มหายุทธหยุดพิภพ 武动乾坤-บทที่ 1 หลินต้ง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

มหายุทธหยุดพิภพ 武动乾坤

บทที่ 1 หลินต้ง

“อูยยย...”

หลังจากที่หลินต้งรวบรวมพละกำลังที่มีทั้งหมดยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น เขาก็เห็นห้องขนาดเล็กห้องหนึ่ง บรรยากาศที่คุ้นเคยทำให้ต้องกะพริบตาด้วยความสับสน เด็กหนุ่มไม่เข้าใจได้ว่าทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี่ จากนั้นไม่นานก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เป็นอย่างที่คิดไว้ เขาเห็นร่างของชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้อง

“ท่านพ่อ ท่านแม่…”

ทันทีที่หลินต้งเหลือบไปเห็นทั้งคู่ เขาก็รู้สึกโล่งใจและไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

“ต้งเอ๋อ... ฟื้นแล้วหรือลูก”

เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรชาย หญิงตรงหน้าก็รีบหันกลับมามอง ในที่สุดหลินต้งก็ลืมตาขึ้นเสียที ใบหน้าของนางฉายแววโล่งอก การแต่งกายที่เรียบง่าย อายุอยู่ในวัยประมาณสามสิบปี ใบหน้างดงามฉายความมีเมตตา ดูแล้วเดาได้ไม่ยากว่าเป็นหญิงที่ใจดีคนหนึ่ง

นางคือมารดาของหลินต้ง... หลิ่วเหยียน

“ไร้ฝีมือแล้วยังคิดจะไปประลองกับผู้อื่น เจ้ามันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”

ผู้ที่นั่งถัดมาคือชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี เขามีร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ ในยามนี้คิ้วของเขาขมวดด้วยความกังวลใจ ท่าทางเหมือนได้รับบาดเจ็บจากการถูกจู่โจมที่รุนแรงมานาน สีหน้าที่ซีดเซียวบ่งบอกถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

เขาคือบิดาของหลินต้ง... หลินเซียว

หลินต้งหันไปเผชิญกับสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นประจำของบิดา เขาสาดสีหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวเล็กน้อย หดคอลง ไม่นานนักก็ตะโกนย้อนออกไปว่า “ใครใช้ให้พวกมันเรียกพ่อข้าว่า ‘คนไร้ค่า’ ต่อหน้าข้าเล่า”

ในขณะที่พูด หลินต้งยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลบนหน้าอก เขากัดฟันแน่น วันนี้เป็นหนึ่งในวันทดสอบประลองฝีมือของ ‘สกุลหลินสาขาชิงหยาง’ และเขาก็พ่ายแพ้ราบคาบ ความพ่ายแพ้ในวันนี้ทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองลง อาจเพราะว่าเพิ่งจะได้รับการฝึกฝนเป็นเวลาครึ่งปีเท่านั้น เขาจึงไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะมีพัฒนาการไปมากเท่าไรนัก แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่าถ้าตนเองฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นประจำก็จะไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด

หลังจากการทดสอบจบลง หลินต้งที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านบังเอิญพบกับคู่อริที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ตอนแรกเขาตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉยๆ แต่มันกลับยั่วยุกันอยู่หลายครั้ง จนเขารู้สึกทนไม่ไหว ระเบิดอารมณ์โกรธออกมาในที่สุด หลินต้ง...เด็กหนุ่มเลือดร้อนลงมือจู่โจมผู้ที่มาก่อกวน ผลที่ได้กระจ่างชัดในทันทีที่เขาปล่อยหมัดหนักอึ้งใส่คู่อริจนทรุดลง

“หลินซัน จำไว้ด้วยว่าหากยังมีคราวหน้าอีก ข้าสาบานว่าจะทุบหัวเจ้าด้วยไม้ ไม่อย่างนั้นอย่ามาเรียกข้าว่า หลินต้ง!”

หลินต้งกัดกรามแน่น หลินซัน---ที่ถูกกล่าวถึงคือผู้ที่ยั่วยุเขา ซ้ำยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในใจของหลินต้งเสมอมา บิดาของทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน หลินซันคอยแต่จะหาเรื่องหลินต้งอยู่เป็นประจำและเหตุการณ์ล่าสุดนี้ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้นับครั้งไม่ถ้วน

ในขณะที่กำลังขบกรามแน่น หลินต้งก็คิดในใจอย่างหมดหวังไปด้วย แม้หลินซันจะทำตัวอันธพาลขนาดไหนแต่กำลังภายในของฝ่ายนั้นก็รุดหน้าไปถึงขั้นสี่เรียบร้อยแล้ว เทียบกับลูกหลานคนอื่นๆ ในสกุลหลินสาขาชิงหยาง หลินซันถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ยิ่งเทียบกับหลินต้งที่กำลังภายในอยู่ในขั้นสอง ฝ่ายนั้นย่อมเหนือกว่าแน่นอน

ในวิถีของการฝึกยุทธ์ ร่างกายควรได้รับการฝึกฝนก่อนสิ่งอื่น เพราะท้ายที่สุดแล้ว...ร่างกายของมนุษย์คือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล

กล่าวกันว่าการฝึกกำลังภายในก็คือการพัฒนาร่างกายของคนคนหนึ่ง ให้แข็งแกร่งจากจุดกำเนิดของร่างกาย เมื่อความแข็งแกร่งภายในนี้พอกพูนขึ้น ก็จะแผ่พลังอำนาจฉายแสงสู่ภายนอก ก่อให้เกิดขุมพลังมหาศาลที่กระดูกและกล้ามเนื้อสามารถดึงไปใช้ได้ เมื่อร่างกายแข็งแรงในระดับที่มั่นคงแล้ว ‘ขุมพลังหยวน’ ก็จะก่อกำเนิดขึ้นในร่างกาย นี่ถึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง

กำลังภายในแบ่งออกเป็นเก้าขั้น ความแตกต่างระหว่างสามขั้นแรกมีไม่มากนัก... สามขั้นแรกเป็นเพียงการพัฒนาร่างกายขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อร่างกายถูกพัฒนามาจนถึงขั้นที่สี่ผลจากการฝึกฝนจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็น เมื่อถึงระดับนี้ผิวหนังจะค่อยๆ แข็งแกร่ง บางคนอาจแข็งแกร่งถึงขั้นทนทานต่อการทุบกระแทกได้เหมือนดังหินหรือไม้ เมื่อนั้น... พละกำลังและความคล่องแคล่วจะก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล

ขณะที่หลินซันได้เข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่ หลินต้งกลับย่ำอยู่ที่ขั้นสองเท่านั้น วิทยายุทธของหลินซันจึงเหนือกว่าหลินต้งอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเหตุผลที่สองคนนี้แตกต่างกันมาก ถึงแม้ทั้งสองจะอายุเท่ากันก็ตาม

ในวิถีของการฝึกยุทธ์ พรสวรรค์ไม่ใช่กุญแจสำคัญ ในความเป็นจริงทุกคนสามารถฝึกฝนกันได้ แต่ใครจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งและความหลงใหลส่วนตัวของพวกเขาทั้งสิ้น เหนือสิ่งอื่นใดในการที่จะไปถึงกำลังภายในขั้นเก้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคที่เหนื่อยยากก็คือการเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายให้ได้เสียก่อน ถ้าทำได้ร่างกายจะค่อยๆ เติบโตไปสู่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง

การทดสอบขีดจำกัดความสามารถของร่างกายมนุษย์ คือการให้ผู้ทดสอบปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างออกมา หากร่างกายของมนุษย์ผู้นั้นไม่แข็งแกร่งพอ ไม่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังจากการปลดปล่อยพลังที่รุนแรงออกมาได้ การทดสอบนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายทุกส่วน จะเกิดอาการบาดเจ็บสาหัสและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการครอบครองกำลังภายในขั้นสูง คนผู้นั้นจำเป็นต้องดื่ม ‘ยาวิเศษ’ เข้าสู่ร่างกายจำนวนมากเพื่อใช้แทนยาบำรุงระหว่างที่ทำการฝึก อย่างไรก็ตามยาวิเศษที่ว่านี้ราคาสูงลิ่ว ผู้ที่มีเงินจำกัดจึงไม่สามารถเอื้อมถึง

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์ต้องมั่งคั่งร่ำรวย

เหตุผลที่หลินซันมีความสามารถเหนือกว่าหลินต้งถึงสองขั้น ไม่ใช่เพราะเขาฝึกฝนมามากกว่าครึ่งปี แต่เป็นเพราะบิดาของเขาเป็นผู้ดูแลการเงินของครอบครัว หลินต้งไม่ได้โชคดี และไม่ได้มีเงินมากพอที่จะหาซื้อ ‘ยาวิเศษ’ มาบำรุงร่างกายได้ ดังนั้นการฝึกฝนจึงเป็นไปด้วยความล่าช้า

ทันทีที่หลินเซียวได้ยินหลินต้งบ่นพึมพำ เขาก็กำหมัดที่วางอยู่บนโต๊ะแน่น ท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาก ด้านหลิ่วเหยียนเมื่อเห็นว่าสามีมีท่าทีเปลี่ยนไปก็รีบเหลือบตาไปยังหลินต้ง ส่งสัญญาณบอกให้บุตรชายรับรู้ หลินต้งรีบปิดปากเงียบ

“เอาน่า... ไม่จำเป็นต้องบ่นพร่ำ ตั้งใจฝึกซ้อม ประเดี๋ยวคนอื่นก็เงียบปากไปเองแหละ”

หลินเซียวเอ่ยขึ้นมาบ้างว่า “หลิ่วเหยียน เอาโสมแดงที่เราเก็บไว้มาต้มให้ต้งเอ๋อ โสมแดงจะช่วยให้การฝึกฝนของเขาก้าวหน้าเร็วขึ้น เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งปีก็จะถึงการประลองใหญ่ของลูกหลานทุกคนในครอบครัวแล้ว ถ้าต้งเอ๋อไม่พยายามฝึกฝนถึงที่สุด ก็คงจะนำความอับอายกลับมาให้พวกเราเป็นแน่”

“อาเซียว โสมแดงนั่นสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของท่านได้…” หลิ่วเหยียนพูดขึ้นก่อนที่นางจะเงียบเสียงลงอย่างทดท้อใจ

“ข้ากลายเป็นคนไร้ค่าไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะรักษาอย่างไรล้วนแต่เปล่าประโยชน์ วันหน้าข้าจะพยายามขึ้นเขาไปตามเก็บยาวิเศษเพื่อสะสมเอาไว้ให้ต้งเอ๋อ” หลินเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันพลางส่ายศีรษะไปมา

“ท่านพ่อไม่ได้เป็นคนไร้ค่า ท่านพ่อของข้าเคยเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในครอบครัวของเรา รวมถึงท่านปู่ด้วย!” เมื่อหลินต้งได้ยินคำพูดของหลินเซียวสีหน้าของเขาก็พลันแดงก่ำ สำหรับบุตรทุกคน บิดาก็คือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในหัวใจ

“จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดน่ะรึ…” หลินเซียวกำหมัดแน่น ผุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางเหนื่อยล้า พร้อมพูดเสริมขึ้นว่า “หลิ่วเหยียน เจ้าต้มยาบำรุงให้ลูกเถอะ อาการบาดเจ็บของข้าดีขึ้นแล้ว นี่มันก็ผ่านมานานหลายปีนัก รากของโสมแดงจะสามารถช่วยอะไรข้าได้อีกเล่า?”

หลินต้งมองไปยังแผ่นหลังห่อเหี่ยวของบิดาด้วยสองตาที่แดงก่ำ ใครจะคิดว่าชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่น มีฝีมือไม่เป็นรองใครในเมืองชิงหยางจะตกต่ำลงถึงเพียงนี้

“อย่าร้องไห้สิท่านแม่ ข้าสัญญาว่าจะมุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะหาหนทางรักษาท่านพ่อได้อย่างแน่นอน” หลินต้งพูดปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ต้งเอ๋อ อย่าโกรธที่พ่อเขาเข้มงวดกับเจ้านักเลย นั่นเป็นเพราะเขาไม่เหลืออะไรแล้ว เจ้าเป็นเพียงความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของเขา” หลิ่วเหยียนบ่นพึมพำเบาๆ พลางก้มหน้าลงเช็ดคราบน้ำตาตนออก นางลูบหัวของบุตรชายเบาๆ มองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ตรงหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง

“ท่านแม่ ข้าได้ยินข่าวมาว่าผู้ชนะการแข่งขันสามอันดับแรกในการประลองของสกุลหลินสาขาชิงหยาง จะได้รับยาวิเศษขั้นที่สามคือ ‘ผลไม้สีเลือด’ ข้าเคยได้ยินท่านลุงบอกว่ามันมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการรักษาอาการบาดเจ็บ ถ้าหากข้าได้รับมันคงจะสามารถรักษาบาดแผลบนร่างของท่านพ่อได้อย่างแน่นอน”

“ผลไม้สีเลือด…” หลิ่วเหยียนได้ยินชื่อก็สะดุ้งเฮือก นางส่ายหน้าไปมาอย่างหมดหวัง “มันไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกในการประลองของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง แต่ก็ดีแล้วที่เจ้ามีความตั้งใจจริง แม่จะไปต้มโสมแดงให้เจ้าก่อน” พูดจบก็เดินออกจากห้องไป

ทายาทปัจจุบันของตระกูลหลินสาขาชิงหยางมีเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จจนน่ายกย่อง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ง่ายสำหรับหลินต้งที่จะเข้าไปเป็นสามอันดับแรก และได้รับผลไม้สีเลือดมาครอบครอง หลิ่วเหยียนจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

เด็กหนุ่มมองดูแผ่นหลังของมารดาที่เดินจากไป ก่อนจะเม้มริมฝีปากแนบสนิท กำหมัดแน่น “ท่านแม่ วางใจข้าเถอะ ข้าจะทำทุกวิถีทางให้ได้ผลไม้สีเลือดมารักษาท่านพ่อให้จงได้”

ในขณะที่เขานึกถึงอาการบาดเจ็บของหลินเซียว แววตาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ที่บิดาของตนต้องถูกคนในตระกูลเยาะเย้ย ทั้งหมดเป็นเพราะคนผู้นั้นเพียงคนเดียว!

ตระกูลหลินสาขาชิงหยางของหลินต้งเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองชิงหยางเท่านั้น สำหรับชาวบ้านร้านตลาด พวกเขาไม่ได้เป็นที่นับน่าถือตาเท่าไรนัก ตระกูลหลินสาขาชิงหยางที่ดูไม่ได้ใหญ่โตตระกูลนี้หากใครเคยเข้ามาคลุกคลีอย่างแท้จริง และรู้ถึงรากแท้แก่นลึกของตระกูลหลินสาขาชิงหยางแล้ว เป็นต้องปากอ้าตาค้างไปเสียทุกคน เพราะพวกเขาล้วนสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสี่ตระกูลขุนศึกคู่บ้านคู่เมืองของ ‘แคว้นต้าเหยียน’ อันเกรียงไกร

‘ขุนศึกตระกูลหลิน!’

บ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง ครอบครัวเล็กๆ ในเมืองชิงหยาง แท้จริงแล้วเคยเป็นหนึ่งในลูกหลานคนสำคัญของตระกูลหลินที่โด่งดังคับเมืองหลวง หลินต้งซึ่งไม่เคยเดินทางออกจากเมืองชิงหยางไกลเกินสองร้อยลี้ ไม่เคยรับรู้ว่าอำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินที่มีต่อแคว้นต้าเหยียนว่าลึกซึ้งเพียงใด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างห่างไกลจากเด็กอย่างเขาเหลือเกิน

สิ่งที่หลินต้งรับรู้เป็นข้อมูลเพียงหยิบมือที่ได้ยินจากบิดาของตน ท่านพ่อเคยเล่าว่าครอบครัวของเขาแท้จริงแล้วเคยเป็นหนึ่งในยอดขุนศึกตระกูลหลิน เรื่องราวนี้เกิดขึ้นหลังจากการศึกในอดีต ท่านปู่ของหลินต้งพ่ายแพ้ในการต่อสู้นำผู้คนไปสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของตระกูล ด้วยเหตุนี้ท่านปู่จึงถูกขับไล่ออกจากตระกูลและถูกเนรเทศไปยังเมืองชิงหยาง

ณ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ท่านปู่ก่อตั้งบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางแล้วอยู่อาศัยมานานกว่าสิบปี ท่านปู่พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อเติมเต็มความฝันในชีวิตบั้นปลาย นั่นคือ...การกลับเข้าไปเป็นหนึ่งในขุนศึกตระกูลหลินที่เมืองหลวงอีกครั้ง และแน่นอน... ความพยายามทั้งหมดของท่านก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งหมดที่ท่านได้ทำไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึง เทียบไม่ได้กับความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินเลย ดังนั้นสิ่งเดียวที่ท่านสามารถทำได้คือหันเหความสนใจของตัวเองไปที่สิ่งอื่นแทน นั่นคือ... ‘การประลองยุทธ์ของตระกูลหลิน’ ที่สิบปีจะจัดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

นี่คือการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกหลานสายต่างๆ ในตระกูลหลิน มิหนำซ้ำยังเปิดโอกาสให้กับคนนอกอีกด้วย จึงนับเป็นการแข่งขันที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นต้าเหยียน งานใหญ่เช่นนี้ถูกจัดขึ้นทุกๆ สิบปีเพื่อมอบโอกาสทองให้แก่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้เข้าแข่งขันจะมีหน้ามีตา ยิ่งถ้าชนะก็จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและปูทางสู่อนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันอันยิ่งใหญ่นี้มีรางวัลมากมายรออยู่ ท่านปู่ของหลินต้งย้ำนักย้ำหนาในกฎระเบียบข้อหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า... ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถเข้าไปเป็นสิบคนแรกของการประลองครั้งนี้ได้ เขาผู้นั้นก็จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลินไปโดยปริยาย อีกทั้งยังได้รับเกียรติและการปฏิบัติเสมอเหมือนกับลูกหลานของตระกูลทุกประการ ต่อให้เขาเป็นคนนอกก็ตาม!

ดังนั้นการประลองในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างให้กับความปรารถนาอันยาวนานของท่านปู่ แต่ด้วยอายุที่มากเกินไป ท่านจึงไม่สามารถเข้าร่วมประลองได้ จึงได้แต่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรชายทั้งห้าที่เกิดจากภรรยาทั้งห้าของตน ผู้ที่โดดเด่นที่สุดจากทุกคนอย่างเห็นได้ชัดคือบิดาของหลินต้ง หลินเซียวจึงกลายเป็นแสงสว่างและความหวังหนึ่งเดียวของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง

ถึงแม้ว่าบิดาของหลินต้งจะแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า แต่เขาก็ไม่เคยทำลายความคาดหวังของทุกคน ในบรรดาพี่น้องทั้งห้า เขาคือคนแรกที่ผ่านการฝึกฝนจนสามารถก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นเก้าและสามารถเพาะ ‘ขุมพลังหยวน’ ขึ้นในกายได้

จากนั้น... ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงสี่ปี บิดาของหลินต้งก็สามารถฝึกพลังหยวนได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นอันดับสองของสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านหยวนของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง รองจากท่านปู่หลินเจิ้นเทียน

ความก้าวหน้าที่น่าประทับใจนี้เป็นเหตุให้ท่านปู่เกิดความปีติยินดี ท่านมีรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขบนใบหน้าทุกครั้งที่ได้เจอบิดาของหลินต้ง พูดได้ว่าสิบปีที่ผ่านมา นี่เป็นช่วงเวลาที่ท่านปู่มีรอยยิ้มมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ‘การประลองยุทธ์ของตระกูลหลิน’ ที่สิบปีจะจัดขึ้นสักครั้งหนึ่งมาถึงเข้าจริงๆ ผลการแข่งขันกลับทำให้สมาชิกในตระกูลหลินสาขาชิงหยางสะเทือนใจอย่างที่สุด เหลือไว้เพียงความสิ้นหวังดังตกนรกทั้งเป็น

จากการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว หลินเซียวพ่อของหลินต้ง... แสงสว่างแห่งความหวังของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง กลับพ่ายแพ้อย่างน่าเจ็บปวด

ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นในตอนเริ่มต้นแข่งขันของคู่แรกในงานประลองเสียด้วย!

หลายปีแห่งความหวังและการเฝ้าฝึกซ้อมกลับถูกขยี้เป็นฝุ่นผงภายในพริบตา รางวัลสุดท้ายสำหรับผู้พ่ายแพ้คือสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนที่จ้องมองพวกเขาเหมือนตัวประหลาด ทุกคนพากันดูถูก เย้ยหยันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำเสมือนพวกเขาเป็นฝูงสุนัขเร่ร่อน พวกเขากลับมาเมืองชิงหยางอย่างพ่ายแพ้หมดรูป

ในค่ำคืนนั้น บิดาของหลินต้งหนีจากครอบครัวและย้ายไปอาศัยบนหุบเขาเล็กๆ อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลครอบครัวสกุลหลินให้มากที่สุด ตั้งแต่นั้นมาหลินเซียวก็ไม่เคยแตะต้องธุรกิจการงานหรือของสิ่งใดที่เป็นของครอบครัวอีกเลย เพราะเขาไม่มีหน้าไปเจอใครอีกแล้ว

ถึงอย่างนั้นโชคชะตาก็ยังคงเล่นตลก ความโชคร้ายไม่ได้หยุดลงเท่านี้

หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลินเซียวไม่เพียงแต่ทิ้งความเศร้าสลดไว้ให้ ครอบครัวยังต้องเศร้าโศกเสียใจต่อไปอีกเมื่อพบว่า คู่ต่อสู้ไม่ได้ชนะเขาด้วยฝ่ามือข้างเดียว แต่ยังไร้ซึ่งความปรานี ใช้วิชามารทำลาย ‘ขุมพลังหยวน’ ภายในร่างของเขาจนย่อยยับ อาการบาดเจ็บถึงขั้นที่หลินเซียวต้องสูญเสียกำลังภายในที่ฝึกปรือทั้งหมดไปในชั่วพริบตา เขากลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บสาหัสยังส่งผลกระทบต่อทุกส่วนในร่างกาย บางส่วนแตกหักและบางส่วนก็ถูกปิดกั้น ไม่ว่าเขาจะทำการฝึกฝนวิธีใด ก็ไม่เป็นผลทั้งนั้น

สำหรับบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง หลินเซียวที่เคยได้รับแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถือ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการทอดถอนใจและความสิ้นหวัง…

เมื่อพบเจอแต่ความโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดหลินเซียวก็สิ้นหวังกับทุกสิ่ง ทุกครั้งที่มึนเมาก็มักจะทุบอกตนเองด้วยความคับแค้นใจ เสียงทุบที่ดังก้องทำหัวใจของผู้เป็นภรรยาแทบแตกสลาย นางแอบยืนมองเงียบๆ และเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเบาๆ ถึงหลินต้งจะยังเด็กที่เห็นภาพเหตุการณ์เข้า แต่เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแล่ออกเป็นชิ้นๆ ทีละน้อย...ละน้อย ในขณะเดียวกันหัวใจของเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ปลูกฝังความเคียดแค้นที่มีต่อบุรุษผู้ที่ทำให้บิดาของตนเองต้องอับอายขายหน้า และทำลายความหวังทุกสิ่งของครอบครัวเล็กๆ นี้ลง

คนผู้นั้นไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของพ่อข้า แต่ยังทำลายครอบครัวของข้าอีกด้วย!

ชายปริศนาผู้นั้น ภายหลังหลินต้งบังเอิญได้ยินท่านลุงและคนอื่นๆ พูดถึงด้วยน้ำเสียงที่เคียดแค้นชิงชังแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

เล่ากันว่าเขาผู้นั้นเริ่มฝึกซ้อมกำลังภายในตอนอายุได้เพียงสิบปี

สิบสองปี เขาก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นที่เก้า และเข้าสู่การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งขุมพลังหยวนเข้าสู่ร่าง

สิบสี่ปี เขาพัฒนาเข้าสู่พลังหยวน---ระดับตี้หยวนจิ้ง (ระดับปฐพี)

สิบเจ็ดปี เขาพัฒนาเข้าสู่ขุมพลังหยวน---ระดับเทียนหยวนจิ้ง (ระดับเทพยุทธ)

ยี่สิบห้าปี ขุมพลังหยวนในร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นหยินหยาง ในที่สุดก็สามารถก่อเกิด ‘หยวนตัน’ ขึ้นมาในร่างของตนได้ เปรียบเหมือนปลาคาร์พที่กลายร่างเป็นมังกร บินจู่โจมได้ฉับพลัน เขาเข้าไปเป็นหนึ่งของขุนศึกของแคว้นต้าเหยียนเพื่อพัฒนา ‘หยวนตัน’ ของตนเอง และทั้งหมดนี้เขาทำสำเร็จก่อนอายุจะถึงสามสิบปีเสียด้วยซ้ำ

เรื่องราวชีวิตของเขาคือสุดยอดตำนานอย่างแท้จริง

ชื่อของเขาคือ... หลินหลั่งเทียน

หลินต้งกำหมัดแน่น ความเกลียดชังก่อตัวขึ้นอย่างแน่นหนาในแววตา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Nok Ra-ngubpai
ไหนว่าอีบุ๊คจะออกปีนี้ ทำไมยังไม่ออกคะ
เมื่อ 5 วัน 10 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย Mariaya
สนุกมากๆๆ ค่ะ
เมื่อ 2 สัปดาห์ 1 วันที่แล้ว

รีวิว