก็ไม่เลว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว

ถงจือตะลึง “ท่านอาเล็กจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ?”

เผยจี้เลิกคิ้ว “ไม่อย่างนั้น จะใช้คนอื่นมาเป็นเหยื่อแทนข้าหรือ”

ถงจือเห็นดีด้วย “ก็ได้นะขอรับ จะปลอดภัยหน่อย...” พูดถึงตรงนี้เขาพลันชะงัก ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงอ่อย “แต่ก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”

ถึงจะเป็นเหยื่อล่อ แต่ถ้าให้ใช้ ‘ชายอื่น’ มาเป็นคนร่วมหอแทนท่านอาก็คงไม่เหมาะสม!

เผยจี้คร้านจะสนใจกับความคิดของหลานชาย โบกมือเป็นการจบเรื่องสนทนา “ไปได้แล้ว”

ถงจือรับคำ ก้าวออกจากห้องหนังสือตรงไปยังเรือนหลันอิน

ฮั่วอินใช้ชีวิตอย่างสุขสงบมาหลายวัน

อนุภรรยาทั้งหลายไม่มีใครแย่งชิงความเป็นคนโปรดได้ คนที่มีฐานะทางบ้านไม่ดี นอกจากเงินที่ได้เป็นค่าใช้จ่ายเดือนละสิบกว่าตำลึงแล้วก็ไม่มีรายรับทางอื่น พวกนางมักจะหาเวลาว่างมาจับกลุ่มเล่นไพ่เพื่อหาเงินพิเศษ นานวันเข้า ภายในเรือนชั้นในจึงมีการจับกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่สองสามกลุ่ม

อนุบางคนอยากดึงฮั่วอินเป็นพวก ให้ตัวเองมีที่ยืนอยู่ในเรือนชั้นในต่อ จึงตั้งใจมาชวนนางเล่นไพ่นกกระจอกเพื่อตีสนิท ฮั่วอินจำไม่ได้ว่าตัวเองเล่นไพ่นกกระจอกเป็นหรือไม่ แต่ตอนนี้นางแน่ใจว่าเล่นไม่เป็น คิดจะปฏิเสธด้วยข้ออ้างนี้ แต่ก็ยังถูกดึงตัวมาร่วมวงจนได้

อนุทั้งหลายต้องการหาโอกาส ‘เล่นไพ่แพ้’ ให้ฮั่วอินได้เงินสักเล็กน้อยจากพวกนางเพื่อสานสัมพันธ์ต่อกัน แต่ไม่คาดว่าอนุเก้าจะกลายเป็นผู้ชำนาญในการเล่นไพ่นกกระจอก พวกนางไม่ได้เสียเงินแค่เพียงเล็กน้อยอย่างที่วางแผนไว้

นี่ยังกล้าบอกว่าเล่นไม่เป็นอีกหรือ?

แกล้งบอกว่าเล่นไม่เป็นเพื่อหลอกเอาเงินพวกนางชัดๆ!

ฮั่วอินไม่รู้ว่าตนมีความจำที่ดีเลิศ ถึงขนาดว่าเห็นแวบเดียวก็จำได้ไม่ลืม เมื่อทำความเข้าใจกับกฎการเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว ไพ่ที่หงายอยู่บนโต๊ะเป็นตัวอะไรบ้างนางก็จำได้หมด ยังวิเคราะห์ได้ด้วยว่าอีกสามคนขาดไพ่ตัวไหนแล้วกำลังต้องการไพ่ตัวไหน

ฮั่วอินหยิบไพ่ตัวหนึ่งขึ้นมาดู หน้าตาของนางสดใสขึ้นทันที วางไพ่ที่ถืออยู่บนโต๊ะ ตะโกนว่า “กิน!” นางเหลือบมองคนอื่นๆ อีกสามคน ยื่นมือพลางยิ้มกว้าง “จ่ายมาเสียดีๆ”

อนุทั้งหลายมองหน้ากัน สุดท้ายก็ล้วงเงินออกมาอย่างเสียดาย

ฮั่วอินรับเงินมาแล้วใบหน้ายิ่งชื่นมื่น นางกวาดไพ่บนโต๊ะมาทำท่าจะล้างไพ่ใหม่ นางเหลือบตามองสีหน้าคนอื่นๆ แล้วก็ทำเป็นทักขึ้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “ทำไมดูพวกเจ้าสีหน้าไม่ดีกันเสียเลย”

จะให้พวกนางยิ้มออกได้อย่างไร!

วันนี้พวกนางเล่นไพ่แพ้ จ่ายเงินไปสิบกว่าตำลึงแล้ว ถ้าบอกว่า ‘เลิกเล่น’ เอาตอนนี้ก็จะดูเป็นคนใจแคบเกินไป แต่พวกนางไม่มีเงินจะเล่นต่อแล้วนี่! ขอให้มีใครมาขัดจังหวะการเล่นไพ่ด้วยเถอะ ไม่อย่างนั้นเดือนหน้าพวกนางไม่มีเงินซื้อเครื่องแป้งแน่ๆ

แม้พวกนางจะอยู่ในจวนเผยอย่างไม่อัตคัดขัดสน มีกินมีใช้ แต่เงินทองที่มีอยู่ก็ไม่มากนัก ซื้อของให้คนนั้นคนนี้เพื่อสานสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ก็แทบไม่มีเงินเหลือติดก้นถุงแล้ว

ฮั่วอินมิได้สร้างความลำบากใจให้กับหญิงอีกสามคน นางเปรยขึ้นว่า “ข้ารู้สึกเหนื่อย พวกเรายังจะเล่นกันต่อหรือไม่?”

อนุทั้งสามถึงกับโล่งอก แยกย้ายกันกลับเรือนก็ดี วันหน้าวันหลังพวกนางจะไม่เล่นไพ่กับอนุเก้าอีกแล้ว !

เก็บโต๊ะเก็บของดีแล้ว อนุทั้งสามเพิ่งลุกขึ้นก็มีสาวใช้เดินเข้ามารายงานฮั่วอินว่าพ่อบ้านถงมาพบ

หญิงอีกสามคนได้ยินแล้วก็ยืนมองฮั่วอินด้วยความริษยา ฝนก็ตกทั้งที ทำไมถึงไม่ตกให้ทั่วฟ้า ตกใส่หัวฮั่วอินแค่คนเดียว

ฮั่วอินไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ตัวนางกลับตื่นตระหนกในการมาถึงของพ่อบ้านถงอยู่ไม่น้อย เผยจี้เป็นคนเย็นชา อีกทั้งยังมีนิสัยขี้ระแวง การร่วมเตียงกับเขาคืนนั้นเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฮั่วอินจึงเดาว่าเผยจี้คงไม่เรียกนางไปหาอีก แต่วันนี้ที่พ่อบ้านถงมา! ฮั่วอินเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างที่ตนเดาหรือไม่

เผยจี้ไม่น่าจะเรียกนางไปร่วมเตียงอีกกระมัง?

แม้ในใจจะขัดขืนอย่างไร แต่หลังจากส่งอนุคนอื่นกลับไปแล้วฮั่วอินยังคงไปหาพ่อบ้านถง


เผยจี้ให้ฮั่วอินไปพบที่ห้องหนังสือวันพรุ่งนี้

ฮั่วอินได้ยินแล้วสีหน้าก็ยินดี เดินไปส่งพ่อบ้านถงด้วยรอยยิ้มแจ่มใส แต่เมื่อกลับเข้าห้องที่มีนางอยู่เพียงลำพัง หน้าตากลับยับยู่ยี่

นางไม่ได้ดีใจกับการถูกเรียกไปพบ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงมีการรอคอยอยู่ลึกๆ ในใจ

ประหลาดเกินไปแล้ว!

การรอคอยนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเรื่องก่อนที่นางสูญเสียความทรงจำหรือไม่

ก่อนความจำเสื่อม นางเป็นเหมือนหญิงสาวคนอื่นๆ ที่เฝ้าคอยให้สามีหันมาสนใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างนั้นหรือ? ฮั่วอินรู้สึกว่า ตัวเองไม่ใช่คนที่ดำรงอยู่ด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเช่นนั้น แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วจะอธิบายการรอคอยนี้ว่าอย่างไร?

คิดไปคิดมา ฮั่วอินคิดถึงใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อยามที่ตนได้เห็นในเช้าวันนั้น นางชอบหน้าตาและรูปร่างที่กำยำสมส่วนของเขา ตอนนี้ชอบ... คิดว่าก่อนหน้านี้ก็คงจะชอบเช่นกัน ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็พอจะหาคำอธิบายสำหรับความรู้สึกรอคอยได้แล้ว ก่อนหน้านี้นางคงไม่แตกต่างจากอนุหกที่ชื่นชอบรูปลักษณ์ภายนอกของเขา จึงมีการรอคอยอยู่ลึกๆ ในใจ

แต่หลังจากได้ร่วมหลับนอนกับเขาในคืนนั้นแล้ว ฮั่วอินกลับรู้สึกว่าถ้าเวลาเนิ่นนานไปอีกสักหน่อย การรอคอยที่มีอยู่ในใจของนางตอนนี้คงจะหายไปอย่างหมดจด

ฮั่วอินไม่กลัวการร่วมหลับนอน แต่การมีอะไรกับเผยจี้นั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกดีๆ กับนางแม้แต่น้อย ถึงนางจะสูญเสียความจำ แต่ก็พอรู้ถึงเรื่องระหว่างหญิงชาย ไม่เพียงฝ่ายชายจะได้ความสุขสมจากเรื่องแบบนี้ ฝ่ายหญิงก็สามารถรับรู้ถึงความสุขเช่นกัน แต่คืนนั้นสำหรับนางแล้วนอกจากความเจ็บปวดและคับแน่น ก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดร่วมกับเขา เป็นแบบนี้พลันรู้สึกว่าต่อให้อีกฝ่ายมีรูปร่างหน้าตาดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ไม่คุ้มค่ากับการรอคอย

เพราะเรื่องนี้ทำให้ฮั่วอินนอนไม่หลับ นางจึงตื่นขึ้นมาอย่างอ่อนเพลีย

เมื่อคืนนางนอนคิดวางแผนเพื่อให้รับความทรมานน้อยหน่อย หลังอาหารเช้าจึงเรียกปี้อวี้มาพบ ให้เงินสองตำลึงพร้อมกำชับเบาๆ ว่า “จงสวมหมวกคลุมหน้าไปที่โรงหมอ ถามท่านหมอว่ามียาหล่อลื่นที่ให้สตรีใช้โดยเฉพาะหรือไม่?”

ปี้อวี้อุทานด้วยความสงสัยว่า “หา”

นางเป็นเด็กสาวอายุเพียงสิบห้า อยู่แต่เรือนชั้นในย่อมไม่ค่อยรู้ประสา ฮั่วอินไม่รู้จะอธิบายเกี่ยวกับของสิ่งนี้กับนางอย่างไร เพียงแต่บอกว่า “ไปถามอย่างที่ข้าบอกไปก็แล้วกัน อย่าให้คนอื่นรู้เข้าล่ะ”

แม้ปี้อวี้ไม่เข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ยาหล่อลื่น’ แต่เมื่ออนุเก้าให้นางสวมหมวกมีผ้าปิดหน้าไปถาม แสดงว่าจะต้องเป็นของที่ใช้เฉพาะสตรีเท่านั้น จึงไม่กล้าสอดรู้ให้มากความ

ฮั่วอินไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดจึงรู้จักของสิ่งนี้ แต่มันสามารถทำให้นางได้ทรมานน้อยลง ยังจะไปสนใจว่ารู้จากไหนไปทำไม

ปี้อวี้ออกไปนอกจวนแล้ว กระทั่งบ่าวจากเรือนใหญ่มาถึง ปี้อวี้ก็ยังไม่กลับมา

เมื่อวานหลังจากพ่อบ้านถงมาพบนางที่เรือนแล้วก็ไม่ได้บอกว่าวันนี้จะให้นางไปที่เรือนใหญ่เวลาใด บอกเพียงว่าหลังจากใต้เท้ากลับจากการประชุมเช้าแล้วจะมีคนมาเชิญนางไปเอง

ประมาณยามหกเต็ม* บ่าวของเรือนหันก็มาเชิญฮั่วอิน

ฮั่วอินแต่งหน้าแต่งตัวดีแล้วจึงตามบ่าวไป เมื่อเข้ามายังเรือนหัน นางลอบพินิจเรือนใหญ่ที่ได้เข้ามาเป็นครั้งที่สอง ภายในเรือนนอกจากบ่าวที่นำทางอยู่ด้านหน้าแล้วก็ไม่มีใครอื่น แต่พื้นกลับสะอาดเอี่ยม ไม่เห็นแม้แต่ใบไม้สักใบเดียว ถ้าเป็นเรือนหลังอื่นอย่างน้อยก็ยังได้ยินเสียงนกร้องบ้าง แต่เรือนหันกลับไม่มีเสียงใดๆ นอกจากความเงียบ

แม้จะไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น แต่ฮั่วอินกลับรู้สึกราวกับการกระทำทุกอย่างของตนกำลังถูกสายตาที่มองไม่เห็นจ้องมอง นางลอบมองเพียงครู่เดียวก็ดึงสายตากลับมา มองตรงไปด้านหน้าอย่างไม่ว่อกแว่ก บ่าวผู้นั้นพานางเดินมาถึงเรือนเล็กที่อยู่ด้านข้างแล้วหันกลับมามองสาวใช้ที่ติดตามฮั่วอินมาด้วย

“ด้านในเป็นห้องหนังสือของใต้เท้า บ่าวจากเรือนอื่นจะเข้าไปไม่ได้” เขามองฮั่วอินอย่างนอบน้อม “อนุเก้า เชิญตามข้ามา”

ฮั่วอินพยักหน้ารับ ก้าวตามเข้าไปในเรือนเล็ก

พื้นที่ของเรือนแห่งนี้แตกต่างจากสวนที่นางเพิ่งเดินผ่าน ในนี้ปลูกไผ่เขียว เมื่อมีลมพัดมา ใบไผ่ก็ไหวระริก พร้อมกับโชยกลิ่นหอมเย็น เดินผ่านป่าไผ่ที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่นักก็จะเห็นเรือนหลังเล็กที่สร้างจากไม้ไผ่ ให้ความสงบเงียบและดูสบายๆ

เผยจี้เป็นคนที่รู้จักหาความสุขให้ตัวเองก็จริงอยู่ แต่สถานที่ที่ดูเรียบง่ายและสุขสบายเช่นนี้ไม่เหมาะกับภาพลักษณ์อำมหิตเลือดเย็นอย่างเขาแม้แต่น้อย

บ่าวผู้นำทางหยุดห่างจากห้องหนังสือ เอ่ยว่า “ใต้เท้าอยู่ด้านใน เชิญอนุเก้าเข้าไปได้”

ฮั่วอินนิ่งไปก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “รบกวนแล้ว” จากนั้นค่อยก้าวอย่างแช่มช้อยเข้าไป

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ห้องหนังสือมากเท่าไร ยิ่งเกิดความหนักใจมากขึ้นเท่านั้น

เรือนหลังเล็กที่แยกตัวออกมานี้ มีเขาอยู่เพียงลำพัง ทว่าเขายังเรียกนางมา ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนต้องการมีอะไรกับนาง

แต่ของที่นางต้องการยังไม่ได้ นางคงหนีไม่พ้นความทรมานจากการนี้แน่





____________________

* เวลา 11.00 นาฬิกา

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ

ฮั่วอินยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ สุดท้ายยังคงเคาะประตู ส่งเสียงแสดงตัวตนไปว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยฮั่วอิน”

มีเสียงห้าวทุ้มดังขึ้นจากในห้อง “เข้ามา”

ฮั่วอินผลักประตูเข้าไปหลังจากลังเลเล็กน้อย เมื่อเข้ามาในห้องนางก็มิได้เหลือบตามอง เพียงหมุนตัวปิดประตูห้องแล้วค่อยเดินไปยืนอยู่ห่างจากโต๊ะหนังสือไม่กี่ก้าว ยอบตัวทำความเคารพ “คารวะใต้เท้า”

ตั้งแต่เข้ามาในห้อง นางมิได้เหลือบตามองคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะแม้สักแวบเดียว ถึงจะไม่ได้เหลือบมอง แต่ก็รับรู้ว่าบุรุษที่นั่งอยู่ตรงนั้นกำลังอ่านฎีกา

เขาไม่ได้พูดสิ่งใด ไม่ได้มองมาที่นาง ยังคงสนใจกับหนังสือฎีกาที่อยู่ตรงหน้า

ฮั่วอินหลุบตามองพื้น ยืนเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ค่อยรู้สึกว่าบุรุษที่นั่งอยู่วางพู่กันในมือลงแล้วกำลังมองมายังตนอย่างไม่เกรงใจ สายตาของเขาทำให้ฮั่วอินรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาล

เผยจี้ปิดหนังสือฎีกา โยนไปไว้บนกองสูงด้านข้างแล้วทิ้งตัวนั่งพิงพนักด้วยท่าทางผ่อนคลาย ปลายนิ้ววางอยู่บนที่เท้าแขน ใช้สายตาเฉยเมยมองไปยังร่างที่อยู่ห่างแค่ไม่กี่ก้าว

แม้นางจะก้มหน้า แต่เขาก็พอจะมองเห็นใบหน้าอ่อนหวานจิ้มลิ้ม นางสวมกระโปรงสีแดงอ่อน เรือนผมดำเป็นเงาถูกรวบไปไว้ด้านข้าง ปล่อยปลายผมระอยู่บริเวณหัวไหล่ ปิ่นไหวชุบทองที่ปักอยู่นั้นนิ่งสงบเช่นเดียวกับเจ้าของ เผยจี้เลื่อนสายตาลงมาอีกเล็กน้อย ไล่จากใบหูมาถึงแก้มขาวผ่อง

แถวลำคอบอบบางยังมีรอยแดงจางๆ ขนาดหนึ่งนิ้วมือที่ดูคล้ายกับรอยฟัน

เขาอดคิดถึงเสียงวิงวอนของนางในคืนนั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงนั้นถึงทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ กัดลำคอบอบบางไปทีหนึ่ง

เขาว่าตนกัดไม่แรง แล้วเหตุใดจึงทิ้งรอยเอาไว้ได้? ถึงขนาดผ่านไปสี่ห้าวันแล้วก็ยังมีร่องรอยให้เห็น

ผิวเนื้อของนางบอบบางเหลือเกิน

เผยจี้เลื่อนสายตาไปยังใบหน้าที่ก้มต่ำของอนุเก้า

คืนนั้นเขาไม่ค่อยได้สนใจจะมองว่าอนุภรรยาผู้นี้หน้าตาอย่างไร จำได้เพียงว่าในงานเลี้ยงวันเกิด ท่ามกลางบรรดาอนุภรรยาทั้งหลาย มีเพียงนางที่หกล้มจนหมดสติอยู่นานหลายวัน

เพราะเรื่องนี้ทำให้เขามีความทรงจำเกี่ยวกับอนุภรรยาคนนี้อยู่บ้าง ดังนั้นตอนที่ถูกวางยา หลังจากถงจือเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เขาจึงได้เลือกนางมารับใช้ที่ห้อง

“เงยหน้าขึ้น” เผยจี้เอ่ยเสียงเรียบ

ฮั่วอินลังเลเพียงเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางขลาดกลัว มองไปยังคนที่นั่งอยู่ สีหน้าแววตาของนางดูน่าสงสารอย่างที่สุด

การที่ตนทำหน้าตาน่าสงสารจนดูเป็นคนอ่อนแอได้นั้น ทำให้ฮั่วอินถึงกับตกใจกับความสามารถของตัวเองอยู่พอสมควร ‘ไม่ต้องเตรียมตัว ข้าก็สามารถแสร้งทำท่าเป็นหญิงอ่อนแอได้ด้วย... เก่งจริง!’ นางร่ำเรียนสิ่งใดจากหอฟงเยว่มาบ้างนะ ถึงกับสามารถแสดงละครได้ถึงขั้นนี้!

แต่เมื่อคิดอีกที ในสถานที่เช่นนั้นถ้าไม่เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะให้เรียนกระบี่กระบองหรืออย่างไร?

ฮั่วอินเก็บความคิดฟุ้งซ่าน ตั้งสมาธิรับมือกับบุรุษตรงหน้า

เผยจี้มองดวงตาที่เปล่งประกายแวววาวคู่นั้นโดยมิได้รู้สึกเห็นใจแต่อย่างใด แม้ใบหน้าของนางจะสวยแต่เขาก็มิได้แสดงความตื่นตาตื่นใจ ถามด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “เจ้ากลัวข้าหรือ”

ฮั่วอินส่ายหน้าน้อยๆ ตอบกลับเสียงอ่อน “ใต้เท้าเป็นสามีของข้า ข้าไม่กลัวเจ้าค่ะ”

คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าหัวเราะขึ้นมาเสียเฉยๆ

ฮั่วอินเดาความคิดของเขาไม่ออก ไม่รู้ว่าหัวเราะทำไม

เผยจี้กลับคืนสู่สีหน้าเฉยเมยอย่างเช่นปกติ ถามว่า “ฝนหมึกเป็นหรือไม่”

ฮั่วอินไม่รู้ว่าตนฝนหมึกเป็นหรือไม่ แต่เรื่องง่ายๆ อย่างนี้ นางจะต้องทำเป็นแน่ จึงตอบว่า “เป็นเจ้าค่ะ”

เผยจี้ปรายตามองไปยังแท่นหมึก “ฝนหมึก”

ฮั่วอินก้าวอย่างแช่มช้อยไปอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ มองไปยังแท่นฝนหมึก เพื่อมิให้สายตาสอดส่ายไปยังชายที่นั่งอยู่ นางปัดแขนเสื้อขึ้น ยกกาน้ำใบเล็กที่วางอยู่อีกด้านมาหยดน้ำใส่แท่นฝนหมึกสักเล็กน้อย แล้วหยิบแท่งหมึกมาฝนช้าๆ

เผยจี้มองเพียงแวบเดียวก็ดึงสายตากลับมา หยิบหนังสือฎีกาฉบับใหม่ขึ้นมาอ่าน

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก ฮั่วอินยืนฝนหมึกอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม น้ำหมึกถูกฝนจนข้นแต่เผยจี้ก็ยังไม่มีท่าทีจะให้นางหยุดฝน

นางไม่แน่ใจว่าอะไรคือจุดประสงค์ที่เผยจี้เรียกตนมาวันนี้ ถ้าจะให้มาทำเรื่องอย่างว่ากลางวันแสกๆ แล้วเหตุใดจึงให้นางยืนฝนหมึกอยู่อย่างนี้

สายตาของนางมองไปยังเผยจี้ที่ก้มหน้าอ่านฎีกาอยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องอยู่ตรงต้นคอที่เผยให้เห็น

ถ้าตอนนี้มีของคมๆ สักชิ้น... รอจังหวะที่เขาไม่ระวังตัว นางแทงที่คอ คิดว่าจะสำเร็จหรือไม่...

ฮั่วอินตกใจกับความคิดเพ้อเจ้อของตน นางรีบสลัดความคิดที่น่าตกใจนี้ไป ลอบถามตัวเองว่านี่นางเกลียดเผยจี้ถึงขนาดอยากให้เขาตายเชียวหรือ? ความขัดแย้งระหว่างนางและเขาก็มีแค่เรื่องบนเตียงวันนั้น แล้วเหตุใดถึงคิดอยากให้เขาตาย?!

คิดไปคิดมา น่าจะเป็นเพราะตนไม่อยากร่วมเตียงกับเขามากถึงได้คิดเช่นนี้

เผยจี้จุ่มปลายพู่กันกับแท่นหมึก แต่ปลายพู่กันไม่ชุ่มหมึกอย่างที่คิดไว้ เขาเหลือบมองแท่นฝนหมึก เห็นว่าน้ำหมึกแห้งไปแล้วแต่มือขาวๆ ที่ถือแท่งหมึกยังคงฝนไปฝนมาไม่หยุด

เห็นได้ชัดว่าใจของนางไม่ได้อยู่ที่นี่

เขาเลิกคิ้วถามเสียงหนัก “อนุเก้าไม่เต็มใจหรือ?”

ฮั่วอินสะดุ้ง คิดว่าเผยจี้เดาความคิดของนางได้ จึงรีบตอบกลับว่า “ใต้เท้าเป็นสามีของข้า ข้าย่อมเต็มใจ”

คำตอบของนางเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อคิดดีๆ กลับรู้สึกว่าแปลกประหลาด

เผยจี้เลิกคิ้วอย่างข้องใจแล้วเปล่งเสียงหัวเราะ “ไม่รู้มาก่อนว่า อนุเก้าจะเอาแต่คิดถึงเรื่องพรรค์นั้น”

ฮั่วอิน “...”

นางสบตากับเผยจี้อย่างงุนงง เขาหลุบตา มองไปยังแท่นฝนหมึก

ฮั่วอินมองตามแล้วค่อยตั้งสติได้ว่าที่เผยจี้ถามนั้นก็คือ นางไม่เต็มใจฝนหมึกให้เขาหรือไร!

ฮั่วอินนิ่งเงียบอย่างอับอาย ผิวหน้าเป็นสีเข้ม

แม้นางจะอับอายเพียงใดแต่ก็ยังทำตัวเยือกเย็น หยิบกาน้ำใบเล็กขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทาแล้วรินน้ำใส่แท่นฝนหมึก

เผยจี้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเพราะเรื่องนี้ จึงออกคำสั่งหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ยามสิบเอ็ด* มาที่เรือนใหญ่”

มือที่ฝนหมึกหยุดชะงัก พลันเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ

คืนนี้นางต้องรับใช้เขาบนเตียง

เมื่อคิดถึงความเจ็บปวดราวกับถูกลงทัณฑ์จากการร่วมเตียงกับเขาที่เรือนใหญ่ครั้งก่อน ฮั่วอินรู้สึกว่าความคิดเพ้อเจ้อของนางเมื่อครู่มิได้เกินเลยแม้แต่น้อย นางหวังว่าก่อนที่ตนจะต้องขึ้นเตียงคืนนี้ เผยจี้จะมีอันเป็นไป!





____________________

* เวลา 19.00-21.00 นาฬิกา

มีคำกล่าวที่ว่า ตัวร้ายมักอยู่ยั้งยืนยง ดังนั้นคนอย่างเผยจี้จึงไม่มีทางตายง่ายๆ

ฮั่วอินไม่มีข้ออ้างหลบเลี่ยงเรือนใหญ่ ถ้านางแกล้งป่วย หมอประจำจวนก็จะตรวจพบความจริง ถ้าจะอ้างว่าเป็นวันนั้นของเดือน อีกไม่กี่วันก็เรียกนางไปใหม่ ไม่เท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือ? ข้ออ้างที่มีพิรุธมากมายเหล่านี้เกรงว่าจะทำให้คนขี้สงสัยอย่างเผยจี้ยิ่งระแวงในตัวนางมากขึ้น หากเขาแค่ไล่นางออกจากจวนก็ยังนับว่าดี กลัวแต่ว่าเขาจะฆ่านางทิ้งเสียดีกว่าปล่อยตัวไป

ฮั่วอินไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงระมัดระวังถึงเพียงนี้ แต่มาคิดอีกที รอบคอบไว้ก่อนก็ดีจะได้ใช้ชีวิตไปนานๆ

เผยจี้บอกนางว่าให้ไปเรือนใหญ่ในยามสิบเอ็ด

ฮั่วอินกลับถึงเรือนหลันอินก็เป็นเวลาตะวันตรงหัว ปี้อวี้ซื้อน้ำมันที่นางต้องการมาได้แล้ว เพียงแค่ขวดกระเบื้องเล็กๆ ขวดเดียวกลับต้องจ่ายเงินไปถึงสองตำลึง ปี้อวี้เริ่มเข้าใจประโยชน์ของการใช้น้ำมันขวดนี้ จึงเล่าวิธีใช้ให้เจ้านายฟังด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ท่านหมอบอกว่าอย่าเพิ่งใช้ ให้รอจนถึงเวลาร่วมหลับนอนเสียก่อน ขวดเล็กๆ นี้ใช้ได้แค่สองครั้ง”

ฮั่วอินเก็บขวดเอาไว้แล้วถามต่อ “ไม่มีใครรู้ว่าเป็นข้าใช่หรือไม่?”

แม้นางไม่สนใจในชื่อเสียงมากนัก แต่ก็ยังรักหน้าตาอยู่

ปี้อวี้ส่ายหน้า “บ่าวระวังตัวอย่างดีเจ้าค่ะ”

ฮั่วอินพยักหน้า หยิบเงินเม็ดเล็กๆ สองเม็ดในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งส่งให้ปี้อวี้ นางเล่นไพ่นกกระจอกชนะเมื่อหลายวันก่อน ทำให้มีเงินตกรางวัลสาวใช้ได้มากกว่าเดิม

ปี้อวี้ยิ้มรับเงินรางวัลจากอนุเก้า พอออกจากห้องแล้วเพิ่งคิดเรื่องบางอย่างได้รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยจางลง

สาวใช้ที่อยู่กับอนุแต่ละคนนั้นถูกส่งตัวมาจากส่วนกลาง ปากบอกว่าให้มารับใช้แต่ความจริงมาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหว สาวใช้ในเรือนหลันอินแต่ละคนก็เป็นเช่นนี้ ปี้อวี้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อบ้านถงเพราะคิดว่าเป็นของใช้ ‘สำหรับเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย’ เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่ต้องรายงานหรอก

หลังจากฮั่วอินอาบน้ำเสร็จก็แต่งตัว คงเพราะมีเวลาเตรียมตัวทำให้สาวใช้ทั้งสองยังดูลำบากใจมากกว่าฮั่วอินที่ต้องไปร่วมเตียงกับเผยจี้เสียอีก

ปี้อวี้หยิบเสื้อผ้าออกมาชุดแล้วชุดเล่าก็ยังตัดสินใจไม่ได้

ส่วนลวี่หลัวลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะทำผมทรงไหนให้ฮั่วอินดี ได้แต่พึมพำอย่างหนักใจ “ผมทรงไหนถึงจะทำให้ใต้เท้าใจอ่อน ไม่รุนแรงกับอนุของเรานัก”

ฮั่วอินย่นหัวคิ้ว เถียงอยู่ในใจว่าต่อให้แต่งกายทำผมอย่างดี เผยจี้ก็ไม่มีทางลดราวาศอก เขาคงต้องมัดมือทั้งสองข้างแล้วกัดคอนางเหมือนพวกวิญญาณกระหายเลือดแน่ นางอดถอนหายใจไม่ได้ “ไม่ต้องไปคิดว่าจะแต่งตัวให้ข้าอย่างไร หาเชือกที่นิ่มๆ ให้ข้าสักเส้นดีกว่า”

สาวใช้ทั้งสองตะลึง มองตากันอย่างสงสัย

ฮั่วอินก้มลงมองมือสะอาดสะอ้านของตัวเองแล้วคิดว่า ก่อนจะเข้าด้ายเข้าเข็มตนชิงมัดมือตัวเองเอาไว้ก่อนน่าจะดี ตอนที่อยู่ในห้องหนังสือนางยังเกิดความคิดจะใช้ของมีคมแทงคอของเผยจี้ แล้วตอนที่อยู่บนเตียง ไม่รู้นางจะเผลอบีบคอเขาหรือไม่! นางเป็นแค่หญิงสาวอ่อนแอ ถ้ามีความคิดแบบนี้ขึ้นมาแล้วลงมือทำจริงๆ เกรงว่ายังไม่ทันจะได้แตะลำคอใต้เท้าเผย คอของนางคงได้หักเสียก่อน

ฮั่วอินก้าวออกจากเรือนพร้อมกับขวดน้ำมันและเชือกผ้าฝ้ายที่ตั้งใจคัดสรรมาอย่างดี

เมื่อตนเตรียมพร้อมไว้แล้ว คืนนี้คงไม่ทรมานมากนัก

พอมาถึงเรือนใหญ่ ถงจือก็พานางไปยังห้องที่เคยมาครั้งที่แล้ว เขาหยุดหน้าประตู กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ใต้เท้ายังยุ่งอยู่ อนุเก้ารอสักครู่”

ฮั่วอินพยักหน้ารับ เมื่อเห็นว่าเขายังไม่จากไปจึงถาม “ไม่ทราบว่าพ่อบ้านถงยังมีเรื่องใดอีกหรือไม่?”

ถงจือลังเลไปหลายอึดใจ สุดท้ายก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเป็นคนแข็งกระด้างมาแต่ไหน ไม่ค่อยอ่อนโยน อย่างไรเสียขอให้อนุเก้าโปรดอดทน”

เขาพูดจบก็พยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วค่อยไป

ฮั่วอินยืนอยู่ที่เดิม มองจนกระทั่งถงจือลับสายตา นางค่อยปิดประตูห้องเข้าหากัน


ภายในห้องฝึกยุทธ

องครักษ์แปดคนบุกโจมตีเผยจี้พร้อมกัน ร่างในชุดสีดำพอดีตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เผยจี้ตวัดแส้เหล็กต้านรับ

ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เหล่าองครักษ์ก็นอนแผ่อยู่กับพื้น เผยจี้กวาดตามองคนเหล่านั้นพร้อมกับเปล่งเสียงเย็นกระด้างว่า

“ออกไป!”

องครักษ์ทั้งแปดลุกขึ้น พาร่างที่ฟกช้ำดำเขียวออกไปจากห้อง

เมื่อคนเหล่านั้นจากไปแล้ว ถงจือจึงนำผ้าชุบน้ำหมาดๆ ตรงเข้ามา

เผยจี้หยิบผ้ามาซับเหงื่อ ถามว่า “ถึงแล้วหรือ?”

“มาได้ประมาณหนึ่งเค่อแล้วขอรับ” ถงจือคิดไปคิดมายังคงรายงานตามจริง “วันนี้สาวใช้ที่ชื่อปี้อวี้จากเรือนหลันอินออกจากจวนไปโรงหมอ”

เผยจี้ชะงัก มองเขาแวบหนึ่ง “ไปทำไม?”

ถงจือส่ายหน้า “ปี้อวี้มิได้รายงาน”

แววตาเคร่งเครียดของเผยจี้แฝงความสงสัย

“ใต้เท้า คืนนี้จะทดสอบนางต่อ หรือว่าจะ...” ร่วมหลับนอนกับนางจริงๆ...

ถงจือไม่กล้าถามตรงๆ จึงหยุดเพียงเท่านี้

เผยจี้หัวเราะเสียงครึ้ม ย้อนถามกลับไปด้วยสีหน้าอมยิ้ม “หรือทั้งสองอย่างจะทำพร้อมกันไม่ได้?”

จะให้ลองใจไปพร้อมกับทำเรื่องอย่างว่า ก็ต้องดูแค่ว่า... เขาอยากทำหรือไม่อยาก

ถงจือลังเล วางถาดในมือไว้ด้านหนึ่งแล้วล้วงสาบเสื้อคล้ายต้องการหาของบางอย่าง เผยจี้มองการกระทำของหลานชายด้วยสีหน้าข้องใจ ขณะที่ถงจือหยิบสิ่งของออกมา เขาก็เดาได้ว่าเป็นอะไร สีหน้าจึงเคร่งเครียดทันที

ถงจือส่งของให้เผยจี้ด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก “ท่านอาเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังไม่ชำนาญ ลองดูสักหน่อยคงไม่เป็นไร”

เผยจี้มิได้รับของสิ่งนั้นมาเพียงกวาดตามองสมุดเล่มเล็กๆ แล้วหัวเราะเยาะใส่ถงจือจนเขาชาไปทั้งหนังหัว

“ถงจือเอ๋ย”

“ขอรับ”

“รู้หรือไม่ว่า ข้าเรียนรู้เรื่องชายหญิงตั้งแต่เมื่อใด”

ถงจือทำหน้าเหลอหลา ส่ายหน้าแทนคำตอบ

เผยจี้หยิบสมุดในมือของถงจือมายัดคืนให้เขา ตบหน้าอกที่ผอมบางของหลานชายอีกหลายที “พวกขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงชอบไปเที่ยวหอคณิกา ตั้งแต่อายุสิบกว่าปีที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ข้าขึ้นไปอยู่บนขื่อในหอคณิกาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”

ถงจือพยายามขบคิดตามคำบอกเล่า พลันเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายจนหน้าตาแดงก่ำ ไม่กล้าพูดเรื่องหนังสือต้องห้ามอีก

เผยจี้ออกจากห้องฝึกยุทธ ถงจือเดินตามออกมาถาม “วันนี้ในห้องหนังสือ อนุเก้าดูไม่มีปัญหา ท่านอาเล็กจะลองใจนางอีกกี่ครั้งหรือขอรับ”

เผยจี้ตอบคำถามทั้งๆ ที่ยังเดินไปเรื่อยๆ “จนกว่าข้าจะวางใจ”

ถงจือชะงักไปเล็กน้อย มองแผ่นหลังของชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างจนใจ

จนกว่าจะวางใจ?

ในใจของท่านอาเล็ก ถึงจะเป็นหลานชายอย่างเขาท่านอาเล็กก็ยังไม่วางใจทั้งหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงที่ออกมาจากหอคณิกา

ท้องฟ้าเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ

ฮั่วอินรออยู่ในห้องได้เกือบครึ่งชั่วยามเผยจี้ก็ยังไม่เข้ามา ขณะที่นางคิดว่าเขาคงจะไม่มาแล้ว ประตูห้องก็ถูกผลักออก

ฮั่วอินที่นั่งอยู่ข้างเตียงรีบเข้าสู่สภาพของหญิงอ่อนแอ ก้มหน้าหลุบตา ทำตัวเรียบร้อย

เผยจี้เดินเบากริบ แทบจะไร้เสียง เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฮั่วอิน

นางรับรู้ถึงละอองน้ำที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศผสานกับกลิ่นสุรา เดาว่าเขาคงจะดื่มสุราและอาบน้ำมาแล้ว

เผยจี้ที่ยืนอยู่ห่างจากนางไม่กี่ก้าว สักพักก็กางแขนสองข้างพร้อมกับออกคำสั่ง “ถอดเสื้อ”

ฮั่วอินเหลือบตามองบุรุษตรงหน้าอย่างหวาดๆ ภายในห้องไม่ได้จุดตะเกียง ร่างสูงใหญ่กำยำของเผยจี้บดบังแสงเทียนจากด้านนอก จนคล้ายว่าร่างเขาเป็นเงาดำเงาหนึ่ง ฮั่วอินต้องปรับสายตาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะมองใบหน้าที่ยืนย้อนแสงของเผยจี้ได้อย่างชัดเจน

เส้นผมของเขาทิ้งตัวอยู่ด้านหลังและยังมีหยดน้ำอยู่ตรงปลายผม ทั้งเนื้อทั้งตัวสวมเพียงเสื้อตัวในที่ค่อนข้างชื้น สาบเสื้อแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแผงอกที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังอำนาจ เขาเลิกคิ้วอย่างรำคาญใจ ฮั่วอินรีบลุกก้าวเข้ามาแก้เชือกผูกเอวอย่างขลาดกลัว

เผยจี้ก้มหน้ามองมือขาวบอบบางของนาง หากนางมีพิรุธแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็พร้อมจะหักมือคู่นั้นทิ้งอย่างไม่ลังเล

ฮั่วอินเวลานี้ไม่ได้รู้สึกเขินอาย แต่กลับมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ลึกๆ ร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำนี้แผ่ความงามล้ำออกมา กระตุ้นให้อยากเป็นเจ้าของ คืนนั้นพอเข้ามาถึงเขาไม่ให้โอกาสนางได้ทำอะไรก็ดึงตัวขึ้นเตียงและจับหันหลัง นางจึงไม่เห็นว่าเรือนร่างของเขาเป็นอย่างไร

ฮั่วอินแก้เชือกผูกเอวด้วยมืออันสั่นเทา ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าบนร่างเขาออก กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มองเห็นชัดเจนอยู่เบื้องหน้า แต่นอกจากกล้ามเนื้อแล้วตัวเขายังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน่ากลัว

ฮั่วอินถึงกับตะลึง

“ทำต่อไป”

เสียงเย็นกระด้างดังขึ้น ฮั่วอินดึงสติกลับมา หลุบตามองไปที่กางเกงอย่างเคร่งเครียด

สุดท้ายนางยื่นมือออกไป

เพิ่งจะแตะถูกขอบกางเกง ข้อมือกลับถูกจับเอาไว้แน่นจนฮั่วอินรู้สึกเจ็บ

นางคิดจะเงยหน้ามอง แต่กลับถูกรวบร่างแล้วโยนไปบนเตียง หน้าคว่ำฟุบอยู่บนหมอน

ฮั่วอิน “...”

ความโมโหเกิดขึ้นทันที แต่นางพยายามสะกดมันเอาไว้

ยังไม่ทันจะได้ปรับอารมณ์ให้เข้าที่ แผ่นอกแข็งแกร่งก็ตามมาทาบทับกับแผ่นหลัง เสื้อผ้าถูกดึงทึ้งออก จนเหลือแต่แผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวโพลน เชือกที่ผูกกระโปรงถูกกระชากจนขาด เผยให้เห็นเรือนร่างที่ถูกปอกเปลือกออกแทบจะหมดสิ้น

โนมเนื้อตรงหน้าอก เอวคอดเล็ก ไล่ลงมาถึงสะโพกกลมกลึง สิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อนก็คือฝ่ามือที่เป็นรอยด้านของเขากลับลูบไล้ไปตามเนื้อตัว แทรกช่องว่างเข้าหาโนมเนื้ออวบอิ่ม เคล้นคลึงเต้าอวบขาวกระจ่าง หยอกล้อกับยอดอกชูชันจนฮั่วอินส่งเสียงครางเบาๆ อย่างเสียวซ่าน

เผยจี้ตีสะโพกหนั่นแน่นอย่างหนักมือ เนื้อส่วนนั้นเกิดรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับลงทันที

แววตาของเผยจี้ดำดิ่ง กล่าวเสียงแหบพร่า “อยู่เฉยๆ”

ยังไม่เสร็จอีกหรือไง!

ฮั่วอินที่ถูกตี พยายามกล้ำกลืนความรู้สึกที่เหมือนถูกย่ำยีศักดิ์ศรี กัดกรามข่มความไม่พอใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

ไม่มี... เผยจี้ไม่พบอาวุธหรือของมีคมในร่างของนาง เนื้อสะโพกที่นุ่มลื่นทำให้เขาออกแรงบีบด้วยอารมณ์ดิบ ขณะที่กำลังจะดึงผ้าผูกเอวที่ยังค้างอยู่บนตัวนางออก พลันมองเห็นของบางอย่างซ่อนอยู่ใต้หมอน ดวงตาที่ตอนแรกเต็มไปด้วยแรงราคะเปล่งประกายเย็นกระด้างทันที

เขาจับหัวไหล่ของนางแล้วยกสูง ดึงหมอนออกมา เห็นขวดกระเบื้องเล็กๆ กับเชือกผ้าฝ้ายอีกเส้นหนึ่งซุกอยู่ด้านใน ฝ่ามือแข็งแกร่งคว้าต้นคอของฮั่วอินแล้วเค้นถามเสียงเย็น

“นี่อะไร!”


ประตูหน้าต่างปิดสนิท

แต่กระนั้นฮั่วอินยังรับรู้ถึงไอเย็นของลมราตรีที่พัดเข้ามาด้านในจนผ้าม่านไหววูบ บรรยากาศภายในห้องเย็นยะเยียบ แม้จะมีฝ่ามือร้อนระอุกุมต้นคอ แต่ฮั่วอินกลับหนาวถึงกระดูก

แอบคิดว่า... หรือเผยจี้จะเอาชีวิตของนางจริงๆ?

ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เดิมทีนางคิดจะบอกเขาก่อน ‘ช่วงเวลาเหล่านั้น’ ว่าสิ่งของที่นางนำมาใช้สำหรับเรื่องใด แต่ยังไม่ทันได้พูดก็ถูกเขาดึงตัวขึ้นเตียง นางคิดว่าตัวเองระมัดระวังอย่างดีที่สุดแล้วแต่ก็ยังคงประเมินความระแวงของเขาต่ำไป ฮั่วอินคิดจะขัดขืนทว่ากลับรีบโยนความคิดนี้ทิ้ง ถ้าขัดขืนก็คงไม่มีโอกาสได้พูดแม้แต่คำเดียว

“นั่นเป็น... น้ำมันหอม ที่... ที่ใช้...” เพราะหายใจติดขัด ทำให้เสียงของฮั่วอินขาดเป็นห้วงๆ

คำว่า ‘น้ำมันหอม’ ทำให้เผยจี้ชะงักไปเล็กน้อย หัวคิ้วย่นเข้าหากัน มีความสงสัยผุดขึ้นในดวงตา

แรงที่บีบต้นคอคลายลงเล็กน้อยเพื่อให้ฮั่วอินได้พูดจนจบประโยค

แม้แรงบีบจะผ่อนลงแต่ฮั่วอินไม่กล้าประมาท ในช่วงวิกฤตนี้นางกลับเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วอธิบายด้วยเสียงที่เจือสะอื้น “ตอนอยู่หอฟงเยว่เคยได้ยินคนพูดกันว่า ถ้าใช้น้ำมันหอมทาในที่ลับของสตรีก่อนร่วมประเวณี จะสร้างความรื่นรมย์มากขึ้น” หัวไหล่ของนางสั่นสะท้าน น้ำเสียงสั่นเครือ เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวมากเพียงใด

เผยจี้ปรายตามองขวดกระเบื้องใบเล็กแล้วมองไปยังเชือกผ้าฝ้าย ถามเสียงเข้ม “แล้วเชือกเส้นนี้เล่า?”

การกระทำของเผยจี้เห็นได้ชัดว่าเขาสงสัยว่านางจะวางยาพิษก่อน แล้วค่อยใช้เชือกรัดคอเขา

ฮั่วอินที่ไม่เคยมีความคิดเช่นนี้มาก่อน ตอนนี้เริ่มคิดได้แล้ว! นางอธิบายไปสะอื้นไป “ครั้งแรกใต้เท้าจับข้ามัดมือด้วยเชือกฟาง ข้าเจ็บไปหมด ครั้งนี้เลยต้องเตรียมผ้าฝ้ายนิ่มๆ เอาไว้ เผื่อจะลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง” ฮั่วอินหันหลังให้เผยจี้จึงมองไม่เห็นสีหน้าเขา ไม่รู้ว่าตอนนี้เขามีสีหน้าเช่นไร

เมื่ออธิบายไปแล้วครู่หนึ่ง พลันมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้น เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเยาะหยัน “น้ำมันหอม เชือกฝ้าย อนุเก้าช่างคิดได้รอบคอบเสียจริง ข้าควรจะชมหรือควรบีบคอเจ้าให้ตายไปดีนะ” ประโยคสุดท้ายของเขาเป็นเสียงพูดที่เค้นลอดไรฟัน

เผยจี้ซ่อนตัวบนขื่อในหอคณิกาอยู่ไม่รู้กี่ครั้ง ย่อมเข้าใจวิธีใช้น้ำมันหอมว่ามิใช่สำหรับมาทาตัว แต่ใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายหยาบกระด้าง ฝ่ายหญิงจึงต้องใช้น้ำมันหอมเพื่อลดความทรมานของตน

ฮั่วอินไม่รู้ว่าเผยจี้เชื่อคำบอกเล่าของนางมากแค่ไหน แต่คิดไปคิดมา ถ้าเขาต้องการเอาชีวิตนางจริงก็คงลงมือไปนานแล้ว ดังนั้นเขาคงยังไม่คิดจะให้นางตายเวลานี้ เพียงแต่ของที่นางเตรียมมาสร้างความไม่พอใจให้เขาเท่านั้น ฮั่วอินรีบคิดหาวิธีรับมือ นางตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงครู่หนึ่งก่อนจะเปล่งเสียงสะอื้นอย่างเหลืออด “ถ้าไม่เชื่อ ใต้เท้าก็บีบคอข้าให้ตายไปเลยแล้วกัน”

เผยจี้เลิกคิ้ว ฟังเสียงพูดที่ขาดเป็นห้วงๆ พร้อมกับเสียงสะอื้นของฮั่วอินต่อ

“ข้าเป็นคนกลัวเจ็บ แต่ใต้เท้าไม่เห็นใจเลยสักนิด ข้าแค่อยากลดความเจ็บปวดลงบ้าง รอยบนตัวของข้าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หาย ถ้าใต้เท้าไม่เชื่อก็ดูเอาเองเถอะ...” นางพูดจบก็ร้องไห้โฮ

เผยจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย เลื่อนสายตาไปตามเนื้อตัวของนาง พบว่ายังมีรอยช้ำกระจายไปทั่วผิวกายขาวผ่อง คนอย่างเผยจี้ใช้ชีวิตโชกโชนผ่านความเป็นความตายมามาก ไม่เคยมีสตรีเคียงข้าง ย่อมไม่รู้จักวิธีรักหยกถนอมบุปผา ร่องรอยบนแผ่นหลังของฮั่วอินทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะแล้วคลายมือที่กุมต้นคอของนางออก แต่ก็ยังระวังตัว สักพักเขาก็หยิบขวดกระเบื้องใบน้อยและเชือกผ้าฝ้าย เดินเปลือยกายไปยังห้องด้านนอก

ฮั่วอินปรายตามองตามแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างที่อยู่ในสภาพเกือบเปลือยของตัวเอง มือที่อยู่ใต้ผ้าห่มกำเข้าหากันแน่นเพื่อข่มความหวาดหวั่นและไฟโทสะที่เกิดขึ้น

เผยจี้เปิดประตูห้อง ตะโกนเรียก “ถงจือ”

ถงจือปรากฏตัวหน้าห้องอย่างรวดเร็ว เขามองเผยจี้ที่เนื้อตัวเปล่าเปลือยและมีสีหน้าเย็นกระด้างด้วยความตกตะลึง สักพักสีหน้าและแววตาของถงจือจึงเคร่งเครียดตาม

หรืออนุเก้าคิดจะลอบสังหารท่านอาเล็ก!

เผยจี้ยื่นขวดกระเบื้องให้เขาพร้อมกับออกคำสั่ง “นำของสิ่งนี้ไปให้หมอประจำจวนดูว่าเป็นอะไรกันแน่ หาคำตอบมาให้ข้าไม่เกินครึ่งชั่วยาม”

ถงจือรับขวดกระเบื้องมาถือ ถามอย่างไม่แน่ใจ “แล้วอนุเก้า?”

เผยจี้ปรายตามองไปยังห้องด้านใน แม้จะมีม่านทิ้งตัวลงมา แต่ก็ยังเห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียงได้อย่างเลือนราง เขาเปล่งเสียงเย็นชาตอบเพียงว่า “ยังไม่ตาย”

ถงจือโล่งอก

หลายปีมานี้ เพราะเหตุไม่คาดฝันคืนนั้นถึงทำให้ท่านอาเล็กใกล้ชิดกับสตรีเป็นครั้งแรก หากมีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าชาตินี้ทั้งชาติท่านอาเล็กคงไม่เข้าใกล้สตรีอีกเป็นแน่ ถงจือรีบก้าวออกไปหาหมอประจำจวนอย่างรวดเร็ว หวังว่าของสิ่งนี้จะไม่เป็นอันตรายกับท่านอาเล็ก

พอถงจือจากไป เผยจี้ก็ปิดประตูห้องด้วยสีหน้าเฉยเมย นั่งรออยู่ห้องด้านนอกทั้งที่ร่างกายเปลือยเปล่า เขาได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจากห้องด้านในเบาๆ แต่เขาเป็นคนใจแข็ง แม้จะได้ยินเสียงร้องไห้ก็มิได้ใจอ่อน

ฮั่วอินร้องไห้จนเหนื่อย อยากจะหยุดร้อง แต่ยังกลัวว่าบุรุษที่นั่งอยู่ห้องด้านนอกจะคิดว่านางแสดงละคร เสียใจไม่จริงจัง จึงพยายามสะอึกสะอื้นอย่างต่อเนื่อง นางอยากให้เขารำคาญจนตวาดไล่ให้พ้นหน้า แต่เผยจี้กลับมีความอดทนอย่างน่าประหลาด เขานั่งฟังนางร้องไห้อยู่ได้!

ฮั่วอินจำต้องอดทนร้องต่อ...