วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น -บทที่3. คนอะไรชื่ออืออา

โดย  เพลงมีนา

วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

บทที่3. คนอะไรชื่ออืออา

บทที่ 3.คนอะไรชื่ออืออา

ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง ปลุกให้คนที่หมดสติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ประสาทหูได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ไม่ไกลนัก กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยคลุ้งในอากาศ ดวงที่ปิดสนิทมาหลายวันก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นดวงตากลมของเด็กหญิงตัวเล็กที่โน้มหน้าจ้องมองคนที่นอนอยู่

“พี่สาว!”

เสียงแหลมเล็กของเด็กน้อยดังขึ้นจนคนนอนต้องหลับตาไปอีกครั้ง รู้สึกเหมือนคนวิ่งออกไป และครู่ต่อมาเสียงหวานใสดังขึ้นแทนที่

“เหมยลี่ อย่าเสียดัง แล้วก็อย่าวิ่งด้วย ท่านพ่อยังนอนอยู่”

“แต่คนผู้นี้ลืมตาแล้ว”

“ลืมตาแล้ว?”

คนที่นอนอยู่ในห้องพยายามอีกคราในการลืมตาขึ้น คราวนี้สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวมีเหงื่อเกาะพราว ดวงตาดำดุจนิลกระจ่างสุกใสจ้องมอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนเห็นสบายตายิ่ง

“ฟื้นแล้วรึ”

‘ฟื้น’

ซุนเว่ยหมิน ทบทวนสิ่งที่ได้ยิน ที่นี่ที่ใดกัน เขาขยับปากจะส่งเสียงถาม แต่กลับมีเสียงครางครือในลำคอ เขาพยายามขยับตัวแต่ทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเบิกตากว้างและกลอกตาไปมามองสิ่งที่อยู่รอบข้างกาย

‘เกิดอะไรขึ้น ไฉนจึงขยับตัวไม่ได้เช่นนี้’

ชายหนุ่มถามตัวเองกลอกตาลงมองท่อนแขน คล้ายบังคับให้มันขยับ แต่กลับทำไม่ได้ รู้สึกเพียงมีแค่ปลายนิ้วกระดิกอย่างยากลำบาก จนเหงื่อไหล่ท่วมใบหน้า

เหมยซิงเห็นใบหน้าที่มีเหงื่อผุดขึ้นมา ซ้ำดวงตายังดูเคร่งเครียดผสานความตกใจ นางใช้ปลายแขนเสื้อซับเหงื่อให้เขาก่อนมองตามสายตาคู่นั่นที่มองแขนของตน เห็นเพียงปลายนิ้วที่กระดิกขึ้นลงเหมือนเคาะพื้นอยู่ นางจึงเลื่อนมือจากใบหน้าของเขาไปจับที่แขนแทน

“ขยับได้หรือไม่” เสียงหวานถามอย่างกังวล แต่กลับได้ยินเพียงเสียงครางครือในคอ นางก็หันไปสบตากับเขาแล้วขมวดคิ้วยุ่ง

‘หรือบาดเจ็บจนเป็นอัมพาตไปนะ’

เหมยซิงถามตัวแล้วพิจารณาจากท่าทางของเขา นางลองยกแขนของเขาขึ้นและปล่อยลง ท่อนแขนทิ้งตัวลงราวกับกิ่งไม้ร่วง นางสบตากับดวงตาที่มีแววตื่นตระหนกคู่นั้นแล้วหันไปบอกน้องๆ ที่รุมล้อมอยู่ให้ถอยห่างออกไปข้างนอกก่อน เมื่อในห้องโกโรโกโสไม่มีใครแล้ว นางจึงสูดลมหายใจลึกแล้วส่งยิ้มให้กำลังใจเขา

“ที่นี่ไม่ผู้อื่นแล้ว เจ้าตั้งใจฟังข้าดีๆ นะ” นางชี้นิ้วที่หน้าตัวเองประกอบคำพูด “เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ ถ้าเข้าใจสิ่งที่หรือได้ยิน เจ้าพยักหน้าหนึ่งครั้งนะ”

แม้คำพูดของนางจะฟังขัดหู แต่ซุนเว่ยหมินจำเป็นต้องทำตาม เขาฝืนพยักหน้าได้หนึ่งครั้งก็เหงื่อซึมออกมาอีกระลอก

“ดี” นางพยักหน้ารับ “คราวนี้ลองเปล่งเสียงซิ อา....”

“....อ..อา...”

“ดี” นางยิ้มให้เขาเป็นของรางวัล “ข้าชื่อเหมยซิง เจ้าลองพูดชื่อตัวเองซิ”

“....อือ...อา...”

‘คนอะไรชื่ออืออา’

นางขมวดคิ้วแต่ส่งยิ้มให้ แต่เห็นเขาพยายามเปล่งเสียงหลายครั้งก็ยังเป็นเสียงอือๆ อาๆ อยู่ นางเลยเดาว่าเขาพูดได้แค่นี้ คงมิใช่ชื่อจริงของเขาหรอก

“เอาเถอะ เจ้าเพิ่งฟื้นค่อยๆ สภาพร่างกายอาจจะยังปรับตัวไม่ได้” นางไม่อยากให้คนป่วยต้องวิตกกังวลจนเกินไปนัก “หิวน้ำหรือไม่ เจ้าหลับไปสามวันสามคืนเชียว ตื่นมาคงจะหิวแล้วซินะ”

ได้ยินคำว่าหิว ร่างกายก็เหมือนจะส่งสัญญาณออกไปว่าหิว ซุนเว่ยหมินที่ไม่เคยรู้จักคำว่าอดยากเวลานี้ต้องการทั้งน้ำ อาหาร และคนปรนนิบัติรับใช้อย่างยิ่ง

“คงจะหิวจริงๆ ดียิ่งนัก” แสดงว่าร่างกายกำลังปรับฟื้นตัวเอง เหมยซิงพึมพำบอกตัวเองแล้วประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกขึ้นจากที่นอนเก่าๆ จะให้เขานั่งแต่หลังงองุ้มเหมือนคนไม่มีแรงจะทรงตัวให้หลังตั้งตรงได้ เหมยซิงเห็นเขานั่งได้โดยไม่ล้มแล้วจึงเอี้ยวตัวไปรินน้ำแล้วจ่อที่ปากของเขา แต่มือสองข้างไม่สามารถยกขึ้นรับถ้วยน้ำได้ มันทิ้งลงข้างตัวอย่างสงบนิ่ง มีเพียงแววตาของเขาที่แสดงความรู้สึกผิดออกมา

“ไม่เป็นไร ข้าจะป้อนให้ เจ้าค่อยๆ ดื่ม ใช่...แบบนี้แหละ ช้าๆ นะ”

นางประคองถ้วยน้ำให้เขาได้ดื่มที่ละนิด เพราะความกระหายทำให้อีกฝ่ายสำลัก แต่นางไม่สนใจว่าเขาจะสำลักน้ำลายเปื้อนเปรอะตัวนาง

“บ้านของข้าอยู่ตีนเขา ห่างไกลจากหมู่บ้านสักหน่อย ในบ้านของเรามีพ่อบุญธรรมกับน้องชายสามคนและน้องสาวคนเล็กชื่อเหมยลี่ เจ้าพบนางแล้ว”

นางพูดพลางรินน้ำอีกชามแล้วค่อยๆ ป้อนให้เขาอย่างใจเย็น อาศัยว่าตัวเองเคยทำงานพิเศษดูแลผู้ป่วยติดเตียงเมื่อโลกโน้น นางจึงไม่รู้สึกรังเกียจสิ่งที่เขาทำ เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจและยังดูเศร้าหมองที่ตนเองไม่อาจทำอะไรได้

เหมยซิงยิ้มให้ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา นางนึกถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็น ‘พันดาว’ เพราะความจนและแม่ไม่ได้ส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้ นางจึงทำงานพิเศษสารพัด เพื่อนบ้านมีคุณตาที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ลูกหลานคอยดูแลจ้างพยาบาลประจำ แต่อย่างไรไม่รู้ ลูกหลานดูแลกันเอง ตอนนั้นนางอยู่ใกล้ๆ รั้วบ้านติดกัน แรกๆ ก็แค่ถูกเพื่อนบ้านไหว้วานซื้อของใช้เล็กๆน้อยๆ จนบ่อยๆเข้าก็ให้นางมาช่วยดูแลเป็นบางช่วงเวลาที่คนในบ้านออกไปธุระนอกบ้าน นางจึงได้เรียนรู้การดูแลผู้ป่วยติดเตียงไปด้วย แม้จะไม่ได้เรียนกับทางโรงเรียนโดยตรงแต่ก็ได้เรียนกับผู้ชำนาญที่ทำให้นางดูแลคนเจ็บป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้

หญิงสาวเผลอยิ้มคนเดียว การเป็นคนจนนี่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก ความจนและการถูกมารดาทอดทิ้ง เป็นสิ่งผลักดันให้นางไปข้างหน้า นางทำงานแทบทุกอย่างที่ทำได้ ขอเป็นเพียงงานที่สุจริตไม่ผิดศีลธรรม และไม่กระทบเวลาเรียน นอกจากงานสตั๊นท์เกิร์ลแล้ว งานเกมโชว์หน้ากล้องหลายรายการนางก็ทำมาแล้ว

ซุนเว่ยหมินลอบสังเกตหญิงสาวตรงหน้า รูปร่างนางผอมบางยิ่งนัก นางรวบผมขึ้นง่ายๆ มีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาปักเส้นผมสีดำของนาง เสื้อผ้าก็แสนเก่าเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่นางกลับยิ้มได้อย่างสดใส นางผละจากเขาไปครู่หนึ่งกลับมาพร้อมผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้เขา เพราะเมื่อครู่รีบดื่มน้ำเร็วเกินไปจนสำลัก นางจึงจำเป็นต้องเช็ดลำคอและหน้าอกให้ เมื่อดวงตาที่เป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวได้ก้มมองไปตามมือเรียวที่เคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายเขา ชายหนุ่มถึงกับตัวเกร็งไปทันที

“เป็นอะไรไป เจ็บรึ” นางเอ่ยถามเมื่อรู้สึกได้ทันทีว่าเขาตัวเกร็งขึ้นมา “ไม่เป็นไรนะ ข้าจะทำเบาๆ”

เขาไม่รู้สึกเจ็บ แต่ที่ตระหนกตกใจเพราะเมื่อมองร่างกายส่วนที่นางเลื่อนเสื้อเนื้อหยาบออก ผิวกายของเขาควรไม่ขาวซีดเช่นนี้ ซ้ำยังมีปานอยู่ใต้ราวนมด้านซ้ายอีก

‘นี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา ร่างของเขาต้องกำยำแข็งแกร่งไม่ใช่ผอมบางเช่นนี้!’

ซุนเว่ยหมินอยากได้กระจกเหลือเกิน เขาอยากเห็นนักว่าใบหน้านี้จะใช่ใบหน้าของ ‘ซุนเว่ยหมิน’ หรือไม่ มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาแน่ๆ เขาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้.... ก่อนหน้านี้กี่วันกัน เขาไม่อาจจดจำได้แม่นยำนัก ถ้าไม่นับรวมวันที่มหมดสติไปนั้น เขาเดินทางมาที่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ เขาถือราชโองการออกตรวจเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ นานครบปีจึงได้เวลาเดินทางกลับ ไม่คิดว่าการเดินทางที่ปลอดภัยมาตลอดนั้น จะมาถูกคนลอบสังหารเอาช่วงการเดินทางกลับนี่เอง

หากมิใช่เพราะถูกลอบใช้ยาพิษ ทำเอาไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ ชายชุดดำแค่ยี่สิบสามสิบคนนั้นไม่คณามือของคนอย่างซุยเว่ยหมินเป็นแน่ สุดท้ายที่จำได้คือเสียงระเบิดดังสนั่น หินก้อนใหญ่กลิ้งลงมาจากเขากระทบร่างของเขาตามมาด้วยความเจ็บปวดยากจะบรรยาย

แต่เหตุใดเมื่อลืมตาอีกครั้ง เขากลับมาอยู่ในร่างของชายผอมบางผิวขาวซีดดุจคนป่วยใกล้ตายเช่นนี้ ซ้ำยังไม่อาจขยับตัวได้อีก ได้แต่ส่งเสียงครางอืออาในลำคอเท่านั้น!

เหมยซิงเห็นท่าทางตื่นตระหนกของอีกฝ่ายแล้วก็สงสารจับใจ นึกถึงตัวเองตอนที่ตื่นฟื้นมาอยู่ในร่างเด็กสาวอายุสิบหก นางไม่รู้ว่าคนรอบข้างเป็นใครและอยู่ที่ใด ยังโชคดีที่พ่อบุญธรรมกับน้องๆ เป็นคนจิตใจดี แม้นางเปลี่ยนไป จำอะไรไม่ได้ ก็มิได้รังเกียจ แต่คนผู้นี้ขยับตัวไม่ได้ พูดจาสื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง ช่างน่าเวทนากว่านางยิ่งนัก

“ฟื้นแล้วรึ” ติงเชาเดินเข้ามาด้วยการพยุงของเด็กๆ สองสามวันมานี้อาการดีขึ้นจึงพอลุกขึ้นเดินเหินได้บ้าง แต่ก็ยังต้องมีคนช่วยประคอง ทว่าก็ยังดีกว่านอนนิ่งๆ อยู่บนที่นอนเช่นที่ผ่านมา

“ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบพูดขึ้นแล้วประคองให้เขาเอนหลังผิงผนังห้อง เพราะสภาพเหมือนผักเช่นเขาให้นั่งตัวตรงยังยากลำบาก

ติงเชากวาดตามองชายร่างผอมที่ลูกสาวแบกกลับมาเมื่อสามวันก่อนแล้วพยักหน้ารับ ใบหน้าดุดันแม้มุมปากจะยกยิ้มแต่ก็เหมือนไม่ได้ยิ้ม เขาไม่พูดอะไร แต่จากสภาพของชายแปลกหน้าที่นอนหมดสติมาหลายวันก็ทำให้เขาพอเข้าใจ และเกรงว่าสภาพนี้ถ้าเขาพูดอะไรมากไปก็จะทำให้คนป่วยลำบากใจเสียเปล่า

“บ้านนี้อยู่กันง่ายๆ เจ้าพักผ่อนให้แข็งแรงดีก่อน เรื่องอื่นอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย” ติงเชาพูดขึ้นแล้วหันไปพูดกับเด็กๆ รอบตัว “อย่าได้รบกวนคุณชายท่านนี้ ถือเสียว่าเขาเป็นแขกของพ่อก็แล้วกัน”

“ขอรับท่านพ่อ” ติงหยี่ ติงเกา ติงปิง พูดขึ้นพร้อมกัน แต่เพราะเป็นเด็กก็อดมองแบบอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายใบหน้าเหยเกดูน่ากลัว พวกเขากลับสงสารเห็นใจ ส่วนเด็กน้อยเหมยลี่หลบอยู่ด้านหลังพ่อบุญธรรม

“ข้าขอดูแลเขาสักครู่แล้วจะออกไปแบกฟืนมาเก็บไว้ให้นะ” เหมยซิงเอ่ยขึ้น เห็นพ่อบุญธรรมพยักหน้าแล้วก็หันมาทางคนที่มีสภาพเป็นผัก

“หิวหรือไม่” นางได้คำตอบเป็นการพยักหน้าช้าๆ ยังดีที่สามารถสื่อสารกันได้บ้าง “รอสักประเดี๋ยว ข้าเพิ่งทำโจ๊กเสร็จ จะยกมาให้”

ซุนเว่ยหมินมองเด็กสาวลุกขึ้นแล้วเดินเร็วๆ ออกไป ไม่นานนักนางก็กลับเข้ามาพร้อมชามบิ่นๆ บรรจุโจ๊กเปล่าแต่ส่งกลิ่นหอมยื่นมาตรงหน้า

“บ้านข้าจน มีให้เจ้าได้แค่โจ๊กเปล่าชามนี้ แต่กินเสียหน่อยให้ร่างกายได้รับอาหารบ้าง”

นางใช้ช้อนตักโจ๊กแล้วเป่าไล่ไอร้อนจนมั่นใจว่าไม่ร้อนเกินไปแล้วจึงจ่อที่ปากของเขา แม้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ แต่นางก็ใจเย็นพอที่จะป้อนโจ๊กที่ละคำให้เขาจนหมด

มันช่างเป็นโจ๊กที่ไร้รสชาติเสียเหลือเกิน เรียกว่าอาหารขั้นเลวที่

สุดที่เขาเคยกินมา แต่ยามนี้เนื้อข้าวลงสู่กะเพาะทำให้รู้สึกอุ่นสบายท้องยิ่งนัก

“นั่นน้องชายของข้า ติงหยี่ ติงเกา ติงปิง” เหมยซิงชวนคุยและรู้สึกดีที่เขากินได้ค่อนข้างมาก “พวกเราเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อติงเชารับมาเลี้ยงเมื่อสิ้นสุดสงคราม บ้านนี้ก็ไม่ใช่ของพวกเราหรอก เจ้าของบ้านอพยพไปตั้งแต่มีสงครามครั้งนั้นแล้ว อ้อ!แต่พวกเราไม่ใช่ขโมยนะ ถ้าเจ้าของมาทวง เราค่อยย้ายออกไป”

ซุนเว่ยหมินจ้องมองเด็กสาวที่พูดปนหัวเราะเสียงใด ราวกับชะตากรรมของตัวเองเป็นเรื่องตลกขบขัน นางป้อนโจ๊กหมดก็ตามด้วยน้ำและเช็ดมุมปากให้เรียบร้อยแล้วประคองเขาลงนอน

“เจ้าเพิ่งฟื้นก็อย่าเพิ่งคิดมากไป พักอีกสักหน่อย ถ้าอยากให้ติดต่อคนที่บ้านอย่างไรค่อยว่ากัน” นางส่งยิ้มให้ “ข้าจะให้เหม่ยลี่มานั่งอยู่ใกล้ๆ หากต้องการอะไรส่งสายตาบอกนาง นางจะวิ่งไปเรียกข้าเอง ข้าอยู่หน้าบ้าน ต้องหอบฟืนมาเก็บในครัวเสียก่อน”

ซุนเว่ยหมินมองตามร่างของเด็กสาวที่เดินหายออกไปแล้วถอนหายใจเบาๆ ครู่ต่อมาเด็กหญิงตัวน้อยก็มานั่งจ้องหน้าเขาด้วยดวงอยากรู้อยากเห็น

เขาได้แต่ร้องโอดครวญในอก มันเกิดอะไรกับชีวิตจวิ้นอ๋องอย่างเขากันแน่

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Tawin Chatsomsanga
พระเอกโผล่
เมื่อ 1 ปี 2 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย sporthimthong
อ้าว พระเอกกลายเป็นผักไร้เรี่ยวแรงซะแล้ว
เมื่อ 1 ปี 6 เดือนที่แล้ว

รีวิว