วาระซ่อนเร้น

Shayna
  •   63 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 13,969
  • อัพเดทล่าสุด 20/05/2018 19:04:48

สั่งซื้อเวอร์ชั่นหนังสือ

เรื่องนี้มีเวอร์ชั่นหนังสือวางขายสามารถกดที่ปุ่มด้านล่างเพื่อสั่งซื้อกับนักเขียนโดยตรง
ซื้อหนังสือ

สั่งซื้อ E-book

เรื่องนี้มีเวอร์ชั่น E-book สามารถกดที่ปุ่มเพื่อซื้อ E-book ได้ที่นี่
ซื้อ E-book

บทนำ

อเมริกา’ ประเทศที่ผู้คนจำนวนมากจากทั่วโลกขวนขวายดิ้นรนเพื่อหาทางมาขุดทองหลายทศวรรษ ทว่าศราวณะซึ่งเพิ่งเหยียบย่างมาเป็นครั้งแรก กลับหนาวเหน็บในอกอย่างบอกไม่ถูก เมื่อก้าวออกจากเครื่องบินสัญชาติอเมริกัน

สามเดือนก่อน เธอถูกขอร้องแกมบังคับจากพี่สาวคนรองที่แต่งงานกับหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกัน ให้มาช่วยเลี้ยงลูกสาวที่อายุเกือบสองขวบ แม้ไม่อยากมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงจำเป็นมากขนาดไหน แต่เธอก็ทนแรงกดดันจากทางบ้านและพี่สาวไม่ไหว

ศศินารา หรือ พี่จันทร์ อายุมากกว่าเธอห้าปี เคยทำงานเป็นรีเซปชันนิสต์ของโรงแรมห้าดาวในกรุงเทพฯ และนั่นคือสถานที่ที่พบรักกับเจสันซึ่งเดินทางไปเที่ยวเมืองไทย ทั้งสองคบหากันไม่ถึงปี เจสันก็ยกขันหมากไปสู่ขอ จัดงานแต่งงานกันอย่างเอิกเกริกก่อนจะพาเดินทางไปอยู่อเมริกา

ตอนนั้นเธออายุย่างยี่สิบปี กำลังจะขึ้นมหาวิทยาลัยปีสาม ส่วนเจสันอายุประมาณสี่สิบปี เขาเป็นผู้ใหญ่ใจดี รักและวางความสุขของศศินาราไว้เหนือทุกสิ่ง ความอบอุ่นใจกว้างของเขาทำให้เธอถึงกับตั้งปณิธานว่าหากต้องแต่งงานกับใครสักคน ผู้ชายคนนั้นจะต้องรักเธอและครอบครัวเหมือนอย่างที่เจสันรักศศินารา

สมาชิกในครอบครัวของเจสันไม่ได้เดินทางมาร่วมงานแต่งสักราย มีเพียงเจ้านายของเขาเท่านั้นที่เดินทางมาทำหน้าที่เป็นทั้งเถ้าแก่และเพื่อนเจ้าบ่าวในการสู่ขอ ตอนที่พี่สาวกับเจสันขอร้องให้เธอคอยดูแลและพาเจ้านายเที่ยวในกรุงเทพฯ นั้น เธอคิดว่าเขาคงแก่กว่าเจสันอย่างน้อยสิบปี ทว่าพอเดินทางไปรับที่สนามบินก็ถึงกับอึ้งในความหนุ่มแน่นและความหล่อเหลาระดับดาราฮอลลีวูดของเขา

พอล ไวส์แมน ในตอนนั้นอายุเพียงยี่สิบแปดปี เขาสูงเสียจนเธอซึ่งสูงเกินมาตรฐานสาวไทยกว่าสิบเซ็นติเมตรยังต้องแหงนคอตั้งบ่า พอลแผ่รัศมีโดดเด่นกลบทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่อยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ทั้งที่เขาสวมแค่เสื้อยืดสีฟ้าอ่อน ทับด้วยเสื้อเบลเซอร์สีกรมท่าและกางเกงยีนสีเข้ม เธอมองเขาไม่วางตาราวกับถูกตรึงด้วยมนตร์สะกดตั้งแต่เห็นลากกระเป๋าเดินทางยี่ห้อ หลุยส์ วิตตอง บนไหล่สะพายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก ย่างก้าวด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับราชสีห์เยื้องย่างอยู่กลางทุ่งหญ้าสะวันนา ออกมายังฮอลล์ต้อนรับผู้โดยสาร หากจะบอกว่าเขาขโมยลมหายใจของเธอกับผู้หญิงที่ยืนอยู่บริเวณนั้นไปชั่วขณะ ก็คงไม่ผิดนัก

เธอเห็นเขาผ่อนฝีเท้า ไล่สายตามองป้ายที่คนไปรอรับแขกต่างชาติถืออยู่ หลายคนชูป้ายขึ้นสูงเหมือนกลัวผู้โดยสารที่นัดแนะไว้จะมองไม่เห็น เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่มองผ่านเขาไปที่ฝรั่งสูงวัย ท่าทางภูมิฐานหลายคนที่เดินตามหลังเขาออกมา เพราะคิดว่าพอลหนุ่มแน่นเกินกว่าจะเป็นเจ้านายของเจสัน รู้ตัวอีกทีก็แทบสำลักลมหายใจตัวเอง ร้อนวูบวาบไปทั้งร่างเพราะร่างสูงใหญ่เดินมาหยุดอยู่ข้างหน้า เขามองเธอสลับกับกระดาษในมือแล้วยิ้มตาพราวระยับ

‘ผมเดาว่าคุณมารอรับผม’ คำพูดพร้อมกับการขยิบตาเย้าแหย่ทำเอาสาวน้อยศราวณะในวันนั้นมือเท้าอ่อน แทบรูดลงไปกองกับรองเท้าหนังราคาแพง จากที่แอบมองและคิดว่าผู้ชายคนนี้ดูดีมากในระยะห้าสิบเมตร พอยืนห่างกันแค่ช่วงแขนและเห็นดวงตาสีฟ้าเทอคว็อยซ์ไหวระริกล้อแสงไฟ ก็ยิ่งรู้สึกว่าคำว่าดูดีมันได้แค่เศษเสี้ยวของเขาเท่านั้น

ผู้ชายคนนี้คือนิยามของคำว่าสมบูรณ์แบบโดยแท้ เธอเดาว่าเขาน่าจะสูงอย่างต่ำร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ช่วงแขน ขาและลำตัวได้สัดส่วนกันอย่างเหมาะเจาะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาออกกำลังกายอย่างต่ำอาทิตย์ละห้าวัน เธอเห่อร้อนไปถึงรากผมเมื่อหลุบตาลงต่ำ แล้วเห็นลำตัวเพรียวยาวสมส่วน ไม่ต้องจับถอดผ้าก็รู้ว่าภายใต้เสื้อยืดตัวนั้นคงเต็มไปด้วยลอนซิกแพ็คซ์แสนเร้าใจเบียดอัดกันอย่างแน่นขนัด และใต้สะดือก็คงมีแนวขนสีน้ำตาลเฉียดเดียวกับผมบนศีรษะได้รูป ขึ้นเป็นแนวดิ่งลงสู่ใต้เอวกางเกง

ความคิดแสนทะลึ่งตึงตังนี้ทำเอาเธอแอบโบ้ยความผิดไปให้ต้นฉบับของนักเขียนบางคน และเพื่อนเกย์ขาหื่นอย่างณัฐวุฒิ ซึ่งบังคับให้เธอกับเพื่อนในกลุ่มเรียกว่าแนตตี้ เพราะทำให้อิทธิพลทางความคิดแบบทะลึ่งๆ เกี่ยวกับสรีระของเพศชาย

‘เอาแต่จ้องแล้วหน้าแดงแบบนี้ ผมคิดลึกนะสาวน้อย’ พอลกระเซ้ากลั้วหัวเราะเหมือนขันเสียเต็มประดา แววตารู้ทันกึ่งล้อเลียนของเขาทำเธอหน้าแดงแปร๊ด

‘คะ เอ่อ...คุณคือ... มิสเตอร์พอล ไวส์แมน เหรอคะ’ เธอส่งภาษาอังกฤษแบบติดๆ ขัดๆ พร้อมยกกระดาษขนาดเอสี่ที่มีชื่อและนามสกุลของเขาขึ้นมาบังหน้าแดงเป็นสาวขี้เมาของตัวเอง อายจนอยากแทรกพื้นคอนกรีตหนีที่โดนจับได้แบบคาหนังคาเขา

‘ครั้งสุดท้ายที่ผมเช็กก็...คิดว่าใช่นะ’

‘ค่ะ เจสันกับพี่จันทร์ให้ฉันมารับคุณไปส่งที่โรงแรมและพาเที่ยวกรุงเทพฯ สองวันก่อนพาไปกาญจน์ฯ ค่ะ’ เธอลดมือที่ถือกระดาษลง ยิ้มปากสั่นบอกเร็วปรื๋อโดยไม่สนว่าไวยกรณ์จะผิดเพี้ยนหรือเปล่า ยิ่งสบตาสีฟ้าน้ำทะเลแวววาวอย่างมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ คู่นั้น ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีผีเสื้อนับร้อยตัวบินว่อนอยู่ในช่องท้อง ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ เธอไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเวลามองหนุ่มคนไหนมาก่อน

เขายิ้มกรุ้มกริ่มแบบไม่สงวนท่าที ‘ขอบคุณมาก คุณต่างจากที่ผมคาดไว้เยอะ’

นัยน์ตาคมกริบไล่มองตั้งแต่หัวจดปลายเท้าของเธอราวกับนักธุรกิจที่กำลังประเมินสินค้าบางอย่าง เธอไม่แน่ใจว่าอุปาทานไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าเขามองอ้อยอิ่งตรงริมฝีปากนานมากเป็นพิเศษจนต้องเม้มปากไว้ นั่นแหละเขาถึงยอมขยับสายตาขึ้นมาสบตาเธอ

‘คุณก็เหมือนกันค่ะ’

‘ผมหวังว่าเราจะใจตรงกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะคัปเค้ก’ พอลพูดกำกวมพลางขยิบตาเจ้าชู้ให้ ทำเอาเธอซึ่งขณะนั้นมีแฟนอยู่แล้วถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง มันแย่มากที่เธอรู้สึกแบบนั้นกับคนที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่กี่อึดใจ ในขณะที่ไม่เคยรู้สึกแบบเดียวกันกับแฟนหนุ่มอย่างอธิปที่คบหามาร่วมสามเดือน

เธอปลอบใจตัวเองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงจะหวั่นไหว เวลาได้สบตาและอยู่ใกล้ผู้ชายเพอร์เฟ็กต์ ขณะเดียวกันก็แอบคิดว่าเขาคือบุคคลอันตรายที่ไม่น่าเข้าใกล้

คืนนั้นเธอขับรถไปส่งเขาที่โรงแรมห้าดาวในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ กว่าจะเดินทางถึงที่พักก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืน พอลฉกวูบลงมาหอมแก้มของเธอ กระซิบขอบคุณและอวยพรให้หลับฝันดีด้วยน้ำเสียงเหมือนจะชวนขึ้นเตียง เขาส่งยิ้มล้อเลียน พราวระยับเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งเหมือนถูกสาป พอตั้งสติได้ เธอก็เผ่นแผล็วขึ้นรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ของตัวเอง สตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยมือไม้สั่นและกระชากรถจากหน้าล็อบบีแห่งนั้นเร็วราวกับกำลังหนีผู้ฆาตกรเจ้าของฉายา ‘นักฆ่าห้าร้อยศพ’

นั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่พอลแสดงความสนิทสนมกับเธอ เพราะระหว่างการพาทัวร์กรุงเทพฯ สองวัน เขามักจะหากำไรจากเธอประจำ พอลถึงเนื้อถึงตัว เขาจับมือถือแขนเธอและอ้างว่ากลัวการข้ามถนนในเมืองไทย บ้างก็บอกว่ากลัวหลงหรือคลาดกัน พอรู้ว่าเธอมีแฟนก็ทำเป็นสั่งสอนว่าผู้ชายในวัยเรียนไม่ได้จริงจังถึงขั้นอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่คบหา ร้อยทั้งร้อยคิดแต่จะหาความสุขทางเพศรสเท่านั้น หากหลับตาและฟังจะรู้สึกเหมือนเขาตักเตือนด้วยความปรารถนาดี แต่การคุยไปมองตากันไป มันทำให้เธอตีความสายตาร้อนแรงคู่นั้นว่าเขาพูดดีแต่ประสงค์ร้าย

แม้เธอจะเห็นด้วยกับบางสิ่งที่พอลพูด แต่ก็แอบแย้งในใจว่าเขาเองก็น่ากลัวไม่แพ้อธิป บางทีอาจน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำเพราะรู้ทั้งรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ก็ยังเอาหูทวนลม แถมยังชอบลอบมองเธอด้วยสายตาหื่นกระหายบ่อยๆ ด้วย

พอลกับอธิปเผชิญหน้ากันในวันที่ต้องเดินทางไปกาญจนบุรี เขาเช่ารถสปอร์ตยี่ห้อดังตั้งแต่วันที่สองของการอยู่กรุงเทพฯ ให้เหตุผลกับว่ารถของเธอนั่งไม่สบาย แผนการพาเขานั่งรถไปกาญจนบุรีพร้อมกับอธิปจึงต้องเปลี่ยนกะทันหัน แฟนของเธอโกรธจนควันออกหูเมื่อบอกว่าจำเป็นต้องนั่งรถกับพอลเพื่อบอกเส้นทางและเขายังไม่ชินกับการขับรถเลนซ้าย

นั่นคือชนวนสงครามระหว่างทั้งคู่ซึ่งคนวางตัวลำบากที่สุดคือคนกลางอย่างเธอ

อธิปทำตัวเป็นเงาตามตัวของเธอนับแต่นั้น ขณะที่พอลกลายเป็นขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ รวมไปถึงคนแก่แม่หม้ายเพราะความหล่อเหลาแบบฉกาจฉกรรจ์ของเขา ทว่าทุกครั้งที่เธอลอบมองไปทางเขา ใจก็เต้นเป็นกลองมโหระทึก เพราะมักจะพบว่าดวงตาร้อนแรงคู่นั้นจับจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว

คืนที่ศศินารากับเจสันฉลองงานแต่งงานที่รีสอร์ตสี่ดาวของกาญจนบุรีนั้น พอลขอเธอเต้นรำโดยไม่สนสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของอธิป เขาพูดระหว่างการเต้นรำว่าอธิปไม่ใช่ผู้ชายสำหรับเธอ และนั่นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนอดกลั้นของเธอขาดผึง กล้าเค้นเสียงถามกลับเชิงประชดประชันว่าแล้วผู้ชายแบบไหนกันที่เหมาะกับเธอ เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูแดงก่ำของเธอ เอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจว่า

‘เลิกหลอกตัวเองเสียทีเถอะซาร่าห์ คุณก็รู้ว่าระหว่างเราสองคนมันมีแรงดึงดูดมหาศาล ผมไม่เคยรู้สึกรุนแรงขนาดนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เลิกกับหมอนั่นซะ!’

‘ระหว่างเรามันไม่มีอะไรเลยค่ะมิสเตอร์ไวส์แมน ยกเว้นคุณอารมณ์เปลี่ยวและต้องการหาคู่นอนชั่วคราวเท่านั้น ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับคุณเลย และคุณก็ไม่ใช่สเป็กของฉัน เพราะฉันชอบหนุ่มเอเชียค่ะ’ เธอจำได้ว่าเงยหน้าจ้องเขาตาไม่กะพริบ แต่จนแล้วจนรอดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หลุบตาลงต่ำเสียเอง

‘คุณจะหลอกตัวเองอย่างนั้นก็ได้ซาร่าห์ แต่เชื่อเถอะ ผมไม่เคยมองอะไรผิด’ เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แล้วพาเธอออกจากฟลอร์เต้นรำ

เธอทำเป็นไม่มอง ไม่สนใจว่าเขาทำอะไร หรือคุยกับใครหลังจากนั้น แต่แล้วก็ต้องตกใจแทบช็อก เมื่อเดินออกไปสูดอากาศนอกบริเวณงานตอนดึกแล้วถูกกระชากเข้าสู่มุมอับแสง เธออ้าปากค้างในอารามตกใจทันทีที่เห็นหน้าของผู้กระทำการอุกอาจชัด ก่อนจะตัวแข็งทื่อเมื่อปากร้อนระอุบดขยี้ลงมาแบบไม่ให้ตั้งเนื้อตั้งตัว พอลควานลิ้นเข้าสู่ภายในโพรงปากของเธออย่างหื่นกระหาย

ลีลาจูบแสนเร่าร้อน กลิ่นของบรั่นดีราคาแพงที่อวลอยู่ในอุ้งปากอุ่นกับลมหายใจอุ่นจัด ชวนให้มึนเมาและวาบหวามในเวลาเดียวกัน เพราะมัวแต่อยู่ในภวังค์ช็อกกับการจู่โจมอุกอาจ เธอจึงปล่อยให้เขาปล้นจูบแรกในชีวิตสาวไปโดยไม่ได้ขัดขืน กว่าจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองก็ตอนที่หูได้ยินเสียงร้องอย่างเดือดดาลของอธิปซึ่งกระชากหัวขโมยอย่างเขาออกไปต่อยหน้าท่ามกลางเสียงหวีดร้องอย่างตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์

ความชุลมุนวุ่นวายนั้นผ่านมากว่าสี่ปีแล้ว ทว่าเธอยังจำรายละเอียดสุดระทึกได้ดีประหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วาระซ่อนเร้น วางแผงมาหลายเดือนแล้วนะคะ แต่นำมาให้ทดลองอ่านค่า เนื้อหาลงประมาณ 70% เท่านั้นนะคะ อ่านแล้วชอบอกชอบใจ ก็ฝากอุดหนุนด้วยเน้อ



รีวิวล่าสุด

ความเห็นโดย จักรินทร์
ลุ้นๆ รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
เมื่อ 1 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว อ่านไปถึง วาระรักร้าว 4

ความเห็นโดย Paabpats
หวังว่าคงไม่ใช่พี่สาวนางเอกหรอกนะ
เมื่อ 2 เดือน 4 วันที่แล้ว อ่านไปถึง วาระรักร้าว 2