กำราบรักแม่ทัพเผด็จการ 情赊美人心-บทที่ 1 หยาดฟ้ามาสู่ดิน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

กำราบรักแม่ทัพเผด็จการ 情赊美人心

บทที่ 1 หยาดฟ้ามาสู่ดิน

สองตาเขาได้เห็น ‘ถานหวั่นชิง’ ธิดาของอัครเสนาบดีอีกครั้ง

นางนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี

แม้อาภรณ์ที่สวมจะไร้สีสัน อีกทั้งผิวยังขาวซีดราวหิมะ ทว่ากลับดูบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้จุดด่างพร้อย นับเป็นคุณหนูตระกูลสูงที่งามหยาดฟ้ายิ่งกว่าสตรีใด

เมื่อเปรียบกับคนเบื้องล่างอย่างเซี่ยเฉิงจู่ เขาช่างต่ำต้อย ยากจนข้นแค้นจนสุดจะรับไหว

เขานึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็นจนทั่วทั้งร่างแทบไร้เรี่ยวแรงเดินไปข้างหน้า

ภายในใจเซี่ยเฉิงจู่อยากจะตะโกนระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่ท่วมท้นอยู่ในอก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอนาถาวัยสิบสามปีที่มีจิตใจเย็นชา ภาพตรงหน้าชัดเจนว่าผู้ที่ทำร้ายมารดาและน้องชายของเขากลับมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุขเสียเหลือเกิน

เซี่ยเฉิงจู่กำมือแน่น สาบานกับตัวเอง

ต้องมีสักวัน เขาจะให้นางได้ชดใช้... เขาจะทำให้ผิวขาวราวหิมะที่ขวางหูขวางตานั่นต้องด่างพร้อยแปดเปื้อน

คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะช่วยเหลือ วันที่รอคอยช่างมาถึงเร็วจริงๆ...

ราชวงศ์ฉีชิง ปีไท่สื่อที่สิบเอ็ด

อดีตผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือคณะขุนนางในราชสำนัก มีเพียงอัครเสนาบดีถานเฉิงจี้ผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทว่าในคืนหนึ่ง เขากลับถูกค้นบ้านและยึดทรัพย์โดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังต้องโทษถูกปลดออกจากราชการและถูกจองจำในคุกหลวง ญาติพี่น้องทั้งตระกูลไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดงล้วนพ่วงโทษถูกเนรเทศไปยังดินแดนห่างไกลโดยไม่มีละเว้น

คนตระกูลถานถูกขับไล่กะทันหัน พวกเขาต้องรีบเร่งเดินทางบนเส้นทางที่ยากลำบาก ต้องทนทุกข์ทรมานจากการโบยตีของเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก ซ้ำยังต้องมาเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องเผชิญหน้ากับโจรภูเขาที่กำเริบเสิบสานกลุ่มหนึ่งอีกด้วย

ในที่สุดผู้ได้รับบาดเจ็บนับสิบคนก็จบชีวิตลงระหว่างทาง สิ้นใจในต่างถิ่นที่มิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของสารทฤดู

ถนนเก่าสายหนึ่ง มีทั้งเสียงฟาดแส้และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง บนรถม้าซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคุกหลังน้อยมีสตรีนางหนึ่งถูกคุมขังอยู่ภายในพร้อมสาวใช้และคนในครอบครัว

นางจ้องมองแส้ย้อมสีเลือดที่ฟาดคนในครอบครัวตนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสายตาแข็งกร้าว ดวงตาหม่นแสงสลับทอประกายอัดแน่นไว้ด้วยความอัปยศและคับแค้นใจยิ่ง

เหมือนนางกำลังบอกว่า รอให้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ หากนางรอดไปได้เมื่อไร ความอัปยศอดสูในวันนี้จะขอมอบคืนให้เป็นร้อยเท่า!

นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะถูกความเย็นยะเยือกของเม็ดฝนสาดใส่ สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มซาลง ไม่มีสิ่งของที่พอจะให้ความอบอุ่นได้เลย นางทำได้เพียงเอนร่างพิงต้นไม้เปียกชื้นและขดตัวแน่น สายตาทอดมองกิ่งไม้แกว่งไกวตามลมฝน ความขมุกขมัวของม่านฝนอันไร้ขอบเขตทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ท่ามกลางความเงียบสงบ

อัครเสนาบดี... ขุนนางขั้นหนึ่ง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนผู้เปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพ ทั้งหมดนี้คือตำแหน่งของถานเฉิงจี้บิดานาง

นอกจากบิดาของนางจะเป็นหัวหน้าขุนนางชั้นผู้ใหญ่แล้ว ถานเฉิงจี้ยังมีอีกฐานะหนึ่งนั่นคือ ‘หนึ่งในสาม’ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งอดีตฮ่องเต้ได้ฝากฝังให้ช่วยบริหารราชการแผ่นดินและสอนสั่งประมุของค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ ทำให้ถานเฉิงจี้มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักอย่างล้นเหลือ มากเสียจนสามารถยกใครขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้เลยทีเดียว

สิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ ถานหวั่นชิงกลับเข้าใจอย่างถ่องแท้

ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ส่วนใหญ่ล้วนต้องพบกับโศกนาฏกรรมเข้าสักวัน

การที่บิดาของนางถือครองอำนาจอันยิ่งใหญ่จึงไม่ต่างจากการเดินย่องอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่เปราะบาง หากไม่ระวังให้ดีก็จะดำดิ่งสู่หายนะที่ไม่อาจพลิกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ดังที่ประสบอยู่ตอนนี้

สองสามปีที่ผ่านมาถานหวั่นชิงหาได้อกสั่นขวัญแขวนเหมือนคนอื่นๆ นางเฝ้าระดมสมองพยายามคิดหาทางหนี เพียรทำอยู่เช่นนี้เรื่อยมา แต่สุดท้ายก็ยังคงตกอยู่ในความรันทดอาดูรดุจเดิม

นางไม่เคยละความพยายาม ทว่าสมมติฐานต่างๆ นานาที่พอกลั่นกรองออกมาได้กลับยากจะดำเนินการ ที่น่าขันก็คือก่อนหน้านี้บิดาได้กำหนดงานมงคลสมรสให้นางกับบุตรชายของผู้สำเร็จราชการเจิ้งเอวี๋ยน คาดไม่ถึงว่าคู่หมายของนางจะต้องโทษถูกตัดหัวตามบิดาของเขาไปด้วย

มันคงเป็นโชคชะตา เมื่อเทียบกับเขาแล้วนางยังมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางความโชคดีที่ไม่น่ายินดีนี้นางได้แต่ตำหนิตัวเองในใจ ถานหวั่นชิงรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ไม่เหลือความคิดอ่านใดๆ อีกต่อไปแล้ว

เวลานี้ก็เหมือนกัน นางไม่อยากคิดถึงสิ่งใดทั้งนั้น ทำเพียงกอดเข่าเหม่อมองไปยังพายุฝนอย่างซึมเซาไม่รู้สึกรู้สา

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู...” ร่างมอมแมมในชุดเสื้อผ้าเปียกปอนและสกปรกที่นอนห่างออกไปไม่ไกลนักคือลุ่ยจู สาวใช้คนสนิทรู้สึกตัวตื่นขึ้นจากสภาพสลบไสลไม่ได้สติ แล้วพบว่าตัวเองยังคงอยู่ในชุดนักโทษ

เช่นเดียวกับหญิงสาวที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงโคนต้นไม้ นางรีบคลานไปหาคุณหนูของตนโดยไม่คำนึงถึงบาดแผลบนร่างกายสักนิด

“คุณหนู คุณหนูไม่เป็นอะไรใช่ไหม บาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือพอๆ กับร่างที่กำลังสั่นสะท้าน

ลุ่ยจูกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณ ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของราชสำนักหรือโจรภูเขาเลย ในยามนี้มีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้น จึงรู้สึกฉงนอยู่ไม่น้อย “นี่พวกเรา... พวกเขา... คนพวกนั้นล่ะ?...”

“อาจู พวกเราหลอกคนพวกนั้นสำเร็จและหนีออกมาได้แล้ว” ถานหวั่นชิงลุกขึ้นนั่ง กุมมือสาวใช้เอาไว้และเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาในที่สุด

ณ เวลานี้ แม้จะเข้าตาจนอยู่ในป่าเปลี่ยวแถบชายแดน แต่ในเมื่อร่างกายเป็นอิสระ ไม่ว่าจะภูเขา หินผา หรือแม้แต่ไอฝนอันขมุกขมัว พอมองแล้วก็ล้วนงดงามไปเสียหมด

แผ่นฟ้าผืนดินกว้างใหญ่ช่างเจริญหูเจริญตายิ่งนัก

“หนีออกมาแล้วหรือ? หนีออกมาแล้วจริงๆ ด้วย!” ลุ่ยจูถามเองตอบเองด้วยความตื่นเต้นราวกับได้ยกหินก้อนใหญ่ออกจากอก ดวงตาแดงก่ำ สุดท้ายก็มีน้ำตาไหลหยดลงมา

ในที่สุดคุณหนูก็หนีออกมาได้ ไม่มีผู้ใดเข้าใจคุณหนูดีเท่ากับนาง คุณหนูทั้งฉลาดหลักแหลมและอดทนเก่งเป็นที่สุด ในบรรดาลูกหลานทั้งหมดของตระกูลถาน ล้วนไม่มีผู้ใดโดดเด่นเกินหน้าคุณหนูของนางสักคนเดียว

หลังจากที่ราชสำนักมีราชโองการให้ยึดบ้านและทรัพย์สินของตระกูลถาน ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันจนไม่อาจเก็บกวาดสิ่งใดได้ทัน บรรดาญาติพี่น้องต่างถูกถอดเครื่องประดับออกไปต่อหน้าต่อตา ขนาดต่างหูกำไลชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ยังถูกดึงเก็บไปจนเกลี้ยง ทุกคนร้องไห้กันระงม มีเพียงคุณหนูของนางเท่านั้นที่สงบนิ่งและเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างอดทน

เจ้าหน้าที่ของราชสำนักได้รับคำสั่งให้นำตัวคนตระกูลถานออกจากเมืองโดยเร็วที่สุด อย่างน้อยก็ต้องภายในครึ่งเดือน

การเดินทางยิ่งไกลจากฮ่องเต้ผู้สูงส่งเท่าไร ระหว่างทางก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเจ้าหน้าที่ในราชสำนักมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเว่ยอันของแคว้นอี้ พวกเขาก็ยิ่งทำตัวระรานเกินกว่าเหตุ ทั้งยังพ่นวาจาเหยียดหยามเชือดเฉือนอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่อยู่แถวนอกเมืองซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เลวแต่จู่ๆ กลับมีโจรภูเขาปรากฏตัวขึ้น

คุณหนูกับนางฉวยโอกาสนี้กัดเม็ดยาลูกกลอนเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้น เดิมทีคุณหนูใช้เงินสะสมกว่าครึ่งลักลอบติดสินบนซื้อมันมาเพื่อเตรียมไว้ใช้ในคุก ยานี้จะช่วยให้สามารถกลั้นหายใจและแกล้งตายได้ระยะหนึ่ง ถ้าหากศพถูกลากไปฝังก็อาจจะยังมีชีวิตรอดไปได้ ไม่นึกว่าจะได้นำมาใช้ที่นี่เสียก่อน

เรื่องอันตรายล้วนผ่านไปแล้วทั้งสิ้น ลุ่ยจูพนมมือพลางกล่าวออกมาอย่างจริงใจ “ขอบคุณฟ้าดิน ต่อจากนี้ไปได้โปรดปกป้องคุ้มครองคุณหนูของข้าให้แคล้วคลาดปลอดภัย พ้นทุกข์พ้นโศกด้วยเถิด...”

ถานหวั่นชิงมองสาวใช้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ทำให้นึกถึงสาวใช้คนสนิทอีกสามนางที่ตนช่วยเหลือโดยการบังคับให้รีบแต่งออกจากจวนไป มีเพียงลุ่ยจูเท่านั้นที่ไม่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะขออยู่ข้างกายนางไม่ไปไหน

ตระกูลถานเกิดเรื่องคราวนี้ เดิมทีลุ่ยจูต้องถูกส่งตัวไปขาย แต่ถานหวั่นชิงแอบนำเหรียญทองเล็กๆ ที่สะสมไว้ช่วยสาวใช้ผู้ภักดีกลับมาได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ยิ่งละอายใจนัก หญิงสาวยื่นมือไปดึงมือของลุ่ยจูพลางมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด แต่ก่อนที่เลี้ยงดูกันมาใบหน้านี้เคยอิ่มเต็ม ทุกวันนี้กลับถูกทรมานเสียจนใบหน้าซูบตอบเหลือเท่าฝ่ามือ ยังอุตส่าห์มีแก่ใจนึกถึงผู้เป็นนายก่อน

ถานหวั่นชิงเอ่ยกับสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ข้าบอกแต่แรกแล้วให้เจ้าแต่งออกไปพร้อมคนอื่นๆ หากติดตามข้าก็ต้องลำบากเช่นนี้ ตอนนี้ตระกูลถานไม่อยู่ในฐานะจะเอ่ยปากอะไรได้อีกเพราะล้วนเป็นคนต้องโทษ ในเมื่อพวกเราหนีออกมาได้ ไม่มีฐานะสูงต่ำอะไรแล้ว เจ้ากับข้าเรียกขานกันดุจพี่น้องเถิด เราต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เจ้าว่าดีหรือไม่?”

ลุ่ยจูได้ยินดังนั้นขอบตาก็รื้นขึ้นด้วยความตื้นตัน นางเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวว่า “คุณหนู...บ่าวจะกล้าได้อย่างไร ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงยังคงโปรยปรายเหมือนจะไม่มีวันหยุด สองนายบ่าวไม่ทนรออีกต่อไป ถึงแม้บริเวณนี้จะพอปกปิดอำพรางกายได้บ้าง แต่ก็อยู่ไม่ห่างจากจุดที่เจ้าหน้าที่ราชสำนักกับโจรภูเขาปะทะกัน เกรงว่าไม่ใครก็ใครอาจจะมาตามพวกนางจนพบ

ถานหวั่นชิงอดที่จะสงสัยไม่ได้ ระหว่างการเดินทางที่เต็มไปด้วยภูเขาแห้งแล้งกันดาร เหตุใดพวกโจรจึงมาปล้นจี้ทำร้ายกลุ่มนักโทษซึ่งไม่มีทั้งเงินและเสบียงเล่า? แม้มีอีกหลายสิ่งชวนให้ประหลาดใจ แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาครุ่นคิดมากนัก

หญิงสาวทั้งสองเร่งสวมชุดของโจรภูเขาแล้วขว้างชุดนักโทษไว้ในพุ่มไม้บนเนิน ก่อนจะรีบร้อนจากไป

หลังจากถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูไปได้ไม่นาน ตรงลำธารสายเล็กระหว่างภูเขาปรากฏทหารม้าจำนวนสิบนาย หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสวมชุดเกราะและหมวกเหล็ก ในมือถือดาบสีดำย้อมเลือดข้นคลั่ก

ทันทีที่เหล่าทหารม้ามาถึงก็พยายามรั้งบังเหียนให้หยุด พวกเขาเห็นลำธารที่คดเคี้ยวทอดยาวเปลี่ยนสี เนื่องจากเลือดกับน้ำฝนไหลกลืนเข้าด้วยกัน มีทั้งร่างนักโทษ เจ้าหน้าที่ของราชสำนักและโจรภูเขาตายเกลื่อนกลาด

ทหารม้าเก้าในสิบนายกระโดดลงจากหลังม้าสีดำปลอด ต่างแยกย้ายกันพลิกร่างศพเพื่อตรวจลมหายใจและสำรวจโดยรอบ

“ข้าได้ยินมาว่า ในบรรดาผู้สำเร็จราชการทั้งสาม...เจิ้งเอวี๋ยนถูกบั่นคอ ส่วนหรันอี่ชิงรับพระราชทานยาพิษให้ฆ่าตัวตาย และถานเฉิงจี้ถูกปลดออกจากขุนนางพร้อมกับถูกเนรเทศทั้งครอบครัว หากนับวันดูแล้ว วันนี้พวกเขาต้องเดินทางผ่านเมืองเว่ยอัน นักโทษนี่น่าจะเป็นกลุ่มคนของตระกูลถานนะขอรับ” นายทหารลาดตระเวนผู้หนึ่งกล่าวพลางรวบบังเหียนมาจากชายหนุ่มในชุดเกราะ

เขาครุ่นคิดอีกนิดก่อนจะเสนอว่า “ท่านแม่ทัพ อย่าได้คิดหวาดระแวงไปเลย หากท่านมีความแค้นกับถานเฉิงจี้ มิสู้สั่งให้ทหารเล็กๆ สักสิบกว่านายสวมรอยเป็นโจรภูเขาออกไปตามล่า จะได้ตัดรากถอนโคนไปเสียทีเดียว” แล้วนายทหารลาดตระเวนผู้นั้นก็หันหน้าไปส่งสัญญาณกับเพื่อนๆ ด้านหลัง “ฟังนะพวกเรา ไล่ตามพวกมัน หนึ่งชีวิตก็อย่าให้เล็ดลอดไปได้!”

ไม่ทันได้เอ่ยปากประจบต่อ พริบตาเดียวนายทหารลาดตระเวนปากพล่อยวาจาเลื่อนเปื้อนผู้นี้ก็ถูกดาบในมือท่านแม่ทัพปลิดลมหายใจไปอย่างเงียบกริบ แม้แต่เลือดก็ยังไม่กล้ากระเซ็นให้เห็น

แม่ทัพหนุ่มหันกลับมามองนายทหารม้าด้านข้างตนด้วยสีหน้าเย็นชา ผู้ถูกมองถึงกับใจเต้นระรัว รีบก้มหน้าหลบสายตาไปมองที่หัวม้าพลางกำมือแน่น มีทหารสองสามนายที่เพิ่งออกไปสำรวจ กำลังควบม้ากลับมารายงาน “ใต้เท้าขอรับ มีศพชายสิบเอ็ดศพ แต่ไม่พบศพที่เป็นหญิงเลย”

“ใต้เท้า ดูจากจำนวนน่าจะเหลือรอดไปได้สองคนขอรับ”

ไม่นานนัก ทหารม้านายหนึ่งก็อุ้มสิ่งของบางอย่างวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “มีเสื้อผ้าถูกโยนไว้ทางเหนือตรงเนินเขาขอรับ ที่ใต้ต้นไม้ยังมีรอยเท้า ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าผู้หญิงเสียด้วย”

ใต้เท้าในชุดเกราะผู้รั้งตำแหน่งแม่ทัพไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงใช้ดาบในมือเสียบเข้าที่เสื้อผ้า สะบัดเบาๆ จนคลี่ออก จึงได้เห็นอักษรตัวใหญ่บนชุดที่เปื้อนคราบเลือด

เป็นคำว่า ‘นักโทษ’

“ตามไป!” แม่ทัพหนุ่มกัดฟันแน่น มองตัวอักษรด้วยสายตาแข็งกร้าว “ต่อให้พลิกภูเขาทั้งลูก ก็ต้องลากนางกลับมาให้ข้า!”

---------------------------------------------

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Bbenee
สนุกไหมคะ ทำไมให้ตย.อ่านน้อยจังเนาะ
เมื่อ 4 สัปดาห์ 1 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Natalie
เราไม่รอด อ่านได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม
เมื่อ 5 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว