ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เสพติดคุณ (Stockholm Syndrome)

ผู้แต่ง Ding Mo
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ร้านค้าออนไลน์ Fictionlog ReadAwrite

ใครเบื่อนิยายย้อนยุคเดิม ๆ ต้องเจอเรื่องนี้! นางเอกหลับข้ามเวลา 200 ปี ตื่นมาในโลกปี 2235 ที่มนุษย์ ซอมบี้ และหุ่นยนต์เปิดศึกกัน แถมผู้หญิงแทบสูญพันธุ์! งานนี้ไม่ได้มีพระรอง…แต่มีพระเอกถึง 2 คน!

บทนำ

ใครเบื่อแนวย้อนยุคเดิมๆ ต้องโดนเรื่องนี้ด่วน!
แวบแรกฟีลเหมือนอ่านกัปตันอเมริกา (เวอร์ชันผู้หญิง) เพราะนางเอกหลับยาวข้ามเวลามา 200 ปี แถมถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนกลายเป็นยอดมนุษย์

แต่เดี๋ยวก่อน...

โลกอนาคตที่เธอตื่นมาดันไม่ใช่ยุคไฮเทคสวยหรู แต่คือโลกปี 2235 ที่เละตุ้มเป๊ะและแบ่งเป็น 3 เผ่าพันธุ์ซัดกันนัว ทั้งมนุษย์กลุ่มสุดท้าย ซอมบี้ และหุ่นยนต์!
ความโกลาหลคือ นางเอกลืมตามาแบบจำอะไรแทบไม่ได้ แถมในยุคนั้นผู้หญิงหายากจนแทบจะสูญพันธุ์ การตื่นขึ้นมาของเธอจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ทุกคนต้องการตัว งานนี้เลยต้องงัดทุกสกิลวิ่งสู้ฟัดเอาตัวรอดสุดชีวิต

เฉลยกันเลยดีกว่า

เรื่องนี้คือ "เสพติดคุณ" (君子好囚) ผลงานของตัวแม่อย่างคุณติงโม่

แค่ชื่อจีนที่ตั้งมาก็แสบแล้ว เพราะคุณนักเขียนตั้งใจเล่นคำพ้องเสียงล้อสำนวนโบราณ จากคำว่า 'คู่ครอง' มาเป็นคำว่า 'ติดคุก' แซวอารมณ์ประมาณว่า ‘ยอมติดคุกเพื่อเธอคนนี้คนเดียว’ ขนาดนั้นเลย
และจุดที่พีคจนต้องป้ายยาคือ เรื่องนี้ไม่มีพระรองค่ะ แต่มี ‘พระเอก 2 คน’ ที่ทั้งเก่ง โดดเด่น และมีเสน่ห์สูสีกันแบบกินกันไม่ลง ที่สำคัญคือนักเขียนจัดการความสัมพันธ์ออกมาได้ลงตัวและจบแบบ Happy Ending ชัดเจน

ความยาวกำลังดีเพียง 2 เล่มจบ อ่านกระชับ เดินเรื่องไว 
ใครกำลังมองหานิยายไซไฟเซอร์ไววัลที่ผสมความโรแมนติกเข้มข้น 
แนะนำว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้จ้า

สารบัญ

แนะนำคำศัพท์ในเล่ม


1. เนโครโพลิส (Necropolis):

สุสานขนาดใหญ่ หรือนครที่ใกล้ตาย

2. เดด-เซคเตอร์ (Dead Sector):

เมืองแห่งความตาย, เมืองผี

3. แอนโธรเปีย (Anthopia):

ดินแดนแห่งมนุษยชาติ

4. เดด-วอลล์ (Dead Wall):

กำแพงยักษ์ที่ใช้แบ่งเขตแดนทางตอนเหนือ ระหว่าง เดด-เซคเตอร์ และ เนโครโพลิส

5. ไฮบริด (Hybrid):

มนุษย์ครึ่งสัตว์ (ถูกสารเคมีชีวภาพดัดแปลงพันธุกรรม)

6. มนุษย์ดัดแปลง:

มนุษย์ที่ถูกเสริมชิ้นส่วนหุ่นยนต์เข้าไปในร่างเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ต่อได้

7. ไซบอร์ก (Cyborg):

มนุษย์กึ่งจักรกล หรือมนุษย์ที่ถูกเสริมชิ้นส่วนหุ่นยนต์เข้าไป ในร่างมากกว่าครึ่ง ทำให้มีประสิทธิภาพในการสู้รบหรือดำรงชีพขั้นสูง

8. หุ่นยนต์ (AI):

จักรกลเต็มตัว (บางตัวอาจถูกสร้างเลียนแบบมนุษย์)


หากไม่มีอุบัติเหตุ ฉันจะตายเมื่ออายุยี่สิบห้า

ฉันแซ่เฉิง... ชื่อชิงหลัน

เกิดในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งของเจียงซี ปัจจุบันอาศัยอยู่ในปักกิ่ง หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ฉันก็เข้าทำงานในฝ่ายการตลาดของบริษัทวิสาหกิจต่างชาติชื่อดังแห่งหนึ่ง ใช้เวลาเพียงสองปีก็อาศัยผลงานอันโดดเด่น และมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการแผนก

ฉันยังเป็นสมาชิกสมาคมออกกำลังกลางแจ้งของปักกิ่งอีกด้วย เพราะเหตุนี้ร่างกายของฉันจึงแข็งแรง ถึงขั้นเคยไต่ขึ้นยอดเขา ‘เนี่ยนชิงกู่ลา’ ของทิเบตมาแล้ว

ช่วงนี้ฉันอยู่ระหว่างการเลือกคู่

เพื่อนๆ แนะนำหนุ่มมากความสามารถ รายได้สูง หน้าตาระดับกลางถึงดีมากมาให้ฉันทดลองศึกษาดูใจอยู่คนสองคน ซึ่งพอจะดูออกว่าพวกเขาเหล่านั้นก็มีใจให้ฉันเหมือนกัน ต่อไปฉันอาจจะพัฒนาความสัมพันธ์กับคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้

ความจริงฉันมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง คิดว่าถ้าได้ลงหลักปักฐานกับใครสักคน ฉันจะได้ช่วยแฟนซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในเมืองปักกิ่ง ที่อย่างน้อยก็ตั้งอยู่บริเวณ ‘ห้าวงแหวน’ จะได้เลิกเป็นกลุ่มผู้อพยพต่างจังหวัดที่มาหางานทำในเมืองกรุงสักที

หากไม่เกิดอุบัติเหตุ ฉันจะมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ มีบ้าน มีรถ มีสามีและลูกน้อยก่อนอายุสามสิบ

ทว่าไม่กี่วันหลังจากครบรอบวันเกิดอายุยี่สิบห้าปี ฉันกลับเป็นลมในรถไฟฟ้าระหว่างไปทำงาน

ที่แท้... ฉันมีโรคหัวใจติดตัวมาแต่กำเนิด!

หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่ครึ่งปี ยาที่ได้รับทำให้ฉันจำอะไรไม่ได้มากนัก สติก็น้อยลงทุกที แพทย์เจ้าของไข้เอ่ยอย่างจนปัญญาว่า ฉันอาจจะเสียชีวิตในปีที่อายุยี่สิบห้านี่แหละ

เกิดเป็นรากหญ้า สู้อุตส่าห์ดิ้นรนถีบตัวเองจนมองเห็นอนาคต แต่กลับต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อย พอหลับตาทุกอย่างก็จบสิ้น

นี่คือบทละครชีวิตของตัวฉัน ชิงหลัน

หากไม่เกิดอุบัติเหตุละก็...


นอกหน้าต่าง

ท้องฟ้าเป็นสีเทา ชั้นเมฆหนาครึ้ม ราวกับไม่มีแสงแดดสาดส่องตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ในบ้านที่เงียบสงัด เธออยู่ในห้องที่มีขนาดเล็กมาก ภายในมีเฟอร์นิเจอร์คือเตียงเดี่ยวเพียงชิ้นเดียว และแค่เข้ามาเธอก็รู้สึกอึดอัดเสียแล้ว

ซอกกำแพงคับแคบตรงประตูมีคุกกี้กับเนื้อวัวกระป๋องและแอปเปิลสิบกว่าลูกที่เน่าไปแล้วกองอยู่ ด้านบนของของเหล่านั้นยังมีเศษเนื้อชิ้นใหญ่ที่มองคล้ายส่วนน่องที่ถูกตัดจากหมู วัว หรือไม่ก็สุนัข ซึ่งเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดวางทับอยู่ ดูสะดุดตา อากาศที่ร้อนระอุทำให้มันเริ่มส่งกลิ่นเหม็น

เดิมทีที่นี่อาจเป็นห้องเก็บอาหาร แต่เมื่อมีคนเข้ามาใช้ ห้องก็ถูกเปลี่ยนไป

หลังจากที่ชิงหลันตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเหมือนจะระเบิด ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง เธอนิ่งอึ้งอยู่นาน แต่ก็หาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ

นอกจากนั้นยังพบว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ด้านบนเป็นสายรัดรอบลำตัวแนบไปกับผิวเนื้อ มีสายเล็กๆ พาดขึ้นด้านบนเปิดให้เห็นลาดไหล่และลำคอระหง ส่วนท่อนล่างมีเพียงกางเกงขาสั้นเปิดเปลือยปลีน่อง แน่นอนว่าสำหรับหญิงสาวสมัยใหม่ทั่วไป การแต่งตัวแบบนี้มันธรรมดา แต่สำหรับหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวมิดชิด มันออกจะเปิดเผยเกินไปหน่อย

หญิงสาวรู้สึกอึดอัดไปทั่วทั้งตัว อาการปวดหัวรุนแรงขึ้นทุกที แต่เธอก็ยังพยายามลืมตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ และแล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ชาไปหมดทั้งร่าง

ทั้งคอ ข้อมือ และเอวของตนล้วนแต่มีห่วงโลหะคล้องอยู่ มันเป็นสีขาวเงิน ดูไม่ออกว่าทำมาจากอะไร แต่ลวดลายประณีตนัก ลายเส้นละเอียดคล้ายมดไต่อยู่บนดอกไม้ เธอไม่เคยเห็นลวดลายแบบนี้มาก่อน

ของพวกนี้คืออะไร?

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโซ่สีดำล็อกข้อมือขาวผ่องของเธอด้วย มันเปื้อนคราบเลือดสีแดงคล้ำ ดูสกปรก พอมองไล่ไปก็พบว่าปลายโซ่อีกด้านถูกยึดติดอยู่กับกำแพงห้องที่เหมือนถูกเคลือบด้วยโลหะสีทองเป็นชั้นๆ ไม่ใช่กำแพงสีขาวที่เธอเคยเห็นจนชินตา

ชิงหลันนึกถึงเหตุการณ์สยดสยองที่เคยเห็นในละครหลังข่าว ตอนนี้เธอรู้สึกเย็นยะเยือก สะท้านไปถึงหัวใจ

แต่หลังจากนั้นสติก็ค่อยๆ กลับคืนมา ก่อนหน้านี้เธอกำลังรอให้โรคร้ายพาเธอไปสู่ความตายอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือ? การกู้ชีพที่แสนทรมานครั้งแล้วครั้งเล่าพวกนั้นเหมือนฝันร้าย แต่กลับสมจริงอย่างมาก แต่ในเวลานี้เธอไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดทางกายพวกนั้นแล้ว เพียงแต่หิว หิวเหลือเกิน แต่แขนขาก็ขยับเขยื้อนแทบไม่ได้

ที่นี่คือที่ไหน... โรงพยาบาลเหรอ?

ไม่ใช่แน่นอน

ไม่มีโรงพยาบาลไหนในปักกิ่งที่จะทำกับคนไข้แบบนี้

ถูกลักพาตัวเหรอ?

แต่คนใกล้ตายอย่างเธอ ลักพาตัวแล้วจะมีประโยชน์อะไร?

ไหนจะโรคร้ายของเธออีก

ชิงหลันได้สติขึ้นมาทันที เธอก้มมองอกซ้ายของตัวเอง อดใจไม่ไหวยื่นมือไปสัมผัส รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันเข้มแข็ง

ตกลงมันเรื่องอะไรกัน?

ความทรงจำในสมองยังคงชัดเจน ตอนนั้นเธอตกอยู่ในความมืด เจ็บปวดหัวใจเจียนตายอยู่ทุกวัน เธอยังได้ยินเสียงหมอพูดอย่างไร้ความรู้สึกท่ามกลางความสะลึมสะลือว่า

“เฉิงชิงหลัน มรณะเมื่อปี 2010 เดือนเมษายน...”

เวลานี้สมองของเธอแจ่มชัด หัวใจไม่เหลือความเจ็บปวด จังหวะการเต้นของหัวใจตรงหน้าอกเป็นของจริง ลมหายใจอันโปร่งโล่งก็เป็นของจริง เบ้าตาของชิงหลันรื้นขึ้นฉับพลัน ไม่ว่าเธอจะเป็นแบบนี้เพราะอะไรก็ตาม เธอรู้เพียงว่าตนคือผู้รอดชีวิต

ชิงหลันยกมือกุมหน้าอก กวาดตามองสภาพโดยรอบ เธอที่ไม่เคยกลัวอะไรรู้สึกทั้งดีใจและกังวลในคราวเดียวกัน

ท้องฟ้าดูแตกต่างไปจากทุกวัน ฟ้าสีเทานั้นแฝงสีแดงเจือจาง มันไม่ใช่สีแดงจากแสงแดดแต่เป็นเหมือนเลือดที่ค่อยๆ ไหลเอ่อ

จากตำแหน่งที่เธอนอนอยู่ พอมองออกไปนอกหน้าต่างก็จะเห็นกำแพงที่ถูกเคลือบด้วยโลหะสีทอง ลักษณะกำแพงแบบนี้เธอแทบจะไม่เคยเห็น มันอยู่ในสภาพที่ทั้งเก่าและผุ

พอมองจากมุมที่ตั้งฉากของกำแพงกับท้องฟ้าแล้ว ห้องเล็กๆ ที่เธอนอนตอนนี้น่าจะอยู่ในระนาบเดียวกับพื้นดิน แถมยังรายรอบด้วยสิ่งก่อสร้างอื่นอีกมากมาย นอกเหนือจากนั้น เธอก็มองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เธอได้แต่นอนเหม่ออยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักแค่ไหน รู้แค่ว่าท้องฟ้าข้างนอกค่อยๆ มืดลง

ใจของชิงหลันเริ่มร้อนรน บางทีอาจมีหมอที่เก่งมากๆ มาช่วยเธอไว้ หรือว่าเธอจะทะลุมิติมาในโลกอีกใบเหมือนที่เคยอ่านในนิยาย? แต่ร่างนี้ มันก็เป็นร่างกายของเธอเองนี่นา

ขณะที่เธอกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล เสียงที่ได้ยินดูสับสนแต่กลับหนักแน่นทรงพลังชิงหลันกลั้นหายใจเมื่อพบว่าเสียงฝีเท้านั้นมีมากกว่าหนึ่ง และมันก็ตรงมาทางเธอ

เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น ห้องเล็กๆ ที่ดูเรียบง่ายนี้มีประตูอัตโนมัติที่เปิดปิดเองได้ด้วย ทั้งหมดล้วนอยู่นอกเหนือจินตนาการและการรับรู้ของชิงหลัน เธอรีบหลับตา แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกตัว

ประตูปิดลงโดยปราศจากเสียง ชิงหลันรับรู้ถึงลมหายใจที่ขยับเข้ามาใกล้เตียงจึงไม่กล้าขยับ ได้แต่นอนตัวแข็งเกร็ง สองมือกุมโซ่ไว้แน่น

“เจ้าห้า แกไปพบนังนี่ที่ไหน ใช่คนหรือเปล่าวะ?” เสียงอันแหบพร่าดังขึ้น เธอได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ

อะไรคือใช่คนไหม หรือว่าเธอจะไม่ใช่คน?

“แถวริมแม่น้ำดำ เธอนอนอยู่ในหีบโลหะปิดมิดชิดที่ลอยตามน้ำมา พอฉันแตะหีบนั่น ฝามันก็เปิดออกเอง แล้วยัยนี่ก็นอนอยู่ข้างใน” เจ้าห้าตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “เป็นไง ไม่เลวเลยใช่ไหม! ฉันลองลูบดูแล้ว เป็นคนแน่ๆ ไม่มีโครงโลหะ ไม่มีอาวุธติดตัวเลยนะพี่สาม ตอนที่เจอฉันยังคิดอยู่เลยว่าเราไม่ได้เจอผู้หญิงที่สวยสะอาดแบบนี้ใน ‘เนโครโพลิสมานานแค่ไหนแล้ว”

เธอรู้สึกหายใจไม่ออก แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูด แต่จากน้ำเสียง เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่แกล้งหลับต่อ

“แม่งเอ๊ย...พี่ใหญ่ไม่รู้ใช่ไหมวะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม

“ก็ต้องไม่รู้อยู่แล้วสิ” เสียงเจ้าห้าตอบ “นี่มันคนของพวกเราฮ่าๆ....”

ครั้งนี้ชิงหลันแทบจะหยุดหายใจ เสียงหัวเราะฟังดูชั่วร้ายถ้ายังคิดไม่ออกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ก็คงโง่แล้ว

“ตอนพบเธอครั้งแรก อดใจได้เรอะ” เสียงแหบพร่าหยุดหัวเราะ

“บอกตามตรง” เสียงสดใสของเจ้าห้ากล่าวตอบ “ฉันก็อยากแหละ แต่เสื้อของเธอถอดยากชะมัด ฉันทำทุกวิธีแล้วก็ยังถอดไม่ออก ใช้ไฟเผาก็ไม่ไหม้ ได้แต่ลูบอยู่ทีสองที เนื้อผ้าประหลาดจริง”

“อืม ประหลาดจริงด้วย” เสียงแหบพร่าออกความเห็น

พอได้ยินว่าพวกเขายังไม่ได้ทำอะไร ชิงหลันก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกแปลก ถอดเสื้อไม่ออก หมายความว่าอะไร เสื้อผ้าแปลกประหลาดชุดนี้ ใครเป็นคนสวมให้เธอกัน?

ทั้งสองเงียบกันไปชั่วครู่ ชิงหลันไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ใจเต้นตุ้บตั้บ รู้สึกถึงสายตารุ่มร้อนที่หยุดอยู่กับร่างของตน ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแหบพร่ากล่าวว่า “เรามาลองดูกัน”

ชิงหลันรู้ว่าตัวเองหลังชนฝาเสียแล้ว เธอจะนอนอยู่นิ่งๆ แบบนี้ต่อไปไม่ได้

เมื่อถูกบีบคั้นมากเข้า ชิงหลันที่ปกติมักจะสงบและอ่อนโยนก็กลายเป็นอีกคนที่ตรงกันข้าม เธอไม่อยากทนฟังคำพูดชวนหวาดผวาของสองคนนี้แล้ว จึงลืมตาฉับ ตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงโมโหสุดขีดว่า “พวกแกไม่กลัวถูกจับเหรอ?”

พอเธอลืมตาก็นิ่งอึ้งตกตะลึงกันไปทั้งสามคน

ชิงหลันคิดว่าจะได้เจอผู้ชายสองคนที่สุดแสนอัปลักษณ์ นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกับชายหนุ่มที่ีรูปร่างกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดแน่น ผิวสีแทน อายุราวยี่สิบกว่า พวกเขาสวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงลายพราง หน้าตาออกจะหล่อเหลาเลยด้วยซ้ำ และเมื่อชายสองคนนั้นถูกดวงตาคู่สวยของชิงหลันจ้องกลับมา ก็พากันตะลึงงัน

อะไรกัน? พวกเขาดูไม่เหมือนไอ้โรคจิตที่จ้องจะลวนลามผู้หญิงเลยสักนิด เธอเริ่มทำตัวไม่ถูก

เธอยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไร ชายที่ดูมีอายุมากกว่าก็หัวเราะออกมาอย่างครึ้มอกครึ้มใจ เขายื่นมือหนาใหญ่ออกมาคว้าหมับเข้าที่เรียวขาขาวผ่องของเธอ แล้วก้มหน้าลงมอง

ชิงหลันที่หวาดกลัวอย่างยิ่ง ยกขาขึ้นยันร่างเขาตามสัญชาตญาณ แต่ขากลับถูกโซ่ล็อกไว้แน่น จากที่ควรจะเป็นลูกเตะสวรรค์ประทาน กลับเป็นเพียงสัมผัสที่ไม่เจ็บไม่คัน

และจังหวะเดียวกับที่เธอป้องกันตัวไม่สำเร็จ เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ขาท่อนบน ที่แท้ชายคนที่เธอเตะใส่ ก็ก้มลงงับขาของเธอ และดูเหมือนว่าฟันของเขาจะฝังเข้าเนื้อเสียแล้ว

โอ๊ย! เจ็บจนตาพร่า

ชิงหลันทนไม่ไหวถึงกับร้องครวญ คิดว่าคราวนี้คงจะโดนกัดจนเนื้อหลุดไปแล้วแน่ๆ

หญิงสาวเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจ โกรธจนเกร็งไปทั้งตัวแต่กลับไม่รู้จะหนีอย่างไร เธออยากจะตะโกนด่าให้ลั่น

นี่มันที่ไหนกัน ทำไมถึงมีไอ้สารเลวเต็มไปหมด!

‘ขอร้องล่ะสวรรค์ มีใครพอจะช่วยฉันได้บ้าง?’ หญิงสาวภาวนาอย่างสิ้นหวัง แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าไร้ประโยชน์

แต่เธอกลับคิดไม่ถึง คำอธิษฐานที่เธอคิดว่ามันไร้ประโยชน์ที่สุดจะได้ผล

ไม่ได้มีใครมาช่วยหรอก แถมชายอีกคนก็ยังคงยืนรอคิวชิมเนื้อของเธออยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ทันที่ฟันของชายคนแรกจะเจาะลึกเข้าไปในเนื้อ เขากลับปล่อยขาของเธอ

ความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหน้านี้หยุดลงทันที

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่

“อ๊าก อ๊าก” ชายที่งับขาชิงหลันเปล่งเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น ยกสองมือกุมหน้า “ส... แสบ” เขากลิ้งไปมาบนพื้น เอาหัวโขกกับกำแพงเสียงดังตึงๆ ราวกับเป็นตัวเองที่ถูกกัดขาจนเลือดซิบ

ชายอีกคนรีบพุ่งไปที่ข้างกายเขา “พี่สาม พี่เป็นอะไรไป?” ชิงหลันอดทนต่อความเจ็บเสียดกระดูกที่ขา เอี้ยวตัวมองชายที่ถูกเรียกว่าพี่สามบ้าง

นั่นสิ... เกิดอะไรขึ้น?

“มีพิษ” ชายคนนั้นยังคงร้องครวญคราง ใบหน้าของเขามีควันีขาวกระจายออกมาจนมองไม่เห็นหน้าตา จากนั้นร่างทั้งร่างก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้

“ในตัวเธอมีพิษ” พูดจบร่างก็ทรุดลง แขนขาหยุดการเคลื่อนไหว ปากไร้สุ้มเสียง ควันสีขาวค่อยๆ จางลง เหลือเพียงศพที่เนื้อหนังเน่าเละ

“พี่สาม พี่สาม” ชายอีกคนร้องเสียงหลงก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาไปอังที่ใต้จมูก

พี่สามถึงกับตายเชียวเหรอ!

เขาหันหน้ามามองเธออย่างหวาดกลัว

ชิงหลันไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าสภาพศพของชายคนนั้นชวนสยอง นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวที่เสียชีวิตเธอก็ไม่เคยเห็นใครเป็นศพต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน แน่นอน... ตอนนี้เธองงไปหมด

“นังสถุล!” ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ร้องด่าเสียงดัง รีบวิ่งไปทางประตู “ฉันจะตามพี่ใหญ่มาจัดการแก จะทรมานแกให้ตายไปเลย”

“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันตะโกนห้าม แต่เสียงฝีเท้าที่รีบเร่งนั้นกลับไม่ชะงัก เสียงค่อยๆ ห่างออกไป

ในห้องเงียบสงบลงอีกครั้ง ชิงหลันรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นทั่วร่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนั้นกัดตนครั้งหนึ่งก็ตายไปเสียได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเวลานี้คือคำขู่ก่อนจากไปของชายอีกคน

เขาบอกว่าจะทรมานเธอให้ตาย

จิตใต้สำนึกบอกว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เขาจะทำจริง เขากับเพื่อนอีกคน พี่ใหญ่ที่เขาพูดถึง จะทำแบบนั้นจริงๆ พวกเขาต้องเป็นพวกป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมแน่

คงเพราะหวาดกลัวมากเกินไป ชิงหลันจึงรู้สึกว่าบาดแผลที่ขานั้นไม่ได้เจ็บอะไรนัก เธอได้แต่ยิ้มกระอักกระอ่วน ให้กำลังใจตัวเองว่าสวรรค์คงไม่ตัดหนทางคน

ฟ้ายิ่งมืดชิงหลันก็ยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข อยู่ดีๆ โรคประจำตัวแบบโรคหัวใจก็หายสนิท แถมยังมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ ห้องเปลี่ยนไป แม้แต่ผนังยังทำจากวัสดุที่เธอไม่เคยเห็น ได้พบเจอชายใจโฉดที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาแต่อยู่ๆ ก็เกิดล้มขาดใจตายเพราะถูกพิษ ไหนจะพี่ใหญ่ที่ไม่เคยเจอหน้าคนนั้นอีก...

ประหลาดเกินไปแล้ว ไม่เหมือนปักกิ่งปี 2010 ที่เธออาศัยอยู่

แต่ถ้าไม่ใช่ปี 2010 แล้วนี่มันปีอะไร?

ถ้าไม่ใช่ปักกิ่งแล้วเป็นที่ไหน?

เรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า อาจเป็นชะตากรรมอันดำมืดถึงขีดสุดในชีวิตของเธอล่ะมั้ง

และลางสังหรณ์อันสิ้นหวังนี้ ก็กำลังจะถูก ‘พี่ใหญ่’ ที่ใครๆ ต่างเอ่ยถึง พิสูจน์ให้เธอเห็นในคืนนี้

ชะตากรรมของเธอน่าผวาอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียว


ชิงหลันไม่คาดว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่ชายคนนั้นพูดถึงจะเป็นหญิงรูปร่างกำยำอัปลักษณ์

นี่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ เพราะหากผู้หญิงร้ายขึ้นมาจะน่ากลัวกว่าผู้ชายเป็นไหนๆ

ในคืนนั้น ชายคนที่พบตัวเธอก็กลับมาพร้อมกับชายอีกสามคน พวกเขาพากันเข้ามาในห้อง แต่ละคนดูบึกบึนแข็งแกร่ง การพูดจาหรือการกระทำแต่ละอย่างบอกชัดว่าเป็นทหาร ตอนที่เห็นชิงหลัน พวกเขาต่างก็พากันนิ่งอึ้ง

พวกเขาเอาโซ่เส้นใหญ่มาคล้องคอชิงหลัน ปลายโซ่อีกด้านอยู่ในมือของชายคนหนึ่ง กว่าจะเรียบร้อย รวมๆ แล้วพวกเขาใช้โซ่ถึงสามเส้นในการลากจูงเธอไปพบ ‘พี่ใหญ่’ ของพวกเขา

พวกเราสองฝ่ายมีพละกำลังต่างกันเกินไป เธอรู้สึกว่าหากตนต่อต้าน ชายทั้งสี่อาจถลกหนังเธอทั้งเป็น ดังนั้นถึงจะไม่ยินยอมและหวาดกลัวสักแค่ไหน เธอก็ยังให้ความร่วมมือ ปล่อยให้พวกนั้นจองจำและพาเดิน

ขณะเดินออกจากห้องท้องฟ้าก็มืดมากแล้ว บอกชัดว่าเป็นเวลาดึกสงัด เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนชั้นเมฆที่อาบย้อมด้วยแสงสีแดงท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เธอเดินตามพวกเขาไปเรื่อยๆ ผ่านถนนมากมาย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเส้นทางที่ผ่านมาดูแปลกตาจนเธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

ที่นี่ไม่ใช่ปักกิ่งจริงๆ เธอไม่รู้จักและไม่คุ้นกับสิ่งที่เห็นเลย

ซากกำแพงตั้งอยู่เรียงราย ตึกสูงจำนวนมากเหลือเพียงโครงโลหะ ถึงบางส่วนจะยังมีสภาพค่อนข้างดี แต่ก็ไม่มีแสงสว่างให้เห็นแม้แต่น้อย หนาวเย็นดูไร้ชีวิต บนถนนไม่มีรถ ไม่มีคน เห็นแต่รถถังคันใหญ่สองคันกับชายในเครื่องแบบทหารอีกสิบกว่าคน ปืนกล ปืนต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่เห็นทำเอาชิงหลันอกสั่นขวัญแขวน

นี่คือเมืองที่ตายแล้วงั้นเหรอ?

ภาพเหมือนวันสิ้นโลกในหนังเลย ชิงหลันนิ่งเงียบมาตลอดทาง ยอมตามไปแต่โดยดี เธอพยายามบังคับตัวเองให้สงบใจ รอดูสถานการณ์ ยิ่งนานก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานเรื่องทะลุมิติมากขึ้น

เธอทะลุมาอีกโลกงั้นเหรอ?

ชิงหลันไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น ในที่สุดชายทั้งสี่ก็พาเธอมาหยุดลงตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ รอบบ้านมีแสงสีขาวสลัว มองเห็นตัวบ้านไม่ชัดแต่ก็พอมองเห็นเค้าโครงของบ้านได้ บ้านหลังนี้เหมือนปราสาทสไตล์ยุโรปโบราณที่สร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่

เพียงอึดใจ ชิงหลันก็ถูกพาเดินเข้าไปด้านใน สิ่งที่เห็นทำเอาตะลึง

นี่มันอะไรกัน?

มันเป็นความขัดแย้งกันเองอย่างสุดโต่ง ระหว่างความโบราณคร่ำครึกับเทคโนโลยีล้ำยุค พวกมันผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในสถาปัตยกรรมรอบด้าน

เธอเดินผ่านประตูกระจกอัตโนมัติมาหลายชั้นจนถึงชั้นที่ถูกพ่นด้วยควันสีขาว ซึ่งน่าจะเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนจะมาถึงกำแพงป้องกันที่เต็มไปด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดงและน้ำเงิน

เห็นได้ชัดว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยช่างล้ำสมัย

ตั้งแต่เข้ามาในตัวบ้าน เธอพบเห็นทหารมากมายถือปืนยืนเวรห่างกันเป็นระยะๆ แต่กลับไม่พบผู้หญิงสักคน พอทหารเหล่านั้นเงยหน้ามองชิงหลัน สายตาของพวกเขานอกจากจะเย็นชาแล้วยังมีความปรารถนาบางอย่างฉายชัด

เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

ตรงกลางห้อง มีผู้หญิงสวมเสื้อลายพรางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอมีสีผิวเข้มจัด ดวงตาเล็ก แต่จมูกกับปากใหญ่หนา ช่างเหมาะกับคำว่า ‘อัปลักษณ์’ นัก

ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วมองเธอ “แกเหรอที่ฆ่าเจ้าสาม?” น้ำเสียงที่ถามเย็นเฉียบ

ชิงหลันตอบกลับ “ฉันไม่ได้ฆ่าเขา”

ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะหึ! แล้วหยิบขาข้างหนึ่งที่มีเลือดแห้งกรังขึ้นมาจากพื้นด้านข้าง ก่อนจะกดปุ่มบนเก้าอี้

พื้นพลันเปิดออกให้เห็นเป็นหลุมดำ เธอโยนชิ้นเนื้อลงไป ก่อนหลุมนั้นจะปิดลงอย่างรวดเร็ว

“แง่งๆ....” ใต้พื้นในส่วนที่ไม่ลึกนัก มีเสียงคำรามดังขึ้น เสียงคนหรือสัตว์ก็ไม่แน่ใจนัก

ชิงหลันได้ยินแล้วใจหายวาบ

มันเป็นตัวอะไรกัน... เสือหรือว่าคน?

ผู้หญิงคนนั้นคลี่ยิ้มที่อ่านไม่ออก

“ผู้หญิง...” เธอเปรยขึ้นขณะมองชิงหลัน “แถมยังสวยสะอาดขนาดนี้ ทำไมถึงลอยมาโปรดถิ่นทุรกันดารของฉันได้ล่ะ?”

ชิงหลันไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเธอเองก็ยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้เพียงว่าถ้าเจอท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรของ ‘คนที่เป็นพี่ใหญ่’ ก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเตรียมจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ชายเสียงสดใสที่พบเมื่อวานก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “พี่ใหญ่ พี่สามกัดนังนี่ไปแค่คำเดียวก็ถูกพิษขาดใจตายทันที ตัวเธอมีพิษ”

“อ๊ะ!”

พี่ใหญ่หงแค่สะบัดมือ ชิงหลันที่ยืนห่างไปสองเมตรก็ร้องอย่างเจ็บปวด ยกมือกุมอก เจ็บจนพูดไม่ออก เธอล้มลงกับพื้นทันที ข้างกายยังมีหวีไม้หล่นอยู่อันหนึ่ง

“พูดมา แกเป็นใคร ใครใช้แกมา?” พี่ใหญ่หงถามเสียงกร้าว

ตัวฉันเป็นใครงั้นเหรอ?

หน้าอกที่เจ็บระบมทำให้ชิงหลันอ่อนยวบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่ากระดูกหักหรือเปล่า แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเจ็บออดแอด

เธอกัดฟันลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึก “เฉิง... ฉันชื่อเฉิงชิงหลัน เป็นคนธรรมดา ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ไง?”

คำตอบของเธอทำให้อีกฝ่ายโมโหสุดขีด ความจริงที่สารภาพกลับกลายเป็นคำโกหกที่ท้าทายความอดทนของผู้หญิงตรงหน้า พี่ใหญ่หงหัวเราะลั่นจนสั่นกระเพื่อมไปทั้งร่าง “เฉิงชิงหลัน แกฆ่าคนของฉันไปคนหนึ่งแล้วยังไม่ยอมบอกความจริงอีก ได้! ตัวแกมีพิษใช่ไหม? ได้ยินเสียงเมื่อกี้หรือเปล่า พิษทำอะไรมันไม่ได้หรอกนะ”

ชิงหลันยังไม่เข้าใจเรื่องราว แต่เมื่อเห็นแววตาเสียดายของเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

พี่ใหญ่หงสัมผัสท่าทีของชายหนุ่มเหล่านั้นได้ จึงหัวเราะอย่างรู้ทัน “เห็นแล้วใจสั่นกันหรือไง? ไสหัวไปให้หมด! ตัวยุ่งยากแบบนี้ต้องฆ่าทิ้ง อาจจะเป็นแผนร้ายของใครบางคนที่ตั้งใจมาป่วนที่นี่ก็ได้ ไม่สู้โยนให้สัตว์ประหลาดกินเสียยังจะดีกว่า”

ชิงหลันถึงกับตะลึง... สัตว์ประหลาด?

ชายคนหนึ่งใจกล้าเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ถ้าเอาเธอให้สัตว์ประหลาดกิน ก็ออกจะลำเอียงเกินไปหน่อย มันกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก แถมยังเป็นแค่อาหาร ไม่สิ้นเปลืองหรอกเหรอ?”

ชิงหลันเข้าใจในที่สุด พี่ใหญ่หงจะใช้เธอเป็นอาหารของสัตว์ประหลาด

พี่ใหญ่หงมองใบหน้าที่ขาวซีดลงอย่างฉับพลันของเธออย่างพึงพอใจ “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก”

คำพูดของอีกฝ่ายแทบจะทำเอาชิงหลันเสียสติ ใจเต้นแรงทันที เธออดทนต่อความรู้สึกปวดหนึบที่อก กำหมัดแน่น “พี่ใหญ่หง ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าหมอนั่นจริงๆ”

พี่ใหญ่หงหุบยิ้ม แววตาเกรี้ยวกราด “ฉันเกลียดผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงสวยแต่แฝงอันตรายอย่างแก ไม่ต้องพูดมาก แค่ดูจากท่าทางแกก็รู้แล้วว่ามาจากแอนโธรเปีย* ฉันไม่สนหรอกว่าแกเป็นใคร แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ฉันจะจัดการกับแกอย่างไรก็ได้ เมื่อกี้แกเห็นสัตว์ประหลาดแล้วสินะ อยู่ใต้เก้าอี้ฉันนี่เอง พรุ่งนี้มันจะเขมือบแกไม่ให้เหลือซาก สบายใจได้ แกได้ตายไวแน่”

เลือดฝาดบนใบหน้าของชิงหลันเหือดหายไปในทันที สองขาอ่อนแรงแทบทรุด

พี่ใหญ่หงสั่งลูกน้องให้พาตัวเธอออกไป แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “บอกพี่น้องทั้งหมด เที่ยงตรงพรุ่งนี้ ให้มาดูสัตว์ประหลาดกินมื้อใหญ่ แม่งเอ๊ย! เบื่อมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีเรื่องสนุกบ้าง ฮ่าๆๆ”

ชิงหลันได้ยินก็เหลียวมองไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้อง ความสิ้นหวัง ความหวาดกลัวของเธอไหลเอ่อท่วมท้นจนรู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ

“เดี๋ยวก่อน” ชิงหลันรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอ่ยถามเรื่องที่สงสัยที่สุด “ที่นี่ที่ไหน แล้วพวกคุณเป็นใครกัน?”

พี่ใหญ่หงตะลึงไปก่อนจะหัวเราะลั่นจนน้ำตาไหล เหมือนได้ยินอะไรที่ตลกมากๆ มองชิงหลันแล้วพูดเสียงดังว่า “เฉิง ชิง หลัน แกจะเล่นตลกอะไร? เอาล่ะ ฉันจะบอกให้ก็ได้ ตอนนี้เป็นปี ค.ศ. 2234 หรือ 2235 ฉันเองก็จำไม่ได้แล้ว ที่นี่คือ ‘เนโครโพลิส’** และคืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดท้ายที่แกจะมีชีวิตรอด พรุ่งนี้พวกเราจะจัดการแกซะ”

ชิงหลันทนไม่ไหวอีกต่อไป ทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้น แต่สุดท้ายเธอก็ยังคงถูกเหล่าชายหนุ่มตรงเข้ามาใช้โซ่ล่ามลากเดินออกไป

โอ..สวรรค์ นี่มันโลกบ้าบอกับคนป่วยจิตใช่ไหม

นี่ฉันทะลุมิติมาอนาคตอีกสองร้อยปีข้างหน้าจริงเหรอ?

แต่โลกอนาคต มันเป็นแบบนี้หรือไง?

เนโครโพลิส คือที่ไหน?

เป็นเมืองล่มสลายที่เต็มไปด้วยคนเถื่อนพร้อมอาวุธครบมืออย่างนั้นเหรอ?

ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ฉันตายบนเตียงผู้ป่วยเสียยังดีกว่า

ไม่มีคำตอบสำหรับน้ำตาของชิงหลัน มีแต่ฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ เหล่าชายหนุ่มที่เฝ้ามองเธอจากนอกห้องมีเพิ่มมากขึ้น เธอได้แต่นอนขดตัว สั่นสะท้านอยู่ตรงมุมกำแพง

เวลาคืบคลานไปทีละนิดๆ กระทั่งรุ่งสางของวันใหม





____________________

* อาณาจักรแห่งมนุษยชาติ

** นครแห่งความตาย