ใต้เงาอสูร 玄中魅-บทที่ 1 รักษาความลับของผู้ป่วยคือจรรยาบรรณของหมอ ไม่ต้องกังวล (รีไรท์)

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ใต้เงาอสูร 玄中魅

บทที่ 1 รักษาความลับของผู้ป่วยคือจรรยาบรรณของหมอ ไม่ต้องกังวล (รีไรท์)

ตะวันลับขอบฟ้า

อาทิตย์อัสดงส่องแสงสีแดงส้ม พสุธาเรื่อเรือง บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงดาวและจันทรา ค่ำคืนของอู่จินซ่าถู[1] นับว่ามีทิวทัศน์แปลกประหลาดทว่าตรึงตราใจ

ถนนเล็กๆ สายหนึ่งทอดตัวลงมาจากยอดเนิน แสงอัสดงย้อมจนมันกลายเป็นดั่งริ้วไหมสีสันสดใส เหมือนแถบแพร ลดเลี้ยวเคี้ยวคดปูทอดลงสู่เชิงเขา

ที่เชิงเขามีศาลาเปยถิง[2] หลังหนึ่ง ทว่าความหนาของฝุ่นดินก็ทำให้มันมองเหมือนเป็นป้ายสุสานไร้ญาติท่ามกลางดินแดนอันรกร้าง

วิหคสามขาตัวหนึ่งบินผ่าน ปีกของมันสร้างสายลมแรงวูบหนึ่ง หญ้าแห้งข้างทางลู่ลมจนล้มระนาว

ท่ามกลางแสงขมุกขมัวปรากฏไฟปีศาจดวงหนึ่งลอยกระเพื่อม ดวงไฟสีเขียวอมเทาดับๆ ติดๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละน้อย ภายใต้แสงของโคมไฟมีหนึ่งใบหน้าที่งดงามนวลเนียน องคาพยพทั้งห้าละเอียดประณีต คิ้วคางอ่อนช้อย รูปร่างอรชรบอบบาง นางมิได้ดูไร้กระดูกเช่นปีศาจงูขาว หรือยั่วยวนให้งมงายเฉกเช่นจิ้งจอกสาว

สาวงามมีท่าทีจริงจัง เจตนาชัดแจ้ง นางทุ่มเทประคองบุรุษข้างกายอย่างตั้งใจแม้จะเดินเซไปเซมา แต่ดวงตาก็จับจ้องที่ป้ายศิลากลางศาลาอย่างแน่วแน่ “ใกล้ถึงแล้ว อาหลาง แข็งใจไว้นะ”

ไฟปีศาจไปถึงก่อน มันลอยวนอยู่บริเวณป้าย

บนป้ายไร้ตัวอักษร หญิงสาวแหงนหน้ามองวิหคชวี่หรู[3] ที่บินวนอยู่กลางฟ้า วิหคชวี่หรูเป็นผู้นำทางของหมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถู ขอเพียงมีมันอยู่ ก็หมายความว่าหมอวิเศษพำนักอยู่ไม่ไกลแล้ว

หญิงสาวใช้มือหนึ่งเคาะไปที่ป้ายศิลา ส่วนอีกมือโอบรอบร่างบุรุษข้างกายไว้ “ลู่จีแห่งเขาหยินซาน ขอเข้าพบท่านหมอเหยี่ยน”

เสียงของนางสะท้อนก้องอยู่ท่ามกลางพื้นที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต ป้ายศิลาแข็งกระด้างไร้การตอบรับ อย่าว่าแต่หมอวิเศษเลย กระทั่งหนอนแมลงสักตัวก็ยังไม่มีให้เห็น!

ระหว่างที่รอ หญิงสาวก็ลูบใบหน้าชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน “อาหลาง ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะอดทน ตอนนี้พวกเรามาถึงดินแดนอู่จินซ่าถูแล้ว ขอเพียงได้พบหมอวิเศษ ท่านก็จะดีขึ้นแน่”

ทว่าหมอวิเศษมิใช่คิดอยากพบก็จะพบได้ง่ายดาย หมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถู[4]รักษาภูตผีปีศาจในสามภพไม่เหมือนหมอรักษาโรคของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่แค่จับชีพจรหรือเขียนเทียบยาให้สักเทียบสองเทียบก็จบ อาจเพราะผู้ป่วยเป็นปีศาจ การรักษาจึงต้องใช้ปราณทิพย์หรือพลังวิญญาณเข้าร่วม เล่าขานว่าหมอวิเศษผู้นี้เป็นเพียงหญิงสาว เมื่อนางเค้นกำลังภายในมาเพื่อใช้รักษาภูตผีปีศาจ ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการพักฟื้นมาก ดังนั้นหลังจากรักษาผู้ป่วยสองรายติด นางจะหยุดพักราวครึ่งเดือน

ดวงไฟปีศาจส่องสะท้อนให้เห็นใบหน้าของบุรุษหนุ่ม เป็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความตายเย็นเยียบ ส่วนใบหน้าของลู่จีฉายชัดถึงความร้อนใจ มือหนึ่งยังคงเคาะป้ายศิลาพลางอ้อนวอนขอร้องด้วยน้ำเสียงน่าเวทนายิ่งนัก

“ท่านหมอวิเศษ สามภพล้วนร่ำลือว่าท่านจิตใจงดงามเป็นที่สุด เวลานี้ชายในดวงใจของลู่จีป่วยหนักอย่างไร้สาเหตุ หยูกยาใดๆ ก็รักษาไม่หาย ขอร้องท่านหมอได้โปรดเมตตารักษาด้วย หากท่านรักษาเขาได้ ภายภาคหน้าข้าลู่จียินดียอมเป็นทาสรับใช้ เพื่อตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของท่าน”

คำอ้อนวอน คำสัญญาก็ล้วนกล่าวออกมาหมดสิ้นแล้ว แต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

สีหน้าลู่จีฉายชัดถึงความอับจน วิหคสามขาตัวนั้นเกาะอยู่บนส่วนยอดของป้าย ใบหน้าแปลกประหลาดดูคล้ายมนุษย์ของมันไร้ซึ่งอารมณ์ มีเพียงดวงตากลมโตที่จับจ้องนางเขม็งอย่างไม่คลาดสายตา ความหมายของสายตานี้คือ

ให้นางทำต่อ!

ทันใดนั้นบุรุษที่ลู่จีประคองไว้ก็ฝืนทรงตัวต่อไปไม่ไหว ร่างเขาทรุดฮวบลงกับพื้น!

สีหน้าลู่จีตื่นตระหนก นางตบป้ายศิลาแรงๆ อีกหน!

“แม่นางเหยี่ยน! ได้โปรดเปิดประตูให้ข้าเถิด ลู่จียินดีมอบเน่ยตัน[5]ให้ท่านใช้สอย ขอแม่นางเมตตาด้วย!”

‘เน่ยตัน’ เป็นแก่นพลังชีวิตของเหล่าภูตมาร เป็นผลผลึกจากการบำเพ็ญเพียรมาชั่วชีวิต ต่อให้สาบานว่าจะยอมเป็นทาสรับใช้ก็มิสู้มอบเน่ยตันให้ ถูกบีบคั้นจนถึงขั้นนี้ จะขอให้ผู้อื่นช่วยชีวิตย่อมต้องควักเอาความจริงใจออกมา หมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถูมีชีวิตมายาวนานเท่าใดไม่มีผู้ใดรู้ชัด พวกที่อายุมากและใช้ชีวิตในยุทธภพมานานหากไม่เห็นกระต่ายย่อมไม่ปล่อยเหยี่ยวออกล่า

ลู่จีแหงนหน้ารับแสงจันทร์ รับรู้ถึงกระแสลมเย็นชื้นที่พัดมาจากทะเลหวูเลี่ยงไห่

นางอ้าปากกว้างแล้วคายเน่ยตันที่หล่อเลี้ยงไว้กลางอกออกมา

เน่ยตันของปีศาจเถาวัลย์ เน่ยตันของจตุบท[6] และเน่ยตันวิหคนั้นแตกต่างกัน ของปีศาจเถาวัลย์จะเป็นสีเขียว ส่วนของจตุบทและวิหคจะเป็นสีแดง หลังจากคายเน่ยตันออกมาแล้ว ลู่จีก็ค่อยๆ วางร่างอาหลางนอนลงกับพื้น จากนั้นก็ใช้สองมือประคองเม็ดมุกสีเขียวสว่างสดใสที่ลอยตัวส่องแสงวับวาว แสงของเน่ยตันนี้นับว่าสว่างไสวกว่าไฟปีศาจหลายส่วนนัก

“ลู่จีเป็นเพียงมารต่ำต้อย ทั้งเนื้อทั้งตัวไร้สมบัติมีค่า มีเพียงเน่ยตันนี้ที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ข้ายินดีมอบให้ท่านหมอ ขอท่านหมอได้โปรดเมตตาช่วยชีวิตอาหลางด้วยเถิด”

วิธีการที่ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งเช่นนี้ในที่สุดก็โน้มน้าวหมอวิเศษได้สำเร็จ ป้ายศิลาเริ่มขยับ ก่อนจะแยกออกเป็นช่องทางเดินที่แคบยาว มีแสงสว่างลอดออกมาเล็กน้อย ลู่จีเห็นแล้วก็ให้ดีใจนัก นางรีบกลืนเน่ยตันเข้าร่างก่อนจะแบกร่างชายในดวงใจขึ้นมา ก่อนจะก้าวเข้าไปในทางเดินเล็กแคบนั้น

เมื่อเข้าไปในทางเดินนั้นแล้วก็ราวกับว่าเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง!

ที่นี่ไม่มีแสงอาทิตย์อัสดง ไม่มีแสงเรื่อเรืองจากใต้พื้นดิน แต่กลับมีดวงจันทร์ที่ใหญ่โตราวแผ่นแป้งกัวคุย[7] ทางเดินปูแผ่นหินยาวเหยียด ทุกสิบก้าวจะพบโคมไฟหนึ่งดวง สุดทางเดินมีห้องสามห้อง เป็นห้องที่สร้างได้พิสดารยิ่งนัก ยอดด้านบนมีกลีบดอกบัวคลุมไว้ แพรไหมสีขาวพลิ้วสะบัด ลู่จีรู้สึกคุ้นตากับทิวทัศน์งดงามแปลกตานี้เหมือนเคยเห็นจากภาพวาดมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว ทว่านึกไม่ออกว่าเห็นมาจากที่ใด

แต่เรื่องนั้นพักไว้ก่อนได้ เพราะตอนนี้การช่วยชีวิตอาหลางเป็นเรื่องสำคัญที่สุด! ลู่จีเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้เขาอย่างอ่อนโยน ปากก็พึมพำเสียงหนักแน่น “ท่านต้องรอด!” ก่อนจะประคองร่างเขาให้นอนลงบนเตียงไม้ไผ่ในห้อง

หลังจากดูแลอาหลางเรียบร้อยแล้วลู่จีก็หันหลังกลับ นางตั้งใจจะคุกเข่า โขกศีรษะ หลั่งน้ำตาและพรั่งพรูคำพูดขอบคุณท่านหมอสักหลายประโยค

ท่านหมอวิเศษเป็นเหมือนศูนย์กลางของดินแดนซ่าถูมานาน ชื่อเสียงของนางเลื่องลือไปทั้งสี่ทิศแปดด้าน เหล่าปีศาจต่างยกย่องว่า ‘เหยี่ยนหวู่ฟาง’ ผู้งดงาม ลู่จีเองก็จินตนาการไม่ออกว่าหมอหญิงผู้นี้จะงดงามสะคราญโฉมสักเพียงใด ตัวนางเองเคยเห็นร่างแปลงของจิ้งจอกและกวางสาวมาจนชินตา คิดในใจว่าน่าจะงดงามต่างกันไม่กี่มากน้อย

ทว่าลู่จียังไม่ทันได้ทำอย่างที่ตั้งใจ หมอวิเศษก็เดินผ่านข้างกายนางไปแล้ว นางสัมผัสได้เพียงแพรไหมโปร่งบางชั้นดีที่ไล้ผ่านหลังมือตนไป ไร้กลิ่นเครื่องหอมใดๆ แต่มีพลังแปลกประหลาดสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมา ช่างไม่เหมือนปีศาจหรือมารตนใดที่นางเคยพบเห็นมาก่อน

ชั่วขณะที่ลู่จีตกอยู่ในภวังค์ นางก็พลาดโอกาสที่จะได้เห็นใบหน้าของท่านหมอ พอหันไปมองตามก็เห็นเพียงใบหูเล็กสะอาดราวกระเบื้องเนื้อดีและรูปร่างที่อรชรสมส่วน ดูแล้วไม่เหมือนหมอที่ต้องคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยที่เป็นภูตผีปีศาจสักนิด แต่กลับดูเหมือนเทพธิดาบนสวรรค์ที่ถนัดขับร้องและร่ายรำเสียมากกว่า

ถึงลู่จีจะงุนงงสงสัยกับลักษณะของท่านหมอวิเศษ แต่ก็ปัดทิ้งเรื่องนี้ออกจากใจอย่างรวดเร็วเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติเอาไว้ แต่สองมือกลับถูกันไปมาอย่างกระวนกระวายระคนหวั่นเกรง หากท่านหมอพบว่าสาเหตุของอาการเจ็บป่วยเกิดจากเรื่องลับๆ ส่วนตัว เช่นลุ่มหลงมัวเมาในกามราคะมากเกินไป ทำให้พลังปราณบริสุทธิ์ของชีวิตต้องสูญสิ้น นั่นจะต้องเป็นสาเหตุที่น่ากระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน

ลู่จีมองตามจังหวะก้าวเดินของท่านหมอ พลันสายตาก็เหลือบเห็นว่าที่ข้อเท้าของท่านหมอมีด้ายสีแดงห้อยกระดิ่งเงินอยู่ด้วย ทุกย่างก้าวจึงมีเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งดังตามเป็นจังหวะ ฟังคล้ายเสียงของห่วงวงแหวนที่คล้องอยู่บนไม้เท้าของนักพรตหรือผู้ทรงศีล ครู่หนึ่งลู่จีก็ถามขึ้นอย่างนอบน้อม

“แม่นางเหยี่ยน... เอ่อท่านหมอ อาหลางของข้ายังพอรักษาให้หายได้หรือไม่?”

อีกฝ่ายไม่ตอบ นางดึงชายแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้วกางฝ่ามือยื่นไปเหนือร่างผู้ป่วยบนเตียงไม้ไผ่เพื่อดูดพลังชีวิตและพลังวิญญาณออกมา ลู่จีจับตามองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดหวั่น สีหน้าท่านหมอก็ช่างยากจะคาดเดาความรู้สึกเหลือเกิน ครู่หนึ่งท่านหมอก็ส่ายหน้า “ช่วยไม่ได้แล้ว พาเขากลับไปเถิด”

ลู่จีได้ยินประโยคนี้ก็ทรุดฮวบลงกับพื้น นางร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง “แม่นาง! ท่านเป็นหมอวิเศษที่มีวิชาแพทย์สูงส่งที่สุดในดินแดนซ่าถูนะ ทำไม...”

ท่านหมอเดินเลี่ยงห่าง และไม่ว่าลู่จีจะร้องไห้หนักหนาสักเพียงใดก็ไม่มีคำปลอบโยนจากนางแม้สักครึ่งคำ คนที่ถูกความเศร้าโศกเสียใจถาโถมซัดกระหน่ำมักจะสมองเลอะเลือน ล้วนไม่สามารถยอมรับความจริงได้โดยง่าย ลู่จีคลานเข่ามาโขกศีรษะลงตรงหน้าพลางอ้อนวอนขออย่างน่าสงสาร

“แม่นางเหยี่ยนได้โปรดเถิด ท่านต้องมีวิธีรักษาเขาแน่ๆ ข้าขอร้อง ช่วยเขาด้วย!”

หมอวิเศษนั่งอยู่หน้ากระถางสำริด ควันกำยานที่ลอยวนเวียนเป็นเหมือนม่านหมอกจางๆ ในที่สุดลู่จีก็ได้เห็นใบหน้างดงามสะคราญโฉมอย่างชัดเจน สาวงามหลังม่านควันกำยานใต้โคมไฟช่างงดงามสะท้านฟ้าสะเทือนดินเสียจริงๆ!

‘เหยี่ยนหวู่ฟาง’ มิใช่สาวงามประเภทสูงส่งสง่างาม แต่เป็นสาวงามที่มีความเฉียบขาดฉายชัด ริมฝีปากสีแดงที่อยู่เบื้องหลังควันกำยานซึ่งกำลังลอยเอื่อยยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหล นางให้ความรู้สึกราวกับยักษ์อสูรหลัวซา[8] ที่ยั่วยวนบรรพชิตในบันทึกตำนานประหลาด

โฉมสะคราญตรงหน้าทำให้ลู่จีลืมร้องไห้ ในหัวมีเพียงแต่สงสัยว่าโลกนี้คงไม่มีมารตนใดสามารถยืนประชันกับหญิงสาวผู้นี้ได้ นางให้ความรู้สึกทั้งเที่ยงธรรมและชั่วร้าย ไอมารแผ่ซ่านรอบกาย ยากจะคาดเดาจริงๆ ว่าร่างเดิมของเหยี่ยนหวู่ฟางคืออะไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือชื่อของนางช่างสมตัวเกินไปแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟาง---งดงาม เลอค่า ล้ำเลิศไร้สิ่งใดเทียบ!

ขณะที่ลู่จีเผลอตัวหลงใหลไปกับสาวงามตรงหน้า เสียงเย็นชาเยียบเย็นก็ดังขึ้น

“ข้าช่วยแต่สิ่งมีชีวิต ขอเพียงมีวิญญาณมีความนึกคิด ต่อให้วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วข้าก็สามารถรักษาได้ แต่คนที่เจ้าพามาเป็นร่างไร้จิต ไร้วิญญาณ เป็นร่างกลวงเปล่า ช่วยเขาไม่สำเร็จก็ผิดกฎของข้า ทำลายชื่อเสียงข้า!”

สีหน้าลู่จีเปลี่ยนเป็นตกตะลึงปนร้อนรน

“จะไร้จิตไร้วิญญาณได้อย่างไร! พวกเราอยู่ร่วมกันมาสามเดือน เขามีชีวิตนะ!” ลู่จีคลึงลูกประคำไปมา ก่อนจะกุมมือประสานกันขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด น้ำเสียงอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “ขอแม่นางโปรดยกโทษด้วย ลู่จีอับจนหนทางแล้ว จึงได้บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากท่าน แม่นางเคยมีคนรักบ้างหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าการมองคนรักสิ้นใจตายไปตรงหน้าเป็นความโหดร้ายอย่างที่สุด! โหดร้ายอย่างที่ยากจะรับได้ไหว”

คนรัก? เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งพลางครุ่นคิดทบทวน...

ไม่เคยมี…

ถ้าเช่นนั้นนางคงไม่อาจเข้าใจจิตใจของปีศาจเถาวัลย์ตนนี้ได้อย่างลึกซึ้งแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟางเป็นหมออยู่ที่อู่จินซ่าถูมากว่าร้อยปี ช่วยรักษาสารพัดโรคให้กับสารพัดสัตว์ก็เพื่อสั่งสมบุญบารมี หากสามารถช่วยเหลือได้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นปีศาจ อสูรหรือภูตผี หากทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ สำหรับนางแล้วถือว่าสำเร็จตามความตั้งใจแรกเริ่ม แต่ถ้าช่วยเหลือไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย ทุกชีวิตล้วนมีชะตาและวาสนาของตนเอง นางไม่ใช่ผู้วิเศษที่สามารถฝืนชะตาลิขิตได้

“หลางจื่อของเจ้าไร้จิตไร้วิญญาณ เขาในตอนนี้ไม่แตกต่างอะไรกับแจกันหนึ่งใบ หินหนึ่งก้อน เจ้าต้องการให้เขามีชีวิต ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แค่ไปจับวิญญาณพเนจรมาสักดวงแล้วยัดใส่เข้าไปในร่างนั้น วิธีนี้เจ้าจะสามารถช่วยเหลือเขา แต่เขาจะไม่ใช่หลางจื่อคนเดิมของเจ้า เขาจะไม่รู้จักเจ้า วันหน้าเขาก็อาจจะไปร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้อื่น เจ้ายินยอมหรือไม่?”

ลู่จีไม่ร้องไห้อีก นางหันกลับไปมองร่างชายคนรักบนเตียง ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าช้าๆ

เหยี่ยนหวู่ฟางมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายแล้วก็อมยิ้ม ปีศาจและมารล้วนแล้วแต่ยึดมั่นในความจริง เนื้อหนังมังสาเป็นเรื่องรอง คนที่สามารถพร่ำพลอดบอกรักกับลู่จีคงได้มีเพียงจิตวิญญาณเจ้าของร่างดั้งเดิมเท่านั้น แต่สามวิญญาณเจ็ดจิตเขาล้วนไม่มี หลงเหลือเปลือกนอกที่เกะกะ

ในเมื่อไม่ต้องการให้รักษา การแลกเปลี่ยนก็ถือว่ายุติ

ลู่จีมองท่านหมอวิเศษที่ตอนนี้นั่งหลับตาสงบนิ่ง ควันกำยานจินเซียงในกระถางลอยเอื่อยวนอยู่บนปลายนิ้ว หมุนเป็นวงเล็กๆ การสูญเสียคนรักไม่ได้ทำให้ลู่จีเศร้าโศกนานนัก ชีวิตของมารยาวนานยิ่ง หากสามารถหนีด่านเคราะห์ของสวรรค์พ้น ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อนานนับอสงไขย ยิ่งมีชีวิตยืนยาว ประสบการณ์รักใคร่ระหว่างชายหญิงก็ยิ่งผ่านมามากจึงย่อมตัดใจได้เร็ว

ทว่าความรู้สึกรักใคร่ในช่วงเวลาที่ยังอยู่ด้วยกันก็เป็นความจริง ดังนั้นนางจึงยินดีเอาเน่ยตันเข้าแลกเพื่อยื้อชีวิตเขา แต่หากถึงที่สุดแล้วไม่สามารถช่วยได้ ความทุ่มเทก็เทให้หมดใจไปแล้ว นางก็นับว่าไม่ผิดต่อผู้จากไป อย่างไรเสียความรักก็เป็นยาบำรุงขนานเอก ซ้ำยังช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับชีวิตยาวนานที่แห้งแล้งของปีศาจได้ด้วย

“ในเมื่อข้าลั่นวาจาแล้วว่าหากท่านหมอมีเมตตายอมเปิดประตูรับ ข้าก็ยินดีจะมอบเน่ยตันแก่ท่าน” พูดจบลู่จีก็เค้นเน่ยตันออกมาจากกลางอกอีกครั้ง ปีศาจสาวประคองเม็ดมุกสีเขียวเรืองแสงยื่นส่ง “แม้ไม่อาจรักษาชีวิตหลางจื่อ แต่ท่านหมอก็ยอมให้เข้าพบและมีเมตตาตรวจอาการให้ เท่านี้ลู่จีก็ซาบซึ้งใจอย่างที่สุดแล้ว แม้ข้าเป็นมารก็เป็นมารทรงคุณธรรม สัจจวาจาย่อมต้องรักษา ขอท่านหมอรับเน่ยตันนี้ไว้เป็นค่ารักษาด้วยเถิด”

พลังวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรมายาวนานของต้นเถาวัลย์ช่างสะอาดบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมจางๆ ของพืชพรรณ มีรัศมีสีเขียวล้อมรอบแก่นพลังชีวิต พิจารณาจากขนาดน่าจะมีอายุราวเจ็ดถึงแปดร้อยปีได้

เหยี่ยนหวู่ฟางลืมตาขึ้น “ไม่มีเน่ยตัน เจ้าจะกลับไปเป็นเถาวัลย์ธรรมดา และทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”

ลู่จียังคงยื่นเน่ยตันส่งให้ สีหน้าหนักแน่นไม่หวาดหวั่น “ข้าใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนานห้าร้อยปีจึงกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ห้าร้อยปีเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านพ้นไปแล้ว”

ทว่าในห้าร้อยปีนี้จะต้องผ่านลมฝนหิมะและน้ำค้างแข็ง หากโชคไม่ดีถูกโค่นทิ้ง ชาตินี้ก็เป็นอันว่าจบสิ้น เรื่องนี้นางไม่ได้กล่าวออกมา

นิ้วเรียวสวยสะอาดที่ทาเล็บด้วยสีแดงเข้มดีดเบาๆ ที่เม็ดมุกสีเขียวตรงหน้า เน่ยตันเม็ดนั้นก็พุ่งกลับเข้าอกลู่จีอย่างแม่นยำ

“ผู้ป่วยตายก่อนจะถึงมือข้า ข้าไม่ได้ออกแรงช่วยเหลือหรือรักษาย่อมไม่อาจรับค่ารักษาจากเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่อยู่บนเตียงคือหนึ่งซากศพ ส่วนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็กำลังจะกลายร่างกลับไปเป็นเถาวัลย์ ไยข้าต้องเปลืองแรงย้ายต้นเถาวัลย์กับจัดพิธีศพให้อีก เปลืองมือเปลืองเท้าเกินไปแล้ว” เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “การรักษาถือว่าจบสิ้น ขออภัยที่ไม่อาจให้เจ้าอยู่ต่อ กลับไปเถอะ”

สำหรับลู่จี นี่ย่อมเป็นบทลงเอยที่ยอดเยี่ยมไร้ที่เปรียบ หมอวิเศษไม่ยอมรับค่ารักษา ไม่ใช่เพราะนางเป็นฝ่ายไม่ยอมจ่ายค่ารักษา จึงย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดนำเรื่องของนางไปนินทาให้เสียหายได้ คิดได้ดังนี้ ลู่จีก็เดินเข้าไปแบกกายเนื้อของชายคนรักขึ้นมา ก่อนจะหันมาโค้งคำนับให้ท่านหมออย่างซาบซึ้งและขอบคุณ แต่ก่อนจะจากไปนางกลับมีท่าทีอึกอักพิกล จนท่านหมอวิเศษต้องเอ่ยถาม

“ยังมีเรื่องอะไรอีกงั้นหรือ?”

มารเถาวัลย์เอ่ยตอบด้วยสีหน้าอึดอัด “เรื่องที่พวกข้ามาขอให้ท่านรักษาในวันนี้ หากมีคนมาสอบถาม... ขอแม่นางเหยี่ยนช่วยเก็บเป็นความลับให้ด้วย”

ในเมื่อต้องการปิดบัง ก็คิดได้เพียงว่าต้องเป็นเรื่องดำมืดที่ไม่อาจเปิดเผย ลับๆ ล่อๆ แบบนี้ ดูท่าภพมารเองก็คงวุ่นวายยิ่งเช่นกัน

สีหน้าเหยี่ยนหวู่ฟางเรียบเฉยอย่างยากจะคาดเดา แม้จะมีใบหน้างดงามล้ำเลิศ แต่ยามวางสีหน้าไร้อารมณ์ก็ดูดุและน่าเกรงขามนัก

“รักษาความลับของผู้ป่วยคือจรรยาบรรณของหมอ ไม่ต้องกังวล”

------------------------------------------------------------------------

[1] ห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชมพูทวีป (南阎浮提) ตามความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ตั้งอยู่ทิศประจิม เดิมเคยเป็นดินแดนของภูตผี (罗刹鬼国)ห่างจากกับดินแดนมนุษย์เพียงทะเลกั้น ต่อมาพระโพธิสัตว์เหลียนชือ (莲师) ได้มาโปรดสัตว์ในดินแดนนี้ ให้ละเลิกการกินเนื้อมนุษย์หันมาฝักใฝ่ในพุทธธรรมแทน เป็นเสมือนดินแดนสุขาวดีของบรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญตน

[2] ศาลาขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเพื่อคลุมป้ายศิลา

[3] วิหคชวี่หรู มาจากตำนานปรัมปราในตำราชานไห่จิง หนานไห่จิง รูปร่างคล้ายนกเจียว หัวสีขาว มีสามขา ใบหน้าเหมือนคน เสียงร้องของมันคือที่มาของชื่อมัน

[4] ซ่าถู หนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์

[5] เน่ยตันคือลูกแก้ววิญญาณของปีศาจ เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของจิตวิญญาณและกำลังภายใน

[6] จตุบท หมายถึง สัตว์สี่เท้า

[7] แผ่นแป้งขนาดใหญ่ อาหารพื้นเมืองแถบซานซีและกานซู แผ่นแป้งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2 ฟุต ทั้งกลมทั้งหนาราวกับฝากระทะ ( กัว )

[8] 罗刹女 นางอสูรหลัวซา เป็นปีศาจร้ายที่สิงสถิตตามป่าเขา ลำน้ำ ตามตำนานจีนจะเป็นปีศาจสตรีกินคนที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Patcharee Siriwong
แค่เริ่มต้น ก็น่า๖ิดตามแล้ว
เมื่อ 1 สัปดาห์ 10 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย แจ๊บ ศภัสสร
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 2 สัปดาห์ 1 วันที่แล้ว

รีวิว