ตุลาการสองภพ 画骨女仵作-1. เปิดโลงแล้วละเลงสี

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ตุลาการสองภพ 画骨女仵作

1. เปิดโลงแล้วละเลงสี

ซีเจิ้นศกปีที่ 20 แคว้นเป่ยเหลียง เมืองจิ่นเจียง

ณ วันหนึ่งในเดือนแรกของปี อากาศอันแปรปรวนเปลี่ยนท้องฟ้าสว่างใสให้กลับกลายเป็นท้องทะเลสายฟ้าและพายุฝนห่าใหญ่ ถนนหินปูนสายเล็กลื่นไถลได้ง่ายจากตะไคร่น้ำ ซ้ำยังถูกปกคลุมไปด้วยแอ่งน้ำสีขุ่นมัว

จี้อวิ๋นซูกำร่มคันหนึ่งเอาไว้ในมือ ส่วนอีกข้างประคองกอดกล่องไม้จันทน์ซึ่งแกะสลักอย่างประณีตเอาไว้ในอ้อมแขน หญิงสาวก้าวเดินอย่างระมัดระวังเช่นนี้ไปจนถึงประตูทางเข้าจวนตระกูลโจว

ในเดือนที่หนึ่งของปี ทุกบ้านมักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสนุกสนานรื่นเริง ทว่าจวนตระกูลโจวมีเพียงผ้าซาตินสีขาวนวลและโคมไฟสีเดียวกันประดับประดาไว้ตามจุดต่างๆ ที่ด้านหน้าเท่านั้นเพราะเมื่อวานมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นที่นี่ คุณหนูของตระกูลโจวประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าด้วยการพลัดตกจากที่สูง

จี้อวิ๋นซูกระชับร่มและปัดหยาดน้ำฝนที่เกาะพราวบนไหล่บางออกก่อนจะพินิจพิเคราะห์กล่องไม้จันทน์ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แน่ล่ะ ก็เพราะว่าเจ้ากล่องนี้คืออุปกรณ์ทำมาหากินอันมีค่า ดังนั้นนางจะไม่ยอมให้มันเปียกฝนแม้แต่หยดเดียว!

ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ตรวจการแคว้นเป็นคนมาร้องขอด้วยตนเอง จี้อวิ๋นซูไม่มีทางมาที่นี่แน่ การทำงานตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ถือเป็นลางร้ายชัดๆ

“ในที่สุดก็มาแล้ว... อาจารย์” เด็กรับใช้ของจวนวิ่งตรงมาหานาง เด็กหนุ่มยืนเท้าสะเอวและร้องเรียกหญิงสาวทั้งๆ ที่หอบหายใจอยู่ ไม่แปลกที่เขาจะเรียกจี้อวิ๋นซูว่า ‘อาจารย์’ แทน ‘แม่นาง’ อย่างที่ควรจะเรียกตามเพศสภาพ เพราะว่าตอนนี้หญิงสาวแต่งกายเป็นชายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีตัดเย็บเรียบง่าย

จี้อวิ๋นซูพยักหน้ารับและตามเด็กรับใช้ไปยังศาลาไว้ทุกข์ทางด้านหลังจวน คนรับใช้ทั้งหมดในจวนกำลังคุกเข่าและก้มหน้า แม้กระนั้นก็ยังเห็นได้ชัดว่าน้ำตาไหลพราก พวกเขาพยายามซับน้ำตาออกแต่ดูเหมือนจะไร้ผล

ขุนนางโจวนั่งอยู่ในศาลาไว้ทุกข์ ชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าซาตินยาวสีม่วงสลับดำ ผมของเขาขมวดเป็นปมขึ้นกลางกระหม่อม สีหน้าประมุขของบ้านดูระทมทุกข์ เห็นได้ชัดจากริมฝีปากที่เม้มแน่นจนบางเหมือนเส้นด้าย ดวงตาของเขาแดงก่ำจากความเหนื่อยล้าในใจ

ถัดมาคือฮูหยินตระกูลโจว ซึ่งกำลังร้องไห้และสะอึกสะอื้นปราศจากเสียง นางดูเจ็บปวดและทรมานมากเสียจนความตายยังดูน่าพิศมัยเสียกว่า เมื่อวานนี้ตอนทราบข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของบุตรสาวนางก็เป็นลมไปทันที ถึงตอนนี้โจวฮูหยินก็ยังคงตกใจในความสูญเสียครั้งนี้ จนสาวใช้หลายคนต้องคอยมารุมล้อมและดูแลไม่ให้นางล้มลงไปกองกับพื้นอีก

จี้อวิ๋นซูเคยเห็นฉากนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็อดที่จะสลดไม่ได้ เมื่อขุนนางโจวสังเกตเห็นผู้มาเยือน เขาจึงชำเลืองมองไปยังภรรยาและส่งสัญญาณให้หลบไปด้านข้าง

“คาวระอาจารย์จี้ ต้องขออภัยด้วยที่มารบกวนในเวลานี้ ตอนลูกสาวของเรายังมีชีวิตอยู่ นางชอบสีชมพูมาก ชอบแปรงผมและแต่งกายงดงามตามประสาเด็กสาว อีกทั้งเวลาว่างนางมักจะไปเดินเล่นในสวนเพื่อไปชมดอกบ๊วย แต่เพราะร่างกายไม่แข็งแรงจึงไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อย เมื่อวานนี้… ลูกสาวของเราตกลงมาจากห้องใต้หลังคาและศีรษะชนเข้ากับน้ำพุจำลอง ใบหน้าของนางจึง…”

“ขุนนางโจววางใจเถอะ ข้าทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว” จี้อวิ๋นซูพูด จากนั้นก็วางกล่องไม้จันทน์ลงกับพื้นและเปิดฝาออก ภายในกล่องเรียงรายไปด้วยเครื่องมือช่างและอุปกรณ์วาดเขียนมากมาย

กล่องไม้จันทน์เหล่านี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามชั้น ชั้นบนสุดมีพู่กันวาดเขียนจำนวนแปดด้ามวางนอนอยู่ สันนูนสีเงินของมันสลักเป็นลายนกหลวนอวิ๋นและก้อนเมฆ ชั้นที่สองของกล่องไม้บุ๋มลงไปเป็นช่องหลายช่องมองคล้ายถาดผสมสีที่ใช้ในการวาดภาพ ส่วนชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นล่างสุด อัดแน่นไปด้วยสี 48 หลอด... ดูครบครันในทุกโทนและเฉดสีที่มีในโลก

ภายนอกของกล่องถูกสลักเสลาอย่างอ่อนช้อย ประณีตดั่งงานศิลป์ ส่วนภายในก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์พร้อมสรรพสำหรับการสรรค์สร้าง

สาวใช้หลายคนลอบมองอุปกรณ์ภายในกล่องอย่างสนใจใคร่รู้ พวกนางไม่เคยเห็นมาก่อน เด็กรับใช้ที่เป็นคนต้อนรับจี้อวิ๋นซูในตอนแรก ย้อนกลับมาแล้วพร้อมผ้าไหมผืนหนาในมือ เขาจัดแจงแผ่มันลงกับโต๊ะเพื่อให้หญิงสาวสามารถวาดภาพใกล้โลงศพได้มากที่สุด

ภายในโลงศพที่ตั้งอยู่กลางศาลา คุณหนูตระกูลโจวนอนทอดร่างอยู่ ใบหน้าของหญิงสาวเป็นแผลเหวอะหวะปริแตก เผยให้เห็นกระดูกสีขาวปูดโปนออกมาตรงบริเวณข้างแก้ม ดวงตาทั้งสองข้างหลุดออกจากเบ้า ลูกตาข้างหนึ่งห้อยกระหร่องกระแหร่งลงมา ส่วนอีกข้างถลนขึ้นไปด้านบน กระดูกอ่อนตรงสันจมูกแตกร้าวยับเยิน จุดเดียวบนใบหน้าของหญิงสาวเคราะห์ร้ายที่ยังคงสมบูรณ์ก็คือริมฝีปากและฟัน

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าสาวน้อยคนนี้ตกลงมาจากที่สูง ไม่ว่าใครก็ตามที่ปรายตามองร่างบอบบางในโลงศพนี้ ก็คงอดที่จะคลื่นเหียนไม่ได้

จี้อวิ๋นซูพิจารณาเรือนผมที่ขมวดขึ้นเป็นมวยกลางศีรษะและเสื้อผ้าอาภรณ์ของผู้ตายอีกครั้ง คุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลโจวอยู่ในชุดเนื้อดีปักเลื่อมสีชมพูงดงาม ดูประณีตและเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว เครื่องประดับผมสีเงินและทองส่องประกายระยิบระยับแทรกตัวอยู่ภายในกลุ่มเส้นไหมสีดำขลับดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ตระกูลโจวร่ำรวยมั่งคั่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ตรวจการแคว้นจะเป็นคนออกปากขอร้องจี้อวิ๋นซูด้วยตนเอง

หลังจากตรวจสอบร่างผู้ตายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หญิงสาวก็เดินกลับไปที่โต๊ะและหยิบอุปกรณ์วาดเขียนออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็หยิบพู่กันด้ามที่สามมาจุ่มหมึกสีดำและเริ่มวาดลวดลายลงบนผ้าไหม ไม่นานนักเส้นสายเหล่านั้นก็เริ่มประกอบเป็นรูปเป็นร่าง

เมื่อจี้อวิ๋นซูวาดโครงร่างเสร็จแล้ว หญิงสาวก็เติมรายละเอียดและใส่สีสัน

นางยกงานชิ้นล่าสุดขึ้นมามอง ผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบตัวต่างตกอยู่ใต้มนต์สะกดในภาพวาดของนาง พวกเขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของยอดศิลปินแห่งเมืองจิ่นที่ทำงานให้กับ ‘หยาเหมิ่น’ คนนี้มาบ้าง

ข่าวลือนั้นเล่าว่า... จิตรกรผู้นี้มีความสามารถพิเศษในการวาดภาพเหมือนคนตาย ไม่ว่าสภาพศพจะเสียหายยับเยิน ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกหรือเละเทะจนญาติยังแทบจำหน้าไม่ได้ แม้กระทั่งร่างสูญสลายไปแล้วเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งส่วนใดของกระดูกก็ตาม

มืออันเชี่ยวชาญและอุปกรณ์ในกล่องไม้จันทน์สามารถวาดออกมาได้เสมอราวกับปาฏิหาริย์ ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่ง จี้อวิ๋นซูก็วางพู่กันลงและปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ

ภาพที่ปรากฎบนผืนผ้าคือ หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนงดงามนางหนึ่งซึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นบ๊วย ดวงตาเป็นประกายล้ำลึกประดับอยู่บนใบหน้าขาวอมชมพูดั่งดอกกุหลาบแรกแย้ม จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย คางลาดลงดูแหลมเรียว จากการร่ายมนต์ด้วยน้ำหมึกสีดำที่ปลายพู่กันของจี้อวิ๋นซู นางดูมีชีวิตชีวาราวกับเป็นคนจริงๆ

เมื่อขุนนางโจวมองไปยังรูปวาดนั้น ตาของเขาก็แดงเรื่อขึ้นทันที ชายเจ้าของบ้านสั่นสะท้านเล็กน้อยไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย จริงอยู่ว่าผู้ชายก็สามารถร้องไห้ยามที่เกิดเรื่องโศกเศร้าได้ แต่ขุนนางเช่นเขาจะไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาง่ายๆแน่

ขุนนางผู้มีอำนาจกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วส่งภาพวาดนั้นต่อให้ภรรยาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ “ใช่เลย... นางคือหนิงเอ๋อของเราก่อนที่ความตายจะมาพรากไป ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่… ตอนเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ตลอด แล้วยังต้องมาจากไปอย่างทรมานแบบนี้อีก แม่เสียใจเหลือเกินที่ไม่อาจปกป้องเจ้าได้… ลูกที่น่าสงสาร”

โจวฮูหยินตระคองกอดภาพวาดสาวน้อยผู้วายชนม์แนบอกพลางรำพึงรำพันออกมา น้ำตาของนางร่วงหล่นลงมาจากสองตาไม่หยุด ราวกับสายฝนที่หยดลงยังกลีบดอกท้อ

“ฮูหยินอย่าเศร้าไปเลย คุณหนูหนิงเอ๋อต้องไม่อยากเห็นท่านใจสลายแบบนี้แน่ ความเศร้าอาจส่งผลถึงสุขภาพอีกทั้งท่านขุนนางจะกังวลเอาได้” จี้อวิ๋นซูปลอบ

โจวฮูหยินพยายามข่มไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา แม้กระนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็ยังแดงเรื่อและเกาะพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ครู่หนึ่งหญิงรับใช้จึงพยุงร่างบอบบางของนายหญิงไปพักที่ห้องส่วนตัว

จี้อวิ๋นซูเช็ดล้างอุปกรณ์วาดเขียนและเก็บลงในกล่องไม้จันทน์อย่างเรียบร้อยตามเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินกลับออกไปทางหน้าจวน

“ไม่ต้องออกไปส่งข้าหรอก” จี้อวิ๋นซูเอ่ยและกำลังจะหันหลังกลับ แต่ขุนนางโจวก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน ชายเจ้าของบ้านยื่นถุงเงินให้นางและพูด “ข้าหวังว่าอาจารย์จะยอมรับสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี่”

“ไม่เป็นไรหรอกท่านขุนนาง นี่เป็นงานของราชการ เดี๋ยวผู้ตรวจการแคว้นจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้ข้าเอง” หญิงสาวพูดและยื่นถุงเงินคืนขุนนางโจว จากนั้นก็ก้าวออกไปจากศาลาไว้ทุกข์

จี้อวิ๋นซูทำงานเป็นผู้ช่วยหยาเหมิ่นและได้รับค่าจ้างจากราชการโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่ควรรับเงินพิเศษใดๆ เพราะถ้าเกิดยอมรับสินน้ำใจเป็นการส่วนตัวแม้สักครั้งเดียว ต่อไปพวกเขาย่อมติดต่อนางโดยตรงแบบไม่ผ่านทางการแน่ จากนั้นงานก็จะกองท่วมหัวจนลืมเรื่องพักหายใจไปได้เลย

มีคำกล่าวที่ว่า หากไร้ซึ่งมาตรฐานจะทำการใดก็ยากที่จะสำเร็จ

การมีกำหนดการทำงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อยและช่วยกันเรื่องยุ่งยากอีกหลายอย่างไม่ให้ตามมา!

ฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาตลอดทางที่หญิงสาวเดินกลับไปยังส่วนหน้าจวน แม้จะเป็นเส้นทางเดิมแต่จี้อวิ๋นซูก็ตัดสินใจไม่เดินออกทางประตูหน้า นางเบี่ยงตัวและเดินออกทางประตูเล็กด้านข้างแทน

ณ ลานบ้านทางทิศตะวันตก

หลวนเอ๋อทอดสายตามองไปข้างนอก บิดมือไปมาอย่างกระวนกระวาย เมื่อสังเกตเห็นว่าจี้อวิ๋นซูกลับมานางก็วิ่งตรงเข้ามาต้อนรับหญิงสาว

“คุณหนูออกไปข้างนอกมาตั้งสี่ชั่วยาม เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนมาบอกว่าจะมีแขกผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้หลายท่าน แต่โชคร้ายที่คุณหนูไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม พวกเขากลัวว่าท่านจะนำโชคร้ายมาสู่ตระกูลเพราะว่าไปวาดรูปคนตายมาเจ้าค่ะ”

“คุณหนูคนอื่นๆจะมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย แต่พวกนางต้องทำเป็นเมินท่านอีกแน่” หลวนเอ๋อบ่นอุบ

“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเสียงดัง อีกอย่างวันนี้ก็ฝนตกด้วย น่านอนเล่นในห้องจะตายไป” จี้อวิ๋นซูเอามือรองน้ำฝนที่ไหลรินลงมาตามร่องหลังคาเพื่อชำระล้างคราบสกปรกก่อนจะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน

หลวนเอ๋อรู้สึกรวดร้าวแทนคุณหนูของตนยิ่งนัก สาวใช้ถอนหายใจและสาวเท้าเดินตามจิตรกรสาวเข้าไปด้านใน เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้ว จี้อวิ๋นซูก็ถอดเสื้อผ้าบุรุษที่สวมอยู่และล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าออกจนเผยให้เห็นผิวขาวใสและละเอียดละออ ดวงหน้าละมุนดูสุขุมเรียบร้อยและฉายแววฉลาดหลักแหลมออกมาอย่างยากจะปกปิด

จริงๆ แล้วภาพหญิงสาวสวยที่สะท้อนออกมาจากกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าไม่ใช่ตัวตนดั้งเดิมของจี้อวิ๋นซู!

เมื่อห้าปีที่แล้ว นางสิ้นใจตายขณะผ่าตัด

พอฟื้นขึ้นมาอีกที จี้อวิ๋นซูก็พบว่ากำลังอยู่ในร่างคุณหนูสามตระกูลจี้แห่งเมืองจิ่นเจียง เด็กสาวมีอายุไม่เต็ม 13 ปีเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังอยู่ในสมอง หญิงสาวจึงพอปะติดต่อเรื่องราวและดำเนินชีวิตในร่างใหม่ต่อได้อย่างราบรื่น

คุณหนูสามคนนี้เป็นบุตรของอนุภรรยา ซึ่งจัดอยู่ในความอัปยศอดสูของหนึ่งของตระกูล

มารดาของเด็กสาวเป็นคณิกาในหอนางโลมที่พลาดพลั้งตั้งครรภ์ หลังจากมีสัมพันธ์สวาทกับบิดาของนางตอนที่เมามายไม่ได้สติ ต่อมามารดาของคุณหนูสามก็เสียชีวิตลงในขณะที่ให้กำเนิดบุตร นับตั้งแต่นั้น ผลผลิตที่เกิดจากความไม่ตั้งใจนี้จึงถูกปัดสวะไปให้แม่นมจาง ซึ่งอาศัยอยู่ทางลานด้านตะวันตกของบ้านเลี้ยงดูแทน

ทว่าเรื่องร้ายกับแผ้วพานไม่จบสิ้น เมื่อไม่กี่ปีก่อนแม่นมจางป่วยหนักและเสียชีวิตลง ไม่ถึงเดือนดี จี้อวิ๋นซูที่น่าสงสารก็ผ่ายผอมจนเหลือแต่กระดูก เด็กสาววัยสิบสามปีสิ้นใจตายตามผู้อุปถัมภ์ไปในไม่ช้าเพราะความอดอยากและขาดคนเหลียวแล ไม่นานหลังจากนั้น ร่างนี้ก็ถูกครอบครองด้วยจี้อวิ๋นซูคนใหม่

หญิงสาวซึ่งทำงานเป็นนักมนุษยวิทยาของแผนกนิติเวชชื่อดังในสาขาโบราณคดี จากศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจำลองใบหน้าจากโครงกระดูกถูกผลักเข้ามาแทนนี้ในร่างน้อยๆนี้

เพื่อหาเงินประทังชีวิต จี้อวิ๋นซูคนใหม่จึงต้องงัดเอาความสามารถดั้งเดิมออกมาใช้และผันตัวไปเป็นผู้ช่วยหยาเหมิ่นในการวาดภาพเหมือนคนตาย ซึ่งบางกรณีสภาพศพก็เสียหายยับเยินจนจำใบหน้าไม่ได้ ด้วยเหตุที่มารดาของเจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงคณิกา ทุกคนในครอบครัวจึงตั้งแง่รังเกียจหญิงสาว

อาจเพราะว่าตระกูลจี้เป็นตระกูลที่มีประวัติอันดีงามและมีหน้ามีตาในสังคม ถ้าหากมีข่าวลือหลุดออกไปว่าจี้อวิ๋นซู ซึ่งเป็นคุณหนูสามของครอบครัวไปยุ่งเกี่ยวกับศพคนตายเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง พวกเขาจะต้องเสียหน้าอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่

ดังนั้นจี้อวิ๋นซูจึงแต่งกายเป็นชายทุกครั้งเมื่อออกไปทำงาน และไม่เคยพาดพิงถึงครอบครัวของตัวเองเลย อันที่จริงตระกูลจี้ก็ไม่เคยสนใจใยดีอะไรนางอยู่แล้ว ซึ่งข้อนี้นับเป็นข้อดี จี้อวิ๋นซูจึงมีอิสระที่จะทำมาหากินได้ตามอำเภอใจ

ด้วยเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน หญิงสาวหาเลี้ยงปากท้องและซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ตัวเองได้อย่างสบายๆ

ห้าปีที่ผ่านมา จี้อวิ๋นซูคนใหม่ก็คุ้นเคยกับร่างใหม่ของนาง และสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากร่างเดิมของตัวเองเลยทีเดียว

-----------------------

*นกหลวนอวิ๋น = คือนกฟีนิกซ์สีฟ้าตัวผู้ในตำนานเล่าขานของจีน

*หยาเหมิ่น = เจ้าหน้าที่รัฐ

ปล. ทุกๆวันผู้จัดทำจะลงสดไปให้ก่อน หลังจากนั้นอีกสักสองวัน เราจะย้อนกลับมาตรวจคำผิดและรีไรท์อีกหนนะคะ

ขอบพระคุณสำหรับทุกๆคำชี้แนะค่ะ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย P_wara
ลังเล อ่านไม่อ่านดี
เมื่อ 2 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย wanvimon
ยังมีแปลต่อไหม รอยุนะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว