อัจฉริยะสมองเพชร 天道图书馆-ตอนที่ 1 ไอ้คนหลอกหลวง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

อัจฉริยะสมองเพชร 天道图书馆

ตอนที่ 1 ไอ้คนหลอกหลวง

“คนหลอกลวง ไอ้ลวงโลก”

เสียงคำรามก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นตลอดทางเดินหินอ่อนสีฟ้า เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่ว

จางเซวียนยกมือทั้งสองข้างขึ้นปัดป้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันกับคำพูดที่ทิ่มแทงใจเขาเหล่านั้น “ผมไม่ใช่ไอ้ลวงโลก เป็นแค่อาจารย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์สักคนแค่นั้น ผมไม่ได้ทำอะไรเลวทรามอย่างที่พวกคุณกล่าวหาสักหน่อย ทำอย่างกับผมชั่วช้าไปได้”

เขานั่งนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการและถอนใจออกมาอย่างหนักอก “ผ่านไปสิบเจ็ดคนก็แล้ว ไม่มีใครยอมเป็นลูกศิษย์เราเลยสักคน ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ลูกศิษย์อีกล่ะก็ เห็นทีต้องเก็บข้าวของและสิ้นสุดสภาพการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนี้ซะแล้ว”

แท้ที่จริงแล้ว จางเซวียนไม่ได้เป็นคนที่อาศัยบนโลกใบนี้มาตั้งแต่แรก ในอดีตเขาเป็นเพียงบรรณารักษ์คอยดูแลหอสมุดเล็กๆ ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเท่านั้น เท่าที่เรียบเรียงเหตุการณ์ได้ หลังจากที่เปลวไฟกองหนึ่งลุกโชน ประกายไฟสว่างไสว ตัวเขาก็อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้

โลกใบนี้อาจเป็นเพียงนิยายที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น เป็นแหล่งก่อกำเนิดสรรพสิ่งต่างๆ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะถล่มทลายลงไปในพริบตา

แต่ในโลกใบเดิมล่ะ เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ไม่มีคุณค่าในสายตาใครๆ บางครั้งเขาเคยคิดอยากกลับไปสู่ช่วงเวลานั้นอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ เขาทำได้เพียงแค่คิดและกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงตรงหน้า ตอนนี้เขาไม่ใช่บรรณารักษ์ตัวเล็กๆ อีกต่อไป แต่เขาต้องรับบทบาทเป็น ‘อาจารย์’ และที่น่าอดสูไปกว่านั้น เขาคืออาจารย์ระดับปลายแถวของโรงเรียน!

ห้องเรียนของอาจารย์คนอื่นๆ เก้าอี้แทบจะไม่เพียงพอต่อการรองรับบรรดาศิษย์ที่เข้ามากอบโกยความรู้ ส่วนตัวของเขาน่ะหรือ? มีคนเข้าเรียนเพียงแค่เศษเสี้ยวเทียบไม่ติดฝุ่นอาจารย์คนอื่นๆ เลย และมันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเขาที่จะดึงดูดศิษย์ให้สนใจในห้องเรียนของตน เพราะสุดท้ายแล้ว เขาก็เป็นเพียงไอ้ลวงโลกในสายตาคนอื่นๆ และจากนั้นไม่นาน ศิษย์เหล่านั้นก็ทยอยลาออกไปจากห้องเรียนของเขาเองแหละ

เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะเขาสิงอยู่ในร่างของอาจารย์ที่ห่วยแตก ขี้แพ้และอ่อนแอที่สุดในโรงเรียนอย่างไรล่ะ

ไร้ความสามารถ ไร้พรสวรรค์ที่จะดึงดูดศิษย์ให้มาเรียนกับเขา และที่แย่ไปกว่านั้นคือทุกคนต่างก็เข้าใจในตัวเขาผิด ทำให้เขายิ่งเครียดจนแทบจะบ้าตาย

เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่ใกล้ตาย ไม่มีชื่อเสียงโดดเด่น นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในบัญชีดำของโรงเรียน รั้งตำแหน่งอาจารย์ยอดแย่ที่มีคะแนนเป็นที่โหล่ ไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนกับเขาเพราะไม่เชื่อมั่นในศักยภาพ เด็กเหล่านั้นคงคิดว่าถ้าเข้าเรียนกับอาจารย์ห่วยแตกแบบนี้ อนาคตก็คงเจริญรอยตามความห่วยแตกนี้ไปโดยปริยาย

จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา คะแนนการทำงานของเขายังคงอยู่ที่ศูนย์อีกเช่นเคย น่าสมเพชที่จางเซวียนคนก่อนเลือกที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการร่ำสุรายาเมาจนไม่เป็นอันทำงาน แล้วในที่สุดเขาก็หมดอนาคตและเสียชีวิต โชคร้ายดันมาตกที่จางเซวียนคนนี้ เขาต้องเข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้แทนและดำเนินชีวิตห่วยแตกต่อไป

วันเปิดการศึกษาภาคเรียนใหม่ ทางโรงเรียนได้ยื่นคำขาดกับเขาว่าถ้าเขายังไม่มีลูกศิษย์ในห้องเรียนของตน เขาจะต้องสิ้นสุดสภาพการเป็นอาจารย์ไปโดยปริยาย

เด็กหน้าใหม่ทั้งหมดสิบเจ็ดคนเดินผ่านห้องของเขาไปอย่างไม่แยแส เขารู้ดีว่าตนไม่มีชื่อเสียงเพียงพอจึงไม่ได้รับการยอมรับ ทุกคนเร่งฝีเท้าเพื่อจะผ่านห้องของเขาไปให้เร็วที่สุด จะเหลือก็แต่เด็กสาวคนหนึ่งที่วิ่งผละออกมาจากข้างกายของชายชรา

“วันนี้เราต้องหาลูกศิษย์ให้ได้ อย่างน้อยก็คนหนึ่งล่ะวะ” ด้วยความคิดเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาต้องเลือกหาเหยื่อสักคนให้เข้ามาเรียนกับเขา เขาเหลือบเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนงุนงงอยู่ตรงประตูทางเข้า

“นี่ใช่ห้องเรียนของอาจารย์ลู่รึเปล่าคะ?”

เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะจับใจ อาจารย์ลู่คืออาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ ห้องเรียนของเขามีลูกศิษย์อุ่นหนาฝาคั่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวน้อยคนนี้ถึงได้อยากมาเรียนกับอาจารย์คนดังกล่าว

“ตามมาสิ ผมจะพาไป” ดวงตาของจางเซวียนเปล่งประกายเมื่อรู้ว่ามีเหยื่อกำลังจะมาติดกับ

ด้วยบุคลิกท่าทาง ตลอดจนเทคนิคการหลอกล่อที่เขาได้ร่ำเรียนและจดจำมาในอดีต ทำให้ตีบทแตกกับสถานการณ์นี้ได้อย่างง่ายดาย เขาหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้และค่อยๆ แสดงท่าทางดั่งผู้ทรงภูมิ “คุณจะมาสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ฉวินอย่างนั้นรึ?”

สาวน้อยในชุดสีดำมันเงาพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับอย่างมีความหวัง ดวงตาเป็นประกาย “ฉันได้ยินมาว่า อาจารย์ลู่ฉวินเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนหงเทียน คนที่ได้เข้าเรียนกับเขาล้วนประสบความสำเร็จและกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วย”

“บางครั้งข่าวลือก็เป็นเพียงแค่ลมปากที่บอกต่อๆ กันมานะ อาจจะไม่จริงก็ได้ อาจารย์ที่เก่งและดีก็เหมือนกับรองเท้า ต่อให้มีวิธีสอนที่ปราดเปรื่องเป็นที่เลื่องลือแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่ตรงกับเป้าประสงค์ของผู้เรียน ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ การเรียนก็ไร้ค่าอยู่ดี”

“ฉันเองก็คิดเช่นนั้นค่ะ คุณถอดคำพูดพี่ชายของฉันออกมาเป๊ะเลย” สาวน้อยมีสีหน้าครุ่นคิดกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า “อย่างไรก็ตาม ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะเลือกเรียนกับใครดี”

ดวงตาจางเซวียนเป็นประกายทันทีที่ล่วงรู้ความกังวลของสาวน้อย เหมือนเห็นเหยื่อกำลังจะกินเบ็ดที่เขาได้วางไว้ เขาวางมาดสุขุมนุ่มลึกดั่งคาร์ล มาร์กและเฟรดเดอริคนักปราชญ์ชื่อดังแห่งยุค พร้อมกับยังคงดำเนินการตามแผนหว่านล้อมต่อ “การเจอกันของเราในครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตาก็ได้นะสาวน้อย ผมเองก็เป็นอาจารย์ในโรงเรียนแห่งนี้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ ผมจะช่วยพัฒนากระบวนท่าความแข็งแกร่ง ช่วยสร้างพรสวรรค์ชั้นเลิศตลอดจนถ่ายทอดบุคลิกภาพที่ดีๆ ให้คุณเอง ยิ่งกว่านั้น ผมจะแนะนำอาจารย์ที่เก่งๆ ให้คุณด้วย”

“มันจะไม่เป็นการรบกวนคุณมากเกินไปหรือ ฉันเกรงใจจัง” เธอตอบออกไปตามความรู้สึก อาจารย์ท่านนี้ใจกว้างกับเธอเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก

“ไหนคุณลองแสดงกระบวนท่าพื้นฐานของคุณให้ผมดูหน่อยสิ” จางเซวียนหรี่ตาลง ท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อรอชมการแสดงจากเด็กสาว

“ค่ะ”

“ฟู่ว...” ทันทีที่เด็กสาวปล่อยหมัดออกไป ภายในห้องก็สั่นสะเทือนไปด้วยแรงลม พลังทั้งหมดถูกตีแผ่กระจายไปทั่วห้อง แสดงให้เห็นถึงกำลังภายในอันแข็งแกร่งของเธอ

“เยี่ยมมาก กำลังภายในของคุณถือว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง” หลังจากที่เด็กสาวปล่อยพลังอีกครั้ง จางเซวียนก็พยักหน้าเบาๆ รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เห็น

เขาได้เรียนรู้และเลียนแบบวิธีการพูดจากหมอดูเมื่อครั้งที่อยู่บนโลกใบเก่า เขาสามารถเลือกใช้คำพูดที่ดูดีหว่านล้อม ตลอดจนโน้มน้าวเด็กสาวได้อย่างไม่มีสะดุด คำพูดของเขาลื่นไหลไปตามน้ำจนคนฟังไม่อาจตามความเจ้าเล่ห์เพทุบายได้ เขาตบท้ายด้วยคำพูดที่คนฟังคาดไม่ถึง “กำลังขาของคุณมีประสิทธิภาพมาก แข็งแกร่งดั่งมังกรขนด ในทุกๆ ท่วงท่าพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ หากฝึกต่อไปเรื่อยๆ รับรองว่าในอนาคตคุณจะเป็นอัจฉริยะแน่นอน”

“เดี๋ยวนะคะ! ขาของฉันบาดเจ็บอยู่ แพทย์วินิจฉัยว่าฉันอาจจะต้องกลายเป็นคนพิการได้” เด็กสาวพูดขัดจังหวะการพล่ามและจ้องมองเขาด้วยสายตาสงสัย

“เอ่อ... ขาของคุณบาดเจ็บหรอกรึ” จางเซวียนสะดุ้งและมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่คนกะล่อนอย่างเขาจะพลิกสถานการณ์ให้กลับมาเหนือกว่าได้อีกครั้ง “ขาของคุณบาดเจ็บ... เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะกระบวนท่าที่คุณแสดงออกมาเมื่อครู่ต้องใช้พละกำลังของขาที่แข็งแรงเป็นอย่างมากถึงจะทำได้ ด้วยสาเหตุนี้ก็ไม่แปลกหรอกที่ขาของคุณจะบาดเจ็บมากขึ้น ตอนนี้โอกาสเป็นของคุณแล้วนะ ทุกคนจะต้องอิจฉาคุณกับพรสวรรค์ที่คุณแสดงให้ผมเห็นเมื่อครู่นี้แน่ๆ”

“โอกาส! โอกาสอะไร คุณขยายความให้ฉันฟังได้ไหมคะ?” เด็กสาวตาลุกโพลงกับคำที่จางเซวียนเอ่ยออกมา

ตั้งแต่ที่ขาของเธอได้รับบาดเจ็บ เธอก็กดตัวเองและคิดว่าตนเป็นคนด้อยค่า ไร้ประโยชน์ใดๆ ดังนั้นจะมีโอกาสอะไรให้เธอได้แก้ไขในความโชคร้ายของตนอีกหรือ?

“ถ้าคุณคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ คุณจะกลายเป็นอัจฉริยะ คุณจะพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ยากเลยสำหรับคุณ หลังจากนั้นพรสวรรค์ของคุณจะพัฒนาไปเป็นอัจฉริยบุคคลที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม...” จางเซวียนยังคงสาธยายต่อไปและพุ่งเป้าไปจุดที่เขาต้องการ เหมือนหยิบยกฉากนี้ออกมาจากนิยายเรื่องฝ่ามืออรหันต์อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

เมื่อได้ยินคำพูดที่ยกยอปอปั้นเธอราวกับว่าเธอเป็นอัจฉริยะ ใบหน้าของเด็กสาวมีสีแดงระเรื่อด้วยความเขินและยังคงตั้งคำถามถามเขาต่อไป “แต่อะไรคะ...”

“แต่...” จางเซวียนถอนใจ มันเป็นเสียงถอนใจที่ดูเสแสร้ง “แต่อาจารย์ที่เก่งขนาดจะเพิ่มศักยภาพให้คุณได้ มีไม่มากนักในโรงเรียนนี้ ถ้านับรวมผมด้วยก็เหลือแค่สามคนเท่านั้น และอีกสองคนได้หยุดรับ

ลูกศิษย์มาได้สามปีแล้ว ดังนั้น... มันจึงเป็นเรื่องยากที่ผมจะไปอ้อนวอนร้องขอให้พวกเขารับคุณเป็นลูกศิษย์...”

“หยุดรับลูกศิษย์งั้นหรือ?” เดิมทีเด็กสาวตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ความหวังของเธอจึงพังทลายลงต่อหน้าต่อตา สีหน้าของเธอพลันเศร้าหมองและสิ้นหวัง จากนั้น ดูเหมือนว่าเธอจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงกล่าวว่า “พวกเขาไม่รับลูกศิษย์ แต่คุณยังรับอยู่ใช่ไหมคะ?”

“แน่นอน แต่ผมจะบอกอะไรคุณไว้ก่อนเลยนะว่าผมไม่ได้แยแสกับการมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่สนใจไยดีกับเรื่องโชควาสนาอะไรทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นผมไม่ได้มีเวลาว่างมากนักด้วย!” จางเซวียนแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ถ้าหยกชิ้นนี้ไม่ได้ดีจริง ผมก็ไม่ได้อยากรับมาเก็บไว้หรอกนะ แม้ว่าโชคชะตาจะกำหนดไว้แล้วก็ตาม...”

ตุบ!

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เด็กสาวก็คุกเข่าลงบนพื้นและโค้งศีรษะลง “ฉันรู้ดีว่าคุณเป็นอาจารย์ เป็นผู้ทรงเกียรติแต่ได้โปรดยอมรับฉันเป็นศิษย์ของคุณด้วย ฉันสัญญาว่าฉันจะตั้งใจฝึกอย่างขยันขันแข็งเพื่อไม่ให้คุณขายหน้าคนอื่นเด็ดขาด”

จางเซวียนรู้สึกดีใจเป็นที่สุด แต่ยังคงเล่นละคร แสร้งทำสีหน้าลำบากใจต่อไป “โชคชะตาลิขิตเราให้มาเจอกันสินะ แต่ขอบอกคุณไว้ก่อน ผมชอบความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย”

“ในฐานะที่เป็นศิษย์ของคุณ ฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างความวุ่นวายเดือดร้อนกับคุณ เว้นเสียแต่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนจริงๆ!” เห็นหน้าจางเซวียนดูลำบากใจ เด็กสาวจึงตอบรับกฎระเบียบของเขาทันทีด้วยสีหน้าจริงใจ

“แต่ผมไม่ได้มีลูกศิษย์มากหน้าหลายตาสักเท่าไหร่นะ ดังนั้นทรัพยากรในมือจึงเทียบกับอาจารย์คนอื่นๆ ไม่ได้ บางครั้งคุณอาจจะต้องอดทนกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนข้างนอก...” จางเซวียนยังคงกล่าวต่อ

“อย่างนั้นรึ... ฉันเคยได้ยินว่าทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนมีความสำคัญ...” เด็กสาวเริ่มลังเล เธอรู้ว่าปริมาณทรัพยากรที่อาจารย์แต่ละคนได้รับมาจากโรงเรียน จะผันแปรไปตามปริมาณของลูกศิษย์ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อีกจำนวนมาก หากมีทรัพยากรไม่เพียงพอ มันจะเป็นเรื่องยากที่จะก้าวหน้าในการศึกษาหาความรู้

“แค่กๆ ผมก็แค่ต้องการทดสอบคุณ ตอนนี้ผมเห็นความมุ่งมั่นและความจริงใจของคุณแล้ว ผมจะยอมรับคุณเป็นลูกศิษย์ก็แล้วกัน” พอเห็นท่าทีที่เริ่มลังเลของเธอ จางเซวียนจึงรีบขัดจังหวะและกล่าวว่า

“นี่หยกสัญลักษณ์ของคุณ”

“อ่า...”

เธอไม่ได้คาดคิดว่าอาจารย์จะพลิกลิ้น เปลี่ยนเรื่องราวได้รวดเร็วราวกับพลิกหน้าหนังสืออย่างนี้ เธอประหลาดใจเล็กน้อย ในช่วงเสี้ยวขณะที่เธอกำลังพิจารณาว่าเธอควรจะยืนหยัดสานความสัมพันธ์การเป็นศิษย์อาจารย์ต่อดีหรือไม่ จางเซวียนก็ดึงมือของเธอแล้วใช้ปลายมีดแหลมคมเจาะ เพื่อหยดเลือดลงบนหยกสัญลักษณ์แทนตัวของเธอเรียบร้อยแล้ว

วิ้ง! แสงกะพริบขึ้น

“อ่า...” เด็กสาวตกตะลึงเล็กน้อย

เขาบอกว่าให้ฉันพิจารณาให้ถ้วนถี่ก่อนตกลง เขาไม่แยแสชื่อเสียงหรือโชคชะตาใดๆ แล้วทำไมเขาถึงรวบรัดตัดความเพื่อตกลงรับฉันเป็นศิษย์ล่ะ นี่เขาเตรียมพร้อมถึงขนาดพกมีดไว้ข้างตัวเสียด้วย?

“จากนี้ไปคุณเป็นลูกศิษย์ของผม” หลังจากได้หยดเลือดสาบานบนหยกสัญลักษณ์แล้ว จางเซวียนก็ถอนใจด้วยความโล่งอก แต่ยังคงสร้างภาพอาจารย์ผู้แสนสุขุมเคร่งขรึมต่อหน้าเด็กสาว “คุณชื่ออะไร?”

“หวังหยิ่ง เรียกฉันว่าหวังหยิ่ง” ไหนๆ เธอก็ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปปฏิเสธเขาได้แล้ว เด็กสาวจึงไม่พูดอะไรอีก ได้แต่พยักหน้าตอบรับ

“อืม รับหยกสัญลักษณ์แทนตัวของคุณแล้วไปหาเตียงนอนและตำรับตำราซะ พวกเราจะเริ่มบทเรียนในวันพรุ่งนี้ มาพบผมที่นี่นะ” จางเซวียนโบกมืออำลา

“ค่ะ” หวังหยิ่งผงกหัวและหันหลังเดินจากไป

“ฮู้ว! ในที่สุดก็เกลี้ยกล่อมลูกศิษย์ได้หนึ่งคนแล้ว” หลังจากได้หวังหยิ่งเป็นศิษย์คนแรก จางเซวียนก็ถอนใจโล่งอกและยิ้มออกเสียที

จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่งานง่ายสำหรับเขาเลย นี่ถ้าเขาไม่ได้จำเทคนิคการสร้างภาพให้ดูน่าเชื่อถือจากอินเตอร์เน็ต เขาคงผ่านจุดนี้ไปไม่ได้อย่างแน่นอน

การมีลูกศิษย์แม้จะเพียงคนเดียวก็น่าจะช่วยให้เขาไม่โดนขับไล่ออกจากโรงเรียนแล้วสินะ จางเซวียนรู้สึกโล่งอกไปอีกเปราะหนึ่ง จิตวิญญาณของเขารู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น ความกังวลลดจำนวนลงเรื่อยๆ พึมพำออกมาว่า “อาจารย์จาง... คุณพักผ่อนอย่างสงบเถอะ ต่อไปนี้ผมจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนคุณเอง”

จางเซวียนคนก่อนต้องจบชีวิตลงเพราะไม่สามารถหาศิษย์มาเรียนกับตนได้ แต่จางเซวียนคนใหม่นี้มีลูกศิษย์แล้ว ความกังวลของดวงจิตดั้งเดิมหายไปในบัดดล ดวงจิตอันเปล่งประกายสดใสของจางเซวียนคนใหม่จึงค่อยๆ เข้ามาควบคุมร่างกายนี้ได้อย่างสมบูรณ์

หลังจากที่สามารถควบคุมร่างนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว จางเซวียนคนใหม่ก็มุ่งมั่นที่จะดำเนินการเกลี้ยกล่อมลูกศิษย์คนต่อไป ทันใดนั้นเอง ภายในหัวของเขาก็มีบางอย่างสั่นไหว เขาได้ยินเสียงของระฆังโบราณที่ดังเด่นชัดขึ้นในสมองส่วนกลาง

“แข็งแกร่งย่อมดีกว่าอ่อนแอ...”

“ถึงแม้ว่าแสงอาทิตย์และแสงจันทร์จะสาดไปได้ทั่วหล้า แต่มุมมืดทั้งหลายก็ยังส่องไปไม่ถึง...”

ตึง!

สุภาษิตที่ลึกซึ้งในทุกๆ ถ้อยคำ ทิ้งเขาให้มึนงงด้วยความตกใจ ไม่นานนักอาคารหลังมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เหนือทางเข้านั้นมีคำสี่คำส่องแสงระยิบระยับสะท้อนบนแผ่นโลหะ

หอสมุดเทียบฟ้า!

เขาค่อยๆ เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปด้านใน ชั้นหนังสือนับไม่ถ้วนตั้งสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า มีหนังสือทุกประเภทวางเรียงอยู่บนชั้นหนังสือเหล่านั้น ยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา

นี่อาจจะเป็นของรางวัลสำหรับการถือกำเนิดบนโลกใบใหม่ แต่ช้าก่อน ผมไม่ได้อยากจะเป็นมันอีกในชาตินี้นะ นี่ของเขาสินะ หอสมุด? แม้ว่าชาติก่อนเขาจะเป็นบรรณารักษ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาตินี้จะอยากทำอาชีพเดิมสักหน่อย ของขวัญเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนอื่นอาจจะได้เป็นผู้สืบทอดกำลังภายในสายต่างๆ อาจจะได้ระบบการจัดการที่ดีเยี่ยม หรือไม่ก็เป็นเจ้าของอุปกรณ์ไฮเทคโนโลยี แต่ทำไมของรางวัลเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาถึงเป็นหอสมุดไปได้ล่ะ?

จางเซวียนรู้สึกมึนงง เริ่มสิ้นหวังหมดกำลังใจ

หอสมุด? เพื่ออะไร? นี่ถ้ามีใครมาทำร้ายเขา จะให้เขาเขวี้ยงหนังสือเหล่านี้เป็นอาวุธหรือ?

“ช่างมันเถอะ เข้าไปดูหนังสือด้านในหน่อยดีกว่า” ในเมื่อไร้ทางเลือกเขาก็ต้องยอมรับไปก่อน เขาเอื้อมมือออกไปคว้าหนังสือจากชั้นวางเพื่อจะศึกษารายละเอียด แต่อนิจจา เมื่อเขายื่นมือของตนผ่านชั้นวางหนังสือ สิ่งที่คว้าไว้ได้คืออากาศธาตุ

“นี่ล้อกันเล่นรึเปล่า? ยกหอสมุดใหญ่โตมโหฬารให้เราเป็นเจ้าของแต่ไม่ให้จับต้องอะไรได้ สวรรค์ต้องการอะไรกันแน่?” จางเซวียนพูดไม่ออก อยากจะร้องไห้อย่างระทมทุกข์แต่กลับไร้น้ำตา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Porz
เรื่องนีิ คนป่วยทั้งเรื้อง อ่่านไปนานๆ ป่วยจิต (มีแต่ผม รักษาให้คุณได้ๆ) มีแค่นี้จิงๆแรกๆก็ ว้าวว หลังๆตำเจเดิมๆ
เมื่อ 1 สัปดาห์ 16 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย Cherry Jill
เริ่มต้นอีกเรื่อง
เมื่อ 1 สัปดาห์ 4 วันที่แล้ว

รีวิว