เปลี่ยนชะตาร้ายให้กลายมาเป็นชะตารัก
รักโรแมนติก
เปลี่ยนชะตาร้ายให้กลายมาเป็นชะตารัก
รักโรแมนติก
เสิ่นเจียอีไม่เคยคิดเลยว่าตนจะได้ทะลุมิติเหมือนอย่างในนิยายที่เคยอ่าน แล้วที่สำคัญร่างนี้ยังเป็นถึงคุณหนูตัวร้ายที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าวางยาปลุกกำหนัดฉินอ๋อง จนเกือบจะถูกอีกฝ่ายฆ่าตายอีกด้วย
  • 5 ตอน
  • 81
นิยายโดย
  • 8 คนติดตาม
บทนำ

บทนำ

คำกล่าวที่ว่าเรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ เสิ่นเจียอีคุณหนูแห่งอินเตอร์กรุ๊ป ทายาทบริษัทนำเข้ารถยนต์รายใหญ่ กล้ายืนยันได้เลยว่ามันคือเรื่องจริงที่ทำให้เราทั้งเจ็บปวดแล้วก็มีความสุขในเวลาเดียวกัน

ถามว่าสิ่งที่เรียกว่าความสุขคืออะไร? ตอบได้เลยว่ามันคือการให้และการเสียสละ ได้มองเห็นคนที่เรารักมีความสุข ได้เห็นเขามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ส่วนสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ ก็คือการต้องเก็บซ่อนความรู้สึกที่เกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทให้ลึกสุดใจ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์อันยาวนานต้องสิ้นสุดลง แค่เพียงเพราะว่าเธอทรยศในคำมั่นสัญญาที่เคยสาบานเอาไว้ว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป

หญิงสาวหลับตาลง ปล่อยให้หยดน้ำสีใสกลิ้งลงบนร่องแก้ม ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ ยกหลังมือปัดน้ำตาออกจากใบหน้านวลผ่อง ค่อยๆ ลืมตามองสถานที่จัดงานแต่งงานหรูหราบนเรือสำราญ ด้วยสายตาเศร้าหมอง แต่เพียงกระพริบตาเดียวนัยน์ตากลมโตก็กลับมาสดใสได้อีกครั้ง รอยยิ้มหวานแต่งแต้มบนใบหน้า แต่ถ้าหากใครจะสังเกตดูดีๆ ในแววตาคู่งามมีความเสียใจมากมายซ่อนอยู่

“อาอี มาหลบอยู่ท้ายเรือนี่เองหาตั้งนานแหนะ” ร่างสูงเดินมาหยุดยืนเบื้องหลังของเพื่อนสนิท พลางร้องทักด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก

ขนตางามงอนกระพริบตาขึ้นลงปริบๆ ก่อนที่ร่างสมส่วนจะหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าบ่าวของงานในวันนี้

“มีอะไรอีกล่ะ” ในน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายรำคาญกลับแฝงด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย

“ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ อยู่ดีๆ เธอก็เดินหายออกมาตั้งนาน เจ้าสาวของผมบอกว่าอาอีกำลังไม่สบอารมณ์กับอะไรบางอย่าง จึงรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ถามจริงเธอไม่พอใจอะไรพวกเราหรือเปล่า รีบกลับไปอธิบายให้กระจ่างเลยนะครับ”

แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่หลินผิงก็ไม่เคยพูดจาหยาบคายขึ้นมึงขึ้นกูใส่เสิ่นเจียอีเลยสักครั้ง เพราะทางครอบครัวมักจะสั่งสอนอยู่เสมอว่าควรพูดจาให้เกียรติผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ส่วนเสิ่นเจียอีนั้นไม่ต้องพูดถึง เธอพูดจาไม่ดีใส่ใครไม่เป็นอยู่แล้ว เพราะมีพื้นฐานครอบครัวที่ดีมาก ทัศนคติรวมถึงพื้นฐานทางด้านอารมณ์ จิตใจ จึงดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้นคำพูดแทนตัวของทั้งสองจึงฟังดูสุภาพมีมารยาท ไม่เหมือนเพื่อนซี้คู่อื่นๆ เลยสักนิด

“จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ฉันแค่ออกมาสูดอากาศเองนะ” หญิงสาวแย้งด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก จะให้บอกความจริงไปได้อย่างไรว่าตนแอบคิดไม่ซื่อ แล้วเจ้าสาวก็จับสังเกตได้ว่าอะไรเป็นอะไรมาตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้จึงได้กล่าววาจาเยาะเย้ยถากถางหนักกว่าทุกครั้งที่เจอกัน จนเธอต้องหลบมายืนสงบสติอารมณ์คนเดียวเงียบๆ เหมือนอย่างที่เห็น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่พอใจกับการแต่งงานในครั้งนี้เสียเมื่อไหร่ ออกจะยินดีที่ทั้งคู่ลงเอยกันด้วยซ้ำ และยังคิดว่าหลังจบงานแต่งเธอก็จะบินไปดูงานที่ต่างประเทศ หรืออาจจะย้ายไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรเสียด้วยซ้ำไป เพื่อตัดจบปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลัง

“อย่ามาโกหก เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปี มีหรือที่ผมจะดูไม่ออกว่าเธอไม่พอใจกับการแต่งงานของผม เพราะเธอไม่ชอบเสี่ยวเหมยใช่มั๊ย” เขาพ่นลมหายใจแรงๆ สองสามครั้ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ไม่ชอบแล้วอย่างไรล่ะ จะให้ผมประกาศยกเลิกงานแต่ง และยุติความสัมพันธ์ทั้งหมดเพียงเพราะว่าเธอไม่ชอบเหรอ ฟังนะอาอี เธอไม่ใช่แม่ของผม เป็นแค่เพื่อนเอาสิทธิ์อะไรมาไม่พอใจกันล่ะ แค่เสี่ยวเหมยรักผมแล้วผมก็รักเสี่ยวเหมย เท่านี้มันก็มากพอแล้วนี่น่า”

“ทำไมพูดกับฉันแบบนี้” เธอถามเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของคนตรงหน้า เธอเสียใจมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาความดีของเธอไม่เคยมีค่าเลยหรืออย่างไร

“แล้วทำไมจะพูดไม่ได้กันล่ะครับ ก็เธอกำลังเป็นแบบนั้นอยู่จริงๆ เอาล่ะ ผมจะขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย เสี่ยวเหมยเป็นคนที่ผมรักมาก ส่วนเธอเองก็เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ผมไว้ใจ เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอะไรให้ผมลำบากใจจะดีกว่า เพราะถ้าต้องเลือกแตกหักกับใครสักคนจริงๆ ผมก็ไม่ลังเลที่จะเลือกหรอกนะ รีบไปกันเถอะ” หลินผิงกล่าวตัดบทอย่างรำคาญ เขาไม่รู้หรอกว่าระหว่างเจียอีกับเสี่ยวเหมยมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่เขารู้สึกไม่ชอบใจเลยที่เห็นเสิ่นเจียอีทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าคนรักของเขา

หญิงสาวขืนตัวไม่ยอมเดินตาม พร้อมใช้สายตามองคนตรงหน้าด้วยความผิดหวัง ก่อนเธอจะเอ่ยปากขอเวลาสงบสติอารมณ์ชั่วครู่

“นายไปก่อนเถอะ ฉันขอเวลาสงบสติอารมณ์10นาที แล้วจะรีบตามไป”

“ไม่ได้” หลินผิงหันมาตะคอกใส่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ทำไม” เธอสะดุ้งตกใจพลางย้อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

“อย่าทำตัวมีปัญหา”

จากอาการตกใจในคราแรกเปลี่ยนเป็นความโมโห เธอจึงพูดโพล่งออกไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงเป็นครั้งแรก

“ฉันหรือสมองของนายที่มีปัญหากันแน่ เสียแรงที่คบกันมาตั้งแต่เด็กๆ คำว่าเพื่อนไม่เคยมีความหมายสำหรับนายเลยหลินผิง”

“อาอี ผม..”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปเถอะ ไปหาเจ้าสาวผู้เสแสร้งเก่งของนาย”

ชายหนุ่มแสดงท่าทางฮึดฮัด ก่อนจะพยักหน้าแล้วยอมถอยจากไปตามความต้องการของอีกฝ่าย

หญิงสาวยืนมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนสุดสายตา แล้วค่อยหันกลับไปมองผืนน้ำกว้างด้วยใจที่กำลังแหลกสลาย ไม่คาดคิดว่าจู่ๆ ร่างของเธอก็ถูกอุ้มลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะถูกโยนลงไปในแม่น้ำลึกโดยไม่ทันตั้งตัว

เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียง สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เธอพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือน้ำ พร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือคนบนเรือที่กำลังยืนมองลงมาได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาใดๆ

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

ราวกับว่าทุกอย่างได้ถูกวางแผนและรอจังหวะลงมือมาเป็นอย่างดี ที่สำคัญคนร้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นน้องชายบุญธรรมของเธอเอง และเขาก็รู้ดีไม่ต่างจากหลินผิงว่าเธอว่ายน้ำไม่เป็น

ทำไม? คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆ จมหายลงไปใต้น้ำ แล้วจากนั้นภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่ขาดสาย ก่อนถูกความมืดมิดกลืนกินไปจนหมดสิ้น

สำนึกสุดท้าย นึกถึงบุญคุณของบิดามารดา และกล่าวคำร่ำลาถึงใครบางคน

“ลาก่อน สหายรัก”