โอ๊ย! เจ็บจนตาพร่า
ชิงหลันทนไม่ไหวถึงกับร้องครวญ คิดว่าคราวนี้คงจะโดนกัดจนเนื้อหลุดไปแล้วแน่ๆ
หญิงสาวเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจ โกรธจนเกร็งไปทั้งตัวแต่กลับไม่รู้จะหนีอย่างไร เธออยากจะตะโกนด่าให้ลั่น
นี่มันที่ไหนกัน ทำไมถึงมีไอ้สารเลวเต็มไปหมด!
‘ขอร้องล่ะสวรรค์ มีใครพอจะช่วยฉันได้บ้าง?’ หญิงสาวภาวนาอย่างสิ้นหวัง แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าไร้ประโยชน์
แต่เธอกลับคิดไม่ถึง คำอธิษฐานที่เธอคิดว่ามันไร้ประโยชน์ที่สุดจะได้ผล
ไม่ได้มีใครมาช่วยหรอก แถมชายอีกคนก็ยังคงยืนรอคิวชิมเนื้อของเธออยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ทันที่ฟันของชายคนแรกจะเจาะลึกเข้าไปในเนื้อ เขากลับปล่อยขาของเธอ
ความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหน้านี้หยุดลงทันที
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อ๊าก อ๊าก” ชายที่งับขาชิงหลันเปล่งเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น ยกสองมือกุมหน้า “ส... แสบ” เขากลิ้งไปมาบนพื้น เอาหัวโขกกับกำแพงเสียงดังตึงๆ ราวกับเป็นตัวเองที่ถูกกัดขาจนเลือดซิบ
ชายอีกคนรีบพุ่งไปที่ข้างกายเขา “พี่สาม พี่เป็นอะไรไป?” ชิงหลันอดทนต่อความเจ็บเสียดกระดูกที่ขา เอี้ยวตัวมองชายที่ถูกเรียกว่าพี่สามบ้าง
นั่นสิ... เกิดอะไรขึ้น?
“มีพิษ” ชายคนนั้นยังคงร้องครวญคราง ใบหน้าของเขามีควันีขาวกระจายออกมาจนมองไม่เห็นหน้าตา จากนั้นร่างทั้งร่างก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้
“ในตัวเธอมีพิษ” พูดจบร่างก็ทรุดลง แขนขาหยุดการเคลื่อนไหว ปากไร้สุ้มเสียง ควันสีขาวค่อยๆ จางลง เหลือเพียงศพที่เนื้อหนังเน่าเละ
“พี่สาม พี่สาม” ชายอีกคนร้องเสียงหลงก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาไปอังที่ใต้จมูก
พี่สามถึงกับตายเชียวเหรอ!
เขาหันหน้ามามองเธออย่างหวาดกลัว
ชิงหลันไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าสภาพศพของชายคนนั้นชวนสยอง นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวที่เสียชีวิตเธอก็ไม่เคยเห็นใครเป็นศพต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน แน่นอน... ตอนนี้เธองงไปหมด
“นังสถุล!” ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ร้องด่าเสียงดัง รีบวิ่งไปทางประตู “ฉันจะตามพี่ใหญ่มาจัดการแก จะทรมานแกให้ตายไปเลย”
“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันตะโกนห้าม แต่เสียงฝีเท้าที่รีบเร่งนั้นกลับไม่ชะงัก เสียงค่อยๆ ห่างออกไป
ในห้องเงียบสงบลงอีกครั้ง ชิงหลันรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นทั่วร่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนั้นกัดตนครั้งหนึ่งก็ตายไปเสียได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเวลานี้คือคำขู่ก่อนจากไปของชายอีกคน
เขาบอกว่าจะทรมานเธอให้ตาย
จิตใต้สำนึกบอกว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เขาจะทำจริง เขากับเพื่อนอีกคน พี่ใหญ่ที่เขาพูดถึง จะทำแบบนั้นจริงๆ พวกเขาต้องเป็นพวกป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมแน่
คงเพราะหวาดกลัวมากเกินไป ชิงหลันจึงรู้สึกว่าบาดแผลที่ขานั้นไม่ได้เจ็บอะไรนัก เธอได้แต่ยิ้มกระอักกระอ่วน ให้กำลังใจตัวเองว่าสวรรค์คงไม่ตัดหนทางคน
ฟ้ายิ่งมืดชิงหลันก็ยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข อยู่ดีๆ โรคประจำตัวแบบโรคหัวใจก็หายสนิท แถมยังมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ ห้องเปลี่ยนไป แม้แต่ผนังยังทำจากวัสดุที่เธอไม่เคยเห็น ได้พบเจอชายใจโฉดที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาแต่อยู่ๆ ก็เกิดล้มขาดใจตายเพราะถูกพิษ ไหนจะพี่ใหญ่ที่ไม่เคยเจอหน้าคนนั้นอีก...
ประหลาดเกินไปแล้ว ไม่เหมือนปักกิ่งปี 2010 ที่เธออาศัยอยู่
แต่ถ้าไม่ใช่ปี 2010 แล้วนี่มันปีอะไร?
ถ้าไม่ใช่ปักกิ่งแล้วเป็นที่ไหน?
เรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า อาจเป็นชะตากรรมอันดำมืดถึงขีดสุดในชีวิตของเธอล่ะมั้ง
และลางสังหรณ์อันสิ้นหวังนี้ ก็กำลังจะถูก ‘พี่ใหญ่’ ที่ใครๆ ต่างเอ่ยถึง พิสูจน์ให้เธอเห็นในคืนนี้
ชะตากรรมของเธอน่าผวาอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียว
ชิงหลันไม่คาดว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่ชายคนนั้นพูดถึงจะเป็นหญิงรูปร่างกำยำอัปลักษณ์
นี่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ เพราะหากผู้หญิงร้ายขึ้นมาจะน่ากลัวกว่าผู้ชายเป็นไหนๆ
ในคืนนั้น ชายคนที่พบตัวเธอก็กลับมาพร้อมกับชายอีกสามคน พวกเขาพากันเข้ามาในห้อง แต่ละคนดูบึกบึนแข็งแกร่ง การพูดจาหรือการกระทำแต่ละอย่างบอกชัดว่าเป็นทหาร ตอนที่เห็นชิงหลัน พวกเขาต่างก็พากันนิ่งอึ้ง
พวกเขาเอาโซ่เส้นใหญ่มาคล้องคอชิงหลัน ปลายโซ่อีกด้านอยู่ในมือของชายคนหนึ่ง กว่าจะเรียบร้อย รวมๆ แล้วพวกเขาใช้โซ่ถึงสามเส้นในการลากจูงเธอไปพบ ‘พี่ใหญ่’ ของพวกเขา
พวกเราสองฝ่ายมีพละกำลังต่างกันเกินไป เธอรู้สึกว่าหากตนต่อต้าน ชายทั้งสี่อาจถลกหนังเธอทั้งเป็น ดังนั้นถึงจะไม่ยินยอมและหวาดกลัวสักแค่ไหน เธอก็ยังให้ความร่วมมือ ปล่อยให้พวกนั้นจองจำและพาเดิน
ขณะเดินออกจากห้องท้องฟ้าก็มืดมากแล้ว บอกชัดว่าเป็นเวลาดึกสงัด เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนชั้นเมฆที่อาบย้อมด้วยแสงสีแดงท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เธอเดินตามพวกเขาไปเรื่อยๆ ผ่านถนนมากมาย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเส้นทางที่ผ่านมาดูแปลกตาจนเธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ที่นี่ไม่ใช่ปักกิ่งจริงๆ เธอไม่รู้จักและไม่คุ้นกับสิ่งที่เห็นเลย
ซากกำแพงตั้งอยู่เรียงราย ตึกสูงจำนวนมากเหลือเพียงโครงโลหะ ถึงบางส่วนจะยังมีสภาพค่อนข้างดี แต่ก็ไม่มีแสงสว่างให้เห็นแม้แต่น้อย หนาวเย็นดูไร้ชีวิต บนถนนไม่มีรถ ไม่มีคน เห็นแต่รถถังคันใหญ่สองคันกับชายในเครื่องแบบทหารอีกสิบกว่าคน ปืนกล ปืนต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่เห็นทำเอาชิงหลันอกสั่นขวัญแขวน
นี่คือเมืองที่ตายแล้วงั้นเหรอ?
ภาพเหมือนวันสิ้นโลกในหนังเลย ชิงหลันนิ่งเงียบมาตลอดทาง ยอมตามไปแต่โดยดี เธอพยายามบังคับตัวเองให้สงบใจ รอดูสถานการณ์ ยิ่งนานก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานเรื่องทะลุมิติมากขึ้น
เธอทะลุมาอีกโลกงั้นเหรอ?
ชิงหลันไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น ในที่สุดชายทั้งสี่ก็พาเธอมาหยุดลงตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ รอบบ้านมีแสงสีขาวสลัว มองเห็นตัวบ้านไม่ชัดแต่ก็พอมองเห็นเค้าโครงของบ้านได้ บ้านหลังนี้เหมือนปราสาทสไตล์ยุโรปโบราณที่สร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่
เพียงอึดใจ ชิงหลันก็ถูกพาเดินเข้าไปด้านใน สิ่งที่เห็นทำเอาตะลึง
นี่มันอะไรกัน?
มันเป็นความขัดแย้งกันเองอย่างสุดโต่ง ระหว่างความโบราณคร่ำครึกับเทคโนโลยีล้ำยุค พวกมันผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในสถาปัตยกรรมรอบด้าน
เธอเดินผ่านประตูกระจกอัตโนมัติมาหลายชั้นจนถึงชั้นที่ถูกพ่นด้วยควันสีขาว ซึ่งน่าจะเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนจะมาถึงกำแพงป้องกันที่เต็มไปด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดงและน้ำเงิน
เห็นได้ชัดว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยช่างล้ำสมัย
ตั้งแต่เข้ามาในตัวบ้าน เธอพบเห็นทหารมากมายถือปืนยืนเวรห่างกันเป็นระยะๆ แต่กลับไม่พบผู้หญิงสักคน พอทหารเหล่านั้นเงยหน้ามองชิงหลัน สายตาของพวกเขานอกจากจะเย็นชาแล้วยังมีความปรารถนาบางอย่างฉายชัด
เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ตรงกลางห้อง มีผู้หญิงสวมเสื้อลายพรางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอมีสีผิวเข้มจัด ดวงตาเล็ก แต่จมูกกับปากใหญ่หนา ช่างเหมาะกับคำว่า ‘อัปลักษณ์’ นัก
ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วมองเธอ “แกเหรอที่ฆ่าเจ้าสาม?” น้ำเสียงที่ถามเย็นเฉียบ
ชิงหลันตอบกลับ “ฉันไม่ได้ฆ่าเขา”
ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะหึ! แล้วหยิบขาข้างหนึ่งที่มีเลือดแห้งกรังขึ้นมาจากพื้นด้านข้าง ก่อนจะกดปุ่มบนเก้าอี้
พื้นพลันเปิดออกให้เห็นเป็นหลุมดำ เธอโยนชิ้นเนื้อลงไป ก่อนหลุมนั้นจะปิดลงอย่างรวดเร็ว
“แง่งๆ....” ใต้พื้นในส่วนที่ไม่ลึกนัก มีเสียงคำรามดังขึ้น เสียงคนหรือสัตว์ก็ไม่แน่ใจนัก
ชิงหลันได้ยินแล้วใจหายวาบ
มันเป็นตัวอะไรกัน... เสือหรือว่าคน?
ผู้หญิงคนนั้นคลี่ยิ้มที่อ่านไม่ออก
“ผู้หญิง...” เธอเปรยขึ้นขณะมองชิงหลัน “แถมยังสวยสะอาดขนาดนี้ ทำไมถึงลอยมาโปรดถิ่นทุรกันดารของฉันได้ล่ะ?”
ชิงหลันไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเธอเองก็ยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้เพียงว่าถ้าเจอท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรของ ‘คนที่เป็นพี่ใหญ่’ ก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเตรียมจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ชายเสียงสดใสที่พบเมื่อวานก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “พี่ใหญ่ พี่สามกัดนังนี่ไปแค่คำเดียวก็ถูกพิษขาดใจตายทันที ตัวเธอมีพิษ”
“อ๊ะ!”
พี่ใหญ่หงแค่สะบัดมือ ชิงหลันที่ยืนห่างไปสองเมตรก็ร้องอย่างเจ็บปวด ยกมือกุมอก เจ็บจนพูดไม่ออก เธอล้มลงกับพื้นทันที ข้างกายยังมีหวีไม้หล่นอยู่อันหนึ่ง
“พูดมา แกเป็นใคร ใครใช้แกมา?” พี่ใหญ่หงถามเสียงกร้าว
ตัวฉันเป็นใครงั้นเหรอ?
หน้าอกที่เจ็บระบมทำให้ชิงหลันอ่อนยวบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่ากระดูกหักหรือเปล่า แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเจ็บออดแอด
เธอกัดฟันลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึก “เฉิง... ฉันชื่อเฉิงชิงหลัน เป็นคนธรรมดา ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ไง?”
คำตอบของเธอทำให้อีกฝ่ายโมโหสุดขีด ความจริงที่สารภาพกลับกลายเป็นคำโกหกที่ท้าทายความอดทนของผู้หญิงตรงหน้า พี่ใหญ่หงหัวเราะลั่นจนสั่นกระเพื่อมไปทั้งร่าง “เฉิงชิงหลัน แกฆ่าคนของฉันไปคนหนึ่งแล้วยังไม่ยอมบอกความจริงอีก ได้! ตัวแกมีพิษใช่ไหม? ได้ยินเสียงเมื่อกี้หรือเปล่า พิษทำอะไรมันไม่ได้หรอกนะ”
ชิงหลันยังไม่เข้าใจเรื่องราว แต่เมื่อเห็นแววตาเสียดายของเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
พี่ใหญ่หงสัมผัสท่าทีของชายหนุ่มเหล่านั้นได้ จึงหัวเราะอย่างรู้ทัน “เห็นแล้วใจสั่นกันหรือไง? ไสหัวไปให้หมด! ตัวยุ่งยากแบบนี้ต้องฆ่าทิ้ง อาจจะเป็นแผนร้ายของใครบางคนที่ตั้งใจมาป่วนที่นี่ก็ได้ ไม่สู้โยนให้สัตว์ประหลาดกินเสียยังจะดีกว่า”
ชิงหลันถึงกับตะลึง... สัตว์ประหลาด?
ชายคนหนึ่งใจกล้าเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ถ้าเอาเธอให้สัตว์ประหลาดกิน ก็ออกจะลำเอียงเกินไปหน่อย มันกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก แถมยังเป็นแค่อาหาร ไม่สิ้นเปลืองหรอกเหรอ?”
ชิงหลันเข้าใจในที่สุด พี่ใหญ่หงจะใช้เธอเป็นอาหารของสัตว์ประหลาด
พี่ใหญ่หงมองใบหน้าที่ขาวซีดลงอย่างฉับพลันของเธออย่างพึงพอใจ “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก”
คำพูดของอีกฝ่ายแทบจะทำเอาชิงหลันเสียสติ ใจเต้นแรงทันที เธออดทนต่อความรู้สึกปวดหนึบที่อก กำหมัดแน่น “พี่ใหญ่หง ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าหมอนั่นจริงๆ”
พี่ใหญ่หงหุบยิ้ม แววตาเกรี้ยวกราด “ฉันเกลียดผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงสวยแต่แฝงอันตรายอย่างแก ไม่ต้องพูดมาก แค่ดูจากท่าทางแกก็รู้แล้วว่ามาจากแอนโธรเปีย* ฉันไม่สนหรอกว่าแกเป็นใคร แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ฉันจะจัดการกับแกอย่างไรก็ได้ เมื่อกี้แกเห็นสัตว์ประหลาดแล้วสินะ อยู่ใต้เก้าอี้ฉันนี่เอง พรุ่งนี้มันจะเขมือบแกไม่ให้เหลือซาก สบายใจได้ แกได้ตายไวแน่”
เลือดฝาดบนใบหน้าของชิงหลันเหือดหายไปในทันที สองขาอ่อนแรงแทบทรุด
พี่ใหญ่หงสั่งลูกน้องให้พาตัวเธอออกไป แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “บอกพี่น้องทั้งหมด เที่ยงตรงพรุ่งนี้ ให้มาดูสัตว์ประหลาดกินมื้อใหญ่ แม่งเอ๊ย! เบื่อมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีเรื่องสนุกบ้าง ฮ่าๆๆ”
ชิงหลันได้ยินก็เหลียวมองไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้อง ความสิ้นหวัง ความหวาดกลัวของเธอไหลเอ่อท่วมท้นจนรู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ
“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอ่ยถามเรื่องที่สงสัยที่สุด “ที่นี่ที่ไหน แล้วพวกคุณเป็นใครกัน?”
พี่ใหญ่หงตะลึงไปก่อนจะหัวเราะลั่นจนน้ำตาไหล เหมือนได้ยินอะไรที่ตลกมากๆ มองชิงหลันแล้วพูดเสียงดังว่า “เฉิง ชิง หลัน แกจะเล่นตลกอะไร? เอาล่ะ ฉันจะบอกให้ก็ได้ ตอนนี้เป็นปี ค.ศ. 2234 หรือ 2235 ฉันเองก็จำไม่ได้แล้ว ที่นี่คือ ‘เนโครโพลิส’** และคืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดท้ายที่แกจะมีชีวิตรอด พรุ่งนี้พวกเราจะจัดการแกซะ”
ชิงหลันทนไม่ไหวอีกต่อไป ทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้น แต่สุดท้ายเธอก็ยังคงถูกเหล่าชายหนุ่มตรงเข้ามาใช้โซ่ล่ามลากเดินออกไป
โอ..สวรรค์ นี่มันโลกบ้าบอกับคนป่วยจิตใช่ไหม
นี่ฉันทะลุมิติมาอนาคตอีกสองร้อยปีข้างหน้าจริงเหรอ?
แต่โลกอนาคต มันเป็นแบบนี้หรือไง?
เนโครโพลิส คือที่ไหน?
เป็นเมืองล่มสลายที่เต็มไปด้วยคนเถื่อนพร้อมอาวุธครบมืออย่างนั้นเหรอ?
ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ฉันตายบนเตียงผู้ป่วยเสียยังดีกว่า
ไม่มีคำตอบสำหรับน้ำตาของชิงหลัน มีแต่ฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ เหล่าชายหนุ่มที่เฝ้ามองเธอจากนอกห้องมีเพิ่มมากขึ้น เธอได้แต่นอนขดตัว สั่นสะท้านอยู่ตรงมุมกำแพง
เวลาคืบคลานไปทีละนิดๆ กระทั่งรุ่งสางของวันใหม
____________________
* อาณาจักรแห่งมนุษยชาติ
** นครแห่งความตาย