แนะนำตัวละคร
ตำแหน่งฝ่ายการแพทย์
แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือแพทย์ของ ‘สำนักแพทย์หลวง’ มีหน้าที่ตรวจและวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษา เทียบกับสมัยนี้ก็คือโรงพยาบาลรัฐ + คณะแพทยศาสตร์
และฝ่ายที่สองคือแพทย์ของ ‘สำนักโอสถหลวง’ มีหน้าที่จัดหา ปรุงและควบคุมยา เทียบกับสมัยนี้ก็คือคลังยา + ห้องแล็บปรุงยา + ฝ่ายคิวซี (QC) โดยทั้งสองสำนักจะแบ่งระดับขั้นของเจ้าหน้าที่ดังนี้
• เจิ้งเยวี่ยนสื่อ: เจ้ากรมสำนักแพทย์หลวง/โอสถหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดของแพทย์ทั้งหมดในวังหลวง นับเป็นขุนนางขั้น 5 (หรือเทียบเท่าแล้วแต่ยุคสมัย) มีหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการสำนักแพทย์หลวง จัดสรรเวรหมอ ควบคุมคลังยาหลวง โดยจะรับผิดชอบการตรวจรักษาบุคคลสำคัญระดับสูงสุด เช่น ฮ่องเต้, ไทเฮา, ฮองเฮา รวมถึงต้องรับผิดชอบผลการรักษา หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ตำแหน่งนี้มักต้องรับโทษหนักที่สุด, ผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือชุยหมิน หรือที่เรียกกันว่า ‘ชุยเยวี่ยนสื่อ’
• ฟู่เยวี่ยนสื่อ: รองเจ้ากรมสำนักแพทย์หลวง / โอสถหลวง เป็นมือขวาช่วยงานเจิ้งเยวี่ยนสื่อ มีศักดิ์รองลงมา (มักเป็นขุนนางขั้น 6) มีหน้าที่ตรวจรักษาราชวงศ์ระดับสูง สนมเอก และเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ หรือรักษาการแทนเมื่อเจิ้งเยวี่ยนสื่อติดภารกิจ, ตำแหน่งนี้ อดีตเป็นตำแหน่งของท่านเหมียวเหลียงฟาง
• อีเจิ้ง: หัวหน้าหมอหลวงประจำแผนก / แพทย์หลวงอาวุโส เป็นหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละสาขาการแพทย์ (เช่น แผนกอายุรกรรม, กุมารเวช, ศัลยกรรม, ฝังเข็ม) มีหน้าที่นำทีมตรวจรักษาเชื้อพระวงศ์ พระสนม และขุนนางชั้นสูง อีกทั้งต้องทำหน้าที่ประเมินอาการ สอนงาน และกำกับดูแลหมอหลวงรุ่นน้อง, ผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือสือชางผู หรือที่เรียกกันว่า ‘สืออีเจิ้ง’
• อีกวน: ขุนนางแพทย์ / หมอหลวงทั่วไป มีหน้าที่ตรวจรักษาเชื้อพระวงศ์ระดับล่าง เหล่านางใน ขันที และขุนนางทั่วไป โดยจะรับหน้าที่เข้าเวรตามตำหนัก ดูแลการจัดเทียบยา บันทึกอาการ และงานตรวจรักษาทั่วไปในวัง, ตัวอย่างผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือจี้สวิน หรือที่เรียกกันว่า ‘จี้อีกวน’
• ไต้ฟูู: หมอชาวบ้าน / คำเรียกแพทย์ทั่วไป เป็นคำเรียกยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ที่เปิดโรงหมอหรือรักษาผู้คนนอกวัง (ชาวบ้านทั่วไป) ที่อยู่นอกระบบแพทย์หลวง, ‘ลู่ไต้ฟู’ เป็นคำเรียกแรกที่ชาวบ้านทั้งหลายใช้เรียกลู่ถง
ตำแหน่งฝ่ายการทหาร
อำนาจทางการทหารจะถูกกระจายเป็นหลายสังกัด/กรม/กอง แต่ละแห่งจะคานอำนาจกันและกัน เพื่อป้องกันการรวมตัวกันก่อกบฏ โดยในเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็นสี่ภาคส่วนดังนี้
• กองยุทธนาการ / ซูมี่ย่วน (บุ๋น): หรือก็คือ สภาความมั่นคง/กรมกลาโหมในปัจจุบัน หน้าที่หลักคือวางแผนยุทธศาสตร์การรบ และควบคุม/โยกย้ายกำลังพล (นับเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นระดับเสนาบดี นั่งทำงานในที่ว่าการ วางแผนยุทธศาสตร์บนหน้ากระดาษ) โดยจะมีอำนาจสั่งเคลื่อนพล แต่ไม่มีสิทธิ์คุมทัพ, ตำแหน่งผู้บัญชาการ
ซูมี่ย่วนในเนื้อเรื่องคือ เหยียนซวี
• หน่วยราชองครักษ์ / เตี้ยนเฉียนซือ (บู๊ / ส่วนกลาง): หรือก็คือ กลุ่มราชองครักษ์หน้าพระที่นั่ง หน้าที่หลักคืออารักขาฮ่องเต้ รักษาความปลอดภัยในพระราชวังต้องห้าม และดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวง (นับเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ มีกำลังพล มีอาวุธจริง) โดยจะมีอำนาจคุมทัพ แต่ไม่มีสิทธิ์สั่งเคลื่อนพลเอง, ตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์ในเรื่อง เป็นของเผยอวิ๋นอิ้ง
• แม่ทัพใหญ่ (บู๊ / ภูมิภาค-ชายแดน): แบ่งเป็นแม่ทัพของแต่ละภาคส่วน หรือแม่ทัพของกองกำลังประจำชายแดน พวกเขาจะรับคำสั่งและยุทธศาสตร์จากซูมี่ย่วนแต่ตัวสายการบังคับบัญชาสูงสุดจะขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ โดยมีเตี้ยนเฉียนซือคอยคานอำนาจอยู่ข้างหลังอีกที, ตัวอย่างตำแหน่งนี้ในเนื้อเรื่องคือ แม่ทัพเฉินเวย
• กองกำลังพิทักษ์เมือง / โส่วจวิน (กำลังพลหน้างาน): เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกทหารที่มีหน้าที่ป้องกันเมืองนั้นๆ จากการถูกโจมตี มีหน้าที่เฝ้ารักษาเมือง, ป้องกันกำแพงป้อมปราการ (ไม่จำกัดเฉพาะเมืองหลวง เมืองไหนก็มีโส่วจวินได้) ทำงานขึ้นตรงกับแม่ทัพใหญ่ของแต่ละเมือง, ตัวอย่างตำแหน่งนี้ตามเนื้อเรื่อง คือมือปราบเหลย
ตำแหน่งฝ่ายตุลาการ
ฝ่ายตุลาการนับเป็นเสาหลักในระบบกระบวนการยุติธรรมของราชสำนักจีน โดยจะมีการแบ่งหน้าที่และคานอำนาจกันดังนี้
• กรมอาญา / ซิงปู้: เป็นฝ่ายไต่สวนและบังคับใช้กฏหมาย ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ไต่สวนสืบสวนคดีอาญาทั่วแผ่นดิน และกำหนดบทลงโทษตามประมวลกฎหมาย บทบาทเปรียบเสมือนกระทรวงยุติธรรม + กองปราบปรามในยุคนี้ นับเป็นด่านแรกในการสืบสวนและตัดสินโทษของคดีอาญาทั่วไป, ตัวอย่างผู้ที่ทำงานในภาคส่วนนี้ เช่น ใต้เท้าหลี่... ขุนนางหลางจงแห่งกรมอาญา
• กรมตุลาการ / ต้าหลี่ซื่อ: เป็นฝ่ายทบทวนและตรวจทานคำพิพากษา มีหน้าที่หลักคือตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมายและคำพิพากษาที่ส่งมาจากกรมอาญา รวมถึงรับพิจารณาคดีที่มีข้อสงสัยหรือมีข้อร้องเรียนว่าตัดสินไม่เป็นธรรม (มีอำนาจตีกลับหรือคัดค้านคำตัดสิน) เปรียบเสมือนศาลฎีกา / ศาลอุทธรณ์ในยุคนี้ คือจะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง คานอำนาจไม่ให้กรมอาญาตัดสินลงโทษตามอำเภอใจ, ตัวอย่างผู้ที่ทำงานในภาคส่วนนี้คือผู้พิพากษาฟ่านเจิ้งเหลียน
อำเภอฉางอู่ รัชศกหย่งชางปีที่สามสิบสอง
ยามเช้า ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ท้องถนนกลายเป็นสีขาวราวกับหยก เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ส่งผลให้กลอนคู่ที่ติดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านหลังเล็กเปียกชื้นไปหมด
ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว แต่ในอำเภอแห่งนี้กลับไม่มีบรรยากาศของวันเทศกาลเลยสักนิด ซ้ำบ้านทุกหลังยังปิดประตูหน้าต่างมิดอีกด้วย
เสียงไอเบาๆ ดังมาจากบ้านมืดทึบหลังหนึ่ง จากนั้นเสียงอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าจะไปตักน้ำ”
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้มีเสียงตอบของสตรีดังขึ้น “อย่าไปไกลนักล่ะ”
“ข้าทราบแล้ว”
ประตูเปิดออกดัง ‘เอี๊ยด’ จากนั้นเด็กหญิงอายุประมาณ แปดเก้าปีในชุดเสื้อนวมผ้าไหมสีดอกทานตะวัน เท้าสวมรองเท้าผ้าฝ้ายสีแดงขาดๆ ก็ก้าวออกมาจากในบ้าน นางยกมือขึ้นกระชับหมวกบนหัวให้ตั้งตรงก่อนจะหิ้วถังน้ำเดินไปตามถนน
เมื่อสามเดือนก่อน อำเภอฉางอู่เกิดโรคระบาด ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วย อาการเริ่มแรกของโรคคือมีไข้ จากนั้นผู้ป่วยก็จะค่อยๆ อ่อนแรงลงจนได้แต่นอนอยู่บนเตียง ทั่วทั้งร่างมีตุ่มสีแดงผุดขึ้นมา ผ่านไปอีกระยะร่างกายก็จะเน่าเปื่อยและตายไปในที่สุด ถึงตอนนั้น คนของทางการก็จะเอาเสื่อมาห่อศพแล้วลากไปเผาทางตะวันออกของเมือง
ครอบครัวตระกูลลู่มีทั้งหมดห้าคน แต่ตอนนี้เหลือเพียงลู่ถงเท่านั้นที่ยังสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ การที่เด็กอายุเก้าขวบเช่นนางต้องดูแลบิดามารดาพี่ชายและพี่สาวด้วยตัวเองเพียงคนเดียวเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่กินแรงอย่างยิ่ง
บ่อน้ำอยู่ที่หน้าประตูวัดเก่าทางประตูตะวันออก แต่ลู่ถงกลับหิ้วถังไม้เดินไปทางตะวันตกของเมือง รองเท้าผ้าของนางขาดเป็นรูโหว่ หิมะจึงค่อยๆ ซึมเข้ามาได้
เด็กหญิงหนาวจนหน้าซีดไปหมด
เดินไปได้ประมาณห้าหกลี้ ผู้คนก็ค่อยๆ บางตาลง แต่บ้านเรือนรอบด้านกลับยิ่งงดงามโอ่อ่าขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเลี้ยวเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง จวนหลังใหญ่สามตอนที่มีประตูสีแดงหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เด็กหญิงหยุดเท้าก่อนจะก้าวไปนั่งลงตรงหน้าสิงโตหินที่ตั้งอยู่ตรงหน้าประตู
นี่คือจวนของหลี่เม่าไฉ... นายอำเภอของที่นี่
หลังจากโรคระบาดผ่านพ้นไป ผู้คนในอำเภอก็ลดน้อยลงมาก เดินอยู่บนท้องถนนก็แทบจะไม่พบเห็นใคร บางครั้งที่เจอก็เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการซึ่งรีบร้อนเข็นรถบรรทุกศพ กลอนคู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลหลี่ยังคงเป็นของปีที่แล้ว ตัวอักษรสีดำถูกฝนชะจนเลือนราง แต่ตรงเสาซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนักกลับมีรถม้าใหม่เอี่ยมคันหนึ่งผูกอยู่
ม้าพ่วงพีสีพุทราแดงหันมามองนางแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงดื่มน้ำที่ละลายมาจากหิมะในราง ลู่ถงนั่งขดตัวกอดขาอยู่ตรงหน้าสิงโตหินพลางเหม่อมองท้องฟ้า
บนท้องฟ้ามีเมฆดำครึ้มกับเกล็ดหิมะขนาดใหญ่โปรยปรายลงมา ในตอนนั้นเอง ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก จากนั้นคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา
เท้าคู่นั้นเคลื่อนไหวช้าๆ สวมรองเท้าสีเขียวอ่อนปักลายเมฆ ประดับด้วยไข่มุกที่เปล่งประกายงดงามเม็ดหนึ่ง ชายกระโปรงที่พลิ้วไหวราวกับกลุ่มหมอกตัดเย็บด้วยผ้าแพรไหมสีขาว
คนที่ก้าวออกมาเป็นสตรีซึ่งสวมหมวกม่านปิดบังใบหน้า
สตรีนางนั้นตั้งท่าจะเดินจากไป แต่ในตอนนั้นเอง มือเล็กๆ คู่หนึ่งก็จับชายกระโปรงของนางพอหญิงสาวก้มลงมอง เด็กหญิงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขลาดๆ “ไม่ทราบว่า... ท่านคือหมอที่รักษาคุณชายหลี่จนหายใช่หรือไม่?”
หญิงสาวชะงัก ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานไพเราะราวกับหยกซึ่งแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นอย่างน่าประหลาด “ทำไมถึงได้ถามเช่นนี้เล่า?”
ลู่ถงเม้มริมฝีปากก่อนจะตอบเสียงเบา “ข้ารออยู่ที่นี่มาหนึ่งเดือน แต่ไม่เห็นศพของคุณชายหลี่ถูกยกออกมาเลย ในช่วงหลายวันมานี้ คนแปลกหน้าที่เข้าออกจวนตระกูลหลี่ก็มีแต่ท่านเท่านั้น” เด็กหญิงแหงนหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า “ท่านคือหมอที่รักษาคุณชายหลี่จนหายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ลู่ถงมาเฝ้าอยู่หน้าจวนนายอำเภอหนึ่งเดือนแล้ว ตอนที่เดินผ่านโรงหมอเมื่อสองเดือนก่อน นางเห็นรถม้าของตระกูลหลี่แล่นเข้าไปในโรงหมอ จากนั้นเด็กรับใช้ก็ประคองคุณชายหลี่ที่ไอไม่หยุดเดินเข้าไปข้างใน
คุณชายหลี่ติดโรคระบาดเหมือนกัน
อำเภอฉางอู่มีคนติดโรคระบาดมากมายนับไม่ถ้วนทุกวัน โรงหมอรับไม่ไหว ซ้ำยังไม่มียาจะรักษา หากคนธรรมดาติดโรคก็ได้แต่นอนรอความตายอยู่ที่บ้าน แต่คุณชายหลี่เป็นบุตรชายคนเดียวของนายอำเภอ ท่านย่อมต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตของบุตรชาย
ลู่ถงซึ่งมาคอยเฝ้าอยู่ที่หน้าจวนตระกูลหลี่เห็นสตรีแปลกหน้านางนี้เข้าไปในจวน จากนั้นก็มีกลิ่นหอมจางๆ ของยาลอยออกมาจากด้านใน หนึ่งวัน สองวัน สามวัน... จนกระทั่งครบหนึ่งเดือน หน้าประตูจวนตระกูลหลี่ก็ยังไม่ได้แขวนผ้าขาว
หลังจากติดโรคแล้ว อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น
หากคุณชายหลี่ไม่ตาย เขาคงรอดชีวิตแล้วสินะ
หญิงสาวก้มลงมองลู่ถง หมวกม่านบดบังใบหน้าของนางอยู่ ทำให้ลู่ถงมองไม่เห็นสีหน้าชัดเจน แต่เด็กหญิงได้ยินเสียงเรียบเรื่อยเหมือนไม่ใส่ใจนักของนางเอ่ยว่า “ใช่ ข้าเป็นคนรักษาเขาจนหาย”
ลู่ถงดีใจมาก
โรคระบาดเกิดมาหลายเดือนแล้ว หมอในโรงหมอตายไปแล้วหลายคนจนไม่มีหมอที่ไหนกล้ามาที่นี่อีก ชาวอำเภอฉางอู่ได้แต่นอนรอความตาย ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับสามารถรักษาคุณชายหลี่ให้หายได้ อำเภอฉางอู่มีทางรอดแล้ว
“แม่นางรักษาโรคระบาดได้ใช่หรือไม่?” ลู่ถงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
สตรีนางนั้นยิ้ม “ข้ารักษาโรคระบาดไม่เป็น แต่แก้พิษเป็นโรคระบาดก็คือพิษชนิดหนึ่ง ย่อมแก้ได้”
ลู่ถงไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก ได้แต่เอ่ยถามเสียงเบา “แม่นาง... ท่านจะช่วยรักษาคนในครอบครัวของข้าได้หรือไม่?”
สตรีนางนั้นก้มหน้าลง ลู่ถงรับรู้ได้ว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ที่ร่างของนางเหมือนกำลังสำรวจตรวจตรา ในขณะที่เด็กหญิงเริ่มจะกระสับกระส่ายนั้นเอง นางก็ได้ยินคนตรงหน้าพูดว่า “ได้สิ” แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ อีกฝ่ายก็พูดต่อว่า “แต่ค่ารักษาของข้า แพงมากเลยนะ”
ลู่ถงตะลึงงัน “... เท่าไหร่หรือเจ้าคะ?”
“นายอำเภอหลี่จ่ายเงินแปดร้อยตำลึงซื้อชีวิตบุตรชายของเขา แม่หนูน้อย ครอบครัวของเจ้ามีกี่คนกันล่ะ?”
ลู่ถงตะลึงมองอีกฝ่าย
บิดาของนางเป็นแค่ครูสอนหนังสือธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากติดโรคระบาดท่านก็ลาออก ส่วนมารดารับงานปักผ้าจากร้านขายของชำเพื่อหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ปกติเวลาไม่มีเรื่อง... ชีวิตก็ยากจนข้นแค้นมากอยู่แล้ว ตอนนี้ครอบครัวยิ่งไม่มีรายได้ เงินที่มีหมดไปกับการซื้อยา ซ้ำพี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองยังอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่าว่าแต่แปดร้อยตำลึงเลย แม้แต่แปดตำลึง ครอบครัวของนางก็จ่ายไม่ไหว
สตรีนางนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้าวผ่านลู่ถงไปทางรถม้า
ลู่ถงมองแผ่นหลังของนาง ภาพห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาที่ทั้งเปรี้ยวทั้งขม ภาพน้ำตาของมารดา เสียงถอนใจของบิดา เสียงปลอบโยนด้วยความอ่อนโยนของพี่สาว ใบหน้าที่พยายามฝืนยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นของพี่ชายปรากฏขึ้นมาในสมองของนาง... เด็กหญิงวิ่งไล่ตามไป “แม่นาง!”
สตรีนางนั้นชะงักเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมา
ลู่ถงคุกเข่าลงพลางเอ่ยอย่างรวดเร็ว “บ้าน บ้านข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น แต่ข้าสามารถขายตัวเองให้ท่านได้ ข้าทำงานได้มากมาย ข้าไม่กลัวความยากลำบาก!” นางแบมือที่มีรอยหยาบด้านให้คนตรงหน้าดู ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ “ปกติข้าเป็นคนทำงานในบ้านทั้งหมด ข้าทำได้ทุกอย่าง! ขอร้องแม่นาง โปรดช่วยคนในครอบครัวของข้าด้วย ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านไปตลอดชีวิต!”
หมวกที่เด็กหญิงสวมอยู่ร่วงลงบนพื้น หน้าผากของนางก้มลงแนบกับพื้นหิมะ ท้องฟ้าหม่นมัว ลมเหนือโชยมากระทบกับโคมไฟที่แขวนอยู่ใต้ชายคาทำให้โคมไฟแกว่งไกวไปมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น “ขายตัวเองให้ข้า?”
“ข้ารู้ว่าตัวเองไม่มีค่ามากขนาดนั้น” ลู่ถงกล่าวเสียงสะอื้น “แต่ข้าทำได้ทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ...”
มือคู่หนึ่งประคองนางให้ลุกขึ้น
“เป็นสาวใช้ของข้าลำบากมากเลยนะ เจ้าจะไม่เสียใจจริงหรือ?”
ลู่ถงพึมพำ “ไม่เสียใจ!”
“ดี” หญิงสาวเหมือนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย นางก้มลงเก็บหมวกขึ้นมาสวมให้ลู่ถงด้วยท่าทางอ่อนโยนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “ข้าจะช่วยคนในครอบครัวของเจ้า ส่วนเจ้าก็ไปกับข้า ตกลงไหม?”
ลู่ถงมองนางแล้วพยักหน้า
“เป็นเด็กดีจริงๆ” นางจูงมือลู่ถงพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ตกลงตามนี้”