ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แย้มเย้ยวิปโยค

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog readawrite

เจ็ดปีที่จากไป กลับมาเก็บศพคนทั้งบ้าน! ‘ลู่ถง’ ทิ้งตำราแพทย์ คว้ามีดล้างแค้น เปลี่ยนหีบยาเป็นหีบศพ แม้แต่ผู้บัญชาการสุดโหด ยังต้องสยบให้หมอพญายมชำแหละทั้งเป็น!

บทนำ

เจ็ดปีที่จากลา กลับต้องมาเก็บศพคนทั้งตระกูล!

พี่สาวถูกคนชั่วกดน้ำตาย พี่ชายดับอนาถในคุกมืด
บิดาจมดิ่งสู่ก้นวารี มารดาถูกเผาทั้งเป็น เหลือเพียงกองเถ้าถ่าน

เมื่อสวรรค์วิปลาส กฎหมายวิปริต 
‘ลู่ถง’ จึงทิ้งตำราแพทย์ คว้ามีดสั้นบุกเข้าเมืองหลวง
เจตนาจะเปลี่ยนหีบยาให้กลายเป็นหีบศพ!

ไม่มีหรอก หมอเทวดาผู้เมตตาดั่งโพธิสัตว์ มีแต่พญายมในคราบมนุษย์ 
ที่แม้แต่ ‘เผยอวิ๋นอิ้ง’ ผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม
ก็ยังไม่รอดจากการถูกคุณหมอ ‘ชำแหละ’ ทั้งเป็น!

งานนี้พญายมจำแลง vs ผู้บัญชาการปากกล้า ตาดุ
ใครจะเพลี่ยงพล้ำถูกควักหัวใจ... ในภารกิจเลือด!

สารบัญ

แนะนำตัวละคร


ตำแหน่งฝ่ายการแพทย์

แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือแพทย์ของ ‘สำนักแพทย์หลวง’ มีหน้าที่ตรวจและวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษา เทียบกับสมัยนี้ก็คือโรงพยาบาลรัฐ + คณะแพทยศาสตร์

และฝ่ายที่สองคือแพทย์ของ ‘สำนักโอสถหลวง’ มีหน้าที่จัดหา ปรุงและควบคุมยา เทียบกับสมัยนี้ก็คือคลังยา + ห้องแล็บปรุงยา + ฝ่ายคิวซี (QC) โดยทั้งสองสำนักจะแบ่งระดับขั้นของเจ้าหน้าที่ดังนี้

• เจิ้งเยวี่ยนสื่อ: เจ้ากรมสำนักแพทย์หลวง/โอสถหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดของแพทย์ทั้งหมดในวังหลวง นับเป็นขุนนางขั้น 5 (หรือเทียบเท่าแล้วแต่ยุคสมัย) มีหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการสำนักแพทย์หลวง จัดสรรเวรหมอ ควบคุมคลังยาหลวง โดยจะรับผิดชอบการตรวจรักษาบุคคลสำคัญระดับสูงสุด เช่น ฮ่องเต้, ไทเฮา, ฮองเฮา รวมถึงต้องรับผิดชอบผลการรักษา หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ตำแหน่งนี้มักต้องรับโทษหนักที่สุด, ผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือชุยหมิน หรือที่เรียกกันว่า ‘ชุยเยวี่ยนสื่อ’

• ฟู่เยวี่ยนสื่อ: รองเจ้ากรมสำนักแพทย์หลวง / โอสถหลวง เป็นมือขวาช่วยงานเจิ้งเยวี่ยนสื่อ มีศักดิ์รองลงมา (มักเป็นขุนนางขั้น 6) มีหน้าที่ตรวจรักษาราชวงศ์ระดับสูง สนมเอก และเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ หรือรักษาการแทนเมื่อเจิ้งเยวี่ยนสื่อติดภารกิจ, ตำแหน่งนี้ อดีตเป็นตำแหน่งของท่านเหมียวเหลียงฟาง

• อีเจิ้ง: หัวหน้าหมอหลวงประจำแผนก / แพทย์หลวงอาวุโส เป็นหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละสาขาการแพทย์ (เช่น แผนกอายุรกรรม, กุมารเวช, ศัลยกรรม, ฝังเข็ม) มีหน้าที่นำทีมตรวจรักษาเชื้อพระวงศ์ พระสนม และขุนนางชั้นสูง อีกทั้งต้องทำหน้าที่ประเมินอาการ สอนงาน และกำกับดูแลหมอหลวงรุ่นน้อง, ผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือสือชางผู หรือที่เรียกกันว่า ‘สืออีเจิ้ง’

• อีกวน: ขุนนางแพทย์ / หมอหลวงทั่วไป มีหน้าที่ตรวจรักษาเชื้อพระวงศ์ระดับล่าง เหล่านางใน ขันที และขุนนางทั่วไป โดยจะรับหน้าที่เข้าเวรตามตำหนัก ดูแลการจัดเทียบยา บันทึกอาการ และงานตรวจรักษาทั่วไปในวัง, ตัวอย่างผู้รับตำแหน่งนี้ในเรื่องคือจี้สวิน หรือที่เรียกกันว่า ‘จี้อีกวน’

• ไต้ฟูู: หมอชาวบ้าน / คำเรียกแพทย์ทั่วไป เป็นคำเรียกยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ที่เปิดโรงหมอหรือรักษาผู้คนนอกวัง (ชาวบ้านทั่วไป) ที่อยู่นอกระบบแพทย์หลวง, ‘ลู่ไต้ฟู’ เป็นคำเรียกแรกที่ชาวบ้านทั้งหลายใช้เรียกลู่ถง


ตำแหน่งฝ่ายการทหาร

อำนาจทางการทหารจะถูกกระจายเป็นหลายสังกัด/กรม/กอง แต่ละแห่งจะคานอำนาจกันและกัน เพื่อป้องกันการรวมตัวกันก่อกบฏ โดยในเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็นสี่ภาคส่วนดังนี้

• กองยุทธนาการ / ซูมี่ย่วน (บุ๋น): หรือก็คือ สภาความมั่นคง/กรมกลาโหมในปัจจุบัน หน้าที่หลักคือวางแผนยุทธศาสตร์การรบ และควบคุม/โยกย้ายกำลังพล (นับเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นระดับเสนาบดี นั่งทำงานในที่ว่าการ วางแผนยุทธศาสตร์บนหน้ากระดาษ) โดยจะมีอำนาจสั่งเคลื่อนพล แต่ไม่มีสิทธิ์คุมทัพ, ตำแหน่งผู้บัญชาการ

ซูมี่ย่วนในเนื้อเรื่องคือ เหยียนซวี

• หน่วยราชองครักษ์ / เตี้ยนเฉียนซือ (บู๊ / ส่วนกลาง): หรือก็คือ กลุ่มราชองครักษ์หน้าพระที่นั่ง หน้าที่หลักคืออารักขาฮ่องเต้ รักษาความปลอดภัยในพระราชวังต้องห้าม และดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวง (นับเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ มีกำลังพล มีอาวุธจริง) โดยจะมีอำนาจคุมทัพ แต่ไม่มีสิทธิ์สั่งเคลื่อนพลเอง, ตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์ในเรื่อง เป็นของเผยอวิ๋นอิ้ง

• แม่ทัพใหญ่ (บู๊ / ภูมิภาค-ชายแดน): แบ่งเป็นแม่ทัพของแต่ละภาคส่วน หรือแม่ทัพของกองกำลังประจำชายแดน พวกเขาจะรับคำสั่งและยุทธศาสตร์จากซูมี่ย่วนแต่ตัวสายการบังคับบัญชาสูงสุดจะขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ โดยมีเตี้ยนเฉียนซือคอยคานอำนาจอยู่ข้างหลังอีกที, ตัวอย่างตำแหน่งนี้ในเนื้อเรื่องคือ แม่ทัพเฉินเวย

• กองกำลังพิทักษ์เมือง / โส่วจวิน (กำลังพลหน้างาน): เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกทหารที่มีหน้าที่ป้องกันเมืองนั้นๆ จากการถูกโจมตี มีหน้าที่เฝ้ารักษาเมือง, ป้องกันกำแพงป้อมปราการ (ไม่จำกัดเฉพาะเมืองหลวง เมืองไหนก็มีโส่วจวินได้) ทำงานขึ้นตรงกับแม่ทัพใหญ่ของแต่ละเมือง, ตัวอย่างตำแหน่งนี้ตามเนื้อเรื่อง คือมือปราบเหลย


ตำแหน่งฝ่ายตุลาการ

ฝ่ายตุลาการนับเป็นเสาหลักในระบบกระบวนการยุติธรรมของราชสำนักจีน โดยจะมีการแบ่งหน้าที่และคานอำนาจกันดังนี้

• กรมอาญา / ซิงปู้: เป็นฝ่ายไต่สวนและบังคับใช้กฏหมาย ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ไต่สวนสืบสวนคดีอาญาทั่วแผ่นดิน และกำหนดบทลงโทษตามประมวลกฎหมาย บทบาทเปรียบเสมือนกระทรวงยุติธรรม + กองปราบปรามในยุคนี้ นับเป็นด่านแรกในการสืบสวนและตัดสินโทษของคดีอาญาทั่วไป, ตัวอย่างผู้ที่ทำงานในภาคส่วนนี้ เช่น ใต้เท้าหลี่... ขุนนางหลางจงแห่งกรมอาญา

• กรมตุลาการ / ต้าหลี่ซื่อ: เป็นฝ่ายทบทวนและตรวจทานคำพิพากษา มีหน้าที่หลักคือตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมายและคำพิพากษาที่ส่งมาจากกรมอาญา รวมถึงรับพิจารณาคดีที่มีข้อสงสัยหรือมีข้อร้องเรียนว่าตัดสินไม่เป็นธรรม (มีอำนาจตีกลับหรือคัดค้านคำตัดสิน) เปรียบเสมือนศาลฎีกา / ศาลอุทธรณ์ในยุคนี้ คือจะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง คานอำนาจไม่ให้กรมอาญาตัดสินลงโทษตามอำเภอใจ, ตัวอย่างผู้ที่ทำงานในภาคส่วนนี้คือผู้พิพากษาฟ่านเจิ้งเหลียน




อำเภอฉางอู่ รัชศกหย่งชางปีที่สามสิบสอง

ยามเช้า ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ท้องถนนกลายเป็นสีขาวราวกับหยก เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ส่งผลให้กลอนคู่ที่ติดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านหลังเล็กเปียกชื้นไปหมด

ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว แต่ในอำเภอแห่งนี้กลับไม่มีบรรยากาศของวันเทศกาลเลยสักนิด ซ้ำบ้านทุกหลังยังปิดประตูหน้าต่างมิดอีกด้วย

เสียงไอเบาๆ ดังมาจากบ้านมืดทึบหลังหนึ่ง จากนั้นเสียงอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าจะไปตักน้ำ”

ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้มีเสียงตอบของสตรีดังขึ้น “อย่าไปไกลนักล่ะ”

“ข้าทราบแล้ว”

ประตูเปิดออกดัง ‘เอี๊ยด’ จากนั้นเด็กหญิงอายุประมาณ แปดเก้าปีในชุดเสื้อนวมผ้าไหมสีดอกทานตะวัน เท้าสวมรองเท้าผ้าฝ้ายสีแดงขาดๆ ก็ก้าวออกมาจากในบ้าน นางยกมือขึ้นกระชับหมวกบนหัวให้ตั้งตรงก่อนจะหิ้วถังน้ำเดินไปตามถนน

เมื่อสามเดือนก่อน อำเภอฉางอู่เกิดโรคระบาด ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วย อาการเริ่มแรกของโรคคือมีไข้ จากนั้นผู้ป่วยก็จะค่อยๆ อ่อนแรงลงจนได้แต่นอนอยู่บนเตียง ทั่วทั้งร่างมีตุ่มสีแดงผุดขึ้นมา ผ่านไปอีกระยะร่างกายก็จะเน่าเปื่อยและตายไปในที่สุด ถึงตอนนั้น คนของทางการก็จะเอาเสื่อมาห่อศพแล้วลากไปเผาทางตะวันออกของเมือง

ครอบครัวตระกูลลู่มีทั้งหมดห้าคน แต่ตอนนี้เหลือเพียงลู่ถงเท่านั้นที่ยังสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ การที่เด็กอายุเก้าขวบเช่นนางต้องดูแลบิดามารดาพี่ชายและพี่สาวด้วยตัวเองเพียงคนเดียวเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่กินแรงอย่างยิ่ง

บ่อน้ำอยู่ที่หน้าประตูวัดเก่าทางประตูตะวันออก แต่ลู่ถงกลับหิ้วถังไม้เดินไปทางตะวันตกของเมือง รองเท้าผ้าของนางขาดเป็นรูโหว่ หิมะจึงค่อยๆ ซึมเข้ามาได้

เด็กหญิงหนาวจนหน้าซีดไปหมด

เดินไปได้ประมาณห้าหกลี้ ผู้คนก็ค่อยๆ บางตาลง แต่บ้านเรือนรอบด้านกลับยิ่งงดงามโอ่อ่าขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเลี้ยวเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง จวนหลังใหญ่สามตอนที่มีประตูสีแดงหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เด็กหญิงหยุดเท้าก่อนจะก้าวไปนั่งลงตรงหน้าสิงโตหินที่ตั้งอยู่ตรงหน้าประตู

นี่คือจวนของหลี่เม่าไฉ... นายอำเภอของที่นี่

หลังจากโรคระบาดผ่านพ้นไป ผู้คนในอำเภอก็ลดน้อยลงมาก เดินอยู่บนท้องถนนก็แทบจะไม่พบเห็นใคร บางครั้งที่เจอก็เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการซึ่งรีบร้อนเข็นรถบรรทุกศพ กลอนคู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลหลี่ยังคงเป็นของปีที่แล้ว ตัวอักษรสีดำถูกฝนชะจนเลือนราง แต่ตรงเสาซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนักกลับมีรถม้าใหม่เอี่ยมคันหนึ่งผูกอยู่

ม้าพ่วงพีสีพุทราแดงหันมามองนางแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงดื่มน้ำที่ละลายมาจากหิมะในราง ลู่ถงนั่งขดตัวกอดขาอยู่ตรงหน้าสิงโตหินพลางเหม่อมองท้องฟ้า

บนท้องฟ้ามีเมฆดำครึ้มกับเกล็ดหิมะขนาดใหญ่โปรยปรายลงมา ในตอนนั้นเอง ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก จากนั้นคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา

เท้าคู่นั้นเคลื่อนไหวช้าๆ สวมรองเท้าสีเขียวอ่อนปักลายเมฆ ประดับด้วยไข่มุกที่เปล่งประกายงดงามเม็ดหนึ่ง ชายกระโปรงที่พลิ้วไหวราวกับกลุ่มหมอกตัดเย็บด้วยผ้าแพรไหมสีขาว

คนที่ก้าวออกมาเป็นสตรีซึ่งสวมหมวกม่านปิดบังใบหน้า

สตรีนางนั้นตั้งท่าจะเดินจากไป แต่ในตอนนั้นเอง มือเล็กๆ คู่หนึ่งก็จับชายกระโปรงของนางพอหญิงสาวก้มลงมอง เด็กหญิงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขลาดๆ “ไม่ทราบว่า... ท่านคือหมอที่รักษาคุณชายหลี่จนหายใช่หรือไม่?”

หญิงสาวชะงัก ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานไพเราะราวกับหยกซึ่งแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นอย่างน่าประหลาด “ทำไมถึงได้ถามเช่นนี้เล่า?”

ลู่ถงเม้มริมฝีปากก่อนจะตอบเสียงเบา “ข้ารออยู่ที่นี่มาหนึ่งเดือน แต่ไม่เห็นศพของคุณชายหลี่ถูกยกออกมาเลย ในช่วงหลายวันมานี้ คนแปลกหน้าที่เข้าออกจวนตระกูลหลี่ก็มีแต่ท่านเท่านั้น” เด็กหญิงแหงนหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า “ท่านคือหมอที่รักษาคุณชายหลี่จนหายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ลู่ถงมาเฝ้าอยู่หน้าจวนนายอำเภอหนึ่งเดือนแล้ว ตอนที่เดินผ่านโรงหมอเมื่อสองเดือนก่อน นางเห็นรถม้าของตระกูลหลี่แล่นเข้าไปในโรงหมอ จากนั้นเด็กรับใช้ก็ประคองคุณชายหลี่ที่ไอไม่หยุดเดินเข้าไปข้างใน

คุณชายหลี่ติดโรคระบาดเหมือนกัน

อำเภอฉางอู่มีคนติดโรคระบาดมากมายนับไม่ถ้วนทุกวัน โรงหมอรับไม่ไหว ซ้ำยังไม่มียาจะรักษา หากคนธรรมดาติดโรคก็ได้แต่นอนรอความตายอยู่ที่บ้าน แต่คุณชายหลี่เป็นบุตรชายคนเดียวของนายอำเภอ ท่านย่อมต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตของบุตรชาย

ลู่ถงซึ่งมาคอยเฝ้าอยู่ที่หน้าจวนตระกูลหลี่เห็นสตรีแปลกหน้านางนี้เข้าไปในจวน จากนั้นก็มีกลิ่นหอมจางๆ ของยาลอยออกมาจากด้านใน หนึ่งวัน สองวัน สามวัน... จนกระทั่งครบหนึ่งเดือน หน้าประตูจวนตระกูลหลี่ก็ยังไม่ได้แขวนผ้าขาว

หลังจากติดโรคแล้ว อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น

หากคุณชายหลี่ไม่ตาย เขาคงรอดชีวิตแล้วสินะ

หญิงสาวก้มลงมองลู่ถง หมวกม่านบดบังใบหน้าของนางอยู่ ทำให้ลู่ถงมองไม่เห็นสีหน้าชัดเจน แต่เด็กหญิงได้ยินเสียงเรียบเรื่อยเหมือนไม่ใส่ใจนักของนางเอ่ยว่า “ใช่ ข้าเป็นคนรักษาเขาจนหาย”

ลู่ถงดีใจมาก

โรคระบาดเกิดมาหลายเดือนแล้ว หมอในโรงหมอตายไปแล้วหลายคนจนไม่มีหมอที่ไหนกล้ามาที่นี่อีก ชาวอำเภอฉางอู่ได้แต่นอนรอความตาย ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับสามารถรักษาคุณชายหลี่ให้หายได้ อำเภอฉางอู่มีทางรอดแล้ว

“แม่นางรักษาโรคระบาดได้ใช่หรือไม่?” ลู่ถงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

สตรีนางนั้นยิ้ม “ข้ารักษาโรคระบาดไม่เป็น แต่แก้พิษเป็นโรคระบาดก็คือพิษชนิดหนึ่ง ย่อมแก้ได้”

ลู่ถงไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก ได้แต่เอ่ยถามเสียงเบา “แม่นาง... ท่านจะช่วยรักษาคนในครอบครัวของข้าได้หรือไม่?”

สตรีนางนั้นก้มหน้าลง ลู่ถงรับรู้ได้ว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ที่ร่างของนางเหมือนกำลังสำรวจตรวจตรา ในขณะที่เด็กหญิงเริ่มจะกระสับกระส่ายนั้นเอง นางก็ได้ยินคนตรงหน้าพูดว่า “ได้สิ” แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ อีกฝ่ายก็พูดต่อว่า “แต่ค่ารักษาของข้า แพงมากเลยนะ”

ลู่ถงตะลึงงัน “... เท่าไหร่หรือเจ้าคะ?”

“นายอำเภอหลี่จ่ายเงินแปดร้อยตำลึงซื้อชีวิตบุตรชายของเขา แม่หนูน้อย ครอบครัวของเจ้ามีกี่คนกันล่ะ?”

ลู่ถงตะลึงมองอีกฝ่าย

บิดาของนางเป็นแค่ครูสอนหนังสือธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากติดโรคระบาดท่านก็ลาออก ส่วนมารดารับงานปักผ้าจากร้านขายของชำเพื่อหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ปกติเวลาไม่มีเรื่อง... ชีวิตก็ยากจนข้นแค้นมากอยู่แล้ว ตอนนี้ครอบครัวยิ่งไม่มีรายได้ เงินที่มีหมดไปกับการซื้อยา ซ้ำพี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองยังอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่าว่าแต่แปดร้อยตำลึงเลย แม้แต่แปดตำลึง ครอบครัวของนางก็จ่ายไม่ไหว

สตรีนางนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้าวผ่านลู่ถงไปทางรถม้า

ลู่ถงมองแผ่นหลังของนาง ภาพห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาที่ทั้งเปรี้ยวทั้งขม ภาพน้ำตาของมารดา เสียงถอนใจของบิดา เสียงปลอบโยนด้วยความอ่อนโยนของพี่สาว ใบหน้าที่พยายามฝืนยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นของพี่ชายปรากฏขึ้นมาในสมองของนาง... เด็กหญิงวิ่งไล่ตามไป “แม่นาง!”

สตรีนางนั้นชะงักเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมา

ลู่ถงคุกเข่าลงพลางเอ่ยอย่างรวดเร็ว “บ้าน บ้านข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น แต่ข้าสามารถขายตัวเองให้ท่านได้ ข้าทำงานได้มากมาย ข้าไม่กลัวความยากลำบาก!” นางแบมือที่มีรอยหยาบด้านให้คนตรงหน้าดู ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ “ปกติข้าเป็นคนทำงานในบ้านทั้งหมด ข้าทำได้ทุกอย่าง! ขอร้องแม่นาง โปรดช่วยคนในครอบครัวของข้าด้วย ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านไปตลอดชีวิต!”

หมวกที่เด็กหญิงสวมอยู่ร่วงลงบนพื้น หน้าผากของนางก้มลงแนบกับพื้นหิมะ ท้องฟ้าหม่นมัว ลมเหนือโชยมากระทบกับโคมไฟที่แขวนอยู่ใต้ชายคาทำให้โคมไฟแกว่งไกวไปมา

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น “ขายตัวเองให้ข้า?”

“ข้ารู้ว่าตัวเองไม่มีค่ามากขนาดนั้น” ลู่ถงกล่าวเสียงสะอื้น “แต่ข้าทำได้ทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ...”

มือคู่หนึ่งประคองนางให้ลุกขึ้น

“เป็นสาวใช้ของข้าลำบากมากเลยนะ เจ้าจะไม่เสียใจจริงหรือ?”

ลู่ถงพึมพำ “ไม่เสียใจ!”

“ดี” หญิงสาวเหมือนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย นางก้มลงเก็บหมวกขึ้นมาสวมให้ลู่ถงด้วยท่าทางอ่อนโยนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “ข้าจะช่วยคนในครอบครัวของเจ้า ส่วนเจ้าก็ไปกับข้า ตกลงไหม?”

ลู่ถงมองนางแล้วพยักหน้า

“เป็นเด็กดีจริงๆ” นางจูงมือลู่ถงพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ตกลงตามนี้”

หลังจากผ่านวันจิงเจ๋อ* อากาศก็ค่อยๆ อบอุ่นขึ้น

ทางใต้ของซีเหลียงมีต้นหญ้าขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ กระแสน้ำอบอุ่น เหล่าบัณฑิตชื่นชอบการปลูกต้นไม้ดอกไม้ ในเรือนหลังเล็กกลางหุบเขาจึงมีกล้วยไม้ป่าและดอกซู่ซิน**ให้เห็นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง อวี๋เหม่ยเหริน***ดอกใหญ่บานสะพรั่ง

ยามนี้เป็นยามเที่ยง ดวงตะวันลอยสูงอยู่เหนือศีรษะ รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านป่าไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมแขนสั้นสีเขียวที่นั่งอยู่ในรถเลิกผ้าม่านขึ้น ร้องถามคนขับรถม้าที่นั่งอยู่ด้านนอก “พี่ใหญ่หวัง อีกนานแค่ไหนจะถึงอำเภอฉางอู่?”

คนขับรถม้าตอบอย่างอารมณ์ดี “ไม่ไกลแล้ว ข้ามภูเขาไปอีกครึ่งลูก สักหนึ่งชั่วยามก็ถึง!”

อิ๋นเจิงปล่อยผ้าม่านลงก่อนจะหันไปมองคนที่อยู่ข้างกาย

หญิงสาวนางนี้มีอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด มีเครื่องหน้างดงาม ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ขับเน้นให้ดวงตาของนางยิ่งสุกใสดำขลับ แม้จะสวมเพียงชุดกระโปรงผ้าสีน้ำเงินเข้มลายพืชน้ำกลางเก่ากลางใหม่ แต่บุคลิกกลับนิ่งเงียบเย็นชา พอได้ยินคำพูดของคนขับรถม้า ขนตาเป็นแพของหญิงสาวก็กระเพื่อมเบาๆ ดวงตาเหมือนจะฉายแววหวั่นไหววูบหนึ่ง

อิ๋นเจิงแอบถอนใจอยู่เงียบๆ

นางติดตามลู่ถงมาครึ่งค่อนปี แต่ยังไม่เคยเห็นคุณหนูของตัวเองแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ออกมาเลย สีหน้าของนางมักจะเฉยชา ราวกับไม่ว่าจะเรื่องใหญ่สักแค่ไหนในสายตาของนางก็ไม่มีค่าควรให้พูดถึง จนกระทั่งใกล้จะถึงอำเภอฉางอู่ นางถึงได้เห็นความมีชีวิตชีวาปรากฏขึ้นมาในดวงตาของลู่ถงบ้าง ดูเหมือนว่ารูปปั้นดินเหนียวท่อนนี้ ค่อยๆ มีชีวิตขึ้นมาเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นคนที่เย็นชาสักแค่ไหน เมื่อกลับถึงบ้านเกิดก็อดจะตื่นเต้นไม่ได้ทั้งนั้น

ลู่ถงนั่งอยู่ในรถม้าเงียบๆ เส้นทางบนภูเขาคดเคี้ยว ทำให้รถม้าโคลงไปโคลงมาจนผลซิ่ง****ที่อิ๋นเจิงเอามาด้วยกลิ้งไปทั่วรถ นางหลุบตาลงมองผลซิ่งบนพื้นพลางปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกล

เจ็ดปีก่อน ลู่ถงก็นั่งรถม้าไปจากอำเภอฉางอู่อย่างเช่นวันนี้ ตอนนั้นนางรู้สึกว่ารถม้าแล่นเร็วมาก พริบตาเดียวก็ไปถึงเมืองที่ไม่คุ้นตา แต่วันนี้เส้นทางกลับสู่บ้านเกิดกลับไกลเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเสียที

นางอยู่กับอวิ๋นเหนียงบนภูเขาเจ็ดปี จนกระทั่งอวิ๋นเหนียงจากไป หลังจากฝังร่างอวิ๋นเหนียงแล้ว นางถึงได้มีอิสระที่จะกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง

ในช่วงระยะเวลาเจ็ดปีนั้น นางเคยเขียนจดหมายถึงบิดา เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่บ้านได้รับจดหมายของนางหรือไม่ ตอนนั้นนางจากไปอย่างเร่งร้อน บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่านางตายไปแล้วก็ได้

ระหว่างที่ลู่ถงจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยไปทางตะวันตก ในที่สุดรถม้าก็หยุดลงที่หน้าประตูเมือง

เสียงของคนขับรถม้าดังขึ้นที่ด้านนอก “คุณหนู ถึงอำเภอฉางอู่แล้วขอรับ!”

ถึงอำเภอฉางอู่แล้ว

อิ๋นเจิงประคองลู่ถงลงจากรถม้า หลังจากจ่ายเงินให้คนขับรถแล้ว นางก็เดินเข้าไปในเมืองกับลู่ถง

ลู่ถงเงยหน้าขึ้น จังหวะนั้น ภาพตรงหน้าเหมือนจะพร่ามัวไปวูบหนึ่ง

ยามนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ บนท้องถนนมีผู้คนและรถราอยู่ไม่น้อย สองฟากถนนมีแผงขายน้ำชาอยู่มากมาย บนโต๊ะมีขนมเปี๊ยะส้มและน้ำตาลงาตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังมีแผงทำนายตัวอักษรและดวงชะตา ริมทะเลสาบในเมืองมีศาลาพักร้อนหลายแห่ง เงาของต้นหลิวสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ ทำให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นสีเขียวเข้มบ้างอ่อนบ้างปะปนกันไป ทอดตามองไปก็เห็นผู้คนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย บรรยากาศคึกคักมาก

แววยินดีปรากฏขึ้นในดวงตาของอิ๋นเจิง “คุณหนู อำเภอฉางอู่คึกคักเหลือเกิน”

ลู่ถงเหม่อมองภาพตรงหน้า

ตอนที่นางจากบ้านไปเป็นฤดูหนาว ซ้ำยังเกิดโรคระบาดพอดี บนท้องถนนจึงเงียบเหงาไร้ผู้คน ตอนนี้กลับมาบ้านอีกครั้ง อำเภอเล็กๆ แห่งนี้เจริญขึ้นมาก ซ้ำบรรยากาศก็คึกคัก แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างน่าประหลาด

ลู่ถงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ไปกันเถอะ”

ถนนของอำเภอฉางอู่กว้างขึ้นมาก เมื่อก่อนพื้นถนนเป็นดิน พอถึงฤดูร้อนมีฝนตก บนท้องถนนก็เต็มไปด้วยดินโคลน แต่ตอนนี้ถนนกลับปูด้วยหินละเอียด ล้อรถม้าจึงแล่นผ่านไปได้อย่างมั่นคง

ร้านผ้าและร้านข้าวสารซึ่งเคยอยู่สองฝั่งถนนกลายเป็นร้านสุราและร้านน้ำชาที่ไม่คุ้นตา ทำให้ท้องถนนในยามนี้แตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง

ลู่ถงอาศัยความทรงจำเดินไปตามท้องถนนช้าๆ บางครั้งก็ค้นพบร่องรอยของอดีตที่หลงเหลืออยู่ เช่นบ่อน้ำที่อยู่หน้าวัดทางประตูตะวันออก หรือรูปหล่อวัวสำริดที่ตั้งอยู่ในศาลเจ้าในเมือง

หลังจากเดินผ่านตรอกที่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนแห่งหนึ่งแล้วเดินตรงไปอีกสองสามร้อยก้าว ลู่ถงก็หยุดเท้าลง

อิ๋นเจิงมองไปข้างหน้าแล้วก็อดตกใจไม่ได้ “คุณหนู...”

ตรงหน้าคือบ้านที่ทรุดโทรมมากหลังหนึ่ง

กำแพงดินและประตูบ้านถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม ตัวบ้านยิ่งไม่มีเค้าในอดีตหลงเหลืออยู่ สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียงท่อนไม้สีดำเกรียมซึ่งพอจะมองออกว่าเคยเป็นกรอบประตูเท่านั้น เมื่อยื่นหน้าไปดมใกล้ๆ ยังมีกลิ่นควันแสบจมูกอีกด้วย

อิ๋นเจิงมองลู่ถงอย่างไม่สบายใจ คุณหนูหยุดอยู่ตรงนี้ ย่อมหมายความว่าที่นี่คือบ้านของนาง

แต่ตอนนี้ที่นี่หลงเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังหลังจากเกิดไฟไหม้เท่านั้น

แล้วเจ้าของบ้านล่ะ?

ลู่ถงจ้องกรอบประตูไหม้เกรียมตาเขม็ง ใบหน้าของนางซีดลงเรื่อยๆ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วจนยากจะก้าวเดินต่อไปได้

ในตอนนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง

“พวกเจ้าเป็นใคร มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?”

ทั้งสองหันกลับไปก็เห็นหญิงชราซึ่งหาบขนมฝูหลิงไว้บนบ่าคนหนึ่ง กำลังมองมาด้วยสายตาสงสัย

อิ๋นเจิงมีสติปัญญาฉลาดเฉลียว นางรีบฉีกยิ้มก่อนจะเดินไปซื้อขนมฝูหลิงในหาบของหญิงชราพลางเอ่ยถาม “ท่านป้า คุณหนูของข้าเป็นญาติห่างๆ ของตระกูลลู่ เรามาที่นี่เพราะคิดจะมาขอพึ่งพิง แต่ทำไม... ที่นี่เกิดไฟไหม้งั้นหรือ ไม่ทราบว่าตอนนี้เจ้าของบ้านไปอยู่ไหนแล้วเจ้าคะ”

หญิงชราที่ขายขนมฝูหลิงได้ยินอิ๋นเจิงพูดถึง ‘ตระกูลลู่’ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงมาก นางรับเงินไปจากอิ๋นเจิงพลางตอบ “มาขอพึ่งพิงตระกูลลู่หรือ?” นางเหลือบมองลู่ถงที่ยืนอยู่ด้านหลังอิ๋นเจิงแวบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “บอกให้คุณหนูของเจ้ารีบกลับไปเสียเถอะ ที่นี่ไม่มีใครอยู่แล้ว”

“ไม่มีใครอยู่แล้ว?” อิ๋นเจิงเหลือบมองลู่ถงที่ยืนอยู่ด้านหลังก่อนจะถามยิ้มๆ “หมายความว่าอย่างไร”

หญิงชราถอนใจ “เจ้าไม่รู้หรือ? คนตระกูลลู่ตายหมดทั้งครอบครัว ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนแล้ว”

“ตายไปหมดแล้ว?”

หญิงชราเงยหน้าขึ้นก็พบว่า คนที่โพล่งออกมาคือหญิงสาวที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาคนนั้น

จังหวะต่อมา เหรียญทองแดงพวงหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในมือของนาง อิ๋นเจิงกว้านซื้อขนมฝูหลิงที่อยู่ในหาบชั้นบนสุดไปทั้งหมดพลางเอ่ยถามต่อว่า “เรามาจากต่างถิ่น ไม่ทราบเรื่องของตระกูลลู่ รบกวนท่านป้าช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยเถิด เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลลู่กันแน่?”

หญิงชราแอบคลำเหรียญทองแดงในมือก่อนจะตอบว่า “จะว่าไปตระกูลลู่ก็ช่างโชคร้ายนัก ก่อนหน้านี้ตระกูลลู่ได้บุตรเขยเป็นคนเมืองหลวง เพื่อนบ้านในตรอกต่างก็อิจฉามาก ใครจะไปรู้ว่า... เฮ้อ!”

สองปีก่อน ลู่โหรวบุตรสาวคนโตของตระกูลลู่ออกเรือน ครอบครัวสามีของนางเป็นตระกูลคหบดีในเมืองหลวง มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย สินสอดที่ส่งมามีจำนวนมากถึงสี่สิบหาบ เพื่อนบ้านเห็นแล้วต่างก็อิจฉามาก ลู่เหล่าเตีย*****เป็นครูสอนหนังสือธรรมดาคนหนึ่งในอำเภอฉางอู่ ซ้ำครอบครัวยังมีฐานะยากจน เดิมการแต่งงานครั้งนี้ตระกูลลู่ก็เป็นฝ่าย ‘อาจเอื้อมจนเกินงาม’ อยู่แล้ว มิหนำซ้ำคุณชายตระกูลคหบดีคนนั้นยังหน้าตาหล่อเหลาและอ่อนโยนอีกด้วย ทว่าเมื่อยืนคู่กับบุตรสาวคนโตของตระกูลลู่ซึ่งมีรูปโฉมงดงามก็นับได้ว่าเหมาะสมกันยิ่งนัก





____________________

* 1 ใน 24 ฤดูกาลของจีน มีความหมายว่าตื่นจากฤดูจำศีล กล่าวคือแมลงและสัตว์ที่จำศีลอยู่จะตื่นขึ้นมาหาอาหาร โดยทั่วไปจะตรงกับประมาณวันที่ 5 – 7 มีนาคมของทุกปี

** มะลิก้านแดง

*** ดอกป๊อบปี้สีแดง

**** แอพริคอต

***** บิดาแซ่ลู่