ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เสพติดคุณ (Stockholm Syndrome)

ผู้แต่ง Ding Mo
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ร้านค้าออนไลน์ Fictionlog ReadAwrite

ใครเบื่อนิยายย้อนยุคเดิม ๆ ต้องเจอเรื่องนี้! นางเอกหลับข้ามเวลา 200 ปี ตื่นมาในโลกปี 2235 ที่มนุษย์ ซอมบี้ และหุ่นยนต์เปิดศึกกัน แถมผู้หญิงแทบสูญพันธุ์! งานนี้ไม่ได้มีพระรอง…แต่มีพระเอกถึง 2 คน!

บทนำ

ใครเบื่อแนวย้อนยุคเดิมๆ ต้องโดนเรื่องนี้ด่วน!
แวบแรกฟีลเหมือนอ่านกัปตันอเมริกา (เวอร์ชันผู้หญิง) เพราะนางเอกหลับยาวข้ามเวลามา 200 ปี แถมถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนกลายเป็นยอดมนุษย์

แต่เดี๋ยวก่อน...

โลกอนาคตที่เธอตื่นมาดันไม่ใช่ยุคไฮเทคสวยหรู แต่คือโลกปี 2235 ที่เละตุ้มเป๊ะและแบ่งเป็น 3 เผ่าพันธุ์ซัดกันนัว ทั้งมนุษย์กลุ่มสุดท้าย ซอมบี้ และหุ่นยนต์!
ความโกลาหลคือ นางเอกลืมตามาแบบจำอะไรแทบไม่ได้ แถมในยุคนั้นผู้หญิงหายากจนแทบจะสูญพันธุ์ การตื่นขึ้นมาของเธอจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ทุกคนต้องการตัว งานนี้เลยต้องงัดทุกสกิลวิ่งสู้ฟัดเอาตัวรอดสุดชีวิต

เฉลยกันเลยดีกว่า

เรื่องนี้คือ "เสพติดคุณ" (君子好囚) ผลงานของตัวแม่อย่างคุณติงโม่

แค่ชื่อจีนที่ตั้งมาก็แสบแล้ว เพราะคุณนักเขียนตั้งใจเล่นคำพ้องเสียงล้อสำนวนโบราณ จากคำว่า 'คู่ครอง' มาเป็นคำว่า 'ติดคุก' แซวอารมณ์ประมาณว่า ‘ยอมติดคุกเพื่อเธอคนนี้คนเดียว’ ขนาดนั้นเลย
และจุดที่พีคจนต้องป้ายยาคือ เรื่องนี้ไม่มีพระรองค่ะ แต่มี ‘พระเอก 2 คน’ ที่ทั้งเก่ง โดดเด่น และมีเสน่ห์สูสีกันแบบกินกันไม่ลง ที่สำคัญคือนักเขียนจัดการความสัมพันธ์ออกมาได้ลงตัวและจบแบบ Happy Ending ชัดเจน

ความยาวกำลังดีเพียง 2 เล่มจบ อ่านกระชับ เดินเรื่องไว 
ใครกำลังมองหานิยายไซไฟเซอร์ไววัลที่ผสมความโรแมนติกเข้มข้น 
แนะนำว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้จ้า

สารบัญ

แนะนำคำศัพท์ในเล่ม


1. เนโครโพลิส (Necropolis):

สุสานขนาดใหญ่ หรือนครที่ใกล้ตาย

2. เดด-เซคเตอร์ (Dead Sector):

เมืองแห่งความตาย, เมืองผี

3. แอนโธรเปีย (Anthopia):

ดินแดนแห่งมนุษยชาติ

4. เดด-วอลล์ (Dead Wall):

กำแพงยักษ์ที่ใช้แบ่งเขตแดนทางตอนเหนือ ระหว่าง เดด-เซคเตอร์ และ เนโครโพลิส

5. ไฮบริด (Hybrid):

มนุษย์ครึ่งสัตว์ (ถูกสารเคมีชีวภาพดัดแปลงพันธุกรรม)

6. มนุษย์ดัดแปลง:

มนุษย์ที่ถูกเสริมชิ้นส่วนหุ่นยนต์เข้าไปในร่างเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ต่อได้

7. ไซบอร์ก (Cyborg):

มนุษย์กึ่งจักรกล หรือมนุษย์ที่ถูกเสริมชิ้นส่วนหุ่นยนต์เข้าไป ในร่างมากกว่าครึ่ง ทำให้มีประสิทธิภาพในการสู้รบหรือดำรงชีพขั้นสูง

8. หุ่นยนต์ (AI):

จักรกลเต็มตัว (บางตัวอาจถูกสร้างเลียนแบบมนุษย์)


หากไม่มีอุบัติเหตุ ฉันจะตายเมื่ออายุยี่สิบห้า

ฉันแซ่เฉิง... ชื่อชิงหลัน

เกิดในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งของเจียงซี ปัจจุบันอาศัยอยู่ในปักกิ่ง หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ฉันก็เข้าทำงานในฝ่ายการตลาดของบริษัทวิสาหกิจต่างชาติชื่อดังแห่งหนึ่ง ใช้เวลาเพียงสองปีก็อาศัยผลงานอันโดดเด่น และมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการแผนก

ฉันยังเป็นสมาชิกสมาคมออกกำลังกลางแจ้งของปักกิ่งอีกด้วย เพราะเหตุนี้ร่างกายของฉันจึงแข็งแรง ถึงขั้นเคยไต่ขึ้นยอดเขา ‘เนี่ยนชิงกู่ลา’ ของทิเบตมาแล้ว

ช่วงนี้ฉันอยู่ระหว่างการเลือกคู่

เพื่อนๆ แนะนำหนุ่มมากความสามารถ รายได้สูง หน้าตาระดับกลางถึงดีมากมาให้ฉันทดลองศึกษาดูใจอยู่คนสองคน ซึ่งพอจะดูออกว่าพวกเขาเหล่านั้นก็มีใจให้ฉันเหมือนกัน ต่อไปฉันอาจจะพัฒนาความสัมพันธ์กับคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้

ความจริงฉันมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง คิดว่าถ้าได้ลงหลักปักฐานกับใครสักคน ฉันจะได้ช่วยแฟนซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในเมืองปักกิ่ง ที่อย่างน้อยก็ตั้งอยู่บริเวณ ‘ห้าวงแหวน’ จะได้เลิกเป็นกลุ่มผู้อพยพต่างจังหวัดที่มาหางานทำในเมืองกรุงสักที

หากไม่เกิดอุบัติเหตุ ฉันจะมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ มีบ้าน มีรถ มีสามีและลูกน้อยก่อนอายุสามสิบ

ทว่าไม่กี่วันหลังจากครบรอบวันเกิดอายุยี่สิบห้าปี ฉันกลับเป็นลมในรถไฟฟ้าระหว่างไปทำงาน

ที่แท้... ฉันมีโรคหัวใจติดตัวมาแต่กำเนิด!

หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่ครึ่งปี ยาที่ได้รับทำให้ฉันจำอะไรไม่ได้มากนัก สติก็น้อยลงทุกที แพทย์เจ้าของไข้เอ่ยอย่างจนปัญญาว่า ฉันอาจจะเสียชีวิตในปีที่อายุยี่สิบห้านี่แหละ

เกิดเป็นรากหญ้า สู้อุตส่าห์ดิ้นรนถีบตัวเองจนมองเห็นอนาคต แต่กลับต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อย พอหลับตาทุกอย่างก็จบสิ้น

นี่คือบทละครชีวิตของตัวฉัน ชิงหลัน

หากไม่เกิดอุบัติเหตุละก็...


นอกหน้าต่าง

ท้องฟ้าเป็นสีเทา ชั้นเมฆหนาครึ้ม ราวกับไม่มีแสงแดดสาดส่องตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ในบ้านที่เงียบสงัด เธออยู่ในห้องที่มีขนาดเล็กมาก ภายในมีเฟอร์นิเจอร์คือเตียงเดี่ยวเพียงชิ้นเดียว และแค่เข้ามาเธอก็รู้สึกอึดอัดเสียแล้ว

ซอกกำแพงคับแคบตรงประตูมีคุกกี้กับเนื้อวัวกระป๋องและแอปเปิลสิบกว่าลูกที่เน่าไปแล้วกองอยู่ ด้านบนของของเหล่านั้นยังมีเศษเนื้อชิ้นใหญ่ที่มองคล้ายส่วนน่องที่ถูกตัดจากหมู วัว หรือไม่ก็สุนัข ซึ่งเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดวางทับอยู่ ดูสะดุดตา อากาศที่ร้อนระอุทำให้มันเริ่มส่งกลิ่นเหม็น

เดิมทีที่นี่อาจเป็นห้องเก็บอาหาร แต่เมื่อมีคนเข้ามาใช้ ห้องก็ถูกเปลี่ยนไป

หลังจากที่ชิงหลันตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเหมือนจะระเบิด ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง เธอนิ่งอึ้งอยู่นาน แต่ก็หาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ

นอกจากนั้นยังพบว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ด้านบนเป็นสายรัดรอบลำตัวแนบไปกับผิวเนื้อ มีสายเล็กๆ พาดขึ้นด้านบนเปิดให้เห็นลาดไหล่และลำคอระหง ส่วนท่อนล่างมีเพียงกางเกงขาสั้นเปิดเปลือยปลีน่อง แน่นอนว่าสำหรับหญิงสาวสมัยใหม่ทั่วไป การแต่งตัวแบบนี้มันธรรมดา แต่สำหรับหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวมิดชิด มันออกจะเปิดเผยเกินไปหน่อย

หญิงสาวรู้สึกอึดอัดไปทั่วทั้งตัว อาการปวดหัวรุนแรงขึ้นทุกที แต่เธอก็ยังพยายามลืมตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ และแล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ชาไปหมดทั้งร่าง

ทั้งคอ ข้อมือ และเอวของตนล้วนแต่มีห่วงโลหะคล้องอยู่ มันเป็นสีขาวเงิน ดูไม่ออกว่าทำมาจากอะไร แต่ลวดลายประณีตนัก ลายเส้นละเอียดคล้ายมดไต่อยู่บนดอกไม้ เธอไม่เคยเห็นลวดลายแบบนี้มาก่อน

ของพวกนี้คืออะไร?

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโซ่สีดำล็อกข้อมือขาวผ่องของเธอด้วย มันเปื้อนคราบเลือดสีแดงคล้ำ ดูสกปรก พอมองไล่ไปก็พบว่าปลายโซ่อีกด้านถูกยึดติดอยู่กับกำแพงห้องที่เหมือนถูกเคลือบด้วยโลหะสีทองเป็นชั้นๆ ไม่ใช่กำแพงสีขาวที่เธอเคยเห็นจนชินตา

ชิงหลันนึกถึงเหตุการณ์สยดสยองที่เคยเห็นในละครหลังข่าว ตอนนี้เธอรู้สึกเย็นยะเยือก สะท้านไปถึงหัวใจ

แต่หลังจากนั้นสติก็ค่อยๆ กลับคืนมา ก่อนหน้านี้เธอกำลังรอให้โรคร้ายพาเธอไปสู่ความตายอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือ? การกู้ชีพที่แสนทรมานครั้งแล้วครั้งเล่าพวกนั้นเหมือนฝันร้าย แต่กลับสมจริงอย่างมาก แต่ในเวลานี้เธอไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดทางกายพวกนั้นแล้ว เพียงแต่หิว หิวเหลือเกิน แต่แขนขาก็ขยับเขยื้อนแทบไม่ได้

ที่นี่คือที่ไหน... โรงพยาบาลเหรอ?

ไม่ใช่แน่นอน

ไม่มีโรงพยาบาลไหนในปักกิ่งที่จะทำกับคนไข้แบบนี้

ถูกลักพาตัวเหรอ?

แต่คนใกล้ตายอย่างเธอ ลักพาตัวแล้วจะมีประโยชน์อะไร?

ไหนจะโรคร้ายของเธออีก

ชิงหลันได้สติขึ้นมาทันที เธอก้มมองอกซ้ายของตัวเอง อดใจไม่ไหวยื่นมือไปสัมผัส รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันเข้มแข็ง

ตกลงมันเรื่องอะไรกัน?

ความทรงจำในสมองยังคงชัดเจน ตอนนั้นเธอตกอยู่ในความมืด เจ็บปวดหัวใจเจียนตายอยู่ทุกวัน เธอยังได้ยินเสียงหมอพูดอย่างไร้ความรู้สึกท่ามกลางความสะลึมสะลือว่า

“เฉิงชิงหลัน มรณะเมื่อปี 2010 เดือนเมษายน...”

เวลานี้สมองของเธอแจ่มชัด หัวใจไม่เหลือความเจ็บปวด จังหวะการเต้นของหัวใจตรงหน้าอกเป็นของจริง ลมหายใจอันโปร่งโล่งก็เป็นของจริง เบ้าตาของชิงหลันรื้นขึ้นฉับพลัน ไม่ว่าเธอจะเป็นแบบนี้เพราะอะไรก็ตาม เธอรู้เพียงว่าตนคือผู้รอดชีวิต

ชิงหลันยกมือกุมหน้าอก กวาดตามองสภาพโดยรอบ เธอที่ไม่เคยกลัวอะไรรู้สึกทั้งดีใจและกังวลในคราวเดียวกัน

ท้องฟ้าดูแตกต่างไปจากทุกวัน ฟ้าสีเทานั้นแฝงสีแดงเจือจาง มันไม่ใช่สีแดงจากแสงแดดแต่เป็นเหมือนเลือดที่ค่อยๆ ไหลเอ่อ

จากตำแหน่งที่เธอนอนอยู่ พอมองออกไปนอกหน้าต่างก็จะเห็นกำแพงที่ถูกเคลือบด้วยโลหะสีทอง ลักษณะกำแพงแบบนี้เธอแทบจะไม่เคยเห็น มันอยู่ในสภาพที่ทั้งเก่าและผุ

พอมองจากมุมที่ตั้งฉากของกำแพงกับท้องฟ้าแล้ว ห้องเล็กๆ ที่เธอนอนตอนนี้น่าจะอยู่ในระนาบเดียวกับพื้นดิน แถมยังรายรอบด้วยสิ่งก่อสร้างอื่นอีกมากมาย นอกเหนือจากนั้น เธอก็มองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เธอได้แต่นอนเหม่ออยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักแค่ไหน รู้แค่ว่าท้องฟ้าข้างนอกค่อยๆ มืดลง

ใจของชิงหลันเริ่มร้อนรน บางทีอาจมีหมอที่เก่งมากๆ มาช่วยเธอไว้ หรือว่าเธอจะทะลุมิติมาในโลกอีกใบเหมือนที่เคยอ่านในนิยาย? แต่ร่างนี้ มันก็เป็นร่างกายของเธอเองนี่นา

ขณะที่เธอกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล เสียงที่ได้ยินดูสับสนแต่กลับหนักแน่นทรงพลังชิงหลันกลั้นหายใจเมื่อพบว่าเสียงฝีเท้านั้นมีมากกว่าหนึ่ง และมันก็ตรงมาทางเธอ

เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น ห้องเล็กๆ ที่ดูเรียบง่ายนี้มีประตูอัตโนมัติที่เปิดปิดเองได้ด้วย ทั้งหมดล้วนอยู่นอกเหนือจินตนาการและการรับรู้ของชิงหลัน เธอรีบหลับตา แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกตัว

ประตูปิดลงโดยปราศจากเสียง ชิงหลันรับรู้ถึงลมหายใจที่ขยับเข้ามาใกล้เตียงจึงไม่กล้าขยับ ได้แต่นอนตัวแข็งเกร็ง สองมือกุมโซ่ไว้แน่น

“เจ้าห้า แกไปพบนังนี่ที่ไหน ใช่คนหรือเปล่าวะ?” เสียงอันแหบพร่าดังขึ้น เธอได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ

อะไรคือใช่คนไหม หรือว่าเธอจะไม่ใช่คน?

“แถวริมแม่น้ำดำ เธอนอนอยู่ในหีบโลหะปิดมิดชิดที่ลอยตามน้ำมา พอฉันแตะหีบนั่น ฝามันก็เปิดออกเอง แล้วยัยนี่ก็นอนอยู่ข้างใน” เจ้าห้าตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “เป็นไง ไม่เลวเลยใช่ไหม! ฉันลองลูบดูแล้ว เป็นคนแน่ๆ ไม่มีโครงโลหะ ไม่มีอาวุธติดตัวเลยนะพี่สาม ตอนที่เจอฉันยังคิดอยู่เลยว่าเราไม่ได้เจอผู้หญิงที่สวยสะอาดแบบนี้ใน ‘เนโครโพลิสมานานแค่ไหนแล้ว”

เธอรู้สึกหายใจไม่ออก แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูด แต่จากน้ำเสียง เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่แกล้งหลับต่อ

“แม่งเอ๊ย...พี่ใหญ่ไม่รู้ใช่ไหมวะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม

“ก็ต้องไม่รู้อยู่แล้วสิ” เสียงเจ้าห้าตอบ “นี่มันคนของพวกเราฮ่าๆ....”

ครั้งนี้ชิงหลันแทบจะหยุดหายใจ เสียงหัวเราะฟังดูชั่วร้ายถ้ายังคิดไม่ออกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ก็คงโง่แล้ว

“ตอนพบเธอครั้งแรก อดใจได้เรอะ” เสียงแหบพร่าหยุดหัวเราะ

“บอกตามตรง” เสียงสดใสของเจ้าห้ากล่าวตอบ “ฉันก็อยากแหละ แต่เสื้อของเธอถอดยากชะมัด ฉันทำทุกวิธีแล้วก็ยังถอดไม่ออก ใช้ไฟเผาก็ไม่ไหม้ ได้แต่ลูบอยู่ทีสองที เนื้อผ้าประหลาดจริง”

“อืม ประหลาดจริงด้วย” เสียงแหบพร่าออกความเห็น

พอได้ยินว่าพวกเขายังไม่ได้ทำอะไร ชิงหลันก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกแปลก ถอดเสื้อไม่ออก หมายความว่าอะไร เสื้อผ้าแปลกประหลาดชุดนี้ ใครเป็นคนสวมให้เธอกัน?

ทั้งสองเงียบกันไปชั่วครู่ ชิงหลันไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ใจเต้นตุ้บตั้บ รู้สึกถึงสายตารุ่มร้อนที่หยุดอยู่กับร่างของตน ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแหบพร่ากล่าวว่า “เรามาลองดูกัน”

ชิงหลันรู้ว่าตัวเองหลังชนฝาเสียแล้ว เธอจะนอนอยู่นิ่งๆ แบบนี้ต่อไปไม่ได้

เมื่อถูกบีบคั้นมากเข้า ชิงหลันที่ปกติมักจะสงบและอ่อนโยนก็กลายเป็นอีกคนที่ตรงกันข้าม เธอไม่อยากทนฟังคำพูดชวนหวาดผวาของสองคนนี้แล้ว จึงลืมตาฉับ ตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงโมโหสุดขีดว่า “พวกแกไม่กลัวถูกจับเหรอ?”

พอเธอลืมตาก็นิ่งอึ้งตกตะลึงกันไปทั้งสามคน

ชิงหลันคิดว่าจะได้เจอผู้ชายสองคนที่สุดแสนอัปลักษณ์ นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกับชายหนุ่มที่ีรูปร่างกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดแน่น ผิวสีแทน อายุราวยี่สิบกว่า พวกเขาสวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงลายพราง หน้าตาออกจะหล่อเหลาเลยด้วยซ้ำ และเมื่อชายสองคนนั้นถูกดวงตาคู่สวยของชิงหลันจ้องกลับมา ก็พากันตะลึงงัน

อะไรกัน? พวกเขาดูไม่เหมือนไอ้โรคจิตที่จ้องจะลวนลามผู้หญิงเลยสักนิด เธอเริ่มทำตัวไม่ถูก

เธอยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไร ชายที่ดูมีอายุมากกว่าก็หัวเราะออกมาอย่างครึ้มอกครึ้มใจ เขายื่นมือหนาใหญ่ออกมาคว้าหมับเข้าที่เรียวขาขาวผ่องของเธอ แล้วก้มหน้าลงมอง

ชิงหลันที่หวาดกลัวอย่างยิ่ง ยกขาขึ้นยันร่างเขาตามสัญชาตญาณ แต่ขากลับถูกโซ่ล็อกไว้แน่น จากที่ควรจะเป็นลูกเตะสวรรค์ประทาน กลับเป็นเพียงสัมผัสที่ไม่เจ็บไม่คัน

และจังหวะเดียวกับที่เธอป้องกันตัวไม่สำเร็จ เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ขาท่อนบน ที่แท้ชายคนที่เธอเตะใส่ ก็ก้มลงงับขาของเธอ และดูเหมือนว่าฟันของเขาจะฝังเข้าเนื้อเสียแล้ว

โอ๊ย! เจ็บจนตาพร่า

ชิงหลันทนไม่ไหวถึงกับร้องครวญ คิดว่าคราวนี้คงจะโดนกัดจนเนื้อหลุดไปแล้วแน่ๆ

หญิงสาวเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจ โกรธจนเกร็งไปทั้งตัวแต่กลับไม่รู้จะหนีอย่างไร เธออยากจะตะโกนด่าให้ลั่น

นี่มันที่ไหนกัน ทำไมถึงมีไอ้สารเลวเต็มไปหมด!

‘ขอร้องล่ะสวรรค์ มีใครพอจะช่วยฉันได้บ้าง?’ หญิงสาวภาวนาอย่างสิ้นหวัง แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าไร้ประโยชน์

แต่เธอกลับคิดไม่ถึง คำอธิษฐานที่เธอคิดว่ามันไร้ประโยชน์ที่สุดจะได้ผล

ไม่ได้มีใครมาช่วยหรอก แถมชายอีกคนก็ยังคงยืนรอคิวชิมเนื้อของเธออยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ทันที่ฟันของชายคนแรกจะเจาะลึกเข้าไปในเนื้อ เขากลับปล่อยขาของเธอ

ความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหน้านี้หยุดลงทันที

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่

“อ๊าก อ๊าก” ชายที่งับขาชิงหลันเปล่งเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น ยกสองมือกุมหน้า “ส... แสบ” เขากลิ้งไปมาบนพื้น เอาหัวโขกกับกำแพงเสียงดังตึงๆ ราวกับเป็นตัวเองที่ถูกกัดขาจนเลือดซิบ

ชายอีกคนรีบพุ่งไปที่ข้างกายเขา “พี่สาม พี่เป็นอะไรไป?” ชิงหลันอดทนต่อความเจ็บเสียดกระดูกที่ขา เอี้ยวตัวมองชายที่ถูกเรียกว่าพี่สามบ้าง

นั่นสิ... เกิดอะไรขึ้น?

“มีพิษ” ชายคนนั้นยังคงร้องครวญคราง ใบหน้าของเขามีควันีขาวกระจายออกมาจนมองไม่เห็นหน้าตา จากนั้นร่างทั้งร่างก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้

“ในตัวเธอมีพิษ” พูดจบร่างก็ทรุดลง แขนขาหยุดการเคลื่อนไหว ปากไร้สุ้มเสียง ควันสีขาวค่อยๆ จางลง เหลือเพียงศพที่เนื้อหนังเน่าเละ

“พี่สาม พี่สาม” ชายอีกคนร้องเสียงหลงก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาไปอังที่ใต้จมูก

พี่สามถึงกับตายเชียวเหรอ!

เขาหันหน้ามามองเธออย่างหวาดกลัว

ชิงหลันไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าสภาพศพของชายคนนั้นชวนสยอง นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวที่เสียชีวิตเธอก็ไม่เคยเห็นใครเป็นศพต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน แน่นอน... ตอนนี้เธองงไปหมด

“นังสถุล!” ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ร้องด่าเสียงดัง รีบวิ่งไปทางประตู “ฉันจะตามพี่ใหญ่มาจัดการแก จะทรมานแกให้ตายไปเลย”

“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันตะโกนห้าม แต่เสียงฝีเท้าที่รีบเร่งนั้นกลับไม่ชะงัก เสียงค่อยๆ ห่างออกไป

ในห้องเงียบสงบลงอีกครั้ง ชิงหลันรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นทั่วร่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนั้นกัดตนครั้งหนึ่งก็ตายไปเสียได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเวลานี้คือคำขู่ก่อนจากไปของชายอีกคน

เขาบอกว่าจะทรมานเธอให้ตาย

จิตใต้สำนึกบอกว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เขาจะทำจริง เขากับเพื่อนอีกคน พี่ใหญ่ที่เขาพูดถึง จะทำแบบนั้นจริงๆ พวกเขาต้องเป็นพวกป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมแน่

คงเพราะหวาดกลัวมากเกินไป ชิงหลันจึงรู้สึกว่าบาดแผลที่ขานั้นไม่ได้เจ็บอะไรนัก เธอได้แต่ยิ้มกระอักกระอ่วน ให้กำลังใจตัวเองว่าสวรรค์คงไม่ตัดหนทางคน

ฟ้ายิ่งมืดชิงหลันก็ยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข อยู่ดีๆ โรคประจำตัวแบบโรคหัวใจก็หายสนิท แถมยังมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ ห้องเปลี่ยนไป แม้แต่ผนังยังทำจากวัสดุที่เธอไม่เคยเห็น ได้พบเจอชายใจโฉดที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาแต่อยู่ๆ ก็เกิดล้มขาดใจตายเพราะถูกพิษ ไหนจะพี่ใหญ่ที่ไม่เคยเจอหน้าคนนั้นอีก...

ประหลาดเกินไปแล้ว ไม่เหมือนปักกิ่งปี 2010 ที่เธออาศัยอยู่

แต่ถ้าไม่ใช่ปี 2010 แล้วนี่มันปีอะไร?

ถ้าไม่ใช่ปักกิ่งแล้วเป็นที่ไหน?

เรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า อาจเป็นชะตากรรมอันดำมืดถึงขีดสุดในชีวิตของเธอล่ะมั้ง

และลางสังหรณ์อันสิ้นหวังนี้ ก็กำลังจะถูก ‘พี่ใหญ่’ ที่ใครๆ ต่างเอ่ยถึง พิสูจน์ให้เธอเห็นในคืนนี้

ชะตากรรมของเธอน่าผวาอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียว


ชิงหลันไม่คาดว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่ชายคนนั้นพูดถึงจะเป็นหญิงรูปร่างกำยำอัปลักษณ์

นี่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ เพราะหากผู้หญิงร้ายขึ้นมาจะน่ากลัวกว่าผู้ชายเป็นไหนๆ

ในคืนนั้น ชายคนที่พบตัวเธอก็กลับมาพร้อมกับชายอีกสามคน พวกเขาพากันเข้ามาในห้อง แต่ละคนดูบึกบึนแข็งแกร่ง การพูดจาหรือการกระทำแต่ละอย่างบอกชัดว่าเป็นทหาร ตอนที่เห็นชิงหลัน พวกเขาต่างก็พากันนิ่งอึ้ง

พวกเขาเอาโซ่เส้นใหญ่มาคล้องคอชิงหลัน ปลายโซ่อีกด้านอยู่ในมือของชายคนหนึ่ง กว่าจะเรียบร้อย รวมๆ แล้วพวกเขาใช้โซ่ถึงสามเส้นในการลากจูงเธอไปพบ ‘พี่ใหญ่’ ของพวกเขา

พวกเราสองฝ่ายมีพละกำลังต่างกันเกินไป เธอรู้สึกว่าหากตนต่อต้าน ชายทั้งสี่อาจถลกหนังเธอทั้งเป็น ดังนั้นถึงจะไม่ยินยอมและหวาดกลัวสักแค่ไหน เธอก็ยังให้ความร่วมมือ ปล่อยให้พวกนั้นจองจำและพาเดิน

ขณะเดินออกจากห้องท้องฟ้าก็มืดมากแล้ว บอกชัดว่าเป็นเวลาดึกสงัด เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนชั้นเมฆที่อาบย้อมด้วยแสงสีแดงท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เธอเดินตามพวกเขาไปเรื่อยๆ ผ่านถนนมากมาย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเส้นทางที่ผ่านมาดูแปลกตาจนเธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

ที่นี่ไม่ใช่ปักกิ่งจริงๆ เธอไม่รู้จักและไม่คุ้นกับสิ่งที่เห็นเลย

ซากกำแพงตั้งอยู่เรียงราย ตึกสูงจำนวนมากเหลือเพียงโครงโลหะ ถึงบางส่วนจะยังมีสภาพค่อนข้างดี แต่ก็ไม่มีแสงสว่างให้เห็นแม้แต่น้อย หนาวเย็นดูไร้ชีวิต บนถนนไม่มีรถ ไม่มีคน เห็นแต่รถถังคันใหญ่สองคันกับชายในเครื่องแบบทหารอีกสิบกว่าคน ปืนกล ปืนต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่เห็นทำเอาชิงหลันอกสั่นขวัญแขวน

นี่คือเมืองที่ตายแล้วงั้นเหรอ?

ภาพเหมือนวันสิ้นโลกในหนังเลย ชิงหลันนิ่งเงียบมาตลอดทาง ยอมตามไปแต่โดยดี เธอพยายามบังคับตัวเองให้สงบใจ รอดูสถานการณ์ ยิ่งนานก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานเรื่องทะลุมิติมากขึ้น

เธอทะลุมาอีกโลกงั้นเหรอ?

ชิงหลันไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น ในที่สุดชายทั้งสี่ก็พาเธอมาหยุดลงตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ รอบบ้านมีแสงสีขาวสลัว มองเห็นตัวบ้านไม่ชัดแต่ก็พอมองเห็นเค้าโครงของบ้านได้ บ้านหลังนี้เหมือนปราสาทสไตล์ยุโรปโบราณที่สร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่

เพียงอึดใจ ชิงหลันก็ถูกพาเดินเข้าไปด้านใน สิ่งที่เห็นทำเอาตะลึง

นี่มันอะไรกัน?

มันเป็นความขัดแย้งกันเองอย่างสุดโต่ง ระหว่างความโบราณคร่ำครึกับเทคโนโลยีล้ำยุค พวกมันผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในสถาปัตยกรรมรอบด้าน

เธอเดินผ่านประตูกระจกอัตโนมัติมาหลายชั้นจนถึงชั้นที่ถูกพ่นด้วยควันสีขาว ซึ่งน่าจะเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนจะมาถึงกำแพงป้องกันที่เต็มไปด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดงและน้ำเงิน

เห็นได้ชัดว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยช่างล้ำสมัย

ตั้งแต่เข้ามาในตัวบ้าน เธอพบเห็นทหารมากมายถือปืนยืนเวรห่างกันเป็นระยะๆ แต่กลับไม่พบผู้หญิงสักคน พอทหารเหล่านั้นเงยหน้ามองชิงหลัน สายตาของพวกเขานอกจากจะเย็นชาแล้วยังมีความปรารถนาบางอย่างฉายชัด

เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

ตรงกลางห้อง มีผู้หญิงสวมเสื้อลายพรางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอมีสีผิวเข้มจัด ดวงตาเล็ก แต่จมูกกับปากใหญ่หนา ช่างเหมาะกับคำว่า ‘อัปลักษณ์’ นัก

ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วมองเธอ “แกเหรอที่ฆ่าเจ้าสาม?” น้ำเสียงที่ถามเย็นเฉียบ

ชิงหลันตอบกลับ “ฉันไม่ได้ฆ่าเขา”

ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะหึ! แล้วหยิบขาข้างหนึ่งที่มีเลือดแห้งกรังขึ้นมาจากพื้นด้านข้าง ก่อนจะกดปุ่มบนเก้าอี้

พื้นพลันเปิดออกให้เห็นเป็นหลุมดำ เธอโยนชิ้นเนื้อลงไป ก่อนหลุมนั้นจะปิดลงอย่างรวดเร็ว

“แง่งๆ....” ใต้พื้นในส่วนที่ไม่ลึกนัก มีเสียงคำรามดังขึ้น เสียงคนหรือสัตว์ก็ไม่แน่ใจนัก

ชิงหลันได้ยินแล้วใจหายวาบ

มันเป็นตัวอะไรกัน... เสือหรือว่าคน?

ผู้หญิงคนนั้นคลี่ยิ้มที่อ่านไม่ออก

“ผู้หญิง...” เธอเปรยขึ้นขณะมองชิงหลัน “แถมยังสวยสะอาดขนาดนี้ ทำไมถึงลอยมาโปรดถิ่นทุรกันดารของฉันได้ล่ะ?”

ชิงหลันไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเธอเองก็ยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้เพียงว่าถ้าเจอท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรของ ‘คนที่เป็นพี่ใหญ่’ ก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเตรียมจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ชายเสียงสดใสที่พบเมื่อวานก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “พี่ใหญ่ พี่สามกัดนังนี่ไปแค่คำเดียวก็ถูกพิษขาดใจตายทันที ตัวเธอมีพิษ”

“อ๊ะ!”

พี่ใหญ่หงแค่สะบัดมือ ชิงหลันที่ยืนห่างไปสองเมตรก็ร้องอย่างเจ็บปวด ยกมือกุมอก เจ็บจนพูดไม่ออก เธอล้มลงกับพื้นทันที ข้างกายยังมีหวีไม้หล่นอยู่อันหนึ่ง

“พูดมา แกเป็นใคร ใครใช้แกมา?” พี่ใหญ่หงถามเสียงกร้าว

ตัวฉันเป็นใครงั้นเหรอ?

หน้าอกที่เจ็บระบมทำให้ชิงหลันอ่อนยวบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่ากระดูกหักหรือเปล่า แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเจ็บออดแอด

เธอกัดฟันลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึก “เฉิง... ฉันชื่อเฉิงชิงหลัน เป็นคนธรรมดา ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ไง?”

คำตอบของเธอทำให้อีกฝ่ายโมโหสุดขีด ความจริงที่สารภาพกลับกลายเป็นคำโกหกที่ท้าทายความอดทนของผู้หญิงตรงหน้า พี่ใหญ่หงหัวเราะลั่นจนสั่นกระเพื่อมไปทั้งร่าง “เฉิงชิงหลัน แกฆ่าคนของฉันไปคนหนึ่งแล้วยังไม่ยอมบอกความจริงอีก ได้! ตัวแกมีพิษใช่ไหม? ได้ยินเสียงเมื่อกี้หรือเปล่า พิษทำอะไรมันไม่ได้หรอกนะ”

ชิงหลันยังไม่เข้าใจเรื่องราว แต่เมื่อเห็นแววตาเสียดายของเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

พี่ใหญ่หงสัมผัสท่าทีของชายหนุ่มเหล่านั้นได้ จึงหัวเราะอย่างรู้ทัน “เห็นแล้วใจสั่นกันหรือไง? ไสหัวไปให้หมด! ตัวยุ่งยากแบบนี้ต้องฆ่าทิ้ง อาจจะเป็นแผนร้ายของใครบางคนที่ตั้งใจมาป่วนที่นี่ก็ได้ ไม่สู้โยนให้สัตว์ประหลาดกินเสียยังจะดีกว่า”

ชิงหลันถึงกับตะลึง... สัตว์ประหลาด?

ชายคนหนึ่งใจกล้าเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ถ้าเอาเธอให้สัตว์ประหลาดกิน ก็ออกจะลำเอียงเกินไปหน่อย มันกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก แถมยังเป็นแค่อาหาร ไม่สิ้นเปลืองหรอกเหรอ?”

ชิงหลันเข้าใจในที่สุด พี่ใหญ่หงจะใช้เธอเป็นอาหารของสัตว์ประหลาด

พี่ใหญ่หงมองใบหน้าที่ขาวซีดลงอย่างฉับพลันของเธออย่างพึงพอใจ “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก”

คำพูดของอีกฝ่ายแทบจะทำเอาชิงหลันเสียสติ ใจเต้นแรงทันที เธออดทนต่อความรู้สึกปวดหนึบที่อก กำหมัดแน่น “พี่ใหญ่หง ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าหมอนั่นจริงๆ”

พี่ใหญ่หงหุบยิ้ม แววตาเกรี้ยวกราด “ฉันเกลียดผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงสวยแต่แฝงอันตรายอย่างแก ไม่ต้องพูดมาก แค่ดูจากท่าทางแกก็รู้แล้วว่ามาจากแอนโธรเปีย* ฉันไม่สนหรอกว่าแกเป็นใคร แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ฉันจะจัดการกับแกอย่างไรก็ได้ เมื่อกี้แกเห็นสัตว์ประหลาดแล้วสินะ อยู่ใต้เก้าอี้ฉันนี่เอง พรุ่งนี้มันจะเขมือบแกไม่ให้เหลือซาก สบายใจได้ แกได้ตายไวแน่”

เลือดฝาดบนใบหน้าของชิงหลันเหือดหายไปในทันที สองขาอ่อนแรงแทบทรุด

พี่ใหญ่หงสั่งลูกน้องให้พาตัวเธอออกไป แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “บอกพี่น้องทั้งหมด เที่ยงตรงพรุ่งนี้ ให้มาดูสัตว์ประหลาดกินมื้อใหญ่ แม่งเอ๊ย! เบื่อมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีเรื่องสนุกบ้าง ฮ่าๆๆ”

ชิงหลันได้ยินก็เหลียวมองไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้อง ความสิ้นหวัง ความหวาดกลัวของเธอไหลเอ่อท่วมท้นจนรู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ

“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอ่ยถามเรื่องที่สงสัยที่สุด “ที่นี่ที่ไหน แล้วพวกคุณเป็นใครกัน?”

พี่ใหญ่หงตะลึงไปก่อนจะหัวเราะลั่นจนน้ำตาไหล เหมือนได้ยินอะไรที่ตลกมากๆ มองชิงหลันแล้วพูดเสียงดังว่า “เฉิง ชิง หลัน แกจะเล่นตลกอะไร? เอาล่ะ ฉันจะบอกให้ก็ได้ ตอนนี้เป็นปี ค.ศ. 2234 หรือ 2235 ฉันเองก็จำไม่ได้แล้ว ที่นี่คือ ‘เนโครโพลิส’** และคืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดท้ายที่แกจะมีชีวิตรอด พรุ่งนี้พวกเราจะจัดการแกซะ”

ชิงหลันทนไม่ไหวอีกต่อไป ทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้น แต่สุดท้ายเธอก็ยังคงถูกเหล่าชายหนุ่มตรงเข้ามาใช้โซ่ล่ามลากเดินออกไป

โอ..สวรรค์ นี่มันโลกบ้าบอกับคนป่วยจิตใช่ไหม

นี่ฉันทะลุมิติมาอนาคตอีกสองร้อยปีข้างหน้าจริงเหรอ?

แต่โลกอนาคต มันเป็นแบบนี้หรือไง?

เนโครโพลิส คือที่ไหน?

เป็นเมืองล่มสลายที่เต็มไปด้วยคนเถื่อนพร้อมอาวุธครบมืออย่างนั้นเหรอ?

ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ฉันตายบนเตียงผู้ป่วยเสียยังดีกว่า

ไม่มีคำตอบสำหรับน้ำตาของชิงหลัน มีแต่ฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ เหล่าชายหนุ่มที่เฝ้ามองเธอจากนอกห้องมีเพิ่มมากขึ้น เธอได้แต่นอนขดตัว สั่นสะท้านอยู่ตรงมุมกำแพง

เวลาคืบคลานไปทีละนิดๆ กระทั่งรุ่งสางของวันใหม





____________________

* อาณาจักรแห่งมนุษยชาติ

** นครแห่งความตาย

เที่ยงวัน

เมฆที่หนาทึบมาหลายวันจางลง ปรากฏตะวันดวงโตอย่างเหลือเชื่อ ทำให้อากาศที่เคยหนาวเหน็บกลับมาร้อนระอุเหมือนทะเลทราย

ชิงหลันไม่รู้ว่าตัวเองอดอาหารมานานแค่ไหนแล้ว ยิ่งอยู่ใต้แสงแดดจัดเธอก็ยิ่งมึนหัว หน้ามืดจะเป็นลม หน้าอกที่ถูกกระแทกจนอาจจะหักและยังไม่ได้รักษาก็รู้้สึกเจ็บมาก

เธอถูกล่ามโซ่ พาขึ้นไปทิ้งบนเวทีทรงกลมตรงกลางลานกว้างหน้าบ้านของพี่ใหญ่หง มีเสียงปรบมือกึกก้องดังมาเป็นระลอก เมื่อหันไปมอง ก็พบว่ารอบเวทีมีชายฉกรรจ์หลายสิบคนพากันเฝ้ามองตนอย่างใจจดใจจ่อ ที่ออกอาการตื่นเต้นก็มีไม่น้อย สถานการณ์แบบนี้ทำเอาชิงหลันไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน

อยากมองก็มองไป

มีคนเข้ามาปลดโซ่ที่ล่ามเธอออก ตอนนี้ชิงหลันไร้เรี่ยวแรงอย่างที่สุด ถึงกับอ่อนยวบล้มลงไปกองกับพื้น เรียกเสียงร้องประหลาดจากผู้คนโดยรอบ

ฉันจะตายไปแบบนี้ไม่ได้นะ! เธอบอกกับตัวเองในใจขณะขบริมฝีปากที่สั่นระริกจนกระทั่งเลือดซิบ จึงเรียกสติคืนมาได้บ้าง ทว่าเลือดที่ซึมออกมากลับดึงดูดเสียงโห่ร้องให้ดังมากขึ้น

“โรคจิต...” เธอตะโกนด่าผู้คนโดยรอบด้วยเสียงแหบพร่า ถึงจะไม่ดัง แต่ก็ดึงดูดความสนใจของบรรดาหนุ่มๆ จึงมีเสียงโห่ร้องคำรามไม่หยุด

“ไอ้กลุ่มคนโรคจิต...”

ประโยคที่สองทำให้ชายหนุ่มรอบด้านชะงักไป สักพักเสียงโห่ร้องก็ระงมหนักขึ้น เหมือนพวกเขาจะสนุกกับสีหน้าและน้ำเสียงแข็งขืนของเธอ

พี่ใหญ่หงก้าวเท้าพาร่างสูงใหญ่กำยำผิดจากหญิงทั่วไปเข้ามาอย่างใจเย็นพร้อมด้วยปืนกลมือกระบอกหนึ่ง เมื่อชิงหลันหันไปมอง ก็เห็นว่าที่ด้านหลังของพี่ใหญ่หงมีชายรูปร่างล่ำสันเสียยิ่งกว่า เดินตามหลังมา และเมื่อมองจากมุมนี้ ก็ทำให้เธอได้เห็นสองขาอันอวบใหญ่ไม่น่าดูนั่นด้วย

ชิงหลันพลันรู้สึกเหมือนจะคลื่นไส้

เมื่อพี่ใหญ่หงกับผู้ติดตามเดินเข้ามาใกล้ ทุกคนก็เงียบเสียงลง ก่อนจะตะโกนว่า “พี่ใหญ่หงๆ” ซึ่งเจ้าตัวก็บิดกาย แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาที่สกปรกเสียจนมองสีเดิมไม่ออก ที่ตั้งห่างจากเวทีกลม

“เอาเถอะ นังผู้หญิงแปลกหน้า” เสียงของพี่ใหญ่หงดังไปทั่วบริเวณ “จงมอบทุกสิ่งทุกอย่างของแกให้แก่สัตว์ประหลาดซะ”

เสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งดุจฟ้าผ่าดังขึ้น เสียงของพี่ใหญ่หงเหมือนเปลวไฟที่จุดความป่าเถื่อนของพวกเขาให้ลุกโชน มือหยาบกร้านสกปรกจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันยื่นมายังเวทีกลม เพื่อสัมผัสร่างของชิงหลัน หญิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและพยายามหลบหลีก ทุกสัมผัสทำเอาเธอชาไปทั้งตัว

“ตึง... ตึง...” เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น มือเหล่านั้นชักกลับอย่างว่าง่าย ชิงหลันกุมหน้าอก เงยหน้ามองสัตว์ประหลาดที่ย่างกรายเข้าหาเวทีทีละก้าว

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอตื่นเต้นจนปากสั่นฟันกระทบ แผ่นหลังเต็มไปด้วยเหงื่อ เวลานี้เธอหมดทางหนีแล้ว

สัตว์ประหลาด นั่นเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ

ตรงหน้าคือบุรุษประหลาดที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าสองเมตร เหนือไหล่ขึ้นไปกลับไม่ใช่ศีรษะมนุษย์ กล้ามเนื้อที่ดูคล้ายงูหลามพันรัดกันเป็นส่วนของลำคอ ด้านบนมีศีรษะขนาดใหญ่ ดวงตาเป็นทรงกลมเหมือนสัตว์ จมูกพับย่น เขี้ยวขนาดใหญ่สองข้างยื่นออกมาจากมุมปากคล้ายสิงโตเขี้ยวยาว ตรงขมับทั้งสองข้างยังมีโลหะแข็งยึดติด บนท่อนแขนมีปืนกลที่ราวกับงอกออกมาจากกล้ามเนื้อ

เป็นเหมือนทั้งคน หุ่นยนต์แล้วก็สัตว์ป่าผสมผสานกัน

เจ้าตัวนี้แหละที่กำลังเดินเข้าหาชิงหลันทีละก้าว

ท่อนบนของมันเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยขนหน้าอกสีดำ ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวลายพรางเหมือนคนอื่นๆ ดวงตาหิวกระหายเหมือนสัตว์ร้าย หายใจหอบหยาบ ท่าทางพร้อมจะกลืนกินเธอตลอดเวลา

ชิงหลันตะลึงงัน ไร้เรี่ยวแรงขยับเขยื้อน รู้สึกอยากจะตายไปเสียตั้งแต่ตอนนี้

เธอเงยหน้าขึ้นมองฟ้า แสงแดดจ้าพาให้แสบตา แต่ก็ทำให้ร่างกายอบอุ่น ชิงหลันยกมือกุมอก ตั้งใจฟังเสียงหัวใจเต้น

ฉันจะตายไม่ได้! เธอบอกกับตัวเอง

ฉันจะไม่ยอมถูกหยามเกียรติตายไปแบบนี้!

ฉันทะลุมิติมาสองร้อยปีข้างหน้า หวังว่าจะได้ชีวิตใหม่ จะยอมตายง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

ร่างสูงใหญ่ของสัตว์ประหลาดก็ค่อยๆ เคลื่อนมาบดบังแสงเหนือศีรษะของเธอไปจนหมดสิ้น


อาจเพราะความตั้งใจอันแน่วแน่

ชิงหลันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย พละกำลังเหมือนจะฟื้นคืน แสงแดดแรงกล้าไม่สามารถทำให้เธอแสบตาได้อีก หญิงสาวยืดอก พยายามตั้งสติรับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้า

เสียงโห่ร้องที่อยู่โดยรอบทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดหงุดหงิด มันร้องคำรามด้วยความโมโห ดวงตาของเธอทอประกายวาววับ และเมื่อเห็นก้อนเงาดำพุ่งเข้ามา เธอก็เบี่ยงตัวหลบออกด้านข้าง ในใจก็ร้องว่า แย่แล้ว! เจ้าสัตว์ประหลาดนี่เคลื่อนไหวเร็วจริง...

หลบพ้นแล้ว! หลบพ้นด้วย!

ตอนนี้ ชิงหลันยืนห่างจากสัตว์ประหลาดอย่างน้อยๆ ก็หนึ่งเมตร การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงแบบที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว หัวใจเต้นโครมครามกับความรู้สึกใหม่ ผู้คนโดยรอบเงียบเสียงลงอย่างฉับพลัน สัตว์ประหลาดที่คว้าได้เพียงอากาศถึงกับนิ่งอึ้ง

แต่ก็เพียงแค่เสี้ยววินาที มันร้องคำรามด้วยความโมโห ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีชิงหลันอีกครั้ง คราวนี้เธอเอนตัวหลบจนล้มลงกับพื้น

หลบ... หลบพ้นอีกแล้ว!

พอลุกขึ้นยืนชิงหลันก็ยกมือลูบอก คิดว่าที่ตัวเองโชคดีคงเพราะออกกำลังกลางแจ้งบ่อยๆ ทำให้คล่องตัวกว่าคนทั่วไป

แต่จะหลบไปได้ถึงเมื่อไหร่กัน? หญิงสาวคิดอย่างเศร้าใจ

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คิด เธอหลบพ้นการโจมตีของสัตว์ประหลาดมาได้สองครั้ง จุดไฟโทสะจนมันส่งเสียงคำรามกร้าวดังก้องไปทั่วพื้นที่ สัตว์ประหลาดนั่งยองๆ กรงเล็บแหลมคมจิกแทงลงพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด พร้อมกับส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ

เมื่อเห็นดวงตาของมันแดงเป็นสีเลือด ชิงหลันก็เย็นสันหลังวาบ นึกสังหรณ์ใจว่าคราวนี้ตนอาจจะหลบไม่พ้นแล้ว

สัตว์ประหลาดกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นลมพายุพัดโหม เธอพยายามเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้างอีกครั้ง แต่คราวนี้ หน้าอกที่ระบมอยู่พลันเจ็บแปลบ ฝ่าเท้าที่ขยับจึงช้าลง เธอเงยหน้าขึ้นมองอย่างตื่นกลัว พอเห็นใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวนั่นอยู่ไม่ห่าง เธอก็เบือนหน้าหนี

มันอ้าปากกว้าง เขี้ยวยาวสะท้อนแสง...

“ไม่--” เมื่อเห็นว่าเขี้ยวกับฟันคมกริบของเจ้าสัตว์ประหลาดกำลังจะลงมาถึงเนื้อของเธอ ชิงหลันก็ร้องเสียงดังด้วยความตกใจมือทั้งสองกำแน่น ก่อนจะทรุดลงตรงนั้น

“ปัง--” พลันบังเกิดเสียงดังก้อง

ฟันของเจ้าสัตว์ประหลาดยังไม่ได้เจาะเข้าเนื้อของเธอ

ไม่มี... ไม่มีเลือด

ชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องเบิกตาโต กะพริบตาปริบๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้น สภาพเหมือนถูกกระแทกอย่างแรงจนกระเด็นร่วงตกจากเวทีไปไกล เสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งเงียบลงทันที แต่ละคนปากอ้าตาค้างกับสิ่งที่เห็น

ชิงหลันรีบลุกขึ้น นี่มันเรื่องอะไรกัน?

“ทำแบบนี้กับผู้หญิง มันไม่ดีนะ” น้ำเสียงขี้เล่นเจือเสียงหายใจหอบดังขึ้น ทำให้บรรยากาศอันตรายผ่อนคลายลง

เธอจึงได้เห็นว่ามีชายร่างสูงใหญ่โผล่ขึ้นมาบนเวที เขาสวมเสื้อลายพราง มือข้างหนึ่งประคองปืนพาดบ่า ปลายกระบอกปืนยังมีควันขาว

เธอเผลอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในใจคิดว่าที่แท้ก็มีปาฏิหาริย์ มีวีรบุรุษมาช่วยจริงๆ การทะลุมิติมามีชีวิตใหม่น่าจะไม่แย่เท่าไหร่นัก

เขาแบกปืนยืนนิ่ง มองเธอยิ้มๆ ชายคนนี้ทาสีดำบนใบหน้า ทำให้เธอมองหน้าตาของเขาไม่ออก สะดุดก็แต่ดวงตาที่สว่างดุจดวงอาทิตย์ เสี้ยววินาทีนั้นเธอรู้สึกราวกับมีแสงแดดอันอบอุ่นไล้ผ่านผิวหน้า

“สัตว์ประหลาด” เสียงโมโหของพี่ใหญ่หงดังขึ้น “เจ้าหนุ่ม แกเป็นใคร?” เหล่าชายหนุ่มที่อยู่รอบเวทีเริ่มตั้งสติได้ ปืนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันเล็งมายัง ‘เขาและเธอ’ ที่อยู่ตรงกลางเวที ขณะที่เจ้าสัตว์ประหลาดก็ค่อยๆ ลุกขึ้น... มันยังไม่ตาย

มันร้องคำรามแล้วเดินเข้าหาเวทีทีละก้าว

“พี่ใหญ่หง” เสียงของชายหนุ่มบนเวทีดังขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นไพเราะจนทำเอาพี่ใหญ่หงนิ่งอึ้ง เธอมองหนุ่มรูปงามคนนี้ แล้วก็ไม่อาจทำใจสั่งยิงเขาได้

ชายคนนั้นกล่าวยิ้มๆ “นายพลกู้ส่งผมมา”

ทุกคนต่างพากันตะลึง ชิงหลันไม่เข้าใจนายพลกู้คือใคร?

จู่ๆ เงาดำจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันกรูออกมาจากทุกทิศทุกทางราวกับได้ยินเสียงคำสั่ง พวกมันว่องไว ดูร้ายกาจ พร้อมจะขย้ำทุกอย่างที่ขวางหน้า

เมื่อสุนัขตัวเขื่องแสนดุดันโผล่ออกมา เพียงเสี้ยววินาทีชายร่างบึกหลายคนก็ล้มลงไปกองกับพื้น

นี่ต่างหากสัตว์ป่าที่แท้จริง!

พี่ใหญ่หงกับลูกน้องถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว

“หลอกพวกคุณน่ะ ผมไม่รู้จักนายพลกู้หรอก” ชายคนนั้นยิ้มอย่างใจเย็น จากนั้นชิงหลันก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพลันไหววูบ เอวบางถูกกระชับแน่น เธอตกอยู่ในอ้อมแขนของชายคนนั้นอย่างมึนงง

“คุณผู้หญิง ให้ผมพาคุณออกไปนะ” เสียงอ่อนโยนของเขาดังขึ้นข้างหู

ชิงหลันสัมผัสได้ถึงมัดกล้ามแน่นใต้เสื้อลายพราง หัวใจเธอเต้นเร็วและผิดจังหวะพยักหน้าตอบไปโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม ประกายบางอย่างไหลเวียนในดวงตา กล่าวชมเสียงแผ่วเบา “ผู้หญิงสวยอย่างคุณโผล่มาจากที่ไหนกันนะ?”

น้ำเสียงอ่อนโยนที่เจือความสนิทสนมทำเอาเธอทั้งอึ้งทั้งเก้อกระดาก

พูดไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงลมหวีดหวิวกระทบใบหู

เพียงพริบตา ชิงหลันก็เห็นชายโฉดลูกน้องพี่ใหญ่หงบริเวณนั้นค่อยๆ ห่างออกไป ชายหนุ่มคนนี้มีฝีมือไม่น้อย เขาพาเธอแหวกวงล้อมออกมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า เพียงเสี้ยววินาทีก็ห่างมาไกล กระสุนด้านหลังไม่มีโอกาสเฉียดแม้แต่ชายเสื้อ

แวบเดียวทั้งสองก็หายลับไปท่ามกลางเศษซากสิ่งปลูกสร้าง

“ตาม!” พี่ใหญ่หงยิงปืนใส่ฝูงสุนัขยักษ์ที่พุ่งเข้าหาแล้วออกคำสั่งอย่างโมโห ตอนนี้กลุ่มคนที่ถูกลอบโจมตีเริ่มได้สติ แม้จะถูกกัดจนบาดเจ็บไปสิบกว่าคน

“ช้าไปแล้ว” เสียงหัวเราะเบาๆ ของชายคนนั้นดังขึ้นจากระยะไกล พวกพี่ใหญ่หงได้ยินเพียงเสียงติดเครื่องยนต์ จากนั้น ฝูงสุนัขที่เหลือก็ทำตามคำสั่งถอย พวกมันถอนกำลังแล้ววิ่งหายไปในทันที

สัตว์ประหลาดที่บาดเจ็บเดินโซเซมาล้มลงแทบเท้าของพี่ใหญ่หง พร้อมกับส่งเสียงคำรามต่ำ พี่ใหญ่หงโมโหจนตัวสั่น การลอบจู่โจมครั้งนี้ถึงจะไม่มีใครตาย แต่คนของเธอก็บาดเจ็บไปหลายคน บางคนยังนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น

“ฉันรู้ว่าแกเป็นใคร” พี่ใหญ่หงตะโกนกลับอย่างโมโห “ทหารรับจ้างติงอี แกรอได้เลย! ฉันจะทำให้แกกับฝูงหมาไม่ตายดี”

ชายคนนี้ขับรถศึกแบบที่ใช้ในสงครามเชียวเรอะ!

เธอคิดแล้วเหลือบมองผู้ช่วยชีวิตตน

รถแล่นด้วยความเร็วสูงผ่านซากปรักหักพังของเมืองที่ไร้ขอบเขต ระหว่างทางมีคนโผล่มาให้เห็นบ้าง แต่เพราะรถแล่นเร็วมาก จึงมองเห็นหน้าตาพวกเขาได้ไม่ชัด รถคันนี้รูปทรงภายนอกก็แปลกประหลาด ไม่เหมือน ‘รถ’ ที่เธอรู้จัก เพราะถึงจะดูเพรียวลมเหมือนปกติทั่วไป แต่โลหะที่ใช้ เมื่อสัมผัสแล้วกลับให้ความรู้สึกเหมือนของเหลว มีปืนกลอยู่หัวท้ายจุดละสองกระบอก รอบวงล้อก็มีระเบิดติดอยู่

และเมื่อเวลาผ่านไป แสงแดดเริ่มอ่อนกำลัง ชิงหลันก็พบว่ารูปทรงกับสีของรถได้เปลี่ยนไปแล้ว สีรถจางลง แต่ห้องโดยสารกลับกว้างขึ้น ด้านหลังที่นั่งของเธอซึ่งเดิมเคยอยู่ชิดติดกับผนังกลับมีที่ว่างโผล่ขึ้นมา จากนั้นพนักพิงก็ค่อยๆ เอนลง ตอนนี้ทั้งสองอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนแสนสบาย

“ผมชื่อติงอี” ชายหนุ่มมองมาทางเธอ “อดีตทหารรับจ้าง หัวหน้ากองร้อยที่หนึ่ง กองพันที่ห้า กองพลที่สาม กองทัพรัฐบาล ตอนนี้ภารกิจส่วนตัว คุณผู้หญิง ทำไมถึงออกจากแอนโธรเปียมาที่เนโครโพลิสล่ะ?”

พอได้ยินเขาแนะนำตัว ชิงหลันก็ยิ้มกระอักกระอ่วน “ฉันชื่อเฉิงชิงหลัน เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันมาจากปักกิ่งปี 2010 ไม่ใช่แอนโธรเปียอะไรนั่น ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย และไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่เนโครโพลิสนี่ได้ แน่นอนว่าปี 2010 ยังไม่มีรถที่มีสมรรถนะสูงขนาดนี้”

“ผมผ่านมาแถวนี้พอดี ไม่ต้องคิดมากหรอก” ติงอีโบกมือ ก่อนจะถามกลับอย่างประหลาดใจ “เดี๋ยวนะ...คุณบอกว่าปี 2010 งั้นเหรอ? นั่นมันสองร้อยกว่าปีก่อนเลยนะ”

“เชื่อยากมากสินะ” เธอเย้ยหยันตัวเอง “เว้นเสียแต่ว่ายี่สิบห้าปีที่ผ่านมาของฉันจะเป็นภาพหลอน”

ชายหนุ่มจ้องเธอ นิ่งเงียบไปชั่วครู่ “ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

เขาเชื่อด้วย? คราวนี้เธอเป็นฝ่ายเบิกตาโต “คุณเชื่อว่าฉันมาจากเมื่อสองร้อยปีที่แล้วจริงเหรอ?”

ติงอีพยักหน้า “ผมได้ยินมาว่ารัฐบาลวิจัยไทม์แมชชีนได้ตั้งแต่ห้าสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้นำมาใช้ก็ถูกทำลายไปในช่วงสงคราม ส่วนรายละเอียด ทหารรับจ้างอย่างพวกเราไม่รู้หรอก สองร้อยกว่าปีมานี้ มีสงครามเกิดขึ้นไม่หยุด มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย คุณจะไม่รู้อะไรเลยก็ไม่แปลก”

“จริงเหรอ?” เธอรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง จนทำให้รู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอก เธอยกมือกุมอกแล้วคิดอย่างมีความหวัง ‘ถ้าสามารถหาเครื่องไทม์แมชชีนพบ ก็อาจจะรู้ถึงสาเหตุที่ตนทะลุมิติมาได้ใช่ไหม? จะได้รู้เสียทีว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่’

ติงอียื่นมือมากดเบาๆ เหนืออกขวาของชิงหลัน ทำให้เธอเจ็บจนตัวงอ ร้องออกมาเสียงแผ่ว

“ซี่โครงหักเหรอ?” เขาถาม

ชิงหลัน “ยังไม่แน่ใจ...”

แววตาของติงอีดูไม่ค่อยเชื่อ “แต่คุณก็ยังทนมาได้?”

ผู้หญิงอ่อนแอคนนี้จะทนได้อย่างไร?

ชิงหลันยิ้มบาง “ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงทะลุสองร้อยปีมาที่นี่ แต่ต้องมีเหตุผลแน่ๆ ก่อนจะรู้สาเหตุฉันจะไม่ยอมตายง่ายๆ เด็ดขาด ติงอี ขอบคุณนะที่ช่วยฉัน”

ติงอีเอียงหัวมองเธอด้วยดวงตาพราวระยับ สองมือผละออกจากแผงควบคุมรถไปประสานตรงท้้ายทอย “เอาเถอะ สบายใจได้ มาถึงถิ่นของผมแล้ว พวกมันตามมาไม่ได้แล้วล่ะ”

ชิงหลันมองเขาอย่างตื่นเต้น เอ่ยเสียงสั่น “คุ... คุณ.... ไม่ต้องจับพวงมาลัยเหรอ?”

พอได้ยินชิงหลันเรียกระบบนำทางความเร็วเสียงโฮโลแกรมว่า ‘พวงมาลัย’... ติงอีก็ตะลึงไปเล็กน้อย มุมปากยกยิ้ม มองอีกฝ่ายแล้วตอบว่า “นี่เป็นระบบนำทางอัตโนมัติครับ เจ้าหญิง”

ชิงหลันใจเต้นตุบๆ ไม่เคยมีใครพูดกับเธอด้วยสายตาและท่าทางแบบนี้มาก่อน เธอถามอีกว่า “เมื่อครู่ตอนอยู่ที่นั่นคุณบอกพี่ใหญ่หงว่าเป็นคนของนายพลกู้ เขาเป็นใครเหรอ?”

ติงอีตอบเสียงเรียบเรื่อยว่า “แค่หลอกพวกมันน่ะ ต้องเบี่ยงเบนความสนใจ ผมถึงช่วยคุณออกมาได้ไงล่ะ นายพลกู้เป็นผู้ปกครองแผ่นดินใหญ่ พวกนั้นก็เลยกลัว อย่าเพิ่งสนใจนายพลกู้เลย เราใกล้จะถึงแล้ว เดี๋ยวผมต่อกระดูกให้คุณก่อน แล้วก็จะค่อยๆ เล่าเรื่องที่ผมรู้ให้คุณฟัง แน่นอนว่าหากคุณยินยอม ผมก็อยากจะฟังเรื่องของเมื่อสองร้อยปีก่อนบ้าง”

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนมาก ชิงหลันพยักหน้า

ติงอีมองเธอโดยไม่พูดอะไรอีกแล้วหันมองตรงไปข้างหน้า

ภายในรถเงียบลงทันที มีเพียงเสียงครางต่ำจากเครื่องยนต์

นับตั้งแต่ตื่นชิงหลันไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าทั้งท้องฟ้า ก้อนเมฆ ซากปรักหักพังสุดลูกหูลูกตา ทุกอย่างล้วนเงียบสงบ

รถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงหยุดลง ไม่รู้เลยว่าเบรกตอนไหน เพราะมันนิ่มจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงเหนี่ยวรั้ง ติงอีลงจากรถ ก้าวเดินเร็วๆ อ้อมไปเปิดประตูรถอีกด้านให้เธอก่อนจะโค้งตัวผายมือเรียกรอยยิ้มจากเธอ

หญิงสาวซึ้งจนแทบร้องไห้ การปฏิบัติที่สุภาพอ่อนโยนของติงอีช่างแตกต่างกับความเป็นความตายก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว

แต่เมื่อลงรถ เธอก็นิ่งอึ้ง

ที่นี่....

ดวงอาทิตย์สีแดงยังคงลอยสูง บริเวณโดยรอบยังคงเป็นซากเมือง เทียบกับถิ่นของพี่ใหญ่หง ที่นี่ดูรกร้างยิ่งกว่าเพราะมองไม่เห็นใครเลย มีเพียงลมพัดดังหวิวๆ พื้นที่ตรงนี้น่าจะเคยเป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งมาก่อน ดูแล้วน่าจะกินเนื้อที่กว่าสองพันตารางเมตร

ชิงหลันสะอึกกับภาพตรงหน้าจนพูดไม่ออก เธออยากจะหันหลังวิ่งหนีเสียด้วยซ้ำ

ที่ตรงนี้....ทำให้เธอรู้สึกว่ามันแตกต่างจาก ‘ภัยคุกคามที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน’ ในถิ่นของพี่ใหญ่หง ภาพเบื้องหน้าให้ความรู้สึกวังเวง ไร้เสียง น่ากลัวเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบคออยู่ ทำเอาหายใจไม่ออก

ชิงหลันเหงื่อผุดขึ้นเต็มหลัง

ติงอี เป็นใครกันนะ?

เพราะไม่ทันได้ระวังหรือคิดว่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างจะโน้มตัวก้มหน้าลงมาแนบชิดติดกับใบหู เธอจึงสะดุ้งเฮือก ก่อนจะได้ยินเสียงอ่อนโยนดังขึ้นว่า “ไม่ต้องกลัว เจ้าหญิง พวกมันกำลังแสดงความเคารพคุณ”

หากเจอลูกหมาน้อยตัวหนึ่ง คุณจะรู้สึกว่าน่ารัก

หากเจอสุนัขร่างยักษ์สักตัว คุณก็คงจะเดินอ้อม ถ้าใจกล้าเสียหน่อย ก็อาจจะเข้าไปหยอกเล่น

แต่หากได้เจอสุนัขตัวใหญ่เขี้ยวแหลมเป็นร้อยตัวเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ นั่งอยู่ตรงหน้าและจ้องมองคุณตาเป็นมัน คุณก็คงจะเข่าอ่อนเลยทีเดียว เพราะแค่พวกมันกัดคุณตัวละที ก็สามารถฉีกคุณเป็นชิ้นๆ ได้แล้ว

ดังนั้น เมื่อชิงหลันเห็นขบวนแถวสุนัขยักษ์บนลานกว้าง ก็รู้สึกชาไปทั้งตัว พอติงอีก้มหน้ามาใกล้เธอก็ขยับหลบตามสัญชาตญาณ

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ถอยกลับมายืนตัวตรงเต็มความสูง แล้วค่อยๆ ชูมือขึ้น

สัญญาณมือของเขาก็คือคำสั่ง เพียงเสี้ยววินาที เหล่าสุนัขนับร้อยก็ลุกขึ้น ยกขาหน้า ตัวตรง แลบลิ้นออกมาแล้วเห่าเสียง “โฮ่งๆ” สองที จากนั้นก็นั่งยองลงกับพื้น

พวกมันเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง เป็นระเบียบยิ่งกว่าทหารที่เป็นมนุษย์เสียอีก

“พวกมันกำลังตะโกนว่า ‘ครับ ท่านผู้บังคับบัญชา’...” ติงอีหันใบหน้าที่แม้จะเต็มไปด้วยคราบสีดำ แต่ก็ยังเห็นเค้าโครงเหลี่ยมมุมชัดเจนมามองหญิงสาวยิ้มๆ “เมื่อกี้ยังเล่าไม่จบ ทหารรับจ้างใต้บังคับบัญชาของผมก็คือพวกมัน พวกเราเคยทำงานให้รัฐบาลด้วยกัน”

“แต่ว่า....คุณทำได้อย่างไร?” เห็นสุนัขดุร้ายเชื่อฟังขนาดนี้ เธอก็ลดความตื่นตระหนกลง แทนที่ด้วยความสนใจใคร่รู้ “สัตว์ก็เป็นทหารรับจ้างได้เหรอ?”

ติงอีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ที่ศีรษะตัวเอง กล่าวว่า “ตรงนี้ของพวกมันมีเครื่องรับความรู้สึก ผมสามารถสั่งพวกมันผ่านเครื่องควบคุมคลื่นไฟฟ้าได้ พวกมันเป็นสุนัขนักสู้ที่ถูกคัดเลือกมาจากทั่วโลก เรียนรู้ได้ไวมาก”

เธอยังอยากถามอีก แต่ชายหนุ่มกลับเดินเข้ามาใกล้ “คุณกระตือรือร้นดีจัง ในเมื่อผมช่วยแล้วก็ต้องรับผิดชอบสุขภาพของคุณด้วย” พูดจบ สองแขนแข็งแรงก็สอดเข้าใต้รักแร้กับใต้เข่า อุ้มอีกฝ่ายขึ้น

“อ๊ะ?” เธอไม่ชินกับการสัมผัสเนื้อตัวผู้ชาย โดยเฉพาะกับคนที่ยังถือว่าแปลกหน้ากันแบบนี้ เลยถึงกับร้องด้วยความตกใจ

“ถึงความเจ็บปวดตรงอกจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดิน แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี ให้ผมได้ทำเพื่อคุณเถอะ” ติงอีมองชิงหลันที่ตอนนี้ใบหน้าแนบชิดอยู่กับอกของเขา และแม้เนื้อตัวชายหนุ่มจะเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ แต่เมื่อแนบชิดกล้ามอกหนั่นแน่นของเขาแล้วเธอกลับไม่รู้สึกรังเกียจ

เขาช่างแตกต่างจากผู้ชายที่เธอเคยเจอในปี 2010...

แสนจะห่างไกลจากพวกเชิ้ตขาวใส่สูทที่นั่งตามร้านกาแฟ พวกนั้นดูดีมีการศึกษา คิดไม่ถึงว่าผู้ชายในยุคสองร้อยปีให้หลังจะทิ้งวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ เหลือเพียงเหล็กกับเลือด ไม่รู้ว่านี่เป็นวิวัฒนาการเดินหน้าหรือย้อนกลับกันแน่?

“โฮ่งๆ” เสียงสุนัขตัวใหญ่ดุดันเห่าขึ้นพร้อมกัน ทำเอาชิงหลันตกใจไม่น้อย เธอยืดตัวหันหน้าไปมองก็เห็นว่าท่ามกลางฝูงสุนัขมีประมาณสิบกว่าตัวที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ คอยจ้องมองตนอยู่ตลอด

“ไม่มีอะไรหรอก พวกมันเห่าก็เพราะเห็นผมอุ้มผู้หญิง” ติงอีมองอดีตเพื่อนร่วมอาชีพอย่างจนใจ พวกมันจึงเงียบเสียงลง เขาหันกลับมามองดวงตาที่สุกสว่างของเธอ “ดังนั้น...พวกมันก็แค่กำลังผิวปาก”

ชิงหลันไม่รู้จะตอบอย่างไร เมื่อติงอียังคงจ้องเธอ

เธอก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาแล้วถามยิ้มๆ “แล้วพวกมันจะซุบซิบนินทาไหม?”

ติงอีชะงัก แล้วระเบิดหัวเราะอย่างเบิกบาน

เสียงหัวเราะของเขาดังไปทั่วลานกว้าง สุนัขพวกนั้นคงไม่เข้าใจ ก็เลยได้แต่เห่า “โฮ่งๆๆ” กันมั่วไปหมด

ชิงหลันรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมที่อกของเขา จึงพลอยอดใจไม่ไหวหัวเราะขึ้นมาด้วย ชายที่ชื่อ ‘ติงอี’ คนนี้ ท่าทางดูจะคุยกันรู้เรื่อง ลักษณะน่าจะเป็นคนดี

ฉันปลอดภัยแล้วใช่ไหม?


ติงอีพักอาศัยอยู่ที่ชั้นล่างของตึกร้างที่สูงสิบกว่าชั้น

ข้างในกว้างขวางมาก ชิงหลันถูกอุ้มเข้าไป เธอพบว่าข้างในนั้นไม่ธรรมดา นอกจากจะเต็มไปด้วยกองอาวุธ ยังมีอาหารกระป๋อง อีกด้านมีโต๊ะยาวสามตัว มีอุปกรณ์ล้ำสมัยที่เธอไม่เคยเห็นวางกองอย่างเป็นระเบียบ

บางที เขาอาจจะใช้สิ่งนี้ควบคุมหน่วยรบสี่ขาของเขาก็ได้?

แม้ภายในบ้านจะมีข้าวของมากมายแต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อย ติงอีวางหญิงสาวลงบนเตียงสีขาวขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในสุด ไม่รู้ว่าผ้าปูทำจากวัสดุอะไรจึงให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม สบายอย่างที่สุด พอชิงหลันนอนลงไป ก็รู้สึกว่าตัวเองแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับที่นอน

“คุณนอนไปก่อน ผมจะไปเตรียมอาหาร แล้วจะทำแผลให้” เห็นท่าทางพอใจของเธอแล้วติงอีก็อดขำไม่ได้ เขายื่นมือมาลูบหัวเธอ ก่อนจะลุกเดินออกไป

จากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็กลับเข้ามา ในมือถือกล่องโลหะสี่เหลี่ยมที่มีกลิ่นหอมอบอวลอยู่ภายใน เขานึกว่าตอนกลับมาจะได้เจอเจ้าหญิงนิทรา คิดไม่ถึงว่าจะเห็นเธอนั่งมองเขายิ้มๆ

ติงอีขมวดคิ้วแล้วเดินเร็วๆ เข้าไปหา “ทำไมไม่นอน?” ต้องยอมรับว่าตอนเธอนอนอยู่ตรงนั้น น่ามองอย่างยิ่ง

ชิงหลันส่ายหน้าแล้วชี้คราบเลือดบนตัว “เนื้อตัวฉันสกปรกเกินไป เตียงของคุณสะอาดขนาดนี้”

ติงอีมองตามนิ้วมือเรียวยาวของเธอ แต่สายตากลับเกเรพาเลยไปถึงท่อนขาขาวเนียน คราบเลือดย้อมผิวขาวเป็นจุดๆ ยิ่งขับเน้นความอวบอิ่มกระจ่างใส

เขาชักสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเธอ “เชื่อฟังกันหน่อย กินเสร็จแล้วก็นอนซะ คุณคงไม่อยากให้กระดูกที่หักนั่นทิ่มเข้าปอดหรอกใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงช่วยคุณไม่ได้แล้ว”

ชิงหลันไม่ใช่คนพิรี้พิไร พอได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็ตกใจ รีบตอบว่า “อืม ได้ ไว้ฉันหายแล้วจะซักผ้าปูที่นอนให้นะคะ”

ติงอีจึงต้องบอกคนขี้เกรงใจเพิ่มว่า “ผ้าปูที่นอนติดเซนเซอร์ขนาดเล็ก มันเป็นระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ ตากแดดแป๊บเดียวก็แห้งแล้ว” เห็นเธอทำตาโตอีกครั้ง เขาก็ยิ้มแล้วยื่นกล่องโลหะในมือไปให้

ชิงหลันรับมาดูก็เห็นว่าเป็นโจ๊กขาวข้นที่ถึงจะมีไหม้อยู่นิดหน่อย แต่ก็ส่งกลิ่นหอมน่ากิน เธอกำลังหิวจึงกินโจ๊กหมดอย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจอย่างพึงพอใจ

เธอหันไปมองติงอีที่กำลังกินคุกกี้อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นเธอกินหมดแล้ว ชายหนุ่มก็วางคุกกี้ในมือแล้วหยิบผ้าพันแผลกับยาออกมา

“ยานี้เอาไว้รักษากระดูกโดยเฉพาะ” เขาวางของลงบนเตียง “ผมไปล้างมือก่อน แล้วจะกลับมาทำแผลให้คุณ”

ชิงหลันพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง มองตามแผ่นหลังกว้างหายไปทางประตูอัตโนมัติ ถึงตอนนี้เธอจะทั้งง่วงทั้งเหนื่อยและอยากนอนแต่ก็พยายามฝืนตัวเอง

อย่างน้อย ก็ต้องทำแผลให้เสร็จก่อนแล้วค่อยนอน แต่ว่า...

ซี่โครงหักแบบนี้ การรักษาหรือทำแผลก็ต้องถอดเสื้อสินะ ในหัวของชิงหลันพลันปรากฏภาพมือของติงอีขึ้น นิ้วเรียวยาวแข็งแรงและสากหน่อยๆ... ความคิดนี้ทำเอาเธอใจเต้น

คิดอะไรล่ะ? หญิงสาวหัวเราะและก่นด่าตัวเองในใจ

ให้ผู้ที่ช่วยชีวิตเห็นผิวเนื้อใต้ร่มผ้าก็ยังดีกว่าถูกสัตว์ประหลาดของพี่ใหญ่หงนั่นหยามเกียรติ แถมเขาก็ยังทำเพื่อช่วยเธอ จะมาอิดออดไม่ได้หรอก

เมื่อคิดได้แบบนี้ชิงหลันก็สงบใจลง

ยามบ่าย แสงแดดสีเหลืองทองนวลตาทอดเข้ามาทางหน้าต่างเป็นเงายาวบนพื้นห้อง ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายแบบนี้ ชิงหลันมองเห็นร่างสูงใหญ่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา เธอมองไม่เห็นหน้าเพราะเขาหันหลังให้แสง เห็นแต่ว่าท่อนบนเปลี่ยนมาสวมเสื้อกล้ามสีขาว ท่อนล่างยังคงเป็นกางเกงลายพรางขายาว ยิ่งขับเน้นไหล่กว้างให้ดูผึ่งผาย กำยำ ชวนมอง

ผมสั้นของเขามีประกายระยิบระยับจากหยดน้ำ คงจะติดมาตอนล้างมือล้างหน้า เขาเดินช้าๆ มาหยุดที่ริมเตียง ก่อนก้มหน้ามองเธอ

ชิงหลันเบิกตาโต ไอ้คำที่ว่าต้องนิ่งอย่าอิดออด ไม่รู้หลุดไปถึงเมฆชั้นไหนแล้ว

ที่แท้พอเขาล้างคราบสีดำบนหน้าออก ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

ใบหน้าเขาตอนนี้มองเห็นเหลี่ยมมุมกรอบหน้าชัดเจน คิ้วตาดำขลับ ดูแข็งแกร่ง นัยน์ตาคู่นั้นคมเข้ม เธอมองและพิจารณาอย่างเงียบๆ สันจมูกโด่งมาก ริมฝีปากหนาทำให้ดูเซ็กซี่ ทั้งใบหน้าดูเหมือนภาพวาดที่ลึกซึ้งตรึงใจจนไม่กล้ามองตรงๆ

หากว่าติงอีคนก่อนดูอบอุ่นพราวตาดั่งดวงอาทิตย์ ตอนนี้เธอคิดว่าผิดแล้ว เขาไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่เป็นดวงดาว เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่เปล่งแสงทรงพลังอย่างเงียบๆ

“ติง...ติงอี” เธอพูดติดๆ ขัดๆ เลยทำเป็นหัวเราะแห้งๆ แล้วพูด “คุณนี่หล่อเหมือนกันนะ”

ติงอีหัวเราะ “ขอบคุณ เป็นเกียรติของผมแล้ว”

ตลอดยี่สิบห้าปีของชิงหลัน เธอไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อน ปราดเปรียว แข็งแกร่ง หล่อเหลา ภูมิฐาน หญิงสาวคิดในใจ ดูท่าสองร้อยปีมานี้ ผู้ชายก็วิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นเยอะ

ชายหนุ่มนั่งลงที่ริมเตียง ชิงหลันมองหยดน้ำไหลไปตามโครงหน้าที่สะอาดหมดจด ผ่านลำคอจนถึงอกหนั่นแน่น แล้วซึมลงสู่เสื้อกล้ามสีขาว

เธอเบือนหน้าหนี ไม่มองอีก

ติงอีกำลังจัดยาจึงไม่รับรู้ถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย เขาถือผ้าพันแผลในมือซ้าย ถือยาหลอดหนึ่งในมือขวา หลุบตามองเธอ

“ถอดเสื้อสิ” เสียงของเขาทุ้มต่ำไพเราะ สายตามองไปยังหน้าอกที่เจ็บของเธอ

ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่เธอก็ยังอดไม่ไหว ถามไปว่า “ต้องถอดเสื้อด้วยเหรอ?”

ติงอีหัวเราะแบบไม่มีเสียง “คุณผู้หญิง ผมเป็นแค่นักรบ ทักษะการแพทย์ไม่ได้ดีเลิศขนาดนั้น”

ชิงหลันสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะยื่นมือไปขยับเสื้อสายเดี่ยว จะว่าไปก็แปลก พอนิ้วมือของเธอสัมผัสที่ปลายสายเดี่ยว ก็มีแสงสีฟ้าอ่อนวาบขึ้น เธอยังไม่ทันสังเกตก็ถอดมันออกได้อย่างง่ายดาย

ติงอีชะงักไปเล็กน้อย แล้วขยับปากกล่าวว่า “เสื้อของคุณมีเซนเซอร์สัมผัสชั้นสูง”

หือ? เธอเข้าใจแล้ว “มิน่า... คนของพี่ใหญ่หงถึงถอดเสื้อฉันไม่ได้”

ชายหนุ่มหยิบผ้าพันแผลขึ้นมา “พระเจ้า แม้แต่ผมก็ยังสงสัย ในเมื่อคุณมาจากเมื่อสองร้อยปีก่อน แล้วใครกันที่สวมเสื้อราคาแพงระยับนี่ให้คุณ?”

“เสื้อนี่แพงมากเลยเหรอ?” เธอมองเสื้อสายเดี่ยวที่ถูกโยนไปปลายเตียง ดูไม่ออกจริงๆ ตอนนี้ตรงหน้าอกเธอรู้สึกเย็นวาบ

หญิงสาวหันหน้ากลับมาเห็นติงอีจ้องมาที่อกของตน ก่อนจะยื่นมือมาทายาที่เป็นเนื้อครีมลงบนผิวให้อย่างเบามือและจดจ่อ

ใบหน้าของชิงหลันร้อนวูบวาบอย่างไม่อาจควบคุม คาดว่าตอนนี้หน้าตาหูเหอน่าจะแดงหมดแล้ว แต่เห็นติงอีตั้งใจแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง ความอายค่อยๆ ลดลง

ทุกอย่างดำเนินต่อไป ต่างคนต่างเงียบ

ชิงหลันรู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนเห่อ

เธอพยายามบังคับสายตาให้มองไปทางอื่น แต่มันก็ช่างดื้อ คอยแต่จะหันมองตรงหน้าอกของตัวเอง หางตาเห็นนิ้วมือของชายหนุ่มเคลื่อนไหววนซ้ำๆ ที่บริเวณหน้าอก ทำเอาเธอเก็บอาการไม่ไหว สั่นเทิ้มไปทั้งตัว และเพราะเธอเพ่งความสนใจไปแต่ตรงนั้น จึงมองไม่เห็นสีหน้าของติงอี ซ้ำยังไม่รู้ถึงความมีชีวิตชีวาในดวงตาของเขาเวลานี้

ฝีมือการนวดยาของติงอีสม่ำเสมอราวกับเป็นเครื่องนวดอัตโนมัติ เขายังทำแผลบริเวณขมับขวา และปิดทับด้วยผ้าก๊อซให้เธอ

ไม่นานนัก ติงอีก็เก็บยากับผ้าก๊อซที่เหลือ “เสร็จแล้ว”

ชิงหลันที่ใบหน้าแดงก่ำรีบยื่นมือไปหวังจะคว้าเสื้อมาสวม แต่ยังไม่ทันได้ทำตามใจคิด

มือใหญ่ก็ดึงเธอเข้าหาตัวและกอดไว้แน่น ทำให้เธอไม่อาจเคลื่อนไหว ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ก่อนจะเห็นว่ารอยยิ้มของติงอีหายไปแล้ว เขาจ้องมองเธอด้วยแววตาลุ่มลึก แล้วค่อยๆ โน้มหน้าลงจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา

“ผมไม่ได้สัมผัสผู้หญิงมาเจ็ดแปดปีแล้ว ชิงหลัน คุณจะรังเกียจไหม...” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า

ความจริงในโลกเดิม ชิงหลันกำลังคิดจะพัฒนาความสัมพันธ์กับหนุ่มคนใดคนหนึ่ง แต่เธอกลับป่วยด้วยโรคร้ายเสียก่อน จึงทำให้ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ซ้ำเธอก็ยังไม่รู้จักหรือเข้าใจชายในยุคสองร้อยกว่าปีให้หลัง รู้เพียงแค่ว่าสงครามทำให้ชีวิตนักรบเหี่ยวแห้ง แต่คิดไม่ถึงว่าติงอีจะเอ่ยออกมาตรงๆ แบบนี้

แล้วฉันจะยอมได้อย่างไร?

ในวินาทีที่ติงอีหลับตาและก้มลงมาทำท่าจะจูบ ชิงหลันก็ทำในสิ่งที่สุดแสนจะดั้งเดิม เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หญิงสาวเงื้อมือขึ้นตบหน้าเขาไม่แรงนักฉาดหนึ่ง

ติงอีลืมตาขึ้นมองเธออย่างตกตะลึง

ดวงตาคู่นั้นล้ำลึกอย่างยิ่ง

ชิงหลันเบือนหน้าหนี “คุณอย่ามาทำตัวชุ่ยๆ แบบนี้นะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงมักง่าย ฉันขอบคุณที่ช่วยชีวิต แต่นี่มันคนละเรื่องกัน”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่าหน้าของเขาขึ้นสีแดงจางๆ

“เข้าใจแล้ว” เขาพูดแล้วปล่อยเธอ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

เธอจึงรีบสวมเสื้อให้เรียบร้อย

ติงอียืนหันหลังให้เธอครู่หนึ่ง แสงสีเหลืองอ่อนจากด้านนอกเคลือบทับร่างของเขาเป็นชั้น สักพักชายหนุ่มก็เบือนหน้ากลับมา แต่เหมือนกับว่าความอึดอัดได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้ว เขายิ้มหยอกล้อให้อย่างเป็นธรรมชาติ “คุณคงไม่ได้... เอ่อ ยังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่หรอกนะ?”

เธอหน้าร้อนผ่าว แต่ก็พยักหน้าซื่อๆ “เป็น”

ติงอีส่งเสียง “อืม” ทีหนึ่ง แล้วพูดว่า “ยุคนี้สาวพรหมจรรย์ น้อยเสียยิ่งกว่าแร่หายาก เมื่อกี้ผมเสียมารยาทไป คุณอย่าเก็บไปใส่ใจเลย”

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เธอก็โล่งใจเป็นที่สุด “อืม ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ”

ติงอีมองเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย “คุณเข้าใจเหรอ?” น้ำเสียงของเขาฟังดูเหลาะแหละไม่จริงจังจนเธอไม่รู้จะตอบอย่างไร “เข้าใจว่าไง?” เขาถามด้วยน้ำเสียงแฝงแววเกียจคร้านขณะโน้มตัวลงเอามือยันเตียงข้างตัวเธอ

การที่อีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วแบบนี้ ทำให้เธอใจเต้นแรงอีกครั้ง เธอเบือนหน้าหนีก่อนตอบ “คุณก็รู้ ฉันเป็นคนจากเมื่อสองร้อยปีก่อน สำหรับพวกคุณก็็ถือว่าเป็นวัตถุโบราณ ในปี 2010 พวกเราส่วนใหญ่ยังยึดถือธรรมเนียมเดิมอยู่ ความสัมพันธ์ต้องถึงจุดหนึ่งก่อน จึงจะมีอะไรๆ กันได้” พูดไป หน้าที่แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงขึ้นอีก

“ความสัมพันธ์ถึงจุดหนึ่ง จุดไหน?” ติงอีปัดผมเธอเบาๆ

คราวนี้ชิงหลันยิ่งแน่ใจ เธอรู้ดีว่าตนไม่ได้สวยถึงขนาดที่ใครเห็นแล้วจะเกิดเป็นรักแรกพบ ที่ติงอีมาพูดจาเอาอกเอาใจแบบนี้ น่าจะเป็นเพราะเหงามากกว่า

“อย่างน้อยก็ต้องเป็นแฟนกัน” เธอตอบเร็วๆ ออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะโบกมือเปลี่ยนเรื่องคุย “ติงอี ขอบคุณที่ช่วยชีวิตนะคะ แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ปีอะไร? แล้วสองร้อยกว่าปีมานี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ติงอีมองเธอด้วยแววตาลุ่มลึก ก่อนจะยอมเปลี่ยนเรื่องคุยตามใจเธอ “ถ้าผมจำไม่ผิดละก็ ตอนนี้เป็นปี ค.ศ. 2235 หลายร้อยปีมานี้ เกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง มีทั้งรบกันระหว่างทวีป มนุษย์รบกับชาวดาวฮาร์คเลย์ มนุษย์รบกับหุ่นยนต์”

“ดา... ดาวฮาร์คเลย์? มนุษย์ต่างดาวเหรอ?”

“ใช่ สำหรับมนุษย์โลก พวกเขาเป็นมนุษย์ต่างดาว มาจากดาวเบต้า กลุ่มดาวแขวนซ้ายในดาราจักรใหม่ล่าสุด” สายตาของติงอีจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้านอกหน้าต่าง เขาไม่กลับมาถามเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงอีก ทำให้เธอแอบโล่งอก

เขาก็ยังเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง เพราะความจริงเขาจะใช้กำลังกับเธอก็ได้ แต่ไม่เลย... เขากลับหยุด

“หลายทวีปถูกยึดครอง ดาวเทียมก็ถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันระหว่างทวีป พื้นที่เดียวที่รอดมาได้คือบริเวณแปซิฟิกใต้ที่เราอยู่ตอนนี้ และผู้ปกครองก็คือนายพลกู้” ติงอียิ้ม “ส่วนคนทวีปอื่นจะเป็นหรือตายยังไง ไม่มีใครรู้ สองปีก่อนนายพลกู้พาพวกหน่วยรบมนุษย์ หุ่นยนต์ มนุษย์ดัดแปลง ร่วมกันทำศึกฆ่าชาวดาวฮาร์คเลย์นับหมื่นที่มารุกรานเกาะแห่งนี้จนหมด เขาเองก็บาดเจ็บหนัก ตอนนี้คงไม่มีแรงจะไปยุ่งเรื่องของใคร”

“นายพลกู้คนนั้นเป็นวีรบุรุษ และผู้นำของมนุษย์โลกเหรอ?” ชิงหลันถาม

“วีรบุรุษ?” ติงอีหัวเราะก่อนจะชี้ไปทางเหนือ “คุณลองตั้งใจฟังดู ได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า?”

ชิงหลันเงี่ยหูฟัง พอจะได้ยินเสียงที่ดังมาแต่ไกล เหมือนจะเป็นเสียงร้องโหยหวนต่ำๆ แต่ก็เหมือนเสียงลม ได้ยินไม่ค่อยชัด

“ที่นั่นคือ ‘เดด-เซคเตอร์’* สองปีก่อน หลังจากนายพลกู้ทำสงครามกับชาวดาวฮาร์คเลย์ พื้นที่ตรงนั้นก็ปนเปื้อนอะไรบางอย่าง ทำให้ชาวเขตเหนือ นับหมื่นกลายเป็นซอมบี้ ส่วนราชาแห่งผืนแผ่นดินหรือนายพลกู้ก็พากองทหารไปซุกหัวอยู่ในเมืองทางใต้ เรียกที่นั่นว่า ‘แอนโธรเปีย’ แล้วสร้างรั้วไฟฟ้าแรงสูงความสูงห้าสิบเมตรเพื่อปกป้องมนุษย์ที่เหลือ ได้ยินมาว่าที่นั่นเก็บรักษาสุดยอดเทคโนโลยีและกำลังทหารของมนุษยชาติไว้ แต่เขาฆ่าซอมบี้ได้ไม่หมด ไม่ว่ายังไงพวกนั้นก็เคยเป็นมนุษย์ ดังนั้น... จึงเป็นเวลาสองปีแล้วทวีปนี้ถูกแบ่งเป็นสองซีกใหญ่ นี่ก็คือความผิดพลาดเละเทะที่นายพลกู้ทิ้งไว้”

ชิงหลันยิ่งฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น เธอคงไม่ได้โชคร้ายถึงขนาดทะลุมิติมายังดินแดนที่อันตรายที่สุดในทวีปนี้ใช่ไหม?

ติงอีเห็นอาการของเธอ ก็ยิ้มชม “คุณคงพอจะนึกออกแล้วสินะ ที่นี่ ‘เนโครโพลิส’ คือดินแดนที่อยู่ตรงกลางระหว่างเหนือกับใต้ เป็นที่ที่มนุษย์ หุ่นยนต์ มนุย์ดัดแปลง คนกึ่งซอมบี้ที่นายพลกู้เหลือทิ้งไว้ตอนล่าถอยไปทางใต้ได้ใช้ชีวิตอยู่ ผมคิดว่าที่นี่น่าจะมีทหารประมาณหลักพัน

“ระหว่างเรากับเดด-เซคเตอร์ มีเพียงกำแพงสูงสิบเมตรที่สร้างขึ้นอย่างฉุกละหุก มีซอมบี้ฝ่ากำแพงมาโจมตีพวกเราอยู่เรื่อยๆ แต่ระหว่างเรากับแอนโธรเปีย กลับมีรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่สูงถึงห้าสิบเมตรกั้นอยู่ แอนโธรเปียจะไม่ยอมให้มนุษย์ที่ติดเชื้อแล้วอย่างพวกเราผ่านเข้าไปเด็ดขาด”

เขามองเธอแล้วพูดทีละคำ “เพราะฉะนั้น ที่นี่คือดินแดนที่ถูกรัฐบาลมนุษย์ทอดทิ้ง เป็นที่อันตรายที่สุด... เนโครโพลิส”

ใจของชิงหลันค่อยๆ ดิ่งลง เธอได้ยินเสียงแหบแห้งของตัวเองถามว่า “แล้วที่นี่มีแต่ทหาร ไม่มีคนธรรมดาเลยเหรอ?”

ติงอีมองเธอก่อนตอบ “ตอนนายพลกู้ล่าถอยไปทางใต้ ยังมีอีกราวหนึ่งถึงสองหมื่นคนที่ตามไปไม่ทัน แต่สองปีมานี้ มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นหากไม่ถูกกินก็กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว”

เมื่อเห็นสีหน้าของชิงหลันซีดขาวขึ้นเรื่อยๆ ติงอีก็ยกสองมือกอดอก กล่าวอย่างมีเลศนัย “เพราะฉะนั้น หญิงสาวที่แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง รู้น้อย และอ่อนแอ ต้องอยู่ในเนโครโพลิสแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่อันตรายนะว่าไหม?"





____________________

* ดินแดนซอมบี้

วันถัดมา ชิงหลันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น

เศษซากปรักหักพังนอกหน้าต่างยังคงดูโดดเดี่ยวเคว้งคว้างอยู่ใต้แสงแดด ความคิดที่จะได้เห็นปี 2010 ทันทีที่ลืมตาตื่นร่วงหายไปในพริบตา แต่เธอก็ไม่ได้หงุดหงิด ความเจ็บปวดที่หน้าอกไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อวาน เธอค่อยๆ ลุกขึ้น

เมื่อคืนติงอียกห้องและเตียงให้เธอโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ พอเห็นคุกกี้ชิ้นเล็กกับน้ำเปล่าที่วางอยู่ข้างเตียง ก็รู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่ของอีกฝ่าย

ชิงหลันหยิบคุกกี้มากิน แต่เพิ่งกินไปได้เพียงครึ่งเดียวก็รู้สึกอิ่ม นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากเทคโนโลยีชั้นสูง เธอเก็บอีกครึ่งที่เหลือใส่กระเป๋ากางเกง

ปี 2235 ฉันมาแล้ว เธอบอกกับตัวเอง

คำพูดของติงอีเมื่อวานย้อนกลับมา โลกสูญเสียระเบียบเพราะความวุ่นวาย ที่นี่เป็นเกาะโดดเดี่ยวในแปซิฟิกใต้ น่าจะเทียบได้กับทวีปออสเตรเลียเมื่อสองร้อยปีก่อน ทางเหนือเป็นเดด-เซคเตอร์ ทางใต้เป็นแอนโธรเปีย ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายของมนุษย์

แต่พวกเราดันอยู่ในเนโครโพลิส

ไม่ได้ถูกซอมบี้กินแต่กลับถูกมนุษย์ด้วยกันทอดทิ้ง นายพลกู้ ผู้ปกครองแผ่นดินใหญ่ทางใต้นั่นไม่สนใจความเป็นความตายของคนในนี้เลยด้วยซ้ำ

ในดินแดนนี้ มีกองทหารที่ถูกทิ้งจากสงครามครั้งที่แล้วกระจัดกระจายไปทั่ว หลังผ่านสงครามมาสองปี พี่ใหญ่หง ติงอี และกองกำลังอื่นๆ อีกห้าหกกอง ล้วนต่างคนต่างอยู่

แต่ผู้ที่มีกำลังมากที่สุดในเนโครโพลิสไม่ใช่พวกเขา

กลับเป็นชายที่ชื่อเย่เหยียน

นอกจากติงอี กองกำลังอื่นๆ ต่างก็นับถือเย่เหยียนเป็นพี่ใหญ่ ฟังคำสั่งของเขา พี่ใหญ่หงก็เป็นหนึ่งในลูกน้องของเขาเช่นกัน

ฟังจากน้ำเสียงของติงอี เขาโกรธนายพลกู้อยู่เล็กน้อยที่ทอดทิ้งกัน แต่ก็ไม่ได้นับถือเย่เหยียนสักเท่าไหร่ ดังนั้น เขาจึงอาศัยจุดแข็งของกองกำลังสี่ขาของตน เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่ตลอด ตกดึกก็พักอาศัยอยู่ในซอกหลืบของเนโครโพลิสแห่งนี้

เริ่มแรกติงอีก็ไม่ใช่นักรบ เขาเป็นนักเรียนหัวกะทิสาขาชีววิทยา แต่เพราะรัฐบาลเรียกเกณฑ์พลทหาร เขากับเพื่อนๆ จึงถูกเกณฑ์เข้ากองกำลัง และอาศัยทักษะทางชีววิทยากับฟิสิกส์ในการควบคุมกองกำลังสัตว์

พอรู้เรื่องเหล่านี้ ชิงหลันก็ตัดสินใจว่าเธอจะต้องหาโอกาสไปเมืองทางใต้-- ไปแอนโธรเปียแห่งนั้นให้ได้

หนึ่งคือ ที่นั่นปลอดภัยกว่าที่นี่ เป็นที่รวมตัวกันของคนปกติ และสอง หากเป็นไปได้ เธอก็อยากจะรู้ความลับของร่างกายตนเอง ในเมื่อเธอทะลุมิติมา เทคโนโลยีในการทะลุมิติย่อมมีโอกาสอยู่ในมือรัฐบาลมากที่สุด เธอต้องหาสาเหตุว่าทำไมตนถึงทะลุมาได้? เสื้อผ้าแปลกประหลาดชุดนี้ ใครเป็นคนใส่ให้เธอกันแน่? ทำไมถึงทิ้งเธอไว้ในเนโครโพลิสที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายแห่งนี้ ทำเอาเธอเกือบจะต้องกลายเป็นอาหารว่างของสัตว์ประหลาด

สำหรับเธอแล้ว อันดับแรก ต้องดำรงชีพให้ได้ก่อน อันดับสอง ต้องไขปริศนาบนร่างกายของตัวเอง ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องแฟน ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับติงอี สิ่งเหล่านี้ต้องรอไปก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการทำผิดต่อชีวิตที่ถือกำเนิดใหม่ของตนแล้ว

ประตูอัตโนมัติค่อยๆ เปิดออกรับแสงแดด เธอเห็นกองกำลังสุนัขแบ่งทีมวิ่งไปกลับอยู่บนลานกว้าง แล้วยังมีสุนัขร่างยักษ์อีกหลายตัวแบกปืนอยู่บนหลัง คงกำลังฝึกกันอยู่

ช่างเป็นโลกแห่งความรุนแรง ชิงหลันคิด เธอเองก็คงต้องขอปืนจากติงอีสักกระบอกเหมือนกัน หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนสายตาจะหยุดกึก

ที่แท้ ผู้ชายที่ชวนให้หญิงใจสั่น ใช้แค่เพียงแผ่นหลังก็พอแล้ว....

ชายคนนั้นยืนอยู่กลางแดด เปิดเปลือยท่อนบน แบกปืนกลหนักไว้บนไหล่ ผิวสีแทนที่เคลือบด้วยชั้นเหงื่อช่วยเผยให้เห็นวีไลน์อันสมบูรณ์แบบ กล้ามเนื้อหลังของชายคนนั้นเป็นมัดกระชับแน่น เมื่อมองตามไหล่กว้างไล่ลงไป ก็เจอกับเอวคอดแกร่งแบบผู้ชายบิดหมุนพลิ้วไหวไปตามการขยับของแผ่นหลัง กางเกงลายพรางสีเทาตัดกับสีของกล้ามเนื้อเรียบเนียนที่ห่อหุ้มตั้งแต่เอวลงไป ยิ่งขับเน้นให้เขาดูหล่อเหลาแข็งแกร่งไปทั้งตัว

“ติงอี” ชิงหลันเรียก อีกฝ่ายหันหน้ามายิ้มและโบกมือให้เธอทันที

ถ้าเขายังขยันยั่วครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนเมื่อวาน

ฉันจะทนได้ไหมนะ?

เธอเดินไปหาชายหนุ่มพลางถามตัวเองในใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอก็รู้ว่าจะต้องหักห้ามใจเอาไว้ให้ได้ แต่มันจะมีวิธีไหนที่จะต้านทานเขาได้บ้าง เรื่องแบบนี้เธอไม่ถนัดเสียด้วยสิ

วันนี้ หลังจากชิงหลันดูติงอีฝึกกองกำลังสุนัขเสร็จ ก็ยิ่งรู้สึกนับถืออีกฝ่าย สามารถฝึกสัตว์ให้มีวินัยและพลังจู่โจมได้ขนาดนี้ มิน่าเขาถึงใช้ชีวิตตัวคนเดียวในเนโครโพลิสได้ เมื่อก่อนเธอเคยสัมผัสเพียงปืนล่าสัตว์กับปืนปลอม และยังไม่เคยใช้จริงสักครั้ง เธอจึงขอให้เขาช่วยสอนยิงปืน

ติงอียินดี และแม้ว่าปืนของเขาจะทั้งหนักและใหญ่ แต่เธอก็สามารถยกมันขึ้นมาได้ ทำเอาติงอีตกตะลึง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ค่อยคล่องตัวนัก ท่าทางยังคงเก้ๆ กังๆ พิลึกอยู่ อาจเพราะปืนที่ใช้มีขนาดเท่ากับครึ่งตัวเธอเลยล่ะมั้ง

ดังนั้นติงอีจึงชักเอาปืนพกประจำตัวให้เธอแทน ถึงจะเป็นแค่ปืนพก แต่ก็มีกระสุนนับร้อยนัด อานุภาพสูงมาก ทำเอาชิงหลันต้องทอดถอนใจกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างที่สุดอีกครั้ง

คงเพราะผลจากการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอของชิงหลันในโลกก่อน ยังไม่ทันข้ามคืน ทักษะการยิงปืนพกของเธอก็ถึงจุดที่สามารถใช้ปลิดชีพได้แทบทุกนัด ทำให้ติงอีดวงตาเบิกกว้าง แต่สิ่งที่หญิงสาวไม่ได้บอกก็คือ เธอรู้สึกว่าสายตาของตนดีกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เป้าที่อยู่ห่างไปหลายร้อยเมตรเธอก็ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

คืนนี้ ไม่มีทั้งดาวและดวงจันทร์ พื้นที่โดยรอบจึงมืดสนิท ติงอีนั่งอยู่บนโซฟาหน้าห้องที่ทั้งเก่าและผุ ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะยืนจะเดินก็หล่อเหลาบีบจิตเหลือเกิน

ชิงหลันมองร่างสูงใหญ่ของติงอีที่ใช้พื้นที่ไปกว่าครึ่งของโซฟาสองที่นั่ง ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนปลายโซฟาอีกด้านอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นท่าทางระวังตัวของเธอ เขาก็หัวเราะ

เรื่องเมื่อวานทำให้เธอรู้สึกอึดอัด แต่ติงอีกลับไม่ใส่ใจ เขายังคงมองเธออย่างอ่อนโยน สนองทุกคำถามและความต้องการของเธอ

“ติงอี” ชิงหลันถาม “คุณไม่ไปอาศัยที่แอนโธรเปียของนายพลนั่น แต่ก็็ไม่เข้าร่วมกับเย่เหยียน ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไร?”

ติงอีมองเธอ “ไปอาศัยแอนโธรเปียเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะแค่พวกเราก้าวเท้าเข้าไป ก็จะถูกตำรวจจับตัวภายในห้านาที และจะถูกกำจัดในฐานะเชื้อโรค นายพลกู้ต้องรักษาแอนโธรเปียให้ปลอดภัยและปราศจากเชื้อโรค ผมไม่คุ้นเคยกับเย่เหยียน และผมก็ไม่ชอบฟังคำสั่งใคร คุณดูพี่ใหญ่หงลูกน้องเขาสิ เย่เหยียนก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากัน” ชายหนุ่มมองท้องฟ้าอันว่างเปล่า “แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากกลับไปแอนโธรเปีย กลับไปใช้ชีวิตที่เคยสงบสุข” เขาหันกลับมามองเธอ “แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง คงได้แต่รอโอกาสเท่านั้น”

งั้นเหรอ? ติงอี นี่คือสิ่งที่คุณต้องการอย่างนั้นหรือ? เธอใจอ่อนยวบ เขาช่างน่าสงสาร นักเรียนหัวกะทิสาขาชีววิทยา ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพแล้วก็ถูกรัฐบาลทอดทิ้ง ต้องเข้าร่วมเป็นกองกำลังกับฝูงสัตว์ อาศัยอยู่ในเนโครโพลิส แต่โชคดีที่มีติงอี เธอถึงยังมีชีวิตอยู่

ติงอียิ้มอย่างเบิกบาน “คุณผู้หญิง อย่ามองผมด้วยสายตาหวานซึ้งขนาดนั้น ผมจะทนไม่ไหวเอานะ”

ชิงหลันหน้าร้อนเห่อขึ้นมาทันที แสร้งเงยหน้ามองฟ้า

ติงอีได้แต่มองใบหน้าด้านข้างของเธอ

“ชิงหลัน ผมเรียกคุณแบบนี้ได้ไหม?” เสียงของเขาอ่อนโยน

เธอพยักหน้า “ได้สิ คุณเป็นผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตฉันไว้นี่”

ติงอีหุบยิ้มแล้วกล่าวเสียงขรึมว่า “ชิงหลัน ผมสงสัยว่า คุณอาจถูกดัดแปลงมา”

เธอหันหน้ากลับมามองเขาอย่างฉงน “อะไรนะ? ดัดแปลง?”

ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วชี้ไปยังนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง “นาฬิกาเรือนนี้ ตอนคุณเข้าใกล้ผมมันก็ตรวจจับคลื่นไมโครเวฟอ่อนๆ จากตัวคุณได้ ถึงจะอ่อนมากก็เถอะ แต่นั่นไม่ใช่คลื่นที่จะออกมาจากร่างกายมนุษย์”

“แล้วฉันถูกดัดแปลงตรงไหนเหรอ?” เธอรู้สึกหวาดกลัว

ดัดแปลง? เอาคำนี้มาใช้กับมนุษย์มันก็ชวนขนลุกนะ

ติงอีส่ายหน้า “บางทีอาจไม่ใช่การดัดแปลง แต่ว่าอาจมีตรงไหนสักจุดบนร่างกายของคุณที่มีเซนเซอร์ซ่อนอยู่” เห็นเธอมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาก็โน้มกายลงมา “ก่อนหน้านี้ผมตรวจดูหน้าอกที่บาดเจ็บของคุณแล้ว ไม่มีเซนเซอร์ คืนนี้ตอนคุณอาบน้ำ ก็ลองสำรวจส่วนอื่นๆ ดูไหม”

ชายหนุ่มพูดได้เป็นธรรมชาติมาก ชิงหลันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น นึกถึงอารมณ์ปรารถนาของเขา ใบหน้าก็พลันแดงวาบ เธอลุกขึ้นแต่ก็ถูกมือแกร่งของติงอีรั้งไว้

เธอตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ

ติงอีก้มลงมองเธอ กล่าวยิ้มๆ “ผมรู้ว่าคุณเป็นพวกหัวโบราณ แต่อย่างน้อย... ในคืนแบบนี้ ขอจุ๊บสักทีไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้!” เธอเบนหน้าหนี

แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกอีกฝ่ายดึงเข้าอ้อมกอดแล้วประทับจูบลงมา

ร่างของเธอสั่นระริก ใต้คางของเขามีไรหนวดเส้นเล็กทิ่มหน้าเธอเบาๆ ลมหายใจแห่งบุรุษห่อหุ้มอยู่รอบตัวเธอ พูดตามตรง เธอก็ไม่กล้าต่อต้านรุนแรงนัก เพราะเพิ่งพบว่าตัวเองก็มีความรู้สึกอันซับซ้อนต่อเขาเช่นกัน

ในตอนนี้ เธอพึ่งพิงเขา ขอบคุณเขา แต่ก็หวาดกลัวเขาอยู่นิดๆ ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนแบบนี้ ติงอีไม่ใช่ผู้ชายที่จะดูออกได้ง่าย

เมื่อเห็นหญิงสาวนิ่งอึ้งตัวแข็งทื่อ ติงอีจึงได้ทีปิดริมฝีปากเธอด้วยริมฝีปากหนา ก่อนจะค่อยๆ ละเลียดสอดแทรกลิ้นร้อนเข้าไปสำรวจในปากบาง ความวาบหวามเกิดขึ้นในทุกสัมผัสที่ได้ลิ้มลอง เขาไม่ได้สัมผัสผู้หญิงมานานมากแล้วจริงๆ

ผ่านไปครู่หนึ่งติงอีก็ถอนริมฝีปากออก ชิงหลันหน้าแดงวาบ นึกหงุดหงิดในใจ ได้ยินเขาเอ่ยถามข้างหูเธอว่า “ตอนนี้ ผมถือว่าเป็นแฟนคุณหรือยัง?”

ชิงหลันนิ่งอึ้ง เธอเงยหน้ามองเขา แต่กลับเห็นเพียงรอยยิ้มขบขันในดวงตาของอีกฝ่าย เธอไม่รู้ว่าควรจะโกรธดีหรือไม่ จึงตอบไปว่า “ไม่รู้...”

ติงอียังคงจ้องเธอตาไม่กะพริบ ดวงตาคู่นั้นวาววับราวกับเสือ ทำให้ชิงหลันใจเต้นแรง รีบหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง

ด้านหลัง มีเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังตามมา

ในห้อง

ชิงหลันยืนอยู่ใต้ฝักบัวน้ำอุ่น นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ รู้สึกใจว้าวุ่นไปหมด

แฟนหรือ? เขาจริงจังหรือเปล่า?

เธอรู้ว่าตัวเองมีเสน่ห์ ก็เคยมีคนบอกอยู่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าติงอีดูจะมีความใคร่ ความปรารถนามากกว่าความชอบในตัวตนที่แท้จริงของเธอ อย่างไรเสียเธอก็เพิ่งรู้จักเขาได้เพียงสองวัน

แต่ก็นั่นแหละ การติดตามชายหนุ่มผู้หล่อเหลาแข็งแกร่ง ถือปืนอาศัยอยู่ในเนโครโพลิสด้วยกัน ให้เขาปกป้องคุ้มครองตนในที่แห่งนี้ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว...

ทำใจให้นิ่ง สงบเข้าไว้

ชิงหลันพยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน เธอต้องมีชีวิตต่อไป การหาเบาะแสของการทะลุมิติเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ว่าแต่ติงอีพึ่งพาได้จริงๆ เหรอ?

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เธอก็ใจหายวาบ

ชิงหลันเอาฝักบัวราดรดน้ำอุ่นใส่ตัวเอง หวังชำระล้างความหดหู่และโชคร้ายที่สั่งสมนับแต่ทะลุมิติมา น้ำเหมือนมืออันอบอุ่นที่ช่วยขับไล่ความเหน็บหนาวว้าวุ่นในใจของเธอ

เอ๋? นี่มันอะไร?

หญิงสาวโยนฝักบัวไปอีกฝั่ง ก่อนจะก้มลงมองถุงน้ำสีแดงที่โผล่นูนขึ้นมาตรงใต้สะดือ จำได้ว่าร่างกายเธอไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน

ถึงจะบอกว่าเป็นถุงน้ำสีแดง แต่โลหะชิ้นนั้นกลับให้สัมผัสเหมือนเป็นปุ่มสีแดงที่ฝังเข้าไปในผิว แถมซ่อนอยู่ในที่มิดชิด ย่อมหมายถึงความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้

ถ้ากดลงไป จะเกิดอะไรขึ้นนะ?

ชิงหลันเช็ดตัวจนแห้ง สวมเสื้อผ้าแล้วยืนข้างเตียง สูดลมหายใจเข้าลึก เลื่อนขอบเอวกางเกงให้ต่ำลง

เธอใช้มือขวากดลงบนปุ่มสีแดงนั้น


นิ้วของชิงหลันเพิ่งจะสัมผัสปุ่มแดง ปรากฏประกายแสงสีแดงอ่อนแวบขึ้นมา

เธอสั่นไปทั้งตัว

“แกรกๆๆ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นรัวๆ อย่างแผ่วเบา หญิงสาวเบิกตากว้างมองสิ่งที่น่าเหลือเชื่อตรงหน้า ห่วงโลหะที่ข้อมือและข้อเท้าปริแตกออก มีโลหะชิ้นใหม่ที่มีรูปร่างหนาใหญ่กว่าหลายเท่าออกมาแทนที่ หญิงสาวรู้สึกตาลายสับสน ยังไม่ทันได้มองให้ชัด เธอก็รู้สึกเหมือนศีรษะถูกบีบแน่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ได้ยินเสียง “แต๊กๆๆ” สามทีหัวก็หนักอึ้ง

การเปลี่ยนแปลงพลันหยุดลง

หญิงสาวตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ก้มหน้ามองกระบอกปืนที่ประทับอยู่บนบ่าซ้ายอย่างงุนงง ไกปืนยื่นลงมาด้านล่างถึงมือเธอพอดี บนกระบอกปืนมีหน้าจอแอลซีดีขนาดห้าเซนติเมตรกำลังฉายภาพปืนพก ระเบิดมือ และภาพที่เหลือนั้นเธอไม่รู้จัก

น่าจะเป็นจอสำหรับเลือกฟังก์ชัน

ส่วนมือขวาก็ถูกห่อหุ้มด้วยกรงเล็บขอเกี่ยวโลหะขนาดใหญ่ มันใหญ่กว่ากรงเล็บของเจ้าสัตว์ประหลาดของพี่ใหญ่หงเสียอีก ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร ทั้งเย็นเฉียบ แข็งแกร่ง และคมกริบอย่างยิ่ง แถมบนขอเกี่ยวยังมีแสงสีฟ้าเรืองๆ

ขาทั้งสองข้างถูกหุ้มด้วยหนังชนิดหนึ่งที่เหนียวหนึบ ซึ่งโผล่ออกมาจากกำไลโลหะที่ข้อเท้า บนขาซ้ายมีปืนพกหน้าตาแตกต่างกันถึงห้ากระบอก บนขาขวามีอาวุธที่แตกต่างกันอีกห้าชนิด มีเชือกพร้อมขอเกี่ยว มีดสั้นคมกริบ มีกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่มีรูปกากบาทสีแดง และยังมีเครื่องมือที่เธอไม่รู้จักอีกหลายอย่าง

ส่วนที่เท้าก็มีรองเท้าโลหะบางอ่อนเหนียวนุ่มสบายห่อหุ้มไว้ และเมื่อขยับปลายเท้า ก็พบว่าในรองเท้าเหมือนมีเสียงคล้ายเครื่องยนต์ร้องครางต่ำๆ....

หญิงสาวอึ้งไปพักใหญ่ ขยับตัวไปมา เพื่อให้แน่ใจว่าที่ตัวเองเห็นอยู่นี้คือของจริง ก่อนจะร้องในใจว่า

เจ๋ง จัง...

บนหัวเป็นอะไร เธอยังมองไม่เห็นจึงลองเอามือแตะดูทีหนึ่ง ก่อนจะกลั้นหายใจเดินเข้าหากำแพงทีละก้าว กำแพงโลหะสีเงินสะท้อนให้เธอเห็นเงาของตัวเอง

มีปืนกระบอกใหญ่เพิ่มขึ้นมาตั้งเฉียงอยู่บนไหล่ซ้าย ไม่ได้รู้สึกหนักอย่างที่คิด หมวกเกราะโลหะที่แทบจะโปร่งใส ปิดตั้งแต่จมูกขึ้นไป พอเธอยื่นมือไปสัมผัสหมวกเกราะ ก็มีหน้าจอแอลซีดีปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที

เป็นตัวอักษรภาษาจีนสีแดง

[ล็อกเป้าหมาย?]

วงกลมสีแดงครอบทับสุนัขร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านนอกห่างออกไปหลายเมตร เธอส่ายหน้าแล้วหันไปมองอีกด้าน พลันปรากฏภาพโครงร่างของคนในหน้าจอ

[ล็อกเป้าหมาย?]

คราวนี้เธอไม่ขยับ จากนั้นบนหน้าจอก็ปรากฏข้อมูลขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

[ระยะห่างยี่สิบเมตร

ส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร

น้ำหนักแปดสิบกิโลกรัม

ยิงหรือไม่?]

เธอตกใจอย่างหนัก อย่าได้ยิงติงอีที่อยู่ห้องข้างๆ เด็ดขาด เธอรีบหันหน้าไปยังกำแพงอีกด้าน อักษรสีแดงเหล่านั้นถึงได้หายไป

น่า... น่าสนุกจัง... ใครกันที่คิดค้นสิ่งเหล่านี้ให้ฉันนะ?

หญิงสาวมองเงาสะท้อนบนกำแพง มีกลิ่นอายของนักรบ ที่เท่และทะมัดทะแมง เธอเป็นนักรบหญิงอย่างนั้นหรือ?

พอคิดถึงจุดนี้ ชิงหลันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ติงอีพูดถูก เธอถูกดัดแปลงมา มีปุ่มเปิดปิดอยู่บนร่างกาย สามารถเปิดระบบอาวุธในร่างได้

ยังดีที่ไม่ได้ถูกดัดแปลงเป็นไฮบริด ไซบอร์ก หรือหุ่นยนต์อะไรพวกนั้น*

เธอปลอบใจตัวเอง ก็แค่มีปุ่มเปิดปิดเพิ่มขึ้นมา

ไปบอกติงอีดีกว่า

คิดถึงตรงนี้ก็สาวเท้าไปทางประตู แต่เดินได้เพียงสองก้าวก็หยุด ก่อนจะกลับมาที่เตียง

เอาเป็นว่า อย่าเพิ่งดีกว่า

มีอุปกรณ์ชั้นสูงแบบนี้มาอยู่กับตัว เธอก็ยิ่งอยากรู้เรื่องของตัวเองมากขึ้น หากโพล่งบอกติงอีไป จะมีปัญหาอะไรไหม เขาจะสงสัยว่าเธอเป็นคนของแอนโธรเปียหรือเปล่า? หรือบางที เป้าหมายของเขาคือกลับแอนโธรเปีย เขาอาจจะขอให้เธอทำในสิ่งที่ตนไม่อยากจะทำหรือเปล่า อย่างเช่น ฆ่าคน หรือบุกเข้าแอนโธรเปีย?

เธอไม่รู้เลย แต่สิ่งเดียวที่รู้และแน่ใจก็คือ เธอไม่อยากเข้าไปพัวพันกับการฆ่าฟันในเนโครโพลิส

ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็มีคำถามในใจมาตลอด

วันนั้น ติงอีบอกว่าเขาผ่านไปเจอโดยบังเอิญ ก็เลยช่วยเธอไว้ แต่ว่าทำไมถึงบังเอิญผ่านไปได้? แถมยังยอมผิดใจกับพี่ใหญ่หง แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยมีเรื่องกับคนพวกนั้นไม่ใช่เหรอ?

เพราะยังรู้ข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่น้อยเกินไป ชิงหลันจึงพยายามใจเย็นลงก่อน ถึงติงอีจะเป็นผู้ช่วยชีวิต แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวน่าจะดีกว่า นี่ต่างหากที่เป็นนิสัยของเธอ ตลอดชีวิตการทำงาน เธอก็ใช้ความสงบหนักแน่นรักษาจุดยืนของตนได้อย่างมั่นคง

พอคิดถึงจุดนี้ เธอก็กดปุ่มสีแดงใต้สะดืออีกครั้ง

อุปกรณ์ทั้งหมดหายไปอย่างรวดเร็ว ชิงหลันมองกำไลโลหะสีดำที่ข้อมือข้อเท้า พบว่ามันไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย เธอพ่นลมหายใจยาว ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกลับมานอนลงบนเตียง อดทนรอให้ฟ้าสาง

มีอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ป้องกันตัว ชิงหลันก็รู้สึกว่าตนเองปลอดภัยมากขึ้น แต่อีกคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ทำให้ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ ถ้ามีใครสักคนสามารถสั่งการระบบที่ติดมากับตัวเธอผ่านอุปกรณ์อย่างรีโมตได้จะทำอย่างไร?

ความคิดนี้ทำเอาเธอตัวสั่น ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาว

ไม่หรอก... ไม่หรอก... ชิงหลันฝืนบังคับตัวเองไม่ให้คิดไปไกล อย่าเพิ่งไปกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิด นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่เธอยึดถือปฏิบัติในการทำงาน

เธอกอดปืนพกที่ติงอีให้มา รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย สมองพลันคิดถึงใบหน้าหล่อเหลากับรอยยิ้มอบอุ่นของชายหนุ่ม อีกทั้งรสจูบที่เร่าร้อนบ้าอำนาจของเขา

จูบที่ทั้งเรียกร้องและหยอกเย้า





____________________

* ไฮบริด หมายถึงมนุษย์ครึ่งสัตว์, ไซบอร์ก หมายถึงมนุษย์กึ่งจักรกล

“คุณถามว่าทำไมผมถึงผ่านไปแถวถิ่นของพี่ใหญ่หงเหรอ?”

ติงอีที่กำลังวุ่นอยู่กับอุปกรณ์ต่างๆ บนโต๊ะทดลอง หันมามองชิงหลัน เธอพยักหน้า

“คุณผู้หญิง ผมไม่มีวันอยู่ดีๆ ก็ไปโผล่ที่นั่นหรอก” ติงอียกมือโบกไปมา “ผมเองก็ไม่อยากบาดหมางกับหญิงอัปลักษณ์คนนั้น คุณลืมเรื่องคลื่นไมโครเวฟที่ผมบอกคุณไปหรือยัง?” เขาชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง “หลายวันก่อน ผมพบว่ามีคลื่นไมโครเวฟเข้มผิดปกติที่ริมแม่น้ำดำ ซึ่งแถวนั้นเป็นเขตอิทธิพลของพี่ใหญ่หง ทีแรกผมคิดว่าพวกเขาอาจจะลักลอบทำอะไรกัน ก็เลยแอบเข้าไปหาข้อมูล คิดไม่ถึงว่าจะเจอคนสวยอย่างคุณ”

“อ้อ....” ชิงหลันเคยได้ยินลูกน้องพี่ใหญ่หงคุยกันว่าพบเธอที่ริมแม่น้ำดำ จึงถามต่อ “แม่น้ำดำอยู่ที่ไหนเหรอ?”

หากไปที่นั่นอาจจะพอหาเบาะแสได้บ้าง

ติงอีมองท่าทางของเธอแล้วส่ายหน้า “แม่น้ำดำอยู่ในเขตอิทธิพลของเย่เหยียน วันนั้นผมตามหาแหล่งที่มาของคลื่นไมโครเวฟบริเวณนั้นอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ”

เธอผิดหวังเล็กน้อย เบาะแสเส้นนี้ขาดไปเสียแล้ว

“จะว่าไป คุณเจอเซนเซอร์บนตัวบ้างหรือยัง?” ติงอีถามขณะมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ติงอีมองเธอแล้วถามต่อ “ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามเรื่องนี้ คุณมีอะไรจะบอกผมหรือเปล่า?”

“อืม ยังไม่มี” ชิงหลันกล่าวยิ้มๆ “คุณทำธุระของคุณไปเถอะ ฉันก็จะไปหาสถานที่ฝึกซ้อมยิงปืนเหมือนกัน” พูดจบก็หมุนกายเดินจากไป

ชายหนุ่มมองตามจนแผ่นหลังของเธอหายไปท่ามกลางซากปรักหักพัง ครู่ใหญ่จึงเบนสายตาออก

“ไม่มีอะไรจะบอกผมจริงๆ เหรอ?” เขาเหมือนคุยกับตัวเอง แล้วค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น


“ปัง--”

“โห--” ชิงหลันปีนขึ้นมาจากกองโลหะ มีฝุ่นดินเต็มผมและหน้า ตอนนี้เธอเปิดใช้อุปกรณ์เต็มรูปแบบ มีท่าทางดุจนักรบ เพียงแต่นักรบคนนี้สกปรกไปทั้งตัว อาคารร้างหลังนี้ถูกเธอยิงจนพรุน เครื่องเรือนก็ถูกเธอชนจนล้มระเนระนาด

ในที่สุดจึงค่อยเข้าใจ ที่แท้รองเท้าก็เป็นเครื่องเร่งความเร็ว

ทำให้วิ่งเร็วจนแทบจะบินได้

เพียงแต่เธอยังไม่ค่อยชำนาญในการควบคุมทิศทาง

หญิงสาวยกแขนซ้ายขึ้นอย่างร่าเริง ที่แท้ตัวเลขหนึ่งหมื่นที่แสดงบนหน้าจอแอลซีดีก็คือจำนวนมากที่สุดของกระสุนปืน พื้นที่แค่นี้แต่กลับบรรจุกระสุนได้ถึงหมื่นนัด คงไม่ใช่วัสดุในปี 2010 แน่

จู่ๆ ก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังมาเข้าหู เธอหันไปมอง

ต้องมีปัญหาแน่!

ชิงหลันรีบกดสวิตช์เก็บอาวุธทุกอย่าง

“โฮ่งๆ” เสียงสุนัขเห่าดังก้องไปทั่ว สุนัขร่างใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเธอ เมื่อมาถึงตรงหน้าก็หมุนตัว มองเธอ ส่งสัญญาณให้ตามมันไป หญิงสาวพยักหน้า

เธอวิ่งตามสุนัขตัวนั้นมาหลายซอย แต่กลับเห็นสุนัขนักรบตัวอื่นๆ พุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม ชิงหลันจึงเริ่มเอะใจ “เจ้าหมา แล้วติงอีล่ะ?”

สุนัขตัวนั้นชะลอความเร็วลงก่อนจะส่งเสียงร้องไปทางด้านหลังของเธอ

“คงไม่ใช่ว่า...มีคนมาโจมตี ติงอีเลยให้แกมาพาฉันหนี ส่วนเขาก็พากองกำลังไปรับศึกหรอกนะ” เธอเสียงสั่นเล็กน้อย “ติงอี?”

สุนัขตัวนั้นเห่าอีกที พร้อมกับพยักหน้า

เจ้าบ้าติงอีนี่...

“เชอะ! ฉันไม่หนีไปคนเดียวแบบนี้หรอก” เธอสบถออกมาคำหนึ่ง แล้วหันหลังวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม


ขณะชิงหลันหลบอยู่หลังกำแพงเตี้ยริมลานกว้าง

เธอก็เห็นพี่ใหญ่หงพาชายฉกรรจ์หลายสิบคนมาประจันหน้ากับติงอีที่มีสุนัขร่างยักษ์ตามหลังมากกว่าร้อยตัว และบนลานกว้างก็มีลูกน้องพี่ใหญ่หงสี่ห้าคนกับสุนัขอีกกว่าสิบตัวนอนเจ็บอยู่

วันนี้พี่ใหญ่หงสวมเสื้อสีขาวเงิน ยิ่งขับเน้นให้ร่างนั้นดูบวมฉึ่ง เธอจ้องมองติงอี พูดเสียงเย็นชาว่า “ติงอี คิดไม่ถึงสินะว่าฉันจะตามมาถึงที่นี่?”

ติงอียิ้ม “ผู้หญิงที่สง่างามอย่างพี่ใหญ่หงมาหาผมถึงถิ่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

ชิงหลันเห็นสีหน้าของพี่ใหญ่หงดูอ่อนโยนลงหลังจากได้ฟังคำของติงอีก็อึ้งไป อดคิดไม่ได้ว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าหนุ่มหล่อและได้ยินคำป้อยอสักเล็กน้อย ผู้หญิงเราก็เคลิ้มทุกคนนั่นแหละ

“หึ!” พี่ใหญ่หงจ้องมองติงอี “แกรู้วิธีจัดการกับสนามแม่เหล็ก แล้วคิดว่าคนของฉันจะทำไม่ได้เหรอ? พวกหมาจรจัดที่แกวางกำลังไว้ข้างนอกนั่น ไม่ได้ส่งข่าวให้แกล่ะสิ ฮ่าๆ”

“พี่ใหญ่หง คุณจะเอายังไง?” ติงอีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ส่งผู้หญิงคนนั้นมา” พี่ใหญ่หงพูดไปหัวเราะไป “แล้วแกก็ไปกับฉัน”

สัตว์ประหลาดที่อยู่ข้างตัวพี่ใหญ่หงก้าวออกมา หน้าตาของมันยังน่ากลัวเหมือนเดิม ดวงตาทั้งสองจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างดุร้าย เหล่าสุนัขด้านหลังของติงอีพากันถอยไปก้าวเล็กๆ

พอชิงหลันเห็นสัตว์ประหลาด ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที แผ่นหลังมีเหงื่อเย็นผุดออกมา เธอไม่กล้ามองมัน จึงก้มหน้าลง

ตอนนั้นเอง สุนัขที่หมอบอยู่หลังกำแพงเตี้ยกับชิงหลัน คงนึกว่าเธอบาดเจ็บ จึงได้ลุกลี้ลุกลน หันกลับไปมองทางลานกว้าง

“โฮ่งๆ--” มันพยายามร้องเรียกติงอี

หญิงสาวจึงต้องรีบเอามือปิดปากมันเอาไว้

คนอื่นๆ พากันมองมาทางนี้ แต่ก็เห็นเพียงหัวของเจ้าสุนัขผู้ภักดี จึงไม่ได้ใส่ใจ ทว่าเจ้าสัตว์ประหลาดกลับไม่เบนสายตาออกจากจุดนี้ อาจเพราะมันได้กลิ่นของชิงหลัน

“โฮก--” เจ้าสัตว์ประหลาดส่งเสียงคำราม ไม่รอให้พี่ใหญ่หงสั่ง ก็กระโจนพุ่งไปยังด้านหลังกำแพงเตี้ยทันที


ติงอีขมวดคิ้ว

เขาขยับมือเร็วมาก ปืนบนไหล่เล็งตรงไปยังสัตว์ประหลาดในเสี้ยววินาที แต่ลูกน้องของพี่ใหญ่หงก็ใช่ว่าจะช้า ปืนสิบกว่ากระบอกเล็งไปยังติงอี เขาจึงไม่อาจทำอะไรได้

สัตว์ประหลาดพุ่งไปยังด้านหลังกำแพงเตี้ย

“กรี๊ด--” เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้น ฝ่ามือเทอะทะของสัตว์ประหลาดคว้าเข้าที่ร่างเพรียวบาง สุนัขร่างยักษ์ซึ่งหมอบอยู่ข้างๆ พุ่งเข้าใส่มันแต่กลับถูกเตะกระเด็นออกมา ลิ้นยาวน่าขยะแขยงของสัตว์ประหลาดไล้เลียชิงหลันตั้งแต่ลำตัวไปจนถึงใบหน้าราวกับอดใจไม่ไหว ทำเอาเธอชาหนึบขนลุกขนพองไปทั้งตัว

เพียงเสี้ยววินาที เจ้าสัตว์ประหลาดก็หิ้วหญิงสาวกลับไปอยู่ด้านหลังของพี่ใหญ่หง

ชิงหลันตกใจสุดขีด สัตว์ประหลาดเป็นเหมือนกับฝันร้ายในใจเธอตลอดหลายวันมานี้

ปืนของติงอีเคลื่อนไหวตามติดร่างของสัตว์ประหลาด เขาเล็งตรงหัวของมัน คิ้วคมขมวดแน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟโทสะจ้องสัตว์ประหลาดและชิงหลันในอ้อมกอดมันตาเขม็ง “ปล่อยเธอ ไม่อย่างนั้นเราได้ตายไปพร้อมกันแน่”

ชิงหลันเห็นท่าทางเครียดจัดของเขาก็ยิ่งรู้สึกกระสับกระส่าย ลมหายใจเหม็นสาบของสัตว์ประหลาดที่ลอยเข้าจมูกเป็นระยะ ทำเอาเธออกสั่นขวัญแขวน

“ฉันจะปล่อยนังนี่ไปก็ได้นะ” พี่ใหญ่หงมองติงอียิ้มๆ “แกเอาตัวเองมาแลกสิ? แกไปกับฉัน ต่อไปแกก็... เป็นทาสฉัน”

มือของเธอที่พยายามจะขยับไปตรงสะดือถูกคำพูดของพี่ใหญ่หงทำให้ตกใจจนนิ่งค้าง

ติงอีคงจะไม่หรอกนะ...

สายตาลึกล้ำของติงอีจับจ้องอยู่ที่ชิงหลัน

เขาดึงนิ้วออกจากไกปืน ชูมือขึ้น ยอมวางมือให้จับแต่โดยดี พี่ใหญ่หงเห็นแล้วก็โล่งอก ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆ ตีวงแคบเข้าหาติงอี...

ชิงหลันนิ่งอึ้ง

เขายอมเอาตัวเองเข้าแลกกับความปลอดภัยของเธอ

ทำไมเขาถึงดีกับเธอขนาดนี้?

“แกรกๆๆ--” เสียงที่ดังขึ้นทำเอาทุกคนที่ได้ยินใจสั่นวาบ

สัตว์ประหลาดเบิกตาโตอย่างฉงน สองแขนของมันที่เดิมโอบเธอไว้ ถูกคนในอ้อมแขนกรีดเข้าเนื้อจนเลือดพุ่ง เธอพลิกตัวอย่างรวดเร็ว กรงเล็บโลหะในมือยังสำแดงฤทธิ์กรีดใส่อกเจ้าสัตว์ใหญ่อย่างต่อเนื่อง

“เอ๋ง--” สัตว์ประหลาดร้องเสียงหลง หน้าอกที่แข็งราวกับเหล็กกล้า เวลานี้กลับเต็มไปด้วยบาดแผลลึกเข้าไปในเนื้อ มันถึงกับเซไปชนพี่ใหญ่หง จนพากันล้มลงไปกองกับพื้น

ลูกน้องพี่ใหญ่หงเห็นดังนั้นก็หันปากกระบอกปืนไปทางชิงหลันกันจ้าละหวั่น เธอชะงักก่อนจะตัดสินใจวาดกรงเล็บเป็นเส้นโค้งใหญ่กลางอากาศ เท้าส่งแรงพุ่งไปทางติงอี

“ตึง--”

“อ๊าก” “อ๊าก” “อ๊าก”

เสียงดังกึกก้องและเสียงร้องอย่างเจ็บปวดหลายเสียงดังขึ้น ทุกคนปากอ้าตาค้าง ติงอีหมุนตัวหันหลังกลับแล้ววิ่งไปคว้าร่างชิงหลันขึ้นจากพื้นดินที่ยุบลงเป็นหลุม ฝุ่นดินคลุ้งกระจาย ใบหน้าเลิ่กลั่กของหญิงสาวเผยรอยยิ้มขอโทษ “ขอโทษนะ ฉันยังควบคุมแรงกับทิศทางไม่ค่อยได้...”

แต่ติงอีกลับไม่ได้สนใจ พอพยุงเธอขึ้นได้ ฝีเท้าหนักแน่นก็รีบวิ่งกลับไป ชูสัญญาณมือขึ้น ตอนนี้เหล่าสุนัขนักสู้ล้อมพวกพี่ใหญ่หงไว้หมดแล้ว กระบอกปืนนับไม่ถ้วนเล็งไปยังกลุ่มคนกลางวงล้อม

ส่วนกลุ่มคนตรงกลางวงล้อมก็ช่างมอมแมมนัก

พี่ใหญ่หงถูกสัตว์ประหลาดทับอยู่ ทุลักทุเลกว่าจะลุกขึ้นได้ ขณะที่เจ้าสัตว์ประหลาดยังนอนกลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวด มีควันสีขาวลอยออกมาจากบาดแผลที่อก ชายสี่ห้าคนที่ถูกกรงเล็บแหวกอากาศของชิงหลันจัดการ ก็อยู่ในอาการเดียวกัน...

คนอื่นๆ พากันตะลึง มีเสียงดังลอดมาว่า “พี่สาม... พี่สามก็ตายแบบนี้แหละ ผู้หญิงคนนี้วางยาพิษ”

ติงอีขมวดคิ้ว ด้านหลังราวกับมีพายุเคลื่อนที่ไปมา ชิงหลันพุ่งมาตรงหน้าเขา แล้วพุ่งไปยังอีกจุดที่ห่างออกไป ปลายกระบอกปืนหลายสิบกระบอกเคลื่อนไปตามทิศทางที่เธอเคลื่อนไหว

“รีบให้พวกเขากินเจ้านี่สิ” หญิงสาวล้วงเอายาหลายเม็ดออกจากกล่องที่มีรูปกากบาทสีแดงซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งขาขวา “เร็ว ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ทันนะ” อันที่จริงเธอเองก็ไม่มั่นใจ แต่ว่าลองเสี่ยงดูแล้วกัน

ชายที่บาดเจ็บยังลังเล พี่ใหญ่หงจึงตัดสินใจเฉียบขาด “เร็ว” ก่อนจะมองชิงหลันด้วยสายตาที่ทำให้เธอต้องกลืนน้ำลาย แต่ชิงหลันรู้ดีว่าตอนนี้อาวุธของตนยับยั้งพวกเขาไว้ได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ให้ยาถอนพิษ ลูกน้องพี่ใหญ่หงจะต้องตายเพิ่มขึ้นอีก และการรบราก็คงจะไม่จบง่ายๆ

เพียงไม่ถึงครึ่งนาทีหลังจากได้ยา สัตว์ประหลาดกับเหล่าชายหนุ่มที่บาดเจ็บก็หยุดร้องครวญคราง ทั้งหมดต่างลุกขึ้นมาได้

เจ้าสัตว์ประหลาดแม้จะยังมีแผลที่อก แต่ก็ไม่รู้สึกร้อนรุ่มเจ็บปวดแล้ว มีเพียงเนื้อเละชุ่มเลือดที่แสนน่าเกลียดเท่านั้น

“พวกเรากลับ” พี่ใหญ่หงสั่ง ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าชิงหลันเป็นใคร เมื่อเจอเข้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ไม่กล้าอยู่นานนัก เหล่าสุนัขยักษ์ยังไม่ได้รับคำสั่ง จึงยังคงล้อมกรอบอยู่ พี่ใหญ่หงหมุนตัวกลับมาถามเสียงเกรี้ยวว่า “ติงอี แกจะเป็นศัตรูกับพวกเราจริงเหรอ? ชีวิตของฉัน หงซวิน เป็นของลูกพี่เย่ คุณจะประกาศศึกกับลูกพี่เย่งั้นเหรอ?”

ติงอีโบกมือ เหล่าสุนัขร่างใหญ่จึงเปิดทางออก

พวกพี่ใหญ่หงรีบขึ้นรถแล้วพุ่งออกไปทันที ลานกว้างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ติงอีไม่มองชิงหลันแม้แต่น้อย สีหน้าของชายหนุ่มดูโกรธจัด เขาหมุนตัวเดินออกไป ชิงหลันรีบเก็บอาวุธ แล้วเร่งฝีเท้าตามไปคว้าแขนไว้ “คุณโกรธเหรอ?”

ติงอีดึงแขนกลับทันที “ปล่อย”

สีหน้าของเขาบึ้งตึง รู้สึกแย่มาก ชิงหลันคว้าเสื้อของเขาไว้อย่างดื้อรั้น

ติงอีหันมามองชิงหลันด้วยสายตาแข็งกร้าว น้ำเสียงเย็นเฉียบ “สนุกมากหรือไง? หลอกผมแบบนี้สนุกมากนักเหรอ? คุณรู้ไหม เพื่อช่วยคุณแล้ว เพื่อนผมตายไปเท่าไหร่? พวกมันก็เป็นทหารรับจ้างเหมือนกันนะ”

“ไม่” ชิงหลันละล่ำละลัก “ฉะ..ฉันไม่ได้ตั้งใจโกหกคุณ”

ติงอียื่นมือไปดึงปืนพกที่เอวของชิงหลันซึ่งเคยให้เธอไว้ป้องกันตัวกลับคืนมาอย่างว่องไว “ผมนี่โง่จริงๆ...คุณไม่จำเป็นต้องใช้เจ้านี่แล้ว” เขาสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของเธอ แล้วเดินเข้าห้องอย่างรวดเร็ว ปิดประตูดัง “ปัง”

ชิงหลันยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ในใจทั้งสับสนทั้งกริ่งเกรง

สมองปรากฏภาพตอนพี่ใหญ่หงใช้เธอเป็นข้อต่อรองให้เขาวางอาวุธ เขายอมวางปืนและชูมือยอมให้จับแต่โดยดี

ติงอี......


กลางคืน ดวงจันทร์ฉายแสงอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางท้องฟ้าที่ไร้ดาว

สุนัขส่วนใหญ่นอนอยู่ในที่ของมัน มีเพียงสิบกว่าตัวที่กระจายเฝ้าตามจุดต่างๆ เพื่อป้องกันการโจมตีจากพี่ใหญ่หงและจากซอมบี้ที่ข้ามกำแพงฝั่งเหนือมา

ชั้นล่างของตึกสิบชั้น ชายคนหนึ่งเปลือยท่อนบน ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นเสมอเข่าสีเขียวอ่อนของทหาร ยืนอยู่ใต้ฝักบัว ชำระล้างฝุ่นดินออกจากผมและร่างกาย หยดน้ำไหลกลิ้งไปตามเส้นวีไลน์และแผ่นหลังแกร่ง ยิ่งขับเน้นร่างกายให้ดูสวยและสง่างามราวกับนักล่าในป่าใหญ่

บริเวณโดยรอบนอกจากเสียงน้ำก็ล้วนแล้วแต่เงียบสนิท จนกระทั่งมีลมหายใจของอีกใครอีกคนโผล่เข้ามา ชายหนุ่มขืนตัวไว้ ไม่หันหน้ากลับมา

“ติงอี...ฉันผิดไปแล้ว...” เสียงอ่อนๆ ดังขึ้น มันฟังดูนุ่มนวลและอ่อนหวานเป็นพิเศษสำหรับกลางดึกแบบนี้ “ฉันพบปุ่มๆ หนึ่งบนร่างกายตั้งแต่เมื่อคืน พอกดลงไปก็จะมีอาวุธและอื่นๆ ออกมา... มันก็คือ...เซนเซอร์ที่คุณบอกสินะ... แต่ฉันไม่ได้บอกคุณ”

ติงอีค่อยๆ เช็ดตัว ก่อนจะหยิบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดผม แล้วหมุนตัวจะกลับเข้าห้อง

“อย่าเพิ่งไป” ชิงหลันก้าวเข้าไปขวางหน้าชายหนุ่ม กลั้นใจเผชิญกับใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำและดวงตาลุ่มลึกดุจดวงดาวของเขา หญิงสาวเบนสายตาออกเมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่อาจต้านทานบางอย่างในนัยน์ตาคู่นั้นได้ แล้วพูดต่อไปว่า

“ที่ฉันไม่บอกไม่ใช่เพราะต้องการปิดบัง แต่ฉันไม่แน่ใจว่า ถ้าคุณรู้ว่าฉันแปลกขนาดนี้จะมีปฏิกิริยายังไง? คุณจะรู้สึกว่าฉันเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า? คุณจะสงสัยว่าฉันมีแผนร้ายไหม? แต่จะว่าไป ฉันเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้... ดังนั้นถ้าคุณสงสัย ฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไงจริงๆ...”

“ผมไม่สงสัยหรอก” ติงอีพูดเสียงทุ้มต่ำ

“เอ่อ...” เธอไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

ติงอีจ้องหญิงสาวตาเขม็ง “คุณแคร์ความคิดของผมมากเลยเหรอ?” เขาก้าวเข้ามาทำเอาเธอตกใจจนถอยหลัง จึงถูกเขาต้อนจนหลังแนบชิดกำแพง

“จำไว้เลยนะ ผม ติงอี จะเชื่อถือคุณ ปกป้องคุณอย่างไร้เงื่อนไข” ติงอีค่อยๆ กดหน้าลง ลมหายใจอุ่นร้อนราดรดใบหน้าของเธอ “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเจอคุณในถิ่นของพี่ใหญ่หง ผมก็ตัดสินใจจะปกป้องคุณแล้ว”

ชิงหลันตกอยู่ในอ้อมกอดของติงอี ถูกมือข้างหนึ่งของเขากอด ขณะที่มืออีกข้างเชยคางเธอขึ้นมารับริมฝีปากที่เปื้อนรอยยิ้มบางๆ ของเขา จูบอ่อนโยนในวินาทีแรกกลายเป็นบดขยี้อย่างรุนแรงราวกับต้องการทำโทษเธอ

มันเป็นจูบที่ต่างจากคราวที่แล้ว แต่ก็ทำให้ชิงหลันมิอาจปฏิเสธ ความรุ่มร้อนของเขาแนบชิดเธอ แล้วยังออกแรงกอดรัดเธอแน่น

ทำไมกัน...เธอถูกอีกฝ่ายกอดแน่นจนหายใจไม่ออก หญิงสาวคิดอย่างน้อยใจ ติงอี ทำไมคุณต้องปกป้องฉัน ทำไมต้องเชื่อฉันอย่างไร้เงื่อนไขด้วย? ทำไมคุณถึงยอมเสียสละตัวเอง ยอมไปกับพี่ใหญ่หงเพื่อฉัน?

ทำไมถึงไม่บอกรัก แต่กลับดีกับฉันอย่างไร้เงื่อนไขแบบนี้? คุณรู้หรือเปล่า คุณทำแบบนี้ก็เหมือนให้ฉันยืนอยู่ริมขอบเหวที่มองไม่เห็นความลึกเบื้องหน้า แต่ก็ถูกทิวทัศน์งดงามริมขอบเหวดึงดูด ไม่อาจเดินต่อไปได้

ที่คุณทำ เป็นเพียงเพราะความใคร่ หรือมันเกิดจากการที่คุณไม่ได้เจอผู้หญิงมานานเกินไปกันแน่? คุณรู้หรือเปล่า ยิ่งทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ฉันอยากคุมสติ ยิ่งทำให้ฉันไม่กล้าปล่อยใจไปกับคุณ

เธอกอดตอบติงอีแน่น ทั้งที่ทั้งคู่ใกล้ชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย แต่เธอกลับรู้สึกว่า ระหว่างตนกับเขากลับห่างไกลกันมากขึ้นทุกที