สิงห์สถิต 温柔的野兽-ตอนที่ 5 “นี่...นี่มันตัวอะไรเนี่ย...”

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

สิงห์สถิต 温柔的野兽

ตอนที่ 5 “นี่...นี่มันตัวอะไรเนี่ย...”

เสี่ยวโอวตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

หลังจากเก็บข้าวเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอก็ใส่ยาแก้อักเสบและเปลี่ยนผ้าก๊อซให้เสือดาวน้อย หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเขามาคนเดียว

ภูเขาลูกนี้สูงชัน มีหลายช่วงที่ทางเดินแทบจะตั้งฉากไปกับพื้น ขึ้นตรงลงตรงอันตรายมาก

เสี่ยวโอวกัดฟันแน่น ใช้ขอเกี่ยวสำหรับปีนเขากับไม้เท้าช่วยปีนเขาของเฉินปิน--กรรมาธิการฝ่ายพลานามัย ในที่สุดเธอก็ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ก่อนฟ้ามืด

เธอก้มหน้ามองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสี่สิบสามนาที เธอใช้เวลาขึ้นเขาไปเกือบสิบสองชั่วโมง

เสี่ยวโอวยืนหายใจหอบอยู่ตรงยอดเขา พอคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้เจออาจารย์กับเพื่อนๆ แล้วก็รู้สึกชื่นมื่นขึ้นมา เธอไม่เคยเฝ้ารอจะได้เจอพวกเขาอย่างนี้มาก่อน

ไม่รู้ว่าสองวันมานี้พวกเขาได้ตามหาเธอไหม?

ได้แจ้งพ่อแม่เธอหรือเปล่า?

ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าเธอร่วงตกเหว จะตกใจจนช็อกไปเลยไหมนะ?

แต่พอได้มองสภาพแวดล้อมโดยรอบบนยอดเขาที่เพิ่งขึ้นมาถึงเธอก็ตะลึงงันไป นี่เป็นยอดเขาที่สุดแสนจะธรรมดา มีต้นสนยืนต้นตรงอยู่หลายต้นตรงริมผา ด้านหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรอีก

แล้วยอดเขาที่เธอร่วงลงมานั่นล่ะ?

ทางหลวง G80 ที่เธอเห็นจากบนรถโรงเรียนล่ะ?

เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าด้านหน้าเป็นเทือกเขายาวเหยียดสูงต่ำสลับกัน โอบล้อมเป็นวงกลม มีพืชสีเขียวขึ้นปกคลุมไปทั่ว

เทือกเขานั้นมีลักษณะตรงกลางต่ำรอบข้างสูง เหมือนเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ แต่ว่าตรงกลางแอ่งนี้ไม่ได้รกร้างว่างเปล่า มีพืชที่เสี่ยวโอวไม่รู้จักชื่อขึ้นอยู่มากมาย

มีลำธารไหลโอบรอบบริเวณเทือกเขา ซึ่งเป็นลำธารที่เธอข้ามมาเมื่อวานจากป่าฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

แอ่งนั้นมองไปไม่เห็นขอบ เทือกเขาแห่งนี้เหมือนเหยียดยาวไปสุดขอบโลก มีสายน้ำไหลคดเคี้ยวไปตามเทือกเขา ปรากฏเป็นโลกทั้งใบที่เสี่ยวโอวไม่รู้จัก และไม่เคยพบเห็นมาก่อน

เธอมาโผล่ในที่แปลกถิ่น

ในวินาทีถัดมา เหมือนจะเป็นการพิสูจน์สิ่งที่เธอคิด เมื่อเวลาหกโมงเย็นพอดี แสงทั้งหมดของโลกใบนี้ก็ถูกดับ โลกทั้งใบกลายเป็นดำมืดในทันที

ที่นี่ไม่มีตึกสูงระฟ้า ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีสัญญาณมือถือ...ถึงขนาดไม่มีช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นและกำลังตกดิน

เสี่ยวโอวยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ใจทั้งดวงร่วงดิ่งลงเรื่อยๆ

ทั้งตะลึง กังวล และสับสน

ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

แล้วจะกลับไปยังไง?

หากเธอกลับไปไม่ได้แล้วจริงๆ จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ?

คืนนี้เสี่ยวโอวไม่ได้นอน เอาแต่นั่งขัดสมาธิอย่างเหม่อลอยบนเขาอยู่ทั้งคืน

กลางวันกลางคืนของที่นี่อุณหภูมิต่างกันมาก กลางคืนหมอกลงหนาและอากาศจะเปลี่ยนเป็นเย็นจัด เธอสวมชุดลำลองธรรมดา ใต้เสื้อสีดำลายดอกมีเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียวเท่านั้น กางเกงขาบานที่ใส่อยู่ก็ให้ความอบอุ่นได้ไม่มากเท่าไร เธอจึงรู้สึกเวียนหัวเหมือนจะเป็นไข้ทันทีที่ฟ้าสว่างในเช้าวันถัดมา

ทำใจอยู่ทั้งคืน เสี่ยวโอวจึงค่อยสงบอารมณ์ลงได้บ้าง ไม่ว่าเธอจะมาที่นี่ด้วยสาเหตุใด แต่ในเมื่อยังไม่สามารถกลับบ้านได้ตอนนี้ ก็ต้องหาวิธีมีชีวิตอยู่ที่นี่ต่อให้ได้ พอคิดได้แบบนี้เธอก็เริ่มมีกำลังใจ หยิบเอายาแก้หวัดออกจากกล่องยา เทออกมาสองเม็ด ใส่ยาเข้าปากแล้วกลืนน้ำแร่ตาม จากนั้นก็หยิบขนมปังแผ่นออกมาอีกสองแผ่น กินหมดไปพร้อมนม จึงค่อยเตรียมลงเขา

การลงเขาอันตรายกว่าการขึ้นมาก เธอจึงเดินไปช้าๆ เวลาประมาณบ่ายสามโมงเธอเพิ่งจะเดินถึงไหล่เขาเท่านั้น

ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยพืชสีเขียว มีพืชชนิดหนึ่งใบหนา ใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือของเธอ มีดอกไม้สีแดงชาดขึ้นอยู่หนึ่งถึงสองดอกที่ปลายยอด ทำให้แมลงปีกแข็งมากมายบินวนอยู่รอบดอกไม้ คงเพราะกระเป๋าของเสี่ยวโอวมีสีค่อนข้างสว่าง เป็นสีแดงกุหลาบ เลยดึงดูดแมลงที่ว่าให้บินมาหาเธอด้วย

เสี่ยวโอวกลัวแมลงตั้งแต่เด็ก แรกๆ ยังพอใช้น้ำยาไล่ยุงมาไล่ไปได้บ้าง ต่อมาแมลงพวกนี้ก็มีภูมิต้านทานต่อน้ำยาไล่ยุงของเธอ ค่อยๆ ล้อมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

จุดที่ถูกแมลงกัดนั้นจะเกิดเป็นตุ่มเล็กขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คันยิบๆ เสี่ยวโอวทนไม่ไหวยื่นมือไปเกาจนหลังมือแดงไปทั้งแถบ

เสี่ยวโอวไม่กล้าเกาอีก แต่จะปล่อยต่อไปอย่างนี้ก็ใช่ที่

เธอหันหน้าไปสังเกตโดยรอบ พบว่าใต้ต้นไม้ข้างหน้าไม่มีแมลงพวกนี้แม้แต่ตัวเดียว ถึงจะมีแมลงบางตัวหลงบินไปทางนั้นแต่พวกมันก็จะเปลี่ยนทิศไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว เธอรีบวิ่งไปใต้ต้นไม้ พอหันกลับมาก็เห็นว่าแมลงพวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้เธอจริงๆ เสียด้วย ได้แต่บินหมุนวนตรงหน้าเธอหลายรอบ แล้วก็แยกย้ายกันไป

ใต้ต้นไม้มีพืชอยู่ชนิดหนึ่ง พืชที่ว่านี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คนดมแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่กลับเป็นกลิ่นที่รุนแรงมากสำหรับแมลงพวกนี้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่กล้าเข้าใกล้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอแมลงพวกนี้อีก เสี่ยวโอวจึงเด็ดใบของเจ้าต้นนี้มาหลายใบ เอาผ้าก๊อซขาวมาห่อ ทำเป็นถุงหอมอย่างเรียบง่ายพกติดตัวไว้

เมื่อทำเสร็จเธอมองดูผลงานตนเองอย่างพึงพอใจ เตรียมจะเดินทางต่อแต่เมื่อก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าก็เหมือนไปเตะถูกอะไรเข้าสักอย่างแข็งๆ เหมือนก้อนหิน

เสี่ยวโอวก้มหน้าลงมองอย่างสงสัย พลันเห็นเขากวางขนาดใหญ่สองเขาโผล่อยู่กลางกอหญ้า เป็นเขากวางที่แตกหน่อและกิ่งก้านออกไปมากมายราวกับกิ่งไม้ แผ่ขยายไปสองข้าง ทั้งดูหรูหราและสวยงามเป็นอย่างมาก เสี่ยวโอวไม่เคยเห็นเขากวางที่สวยขนาดนี้มาก่อน นอกจากตะลึงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้มตัวแล้วยื่นมือไปสัมผัส

ทว่าเธอยังไม่ทันได้สัมผัสโดน เขากวางก็ขยับเสียก่อน กอหญ้าโดยรอบมีเสียงซ่าๆ ดังตามมา จากนั้นก็มีหัวหนึ่งค่อยๆ เงยขึ้นจากต้นไม้ที่เธอเพิ่งเด็ดไล่แมลงบิน เจ้าของหัวส่งเสียงครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย เมื่อครู่ใครเตะฉัน...”

เสี่ยวโอวเบิกตาโตมองหนุ่มน้อยที่มีเขากวางอยู่บนหัวอย่างตกตะลึง จากนั้นสองขาก็เริ่มอ่อนแรง ตกใจจนนั่งฟุบลงกับพื้น

“นี่...นี่มันตัวอะไรเนี่ย...” เสี่ยวโอวสีหน้าซีดขาว จ้องมองหนุ่มน้อยเบื้องหน้า ถามตะกุกตะกัก

อีกฝ่ายนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เขามีร่างกายกำยำ ดูหน้าตาท่าทางเหมือนมนุษย์หนุ่มที่มีอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ที่หัวมีเขากวางคู่โตสวมอยู่คู่หนึ่ง ติ่งหูสองข้างมีขนอ่อนข้างหนึ่งสีเทาอีกข้างสีขาว ยาวเฟื้อยมาจนถึงข้างแก้ม สันจมูกก็มีขนสีเทา ริมฝีปากหนา ตาโต...และกำลังมองเธออยู่

“ฉันน่ะเหรอ?” หนุ่มน้อยชี้จมูกตนเอง ยิ้มและแนะนำตัว “ฉันชื่ออีริคเธอล่ะชื่ออะไร?”

แนะนำตัวเองจบก็ยังไม่ได้คำตอบ หนุ่มเขากวางมองเสี่ยวโอวที่ยังอยู่ในสภาวะตกตะลึง เขาส่ายหัวแล้วโบกมือไปมา “จริงสิ ขอโทษนะ เมื่อครู่คงทำเธอตกใจแน่เลย วางใจเถอะฉันเป็นพวกกินพืช ไม่ดุเหมือนกับพวกกินเนื้อ ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก”

หนุ่มน้อยเห็นเธอหน้าซีด ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงและท่าทางคงยังโตไม่เต็มวัย แถมที่ตัวยังมีกลิ่นหอมของหญ้าอีกต่างหาก เลยทึกทักเอาเองว่าเธอเป็น ‘พวกกินพืช’ เหมือนกัน

เสี่ยวโอวอ้าปาก ย้ายสายตาจากเขากวางของหนุ่มน้อยไปยังจมูกสีเทาของเขา เธอกำมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะหมุนตัววิ่งหนี แต่จู่ๆ หนุ่มน้อยตรงหน้าก็มีสีหน้าหวาดระแวงร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมา เธอยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ เขาก็คว้าข้อมือเธอแน่นแล้วกดหัวลง ดึงเธอเข้าไปหลบในกอหญ้าอย่างรวดเร็ว

“...”

ตอนแรกเสี่ยวโอวยังสับสนงุนงงก่อนจะดิ้นรนพยายามให้หลุดจากมืออีกฝ่าย เพราะอยากจะลุกแต่หนุ่มเขากวางรีบใช้นิ้วชี้แตะปากส่งสัญญาณว่าให้เงียบเสียง “ชู่...”

เสี่ยวโอวมองดูนิ้วมือที่มีสีดำและดูเหมือนกับเท้ากวางของเขา จากนั้นก็เม้มปากแน่นไม่ส่งเสียงใดๆ

อีริคที่มีท่าทางตื่นเต้นจ้องไปข้างหน้าตาเขม็ง

ช่วยไม่ได้ที่เขากวางบนหัวเขามันเด่นเกินไป พอมาซ่อนอยู่ในกอหญ้าทำให้รู้สึกประหลาด

เหมือนเขาเองก็รู้ในจุดนี้ เขาพูดว่า “แคทนิพ” แล้วก็เด็ดเอาใบพืชที่เสี่ยวโอวใช้ไล่แมลงมากองโตเพื่อใช้ปิดเขากวางของตัวเองเป็นการอำพรางตัว

ที่แท้พืชไล่ยุงนี่ก็คือต้น ‘แคทนิพ’ หรอกหรือ?

แคทนิพที่แมวชอบเล่นน่ะนะ?

เพียงครู่เดียวเสี่ยวโอวรู้สึกได้ถึงแผ่นดินที่สั่นไหวอย่างชัดเจน ตามมาด้วยเสียงร้องของสัตว์ร้ายตัวแล้วตัวเล่า

เสียงที่ดังขึ้นทำให้อีริคตัวแข็งเกร็งกว่าเก่า

เสียงสัตว์ร้ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสี่ยวโอวมองไกลออกไปเห็นเสือดาวโตเต็มวัย มีลายจุดสีดำชัดเจนกำลังวิ่งมาทางนี้ถึงสองตัว

เสือดาวเป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วมาก เพียงพริบตาก็เห็นสองร่างอันปราดเปรียววูบผ่านหน้าไปราวกับสายลมพัด หางอันเรียวยาวกรีดอากาศวาดเป็นเส้นโค้งอันสวยงาม กระโจนเพียงไม่กี่ทีก็หายวับไปไม่เหลือแม้แต่เงา

จนกระทั่งเสือดาวทั้งสองไกลออกไป อีริคจึงค่อยๆ ถอนหายใจโล่งยาว ลูบหน้าอก “รอดตัวแล้ว”

ปริศนาในใจของเสี่ยวโอวนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนไหมพรมที่พันกันจนยุ่งเหยิง เหลือเพียงหาปลายเส้นด้ายให้เจอ เมื่อเข้าใจเรื่องหนึ่งก็จะเข้าใจเรื่องที่เหลือทั้งหมดเอง

“ทำไม...พวกเราถึงต้องซ่อนตัวด้วย?” เสี่ยวโอวมองดูหนุ่มน้อยตรงหน้าที่กำลังเอาหญ้าออกจากเขากวาง ก่อนถามหยั่งเชิง

อีริคชะงักการเคลื่อนไหว คิดว่าเสี่ยวโอวเป็นสัตว์กลายพันธุ์วัยใสที่ยังไม่รู้เดียงสาเลยอธิบายอย่างใจเย็น “เสือดาวสองตัวเมื่อครู่เป็น ‘สัตว์กลายพันธุ์ประเภทกินเนื้อ’ เป็นศัตรูทางธรรมชาติของ ‘สัตว์กลายพันธุ์ประเภทกินพืช’ อย่างเรา หากพวกมันพบเราเข้าละก็ ฉันกับเธอคงได้จบชีวิตกันที่นี่แน่ๆ”

เสี่ยวโอวหยิกฝ่ามือตนเองแรงๆ...เจ็บมาก ไม่ใช่ฝัน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย rrrrr
แง ต้องตามต่อแล้วล่ะแบบนี้
เมื่อ 4 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย 프래
ห้าตอนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว