ร่ายรัก ลำนำเสน่หา

ประสบเหตุ

เสียงไซเรนกรีดร้องขอทางดังใกล้เข้ามา ผสานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงของผู้คนรอบข้าง อุบัติภัยที่เกิดขึ้นบนท้องถนนซึ่งก็มีให้พบเห็นอยู่บ่อยครั้งจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา และคงจะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของใครมากนัก หากว่าเหตุการณ์นั้นๆ จะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเกิดขึ้นกับตนเอง

เสื้อเชิ้ตที่เคยเรียบขาวสะอาดตาอยู่เป็นนิจยามนี้เป็นรอยยับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีแดงเกรอะกรังอยู่ทั่วบริเวณอก หากแต่บุรุษหนุ่มผู้สวมใส่กลับมิได้ใส่ใจ ด้วยกำลังจดจ่ออยู่กับกับอาการบาดเจ็บของคนตัวน้อยที่ตนเพิ่งจะโอบอุ้มขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตที่ร้อนระอุด้วยแดดเผา ร่างน้อยหลับตานิ่งปราศจากการเคลื่อนไหว ไร้การตอบสนอง แม้ว่ารอบข้างจะเต็มไปด้วยเสียงดังอึงอล มีแต่เพียงลมหายใจรวยรินเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการคงอยู่ของชีวิตน้อยๆ ทว่าก็แผ่วเบาลงไปทุกขณะ

จู่ๆ ความรู้สึกผูกพันกับร่างในอ้อมแขนก็ผุดขึ้นที่กลางใจของภูวิชอย่างประหลาด ไม่ใช่แค่ความสงสารตามประสาคนผ่านทาง หากแต่เป็นความใจหาย เจ็บปวดและเศร้าใจไปอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้ากลมแป้นอาบไปด้วยเลือดสดๆ ตรึงสายตาให้เขาต้องจ้องมอง และรู้สึกราวกับว่าเขาเคยเห็นดวงหน้านี้มาก่อน

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะเจ้าหนู อยู่กับฉันก่อน อดทนไว้” ภูวิชพร่ำบอกกับร่างเล็กในอ้อมแขนครั้งแล้วครั้งเล่า สองมือโอบกระชับมั่น พยายามเคลื่อนไหวช้าๆ และเบามืออย่างที่สุด ด้วยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อคนเจ็บ

“คุณหนู... โธ่... ไม่น่าเลย...ใครก็ได้ช่วยที...ช่วยคุณหนูของบัวที....” เสียงร้องร่ำรำพันอย่างแสนห่วงของหญิงวัยกลางคนยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอยู่ท่ามกลางเหล่าไทยมุง

“ฮือ....ใบหม่อน....เจ็บมากมั้ย...ใบหม่อนตื่นสิ...ใบหม่อนตื่นมาคุยกับตัวไหมก่อน ฮือ...แม่จ๋า... แม่จ๋าอยู่ไหน แม่จ๋าช่วยใบหม่อนด้วย ใบหม่อนแย่แล้ว ฮือ....” แม่หนูตัวน้อยในวัยเดียวกันร่ำไห้เกาะแขนเคนเจ็บร้องหามารดา มือน้อยไล่ไขว่คว้ามือของคนตัวเล็กที่ได้รับบาดเจ็บมากำเอาไว้แน่นอย่างเสียขวัญ

ภูวิชเหลียวมองไปตามเสียง ร่างกลมป้อม ใบหน้าเล็กๆ เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทำเอาถึงกับมองค้างไปชั่วขณะ ในใจของเขาตอนนี้ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งตรงเข้ามาช็อตที่หัวใจก็ไม่ปาน นี่มันเรื่องอะไรกัน ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่

เด็กสองคนนั่น หากลบเอาคราบเลือดกับรอยแผลออกจากใบหน้าของเด็กชายในอ้อมแขนของเขาออก บอกได้เลยว่าทั้งสองคนมีเค้าโครงใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมาก จนพอจะเดาได้ว่าทั้งสองคนจะต้องเป็นพี่น้องหรือไม่ก็มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดอย่างแน่นอน จากสิ่งที่ได้ยิน ทำให้เดาได้ไม่ยาก ว่าเด็กคนที่นอนบาดเจ็บกับอกเขานี้มีชื่อว่า “ใบหม่อน” และเจ้าตัวน้อยที่ส่งเสียงโหวกเหวกไม่หยุดหย่อนอยู่ตอนนี้คือ “ตัวไหม” ทั้งสองต่างกันเพียงแค่หนึ่งเป็นเด็กชาย และอีกหนึ่งเป็นเด็กหญิงเท่านั้นเอง

รถพยาบาลฉุกเฉินมาถึงจุดเกิดเหตุ ทันทีที่รถจอดเทียบบุรุษพยาบาลประจำหน่วยกู้ภัยในชุดเตรียมพร้อมปฏิบัติงานสามนาย ก้าวลงมาจากรถพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครัน ส่งเสียงร้องบอกให้ผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ถอยห่างออกไป ถ่ายโอนผู้ได้รับบาดเจ็บจากมือชายหนุ่มที่โอบอุ้มร่างน้อยเอาไว้นับแต่นาทีแรกที่ประสบเหตุ เคลื่อนย้ายลงบนเปลฉุกเฉินก่อนนำขึ้นรถฉุกเฉินอย่างเบามือ พยายามให้เกิดความกระทบกระเทือนเพียงน้อยนิด อย่างผู้ชำนาญการ แล้วกระบวนการช่วยชีวิตแบบเร่งด่วนจึงเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่รถพยาบาลฉุกเฉินจะเคลื่อนตัวมุ่งสู่สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้การรักษาพยาบาลในขั้นถัดไป

--------------------------------------

ร่างสูงในชุดเสื้อขาวกางเกงยีนส์ ตลอดตัวเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบเลือด เฝ้าแต่เดินเวียนวนไปมาจนนับจำนวนได้เป็นพันรอบบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนลือชื่อ สีหน้าเต็มไป ด้วยความวิตกกังวล เป็นห่วงสารพัดถึงคนตัวน้อยที่โอบอุ้มไว้แนบอกเมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ความห่วงหาอาทรก่อตัวจู่โจมโถมทับเข้ามาชนิดไม่มีสาเหตุ จนทำให้รู้สึกฉงนใจเหลือคณา ชายหนุ่มไม่เข้าใจ ว่าเป็นเพราะเหตุใด ใยเขาจึงรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกกับเหตุการณ์นี้

ต่อเมื่อสติคืนกลับมา ภูวิชจึงเลือกที่จะหยุดเดินหันมาทรุดนั่งลงตรงที่นั่งด้านข้างหญิงผู้สูงวัยกว่า เจรจาสอบถามจนได้ความว่า เธอรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงผู้ดูแลอภิบาลเด็กแฝดทั้งสองแทนหญิงสาวนาม “ณิชญาฎา” ผู้เป็นมารดาของเด็กๆ แต่ตามปกติแล้วหญิงสาวเลือกที่จะดูแลรับส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนด้วยตนเอง เว้นเสียแต่ยามที่เธอติดงาน หรือมีประชุมด่วนๆ หน้าที่รับส่งนี้ก็จะตกมาอยู่ที่พี่เลี้ยงผู้มากวัยเป็นการชั่วคราว

ภูวิชย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็น ระหว่างทางที่เขากำลังขับรถจะกลับเข้าไปที่บริษัทของตนเองซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนอนุบาลชื่อดังแห่งนั้นมากนัก กระแสผู้คนที่กำลังแตกตื่นดึงความสนใจจากดวงตาคู่คมให้หันไปตรึงนิ่งอยู่กับภาพอุบัติภัยบนท้องถนน ที่เกิดขึ้นห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร สิ่งแรกที่กระทบกับสายตาเขาคือร่างเล็กที่นอนฟุบกองอยู่กับพื้นถนน หลังจากถูกรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกระเด็นไปไกล เหตุการณ์เช่นนี้หากเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ก็คงจะไม่กระไรนัก ทว่าคราวนี้ผู้ประสบเหตุเป็นเด็ก ผลของมันจึงหนักหนาสาหัสกว่ากันหลายเท่านัก เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นคนขับรถคู่กรณีก็รีบคว้ารถชิ่งหลบหนีไป ไม่แม้แต่จะคิดหันหลังกลับมาดูในสิ่งที่ตนก่อ

เขารีบจดหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ต้นเรื่อง จากนั้นจึงวิ่งลงไปดูเหตุการณ์ใกล้ๆ สภาพของเด็กน้อยที่นอนกองอยู่บนพื้น สร้างความรู้สึกสะท้อนใจจนไม่อาจเพิกเฉย ชายหนุ่มสั่งตัวเองให้สาวเท้าเข้าไปหา สองมือโอบร่างน้อยขึ้นมาไว้แนบอก ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นพร้อมๆ กับกวาดตาสำรวจทั่วร่าง พบว่าตามเนื้อตัวของเด็กน้อยมีรอยถลอกปอกเปิกอยู่ทั่วไปหมด ที่สำคัญคือรอยบาดแผลตรงบริเวณศีรษะซึ่งเป็นจุดที่มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก

ความรู้สึกคุ้นเคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่แวบแรกที่ชายหนุ่มเริ่มพิจารณา วงหน้าเล็กกลม แก้มป่องใส ของเด็กน้อยในระยะใกล้แบบนี้ ภูวิชพยายามนึกทบทวนอย่างเต็มที่ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ดวงตาคู่น้อยหลับพริ้ม ไม่รับรู้ถึงสิ่งใด ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตาขึ้นสบตาเขาที่กำลังเพ่งมองด้วยความพินิจพิเคราะห์ ทว่ายิ่งสำรวจก็ยิ่งแน่ใจว่าตนไม่เคยพบหรือเจอเด็กชายตัวน้อยคนนี้มาก่อนแน่นอน แต่เพราะเหตุใดก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ว่าไอ้เจ้าความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เอาไว้ก่อนเถอะ ไว้ค่อยมาสำรวจตรวจตราหาความจริงกับเรื่องนี้อีกที ตอนนี้สิ่งเร่งด่วนที่ต้องรีบทำก่อนคือ โทร ตามหน่วยกู้ภัย หรือรถพยาบาลให้มาช่วยเหลือ นับว่ายังโชคดีที่ละแวกนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียง ที่สำคัญ นัทธีธรเพื่อนรักของเขาเองก็ประจำอยู่ที่นี่ โทรศัพท์มือถือถูกนำออกมากดหาเบอร์ที่คุ้นเคย ก่อนจะเขากรอกเสียงบอกให้คนในสายช่วยดำเนินการส่งรถพยาบาลและหน่วยกู้ชีพออกมาช่วยเหลือในทันที

เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ การดำเนินการกู้ชีพจึงเริ่มขึ้น ภูวิชหันไปบอกกับ พี่เลี้ยงเด็กผู้มากวัยว่าให้ พาเด็กหญิงที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ้าอยู่ข้างๆ ไปกับรถพยาบาล ส่วนตนจะไปดำเนินการแจ้งความที่โรงพัก อีกสักครู่จึงจะตามไปสมทบที่โรงพยาบาล ร่างสูงก้มย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับคนตัวเล็กอีกคนหนึ่ง เพ่งมองวงหน้ากลมเล็กอีกวงที่ดูละม้ายคล้ายกัน เมื่อครู่เขามัวแต่ใจจดใจจ่อกับคนเจ็บ จนไม่ทันได้ใส่ใจในความคล้ายคลึงของเด็กสองคนนี้เท่าไรนัก

“หนูชื่อตัวไหมใช่รึเปล่าลูก โอ๋...โอ๋...อย่าร้องไห้นะครับคนเก่ง เดี๋ยวพอถึงโรงพยาบาลคุณหมอจะช่วยใบหม่อนให้หาย ตัวไหมต้องเข้มแข็ง คอยอยู่เป็นกำลังใจให้ใบหม่อนนะลูก” ชายหนุ่มดึงร่างน้อยเข้ามาใกล้ ลูบศีรษะน้อย อย่างปลอบใจ

วูบหนึ่งของคำว่าลูก รอยอุ่นแผ่ซ่านวาบวับเกาะกุมใจ ภูวิช นิ่วหน้า นึกแปลกใจกับคำพูดของตนเอง ยังไม่เคยมีสักครั้ง ที่เขาจะมีกิริยาเยี่ยงนี้กับเด็กคนใด ต่อให้เป็นบุตรหลานของบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเขาเอง ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย

“ใบหม่อน เลือดไหลเต็มเลย ค่ะคุณลุง” เด็กหญิงตัวไหมยังคงร่ำไห้อย่างเด็กเสียขวัญ คราบเลือดบนเสื้อของบุรุษแปลกหน้า ตอกย้ำชัดเจนถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแฝดผู้น้องของตน

“ใบหม่อนแค่เป็นแผลนิดหน่อย ไม่เป็นไรมากหรอกลูก เดี๋ยวเดียวก็หาย ไม่ต้องกลัวนะคะคนดี แล้วนี่คุณแม่หนูอยู่ไหนคะ” นิ้วเรียวเอื้อมปาดน้ำตาจากพวงแก้มน้อย ด้วยความสงสารระคนเอ็นดู เด็กสองคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ใยจึงได้น่ารักน่าเอ็นดูถึงปานนี้

“คุณแม่ไปทำงาน ตัวไหมกะใบหม่อนมาโรงเรียนกะคุณยายบัว ฮือ....”ตัวไหม สะอื้นไห้ ตอบคำ น่าแปลกที่เด็กน้อยรู้สึกวางใจในคนแปลกหน้าคนนี้ ทั้งๆ ที่แม่จ๋าของเธอพร่ำสอนไม่ให้ไว้ใจใครที่แปลกหน้า

“แล้วนี้โทรบอกแม่เด็กแล้วหรือยังครับ?” คำนี้ ภูวิชหันไปถามกับพี่เลี้ยงเด็กผู้สูงวัยกว่า

“เอ้อ! จริงสิ ยังเลยค่ะ ป้ามัวแต่ตกใจ เลยลืมเสียสนิทเลย ถ้าอย่างนั้นป้าฝากคุณหนูไหมไว้สักครู่หนึ่งได้ไหมคะ ขอโทรหาคุณแพรเธอก่อน เดี๋ยวเดียวค่ะคุณ”

“ไม่ต้องหาหรอกครับป้า เอาเบอร์โทรของเธอมาให้ผมก็ได้ เดี๋ยวผมโทรแจ้งให้”

“เอาอย่างนั้นหรือคะ ได้ค่ะได้ รอเดี๋ยวนะคะ... เบอร์ 081 449 xxxx เธอชื่อคุณแพรค่ะ ณิชญาฎา”

“แพร.....ณิชญาฎา?” ภูวิชทวนชื่อ นึกฉงนใจขึ้นมาอีกครา สองคิ้วขมวดเข้าหากัน ดวงหน้าหนึ่งแจ่มชัดฉายซ้อนขึ้นมาในมโนภาพ

“ค่ะ คุณแพร ณิชญาฎา มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“อ๋อ ป..เปล่าครับ ชื่อเพราะดีครับ.. คุณป้าไปขึ้นรถดีกว่า เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วผมจะตามไปที่โรงพยาบาล” ชายหนุ่มตัดบท โอบอุ้มร่างน้อยขึ้นไว้ในอ้อมแขนแข็งแรง

“ค่ะๆ ไปค่ะคุณหนูไหม ไปหาคุณหม่อนกัน” นางบัวรับตัวไหมจากภูวิช ที่อุ้มเด็กน้อยมาส่งขึ้นรถพยาบาล ให้นั่งไปกับคนเจ็บเพื่อเฝ้าดูเป็นกำลังใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถ ขับออกไปจากจุดเกิดเหตุอย่างรีบด่วน

---------------------------------------------------

การประชุมอันเคร่งเครียดกินเวลายาวนานนับแต่ช่วงบ่ายต้นของวันได้ดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย สถาปนิกสาวสวยเจ้าของเรือนร่างระเหิดระหง ผู้รับผิดชอบในการออกแบบให้กับโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าแห่งใหม่ขนาดใหญ่กลางใจเมือง เป็นผู้กล่าวสรุปและปิดการประชุม ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่นั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ เพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยอำนวยความสะดวกตลอดจนประสานงานให้การประชุมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

“เสร็จงานแล้ว แพรจะไปไหนต่อ”

หนุ่มหล่อผู้มีใบหน้าซึ่งบ่งบอกถึงเชื้อสายที่มีในกาย ผู้เป็นทั้งนายจ้าง และเพื่อนสนิท เอ่ยถามขึ้น ขณะที่หญิงสาวกำลังง่วนกับการเก็บอุปกรณ์ประกอบการนำเสนอผลงาน

“กลับบ้านสิจ๊ะ ‘พีท’ ป่านนี้เจ้าสองแสบคงจะคอยแพรแย่แล้ว ยิ่งวันนี้ไม่ได้ไปรับที่โรงเรียน ขืนแพรกลับช้า มีหวังได้งอนไปนานแน่ๆ”

วงหน้าอ่อนงามเก๋ส่งยิ้มละไม แววตาเปี่ยมสุขยามพูดถึงลูกแฝดทั้งสอง ที่ตามปกติในเวลาแบบนี้ เธอควรจะได้กลับไปอยู่กันพร้อมหน้าแม่ลูกที่บ้านนานแล้ว

“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นวันนี้พีท ไปขออาศัยทานข้าวเย็นบ้านแพรด้วยคนนะ”

นายจ้างหนุ่มถือโอกาสขอติดตามไปบ้านเพื่อนสาวคนสนิทที่ตนเฝ้าตามรักตามห่วงตลอดมา จนสองตาไม่เคยเหลือบแลมองสาวใด เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งหญิงสาวจะเห็นซึ่งความดีและยอมใจอ่อนกับเขาบ้าง ทว่าหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา ความหวังที่ว่าก็ยังไม่เคยปรากฏว่าจะมีวี่แววเป็นจริงขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย

“เอาสิจ๊ะ ว่าแต่ว่า กับข้าวคนจนอย่างบ้านแพรนี่นะสิ เถ้าแก่ใหญ่อย่างพีท จะทานลงหรือเปล่าน้า...” ณิชญาฎา เอียงคอยิ้มเก๋ เผยเขี้ยวเสน่ห์ ส่งสายตาล้อเลียนไปยังเพื่อนหนุ่ม อย่างคนความคุ้นเคย ที่สนิทสนมกันมานานหลายปี

“โธ่แพร พูดเสียอย่างกับว่าพีทไม่เคยกินข้าวบ้านแพรอย่างนั้นล่ะ ดีเสียอีกละไม่ว่า พีทไม่ได้ทานกับข้าวฝีมือแพรมานานแล้วนะ อีกอย่างหนึ่งพีทก็ไม่ได้เจอเจ้าสองป่วนมาพักใหญ่ๆ แล้วด้วย ไม่รู้ว่าป่านนี้ จะลืมอาพีทคนนี้ไปแล้วรึยัง หรือว่าจะตัวโตจนอุ้มไม่ไหวเสียแล้วก็ไม่รู้ พูดแล้วก็คิดถึงติดหมัดขึ้นมาทันทีเลยเชียว”

“แหมๆ มาทำเป็นปากหวาน หิวข้าวละสิไม่ว่า ระวังน้า...มัวแต่กินข้าวพลางเล่นกับลูกแพรไปพลาง เกิดสาวๆ เขาพากันเข้าใจผิด จนพีทขายไม่ออกขึ้นมา จะมาโทษแพรไม่ได้นา....”

“เข้าใจผิดน่ะพีทไม่กลัวหรอก กลัวแต่ว่าแพรจะไม่รับผิดชอบดูแลชีวิตพีท เนี่ยซี้”

“พอเลยพอ นอกเรื่องเหลวไหลไปกันใหญ่แล้วพีท เดี๋ยวใครเผลอเข้ามาได้ยินเราคุยเล่นกันแบบนี้ จะพาลเข้าใจผิดไปกันใหญ่ แพรว่าเรารีบไปกันเถอะ ขืนช้าเดี๋ยวรถจะติดหนัก แล้วจะพาให้ช้าไปกันใหญ่ แต่เอ๊ะ! โทรศัพท์หายไปไหน เอ...สงสัยว่าแพรจะลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในห้อง ขอเวลาแป๊บเดียวเดี๋ยวแพรมา”

หญิงสาวหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องประชุมที่เพิ่งเดินออกมา มองหาทุกที่ที่เป็นไปได้ว่าตนน่าจะทำโทรศัพท์มือถือตกไว้ และก็เป็นดังคาด โทรศัพท์เจ้ากรรมตกลงไปอยู่ที่พื้น ณิชญาฎาหยิบมันขึ้นมาสำรวจ แล้วจึงเปลี่ยนจากที่ตั้งเป็นระบบสั่นให้กลับมาทำงานด้วยระบบเสียงตามเดิม

‘เอ๊ะ 20 missed called ใครกัน โทร มาเสียถี่ยิบ เบอร์ไม่เห็นจะคุ้นเลย’ สาวมั่นเปรยเบาๆ กับตนเอง ก่อนจะกดโทรย้อนกับไป

“ฮัลโหล “ณิชญาฎา” พูดค่ะ ไม่ทราบว่า คุณได้โทรเข้ามือถือดิฉันหรือเปล่าคะ”

“นี่แม่คุณ ไปหลบอยู่ที่หลุมไหนมา ผมกดโทรหาคุณจนปุ่มเครื่องผมแทบจะพังอยู่แล้ว”

“อ...เอ่อ โทรผิดหรือเปล่าคะ”

“ไม่ผิดหรออถ้าคุณชื่อณิชญาฎา มัวทำอะไรอยู่ไม่ทราบ ทำไมไม่ยอมรับสาย”

“จะทำอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ โรคจิตหรือไง อยู่ๆ ก็โทรมาด่าคนอื่นเขาแบบนี้ ประสาทกลับหรือเปล่า”

“ผมไม่มีเวลาจะมาต่อล้อต่อเถียงกับคุณหรอก ฟังให้ดีนะ คุณรีบมาที่โรงพยาบาล...ด่วนเลย ลูกชายคุณถูกรถชน ตอนนี้ยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน” ภูวิชบอกฉอดๆ พร้อมกับเอ่ยชื่อโรงพยาบาล

“อ...อะไรนะ... คุณพูดบ้าอะไร ใครถูกรถชน???”

“ผมบอกว่าใบหม่อนลูกชายคุณ ถูกรถชน ได้ยินชัดรึยัง ถ้าชัดแล้วก็รีบๆ มา ลูกสาวคุณร้องไห้จ้าหาแม่ตลอดเวลา อ้อ! แล้วก็โปรดรับทราบเอาไว้ด้วยว่า ผมไม่ได้เป็นโรคประสาท แต่ที่ประสาทจะกินนี่ก็เพราะคุณไม่ยอมสายนี่แหละ แค่นี้นะ รีบๆ มาเข้าล่ะ”

“ใบหม่อน...ใบหม่อนลูกแม่...” โทรศัพท์เครื่องน้อยร่วงจากมือ ส่วนตัวคนฟังตกใจจนหน้าซีด ร่างบางโงนเงนทรงตัวแทบไม่อยู่ ครางเรียกชื่อบุตรชายน้ำเสียงพร่าสั่น

“เป็นอะไรไปน่ะแพร มีอะไร ทำไมหน้าซีดแบบนั้น” พฤทธิ์ที่เพิ่งจะเดินตามเข้ามาร้องถามอย่างตกใจ

“ใบหม่อนค่ะพีท ใบหม่อนถูกรถชน”

“อะไรนะ เป็นไปได้อย่างไร แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“อยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อกี้เพิ่งมีคนโทร มาบอก” ณิชญาฎาทวนคำเนื้อตัวสั่น เสียงสั่น น้ำตาไหลพราก

“ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวพีทขับรถให้ แพรรีบเก็บข้าวของ เสร็จแล้วลงไปรอที่หน้าตึก พีทจะรีบลงไปเอารถออก ใจเย็นๆ นะแพร ลูกต้องไม่เป็นอะไร”

“จ้ะ เร็วๆ นะพีท”

เป็นเวลาชั่วโมงกว่า ที่รถเบนซ์เอสคลาสสีเทากระจ่างพยายามฝ่าการจราจรอันแสนจะติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน ดั้นด้นจนมาถึงจุดหมายคือโรงพยาบาล อันมีผู้คนหลากหลายเดินขวักไขว่ไปมา หลากหลายอาการ ตามแต่สภาวะที่แต่ละคนกำลังเผชิญ

“แพรลงไปก่อนนะ พีทเอารถไปจอด แล้วจะรีบตามไป”

“จ้ะ ขอบใจนะจ๊ะพีท”

ณิชญาฎาก้าวเท้าลงจากรถ สาวเท้ายาวจนเกือบจะเป็นวิ่ง ตรงไปยังเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล

“ดิฉันเป็นแม่ของเด็กชายภาณิน พิทยไพศาลที่ถูกรถชน เข้ามาเมื่อช่วงเย็น ไม่ทราบคนไข้อยู่ห้องไหน อาการเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ค่ะๆ ใจเย็นๆ ค่ะ สักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันเช็คให้ คนไข้ชื่ออะไรนะคะ”

“ภาณิน ค่ะ เด็กชายภาณิน พิทยไพศาล”

“อ๋อคนไข้ยังอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน เชิญที่ชั้นสองได้เลยค่ะ”

“ค่ะขอบคุณค่ะ”

ร่างบางหมุนกายออกวิ่งตัวปลิว แรงห่วงในตัวลูกน้อยมีมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ใส่ใจแม้สายตาของคนรอบข้างที่มองมาอย่างสงสัยใครรู้ในอาการลุกลี้ลุกลนของเธอ สองสามนาทีต่อมาหญิงสาวจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องที่มีดวงไฟกระพริบเป็นระยะส่งสัญญาณของการทำงานอยู่ตลอดเวลา

“ตัวไหมลูกแม่ เป็นอย่างไรบ้างลูก ตกใจมากรึเปล่า โอ๋ๆๆๆ แม่จ๋ามาแล้วนะจ๊ะ” ณิชญาฎาพุ่งตรงเข้าไปสวมกอดร่างเล็กของลูกสาวคลายความกดดันในใจลงไปได้ครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยหนึ่งในสองลูกแฝดของเธอก็ยังคงปลอดภัยดี

“แม่จ๋ามาแล้ว ฮือ... แม่จ๋าช่วยใบหม่อนด้วย ใบหม่อนแย่แล้ว ฮือ..เลือดไหลเต็มเลย ฮือ....”

“โอ๋ๆ เงียบเสียนะลูก อย่าร้องนะจ๊ะ ใบหม่อนไม่เป็นไรหรอกลูก ให้คุณหมอคนเก่งรักษาแป๊บเดียว เดี๋ยวใบหม่อนก็ออกมาแล้วล่ะลูก” หญิงสาวพยายามปลอบใจลูกสาวตัวน้อย ทั้งๆ ที่กำลังใจของตนเอง ไม่ได้ดีไปกว่าคนตัวเล็กสักเท่าไรนัก

“จริงนะจ๊ะ แม่จ๋า แม่จ๋าพูดเหมือนคุณลุงใจดีเลย” เด็กหญิงตัวเล็กคลียิ้มออกได้ กำลังใจเริ่มมา คงเพราะมีมารดาอยู่ใกล้ให้ได้อุ่นใจนั่นเอง

“เหรอจ๊ะ โอ๋ๆๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา เงียบเสียนะลูก แม่จ๋าไม่เคยโกหกตัวไหมเลยจริงไหมจ๊ะ” ณิชญาฎาปลอบลูกไปพร้อมกับเหลียวมองรอบๆ ตัว มองหาบุคคลที่บุตรสาวพูดถึง จึงได้พบกับร่างสูงที่นั่งเงียบมองดูความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างคอยสังเกตการณ์

สายตาเธอหยุดชะงักนิ่งจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าขาวคมเข้ม หน้าตาแบบนี้ต่อให้ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันลืม แววประหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่งาม ชนิดที่อยากจะหลบก็หลบไม่พ้น หญิงสาวพร่ำนึกในใจว่าคงเป็นเวรกรรมจริงๆ ต่อให้เธอจะพยายามหลบลี้หนีจากคนตรงหน้าสักเพียงไหน ทว่าเมื่อถึงเวลาของมัน อย่างไรเสียก็ต้องวนกลับมาเจอกันเข้าสักวันหนึ่งจนได้ และวันที่ว่า ก็คือวันนี้นี่เอง

“ป้าบัวคะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ แล้วใบหม่อนเป็นอย่างไรบ้างคะ” ณิชญาฎาหลบสายตาจากชายหนุ่ม ตรงหน้า หันไปรัวคำถามชุดใหญ่ใส่พี่เลี้ยงที่ตนไว้ใจแทน วงหน้าสวยยังคงเปี่ยมไปด้วยร่องรอยของความวิตกกังวล หาได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด

“มันเร็วมาก ค่ะคุณแพร เมื่อเย็นป้าไปรับคุณหนูทั้งสองตามที่คุณแพรโทรมาบอก ป้าก็จูงมือเธอทั้งสองคนข้ามถนนมารอรถ แต่ว่ายังไม่ทันจะพ้นทางดี ไอ้รถมอเตอร์ไซค์บ้านั่นมันก็วิ่งแซงขึ้นมาชนคุณหม่อนจนกระเด็นไปไกล เสร็จแล้วมันก็หนีไปเลยค่ะคุณแพร โชคดีที่คุณใจดีคนนี้เธอเข้ามาช่วยดูแลเรียกรถพยาบาลให้ แล้วก็ไปแจ้งความ นี่ตำรวจก็เพิ่งจะกลับไปไม่นาน ป้ากลัวจังเลยค่ะคุณแพร คุณหนูหม่อนจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ โฮ......”

“เฮ้อ! เอาเถอะค่ะ ใจเย็นๆ ไว้ก่อนนะคะป้า อย่างไรตาหม่อนก็อยู่ในมือหมอแล้ว ตอนนี้แพรขอแค่ให้ลูกปลอดภัยเรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน”

“ขอบคุณค่ะคุณแพร แม่คุณของป้า ป้าทำให้คุณหนูหม่อนต้องเจ็บขนาดนี้ยังไม่ว่าป้าสักคำ”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะป้า มันไม่ใช่ความผิดของป้าเสียหน่อย ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษกรรมเวร อีกอย่างมันคงเป็นคราวเคราะห์ของเราจริงๆ นั่นแหละ ถึงได้ต้องมีเหตุมากมายเสียขนาดนี้ แพรฝากตัวไหมไว้ครู่หนึ่งนะคะป้า เดี๋ยวแพรมา” ณิชญาฎาส่งร่างน้อยในอก ที่เริ่มง่วงใกล้จะหลับเต็มที ให้กับพี่เลี้ยง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปหาชายหนุ่มที่นั่งนิ่งไม่พูดจา ส่งแค่สายตามองมายามเธอพูดคุยกับพี่เลี้ยงและลูกน้อยที่เพิ่งจะผล็อยหลับไปอยู่เป็นระยะๆ

“เป็นคุณนั่นเอง ที่ช่วยเหลือลูกฉันไว้ ขอบคุณ” ณิชญาฎา ทรุดกายนั่งลงที่ด้านข้างเอ่ยคำขอบคุณ แต่ตลอดเวลากลับเอาแต่ก้มหน้ามองมือตนเอง

“ทำไมไม่ยอมรับสาย” ภูวิชชำเลืองมองแล้วถามย้ำกับหญิงสาวที่ขยับมานั่งอยู่ด้านข้าง สองมือบางกุมประสานแน่น เสมองไปทางอื่นอย่างจงใจจะหลบสายตา

“ก็แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับคุณ” หางเสียงสะบัดเกือบจะพร้อมๆ กับวงหน้างามที่หันมาจ้องมองอย่างเอาเรื่อง

“แต่มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของลูก..พ...คุณ” ภูวิชจ้องลึกลงไปในดวงตากลมใส อย่างต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง

“ก็แล้วฉันจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ว่ามันจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นแบบนี้ อีกอย่างฉันก็กำลังติดประชุมสำคัญ จะให้รับโทรศัพท์กลางคันได้อย่างไร” หญิงสาวยังคงทุ่มเถียงไม่ลดละ แม้จะรู้ว่าเหตุผลที่เธอกำลังให้กับเขานั้น ฟังเท่าไรก็ยังไม่ค่อยจะเข้าท่านัก

“ก็หัดเตรียมพร้อมไว้เสียบ้างสิคู้ณ....เป็นไงล่ะ...สำคัญพอไหม คราวนี้” ภูวิชต่อปากต่อคำ รู้สึกหมั่นไส้หญิงสาวตรงหน้าขึ้นมาตงิดๆ

“เอ๊ะ! นี่คุณตั้งใจจะมาหาเรื่องกันหรืออย่างไรไม่ทราบ” ณิชญาฎา สุดจะกลั้นลุกขึ้นยืน หันมาเผชิญหน้าชายหนุ่มเต็มตัว

“พี่เนี่ยนะหาเรื่อง คิดเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่าแพร เอ...ว่าแต่....มันก็น่าอยู่หรอกนะ ผ่านไปก็ตั้งหลายปี ไม่นึกว่าแพรจะยัง.......” ชายหนุ่มแสร้งยิ้มมุมปาก ใช้สายตามองทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า จงใจยั่วหญิงสาวตรงหน้าเต็มที่ ยังคงจำได้ดีว่า ณิชญาฎาในอดีตนั้น แสนจะเรียบร้อยทว่ามีความดื้อรั้น อยู่ในตัว และที่สำคัญ เขายังจำได้ดี ว่าหญิงสาวน่ารักขนาดไหน ขณะนอนหลับ

“อ๊ะ! อ๊าย..คนบ้า คิดอะไรน่ะ คนทุเรศ พูดก็ทุเรศ อย่ามาทำปากสกปรกกับฉันนะ” หญิงสาวบันดาลโทสะเกือบจะถึงขีดสุด เอ่ยผรุสวาทออกมาเป็นชุด

“ลูกอายุเท่าไรแล้ว” จู่ๆ ภูวิชสวนคำเปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน ทำเอาณิชญาฎาตั้งสติรับเรื่องแทบไม่ทัน

“พูดบ้าอะไรของคุณ ลูกฉันจะอายุเท่าไร มันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับคุณ” หญิงสาวละล่ำละลัก ตอบ พยามกลบเกลื่อนพิรุธในใจเต็มที่

“แน่ใจหรือว่าไม่เกี่ยว ป้าบัวบอกพี่ว่า ตัวไหมกับใบหม่อนอายุสี่ขวบครึ่ง แล้วถ้าจะให้พี่เดา ตอนที่แพรหายหน้าหายตาไป บวกกับอายุของลูกตอนนี้ เวลามันก็น่าจะพอดีกัน บอกพี่มาดีกว่า ว่าเรื่องราวมันเป็นไงมาไงกัน แล้วแพรกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่”

“ทำอะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ คุณอย่ามาทำเป็นนักสืบเดาเรื่องเรื่อยเปื่อยไปหน่อยเลย มันไม่มีอะไรทั้งนั้น หยุดคิด หยุดฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้วคุณภู”

“มีอะไรกันหรือแพร ส่งเสียงดังลั่นฟลอร์เลย” ชายหนุ่มอีกคนปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับทักถาม หยุดการโต้เถียงทุกอย่างลงได้ในฉับพลัน

“อ๊ะ! พีทมาพอดี เอ้อ... คือ... ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ พอดีคุณ...ภูวิช เป็นคนช่วยพาตาหม่อนมาโรงพยาบาลน่ะ แพรกำลังขอบคุณเขาอยู่พอดี” ณิชญาฎาพยายามกลบเกลื่อน

“อ้าว พี่ภูเองหรือครับที่ช่วยตาหม่อนไว้ ทำไมบังเอิญอย่างนี้เนี่ย ต้องขอบคุณพี่แทนแพรจริงๆ เลยนะครับคราวนี้” พฤทธิ์หันไปยิ้มให้ ชายหนุ่มรุ่นพี่ สีหน้ายินดีในความบังเอิญที่ได้มาพบกับคนรู้จัก นานพอดูที่พวกเขาทั้งหมดไม่ได้มีโอกาสเจอกัน

“ไม่เป็นไรหรอกพีท พี่ก็แค่ทำตามหน้าที่พลเมืองดี ที่บังเอิญผ่านไปเจอเหตุการณ์ ก็เท่านั้น” หนุ่มรุ่นพี่ตอบคำเสียงเรียบ มีแค่เพียงประโยคตอนท้าย ที่ออกแนวประชดประชันในที ส่งสายตาไปยังหญิงสาวคนเดียวในที่นี้ บอกเป็นนัยว่า เกมยังไม่จบ แค่รอเวลาเริ่มเล่นใหม่ อย่าได้ด่วนตัดสินใจใดๆ ไป

“แล้วนี่พีทกลับมานานแล้วหรือ เห็นคุณลุงบอกไปเรียนต่อที่เมืองนอก หลายปีไม่ได้เจอกันเลย”

“ครับพี่ภู ผมเพิ่งจะกลับมาได้ราวๆ หกเดือน อันที่จริงก็ยังไม่ค่อยอยากกลับเท่าไร ตั้งใจว่าจะหาประสบการณ์ทำงานที่โน่นซักพัก แล้วค่อยกลับมาช่วยงานที่บริษัทป๊า แต่พอดีบังเอิญว่าแพรต้องย้ายกลับมาประจำที่เมืองไทยเสียก่อน ผมเลยต้องรีบตามกลับมา” พฤทธิ์เล่า ติดตลก ส่งสายตาหวานเชื่อมไปยังหญิงสาวที่ตนพึงใจ

“แล้วนี่ตาหม่อนเป็นอย่างไรบ้างแพร” พฤทธิ์หันไปทางณิชญาฎา ถามไถ่ถึงอาการของเด็กน้อยผู้เคราะห์ร้าย

“ยังไม่รู้เลยพีท ป้าบัวบอกว่า เข้าไปข้างในนั้นตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นออกมาสักที แพรชักจะใจไม่ดีแล้วนะพีท เป็นห่วงลูกอย่างไรไม่รู้” ณิชญาฎา เกาะแขนเพื่อนหนุ่มไว้แน่น จงใจเน้นคำว่าลูกหวังเบี่ยงเบนความสนใจของภูวิชให้ไขว้เขวไปว่าเด็กทั้งสองเป็นลูกของชายหนุ่มรุ่นน้องที่มีนามว่าพฤทธิ์

“คงไม่เป็นไรมากหรอกแพร ทำใจดีๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวเรารอฟังจากคุณหมอ อย่าเพิ่งด่วนตีโพยตีพายไป นั่นแน่ะ คุณหมอออกพอดี” พฤทธิ์พยายามปลอบใจเพื่อนสาวเต็มที่ นึกแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย

“คุณหมอคะ ลูกดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“เด็กชายภาณินใช่หรือเปล่าครับ”

“ค่ะๆ ใช่ค่ะ”

“เด็กปลอดภัยแล้วครับ มีแค่รอยฟกช้ำกับถลอกตามตัว ส่วนแผลที่ศีรษะหมอจัดการเย็บทำความสะอาดแผลให้แล้ว แต่ว่ายังต้องรอผลเอ็กซเรย์สมองอีกทีเพื่อดูว่ามีเลือดคั่งในสมองหรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งคือทางเราต้องแน่ใจว่าสมองแกได้รับความกระทบกระเทือนมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากคนไข้ยังเด็กมาก อย่างไรคืนนี้หมอขอรอดูอาการนายที่นี่อีกคืนหนึ่งก่อน ถ้าไม่มีอะไรพรุ่งนี้ค่อยให้ย้ายไปพักฟื้นที่ห้องธรรมดา ทางฝ่ายพยาบาลจะแจ้งให้ทราบอีกที ไม่ทราบว่าคุณมีอะไรจะถามหมอหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ... คือลูกดิฉันไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมคะคุณหมอ”

“เอ...ดูจากบาดแผลภายนอก กับผลเอ็กซเรย์กระดูก ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วนะครับ เหลือแค่รอผลเอ็ซเรย์สมองซึ่งคงต้องรอพรุ่งนี้หมอถึงจะตอบได้ ที่แกสลบไปนั่นคงเป็นเพราะตกใจ ตอนนี้หมอให้ยานอนหลับกับระงับปวดกับคนไข้ไว้ คิดว่าแกคงจะหลับไปจนถึงเช้า อย่างไรคืนนี้ญาติก็คงอยู่เฝ้าไม่ได้ หมอแนะนำว่าให้มาอีกทีพรุ่งนี้เช้าจะดีกว่า”

“ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณหมอ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวก่อน แล้วพบกันพรุ่งนี้ครับ”

แพทย์หนุ่ม หายกลับเข้าไปในห้องที่เพิ่งเดินออกมา ณิชญาฎาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้แผงหน้าห้อง อย่างหมดแรง บวกกับโล่งใจ

“พีทว่าแพรกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ตัวไหมหลับคอพับคออ่อนแบบนั้นป้าบัวคงจะเมื่อยแย่แล้ว” พฤทธิ์มองเห็นสีหน้าอันอิดโรยของณิชญาฎา กอปรกับสงสารป้าบัวที่หอบอุ้มเด็กหญิงตัวไหมที่กำลังหลับสบายอยู่เป็นแล้ว จึงอยากให้ทุกคนได้ไปพักผ่อน

“จ้ะ ดีเหมือนกัน ขอบใจมากนะจ๊ะ ถ้าพีทไม่ได้อยู่กับแพรวันนี้ แพรต้องแย่แน่ๆ เลย”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอตัวกลับเลยละกัน เอาไว้พรุ่งนี้จะแวะมาใหม่ตอนเจ้าตัวเล็กตื่นแล้ว” ภูวิช อดรนทนต่อกิริยาแสร้งทำของหญิงสาวตรงหน้าไม่ไหว ลุกขึ้นมาทะลุกลางป้องเอ่ยขอตัวกลับ ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดที่ทำให้ณิชญาฎาถึงกับหันขวับไปมองหน้าอย่างเอาเรื่อง

“อย่านึกนะ ว่าแพรจะหนีพี่พ้น อะไรก็ตามที่แพรพยายามปิดบังไว้ สักวันพี่จะต้องรู้ให้ได้ ถ้าไม่เชื่อก็คอยดู” ภูวิช จงใจเดินเฉียดไปตรงที่หญิงสาวยืน กระซิบแผ่วเบาแบบที่แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีใครอื่นได้ยินนอกจากเขาและเธอ

“อี๋...ฝันไปเถอะนายภู ไม่มีวันเสียล่ะ” ณิชญาฎาออกอาการหัวเสีย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ออกนอกหน้า เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เก็บความประหวั่นใจไว้จนลึก ตัดใจหันหลังกลับไปรับหนูน้อยตัวไหมมาไว้ในอ้อมอก เตรียมพร้อมออกเดินไปยังลานจอดรถ พากันกลับบ้านไปพักผ่อน ก่อนที่จะพากันกลับมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้อีกครา เมื่ออรุณรุ่งของวันใหม่กลับมาเยือนอีกครั้ง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Jeep
สนุกมากค่ะ
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
สนุกค่ะ ติดตามต่อไป
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว

รีวิว