เก็บใจไว้รอรัก

เธอผู้มากับสายฝน

8 ปีผ่านไป...

ท้องฟ้ากำลังตั้งเค้าเป็นเงามืด เมฆหนารวมตัวเป็นก้อนสีดำขนาดมหึมา ก่อนจะหยาดหยดลงมาเปาะแปะและกลายเป็นเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก รถหลายคันบนท้องถนนยังคงจอดนิ่งเป็นแถวยาว กว่าจะขยับเคลื่อนตัวได้ก็เพียงแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น แม้หลายคนในรถจะอยากไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของตนมากแค่ไหนก็ต้องทนอึดอัดอยู่บนท้องถนนในสภาพรถติดแบบนี้ไปตาม ๆ กัน แต่สำหรับคนในรถบางคันก็ดูเหมือนจะไม่อนาทรร้อนใจใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนในรถยนต์หรูตระกูลยุโรปสีดำเงาวับคันใหญ่คันนี้

“อุ๊ย! อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะอาร์ม รอให้ถึงห้องก่อนไม่ได้หรือไงคะ” หญิงสาวเสียงเล็กหวานว่าพลางเอามือยันอกเขาออกห่างจากเธอ หลังจากที่เขามอบจุมพิตดูดดื่มให้เธอมาเกือบตลอดทางที่รถจอดนิ่ง

“พอได้แล้วค่ะอาร์ม ฉัตรเจ็บปากไปหมดแล้วค่ะเนี่ย” หญิงสาวพูดพลางส่งยิ้มอ่อนหวานให้ชายหนุ่ม

“ก็คุณน่ารักจนผมอดใจแทบไม่ไหวแล้วรู้ไหม รถติดแบบนี้มีคุณอยู่ด้วย ผมไม่รู้สึกเบื่อเลย” เขาร่ายคำหวานก่อนแตะริมฝีปากหยักสวยเข้าหาผิวแก้มอิ่มระเรื่ออีกครั้ง

“ฉัตรดีใจนะคะที่อาร์มมองว่าฉัตรน่ารัก…อาร์มสัญญาแล้วนะคะว่าเราจะแต่งงานกัน”

การที่เธอยอมยกทั้งตัวและหัวใจให้เขาก็เพราะเชื่อมั่นว่าเขาคือผู้ชายคนสุดท้ายในชีวิตของเธอ เชื่อมั่นว่าเขาจะมีเธอเป็นเจ้าสาวเพียงผู้เดียว ผู้ชายอย่างอนินทร์ถึงจะเจ้าชู้ แต่เธอก็มั่นใจว่าสามารถควบคุมหัวใจของเขาได้

“คุณพูดเรื่องแต่งงานอีกแล้วนะ ไหนบอกว่ารอได้ไงครับ”

“ฉัตรก็แค่อยากได้ยินว่าคุณยังไม่เปลี่ยนใจไม่ได้เหรอคะ”

“ถ้าผมไม่แต่งกับคุณแล้วจะแต่งกับใครล่ะครับ” เขายิ้ม นิ้วมือเรียวสวยแบบผู้ชายเกลี่ยไร้ผิวแก้มเนียนสวยแผ่วเบา ความปรารถนาที่เขามีต่อเธอ อาจไม่มากมายจนกลายเป็นความรัก แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ฉัตรดาวคือผู้หญิงที่เพียบพร้อมเหมาะสมกับเขาแทบทุกอย่าง และมองไม่เห็นว่าในชีวิตของเขาจะมีผู้หญิงคนไหนเหมาะสมกับเขาได้เทียบเท่ากับฉัตรดาวอีกแล้ว ถ้าเขาจะตัดเรื่องของ ‘ความรัก’ ทิ้งไป

“คุณรักฉัตรบ้างหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามย้ำ ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าที่ผ่านมาชายหนุ่มใช้ชีวิตแบบหนุ่มเจ้าสำราญแค่ไหน เขาควงผู้หญิงแทบไม่ซ้ำหน้า แต่ไม่มีใครที่เขาคิดจะลงเอยด้วย จนเมื่อเธอได้รู้จักกับเขา และผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นว่าเขาและเธอเหมาะสมกัน

ทว่าสำหรับเธอแล้ว ความเหมาะสมเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ สิ่งที่เธอต้องการจากเขาก็คือความรัก...ซึ่งเขาก็เคยสารภาพกับเธอแล้วว่าเขาให้เกียรติเธอได้มากที่สุดก็ในฐานะว่าที่ ‘เจ้าสาว’ เท่านั้น

“ผมกับคุณเราเหมาะสมกัน เข้าใจกัน ความรักก็ไม่น่าจำเป็นสำหรับผมกับคุณ” เขาพูดพลางลอบถอนใจ เขาไม่ได้คิดเอาเปรียบเธอ แต่เรื่องของความรู้สึกเขาบังคับตัวเองไม่ได้จริง ๆ

“หมายความว่าคุณไม่เคยรักฉัตรเลยเหรอคะ…คุณจะแต่งงานกับฉัตรเพียงเพราะความเหมาะสมเท่านั้นเหรอคะอาร์ม...คุณไม่เคยรักฉัตรจริง ๆ เหรอคะ” แววตาที่เคยเชื่อมั่นเปลี่ยนเป็นหวั่นไหว ปวดร้าว

“ผมอาจจะรักคุณได้ในอนาคต แต่ปัจจุบันผมก็ไม่เคยโกหกคุณเรื่องความรู้สึกของผมกับคุณ คุณจะไปจากชีวิตผมก็ได้นะครับฉัตร” เขาพูดไปตามความรู้สึก ไม่อยากเหนี่ยวรั้งหญิงสาวไว้เพียงเพราะความเห็นชอบของผู้ใหญ่

“มันยากมากเหรอคะอาร์มที่คุณจะรักฉัตร” น้ำเสียงนั้นตัดพ้อ

“ผมบังคับหรือห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้”

“ทุกวันนี้ผมมีคุณคนเดียว ผมไม่เคยเหนี่ยวรั้งคุณ ผมรู้สึกกับคุณได้แค่ไหน ผมบอกคุณทุกอย่าง ผมอยากให้คุณคิดดูให้ดีถ้าผมรักคุณไม่ได้ คุณจะมีความสุขหรือเปล่า”

จากความผิดหวังในอดีตจนกระทั่งวันนี้เขายังครองตัวเป็นหนุ่มโสด ใช่เพราะเขายังลืมความรักครั้งเก่าไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยมีความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’ กับใครได้อีกตลอดหลายปีที่ผ่านมา และไม่เคยรับรู้ใส่ใจว่าอดีตคนรักใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากแยกทางกับสามีหนุ่มเมื่อสี่ปีก่อน

ข่าวระหองระแหงของคนทั้งคู่มีซุบซิบตามหน้าหนังสือพิมพ์ให้เขาได้อ่านพบหลายครั้ง แต่เขาก็แค่รับรู้เพราะเขาหมดความสนใจต่อคนทั้งคู่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา วันที่เขาก่อกำแพงหนาปกป้องหัวใจจากความรักอย่างถาวร

“ถ้าวันหนึ่งเราสองคนไม่ได้แต่งงานกัน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง ผมจะไม่มีวันลืมคุณเลย”

“ฉัตรรักคุณและจะไม่ยอมออกไปจากชีวิตคุณง่าย ๆ หรอกค่ะ” หญิงสาวยื่นจมูกไปแตะริมฝีปากหยักสวยนั้น “ฉัตรจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนเข้ามาแย่งหัวใจคุณไปจากฉัตรได้อย่างแน่นอน”

“ผมชักกลัวคุณแล้วสิ” เขาอมยิ้มพลางหันไปมองรถด้านหน้าที่ยังติดยาวไม่ขยับ มือข้างหนึ่งยังวางพาดบนพวงมาลัยรถอย่างสบาย ๆ

“ฉัตรรักคุณนะคะ...แล้วก็หวังว่าสักวันอาร์มจะรักฉัตรได้...แต่ถ้าคุณรักฉัตรไม่ได้ คุณก็อย่ารักใครได้ไหมคะ”

“ไม่รู้สิครับ” เขาแกล้งพูดไปอย่างนั้น แต่ทำเอาคนฟังเริ่มไม่พอใจ

“ฉัตรงอนแล้วนะคะ ถ้าคุณพูดแบบนี้อีก ไปส่งฉัตรที่บ้านเลยค่ะ” หญิงสาวเบนหน้าหันไปมองข้างทาง

อนินทร์หัวเราะเบา ๆ

“มีคุณอยู่ด้วยแบบนี้ ผมก็คงไม่กล้ามองผู้หญิงคนไหน คุณน่ารักมากนะรู้ตัวหรือเปล่า”

ไม่พูดเปล่าเขายังโน้มใบหน้าเธอเข้ามาหาแล้วเรียวปากอุ่น ๆ ของเขาก็ประกบตามติดลงไปอย่างรวดเร็วบนที่อยู่ของลิปสติกสีชนิดที่เรียกกันว่าชมพูช็อคกิ้งพิงค์ที่ทาเคลือบไว้อย่างประณีตบรรจง รอยจูบอันหนักหน่วงและโหยหานำพาให้สติของคนทั้งสองแทบเตลิดไปไกล

หญิงสาวแอ่นกายช่วงบนขึ้นเล็กน้อยหลับตาพริ้มเมื่อจมูกสวยบนใบหน้าคมหล่อเหลาจูบพรมไล่ต่ำลงมาที่ซอกคอขาวผ่อง ชุดเดรสสั้นคอเว้าลึกถูกดึงต่ำลงมาเพื่อเปิดทางให้ปลายจมูกสวยได้ทำงานสะดวกขึ้น มือหนาลูบไล้ไหล่ขาวเนียน และก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้นมากไปกว่านั้นเสียงแตรรถด้านหลังก็บีบไล่เขาดังลั่นถนน

“โธ่เว้ย!” ชายหนุ่มสบถก่อนเข้าเกียร์เพื่อเคลื่อนรถแต่แล้วเขาก็ต้องเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อรู้สึกได้ว่ามีใครหรืออะไรสักอย่างวิ่งตัดผ่านหน้ารถของเขาและล้มลง เขาไม่แน่ใจว่าชนหรือไม่ชน เพราะอารมณ์ที่ยังค้างคาอยู่เมื่อครู่ทำให้สติยังกระเจิดกระเจิงจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาให้สัญญาณรถคันหลังเบียดแซงขึ้นไป

“เกิดอะไรขึ้นคะอาร์ม” หญิงสาวหอบหายใจเบา ๆ ยากจะคาดเดาได้ว่าเพราะความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันตรงหน้าหรือว่าเกิดจากอารมณ์วาบหวามที่ชายหนุ่มปรนเปรอให้เมื่อครู่

“ไม่รู้เหมือนกันเดี๋ยวผมลงไปดูหน่อย” สีหน้าของคนพูดดูหงุดหงิด อากาศแบบนี้เขาควรจะนอนตระกองกอดร่างหญิงสาวข้าง ๆ มากกว่าจะมาเผชิญกับสภาพรถติดและกับอะไรบางอย่างเมื่อครู่

“ฝนตกหนักแบบนี้ลงไปก็เปียกน่ะสิคะ ช่างเถอะค่ะ อะไรก็ไม่รู้ อาจเป็นพวกมิจฉาชีพหลอกเอาเงินก็ได้นะคะ” หญิงสาวมองรถที่วิ่งผ่านไปมา ท่ามกลางสภาพอากาศแบบนี้น้อยคนนักที่จะมาใส่ใจกับคนอื่น ทุกคนต่างก็มุ่งหน้ากลับสู่ที่พักของตน ตามสภาพชีวิตของสังคมเมือง

“แต่ผมว่าคนนะ ผมจะลงไปดูหน่อย คุณรอผมอยู่ในรถนี่ก่อน” เขารีบเปิดประตูลงไปและเป็นจริงอย่างที่คาด เพราะร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนนนั้นเป็นร่างแบบบางของผู้หญิงคนหนึ่ง ในชุดกางเกงยีนเสื้อยืดรองเท้าผ้าใบ กระเป๋าผ้ายังคล้องไว้ที่ไหล่ ผมยาวสยายเปียกปอนปกปิดใบหน้า เขาตกตะลึงแต่ก็รีบตั้งสติอุ้มร่างนั้นเข้ามาหลบฝนในรถก่อน

“อาร์มคะ! คุณพาใครขึ้นมาบนรถ”

“ผมก็ไม่รู้” เขาเอี้ยวตัวมองคนหมดสติด้านหลังพลางถอนใจอย่างหงุดหงิด “ผมอาจจะชนเขาเข้า”

“ปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นก็ได้นี่คะ อยากมาตัดหน้ารถเราก่อนทำไม”

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว เขาสบตาเธอแวบเดียวก่อนเอ่ยจริงจัง

“ผมจะพาเขาไปโรงพยาบาล” เขาตัดสินใจ อย่างน้อยก็ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังพอมีเนื้อในดีอยู่บ้าง

“จะดีเหรอคะอาร์ม ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรมากมาย ขืนคุณพาไปโรงพยาบาลต้องเป็นข่าวใหญ่แน่เลยค่ะ อีกอย่างจากตรงนี้ห่างจากโรงพยาบาลมากนะคะ รถติดแบบนี้ก็คงเป็นชั่วโมง”

“คิดดูนะคะ นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกล ขับรถชนคน มีหวังกระทบต่อภาพลักษณ์ทางธุรกิจของอาร์มแน่นอนค่ะ”

ฉัตรดาวอ้างไปอย่างนั้นเองเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องของผู้หญิงคนนี้ต่างหาก เวลาอันมีค่าของเขาควรหมดไปกับเธอมากกว่า

“คุณลุงคงไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของอาร์มเสียหายในเวลานี้แน่ค่ะ” หญิงสาวหมายถึงบิดาของชายหนุ่ม

อนินทร์นิ่งไป

“แล้วจะให้ผมทำยังไงครับฉัตร จะให้ทิ้งเขาไว้ตรงนี้เหรอครับ”

ฉัตรดาวนิ่งก่อนหาทางออกที่คิดว่าดีที่สุด

“พาไปที่คอนโดอาร์มก่อนก็แล้วกันค่ะอีกนิดเดียวก็ถึงคอนโดอาร์มแล้ว รอสักพักก็คงฟื้น แล้วค่อยว่ากันอีกทีดีไหมคะ” ฉัตรดาวลอบถอนใจแสดงถึงความไม่พอใจ

“คงไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ รอยแผลอะไรก็ไม่เห็นมี”

ชายหนุ่มมีท่าทางลังเล อีกใจก็มั่นใจว่าเขาไม่น่าจะชน อีกทั้งสำรวจตามลำตัวอย่างคร่าว ๆ ก็ดูไม่มีบาดแผลอะไรอย่างที่ฉัตรดาวว่า แล้วทำไมถึงต้องมาหมดสติตรงหน้ารถเขาพอดี ถ้าเป็นมิจฉาชีพจริง แล้วทำไมป่านนี้ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเรียกร้องค่าเสียหายจะได้จบสิ้นกันไป

“เอาอย่างงั้นก็ได้ครับ” เขาตัดสินใจตามที่ฉัตรดาวแนะนำ เพราะก็ไม่เห็นทางอื่นที่ดีกว่านี้

เมื่อถึงคอนโดหรูมูลค่าหลายล้านบาท ร่างบอบบางเปียกปอนแทบจะไร้น้ำหนัก ยังคงหมดสติแม้จะอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มที่อุ้มไว้แนบอก เขาก้มมองร่างนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่สิ่งหนึ่งที่สะกิดความรู้สึกก็คือ ที่เขาอุ้มอยู่นี้คือร่างคนจริง ๆ หรือว่าฟองน้ำกันแน่ เพราะมันแทบจะไม่มีน้ำหนักอะไรเลย

ใบหน้ามอมแมมนั้นยังแน่นิ่งจนเขาเองก็เริ่มใจคอไม่ดี เพราะหากเจ้าหล่อนเกิดเป็นอะไรจริง ๆ ขึ้นมา เขาอาจตกอยู่ในฐานะฆาตกรฆ่าคนตายเลยก็เป็นได้ เขายังไม่อยากให้ชื่อเสียงของบริษัทที่กำลังไปได้ดีต้องมัวหมองเพราะเรื่องของผู้หญิงคนนี้

ชายหนุ่มวางร่างของหญิงสาวบนโซฟาตัวยาวด้านนอกห้องนอน กระนั้นก็ยังมีเสียงค่อนว่าของฉัตรดาวดังขึ้น

“ตัวสกปรกแบบนี้เดี๋ยวก็เปื้อนโซฟาคุณหมดพอดีค่ะ” ฉัตรดาวปรายตามอง สองมือกอดอกนิ่ง

“ไม่เป็นไรหรอกนะฉัตร ของพวกนี้ทำความสะอาดได้” ถึงเขาจะเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจใครนักหนาแต่ก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดจะวางคนเจ็บที่อาจจะเกิดจากการกระทำของตัวเองไว้บนพื้นเย็นแข็ง ๆ ได้

“คุณ! คุณ! ฟื้นสิคุณ!” ชายหนุ่มเขย่าร่างนั้นเบา ๆ แต่เจ้าหล่อนก็ยังนอนนิ่ง เขาวางมือบนหน้าผากเปียกชื้นนั้นแล้วชักกลับแทบจะทันที

“ตัวร้อนมาก สงสัยจะเป็นไข้” เขาหันไปมองหน้าฉัตรดาวที่ยืนขยับเท้าไปมาอย่างรำคาญ แต่พยายามอดทน

“อาร์มจะทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะดูแลผู้หญิงคนนี้ ฉัตรก็จะกลับบ้านนะคะ เพราะฉัตรก็คงช่วยอะไรคุณไม่ได้อยู่ดี”

หญิงสาวเตรียมหันกลับ แต่เขารีบรั้งเธอไว้

“อย่าน้อยใจสิครับ ใครจะยอมปล่อยให้คุณกลับ งั้นเดี๋ยวผมเอายาแก้ไข้ให้เขากินหน่อยก็แล้วกัน”

“ตามใจคุณเถอะค่ะ”

ชายหนุ่มเดินไปหยิบยาแก้ไข้มาสองเม็ดพร้อมกับน้ำเปล่า ทั้งตัวเขาและเธอยังคงเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่ชายหนุ่มพยายามเรียกเธอซ้ำหลายครั้ง จนเริ่มได้สติปรือตามอง เขาจึงประคองศีรษะและป้อนยาเธอ ซึ่งมีฉัตรดาวยืนมองห่าง ๆ

“ถ้าไม่ฟื้นก็ให้นอนตรงนี้ก่อนเถอะค่ะ อาร์มไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ผมอยากให้เขารู้สึกตัว จะเอายังไงจะได้คุยกันให้จบไปเลย”

อนินทร์เขย่าตัวคนหมดสติแรงขึ้น ร่างแบบบางนั้นดูจะอิดโรยเกินกว่าที่เขาคิด เพราะพิษไข้นั้นยังสูง

หญิงสาวที่มากับสายฝนเนื้อตัวเปียกปอนพยายามผงกศีรษะที่หนักอึ้งขึ้นมองคนแปลกหน้าสองคน แต่เพราะพิษไข้ทำให้เธอยากจะช่วยเหลือหรือปกป้องตัวเอง แม้สติส่วนลึกย้ำเตือนให้รู้ว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่

“คุณเป็นอะไร คุณไม่ได้ถูกรถผมชนใช่ไหม ตอบมา” น้ำเสียงคาดคั้นของชายหนุ่มดังชัดแต่หญิงสาวกลับปรือตาเพียงเล็กน้อยมองเขา ริมฝีปากแดงสั่นน้อย ๆ ก่อนเปลือกตาหนัก ๆ จะปิดลงอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงเข้าใจได้ว่าการเค้นถามเอาความกับคนเป็นไข้หนักนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก เขาจึงยอมให้เธอนอนพักนิ่ง ๆ

“ดูจากสภาพแล้ว ตอนนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ อาร์มรีบไปอาบน้ำดีกว่า”

“งั้นเดี๋ยวผมจะโทรตามแม่บ้านให้มาช่วยเช็ดตัวเขาหน่อยก็แล้วกัน” แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า ทางเจ้าหน้าที่คอนโดแจ้งว่าแม่บ้านประจำห้องเขาลาป่วยสองวัน และเขาไม่ต้องการให้คนอื่นขึ้นมาดูแลห้องเขา

“ผมลืมไปแม่บ้านลาป่วย”

“แล้วจะทำยังไงล่ะคะทีนี้”

“คุณช่วยเช็ดตัวหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาหน่อยได้ไหมครับ”

อนินทร์มองร่างเปียกชื้นนั้นอย่างนึกสงสาร

“ฉัตรน่ะเหรอคะ” หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่ม พลางส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่เอาหรอกค่ะ เป็นโรคอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาร์มเองก็อย่าไปใกล้ชิดนักเลยค่ะ พอได้แล้ว”

“แล้วจะปล่อยให้เขานอนตัวเปียกแบบนี้เหรอครับฉัตร...ผมเกรงว่าถ้าพรุ่งนี้ไข้ไม่ยอมลด ก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง”

“และถ้าเขาเป็นอะไรไปมากกว่านี้ มันก็เป็นความผิดของผมด้วย”

ฉัตรดาวมองหน้าชายหนุ่มก่อนหันไปทางคนหมดสติ เธอคล้อยตามเหตุผลของเขา จึงเดินเข้าไปหยิบผ้าเช็ดตัวในห้องออกมาเช็ดผมให้หญิงสาวที่นอนแก้มซีดอยู่บนโซฟาแบบไม่เต็มใจทำนัก

“ฉัตรทำได้มากสุดก็แค่นี้แหละค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

อนินทร์ยิ้ม แค่นี้ก็ถือว่าฉัตรดาวยอมทำเพื่อเขามากแล้ว ผู้หญิงอย่างเธอไม่จำเป็นต้องลดตัวลงมาดูแล ‘คนอื่น’ ที่ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ

“คงไม่ต้องให้ฉัตรลงทุนเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเช็ดตัวให้หรอกนะคะ คุณพ่อกับคุณแม่ฉัตรยังไม่เคยทำให้เลย...พรุ่งนี้ฉัตรต้องเดินทางไปฮ่องกงหลายวัน คุณจะอยู่ตรงนี้ก็ได้ค่ะ แต่ฉัตรก็จะกลับบ้าน”

“ฉัตรครับ...” เขามองร่างที่ยังนอนนิ่งนั้นอย่างลังเล สายตากระด้างที่ฉายแววให้เห็นเป็นนิจกลับดูอ่อนลง

“คุณอย่างอนผมสิ ผมแค่ไม่อยากให้เรื่องของผู้หญิงคนนี้เป็นปัญหาค้างคาต่างหาก” เขาดึงร่างแฟนสาวเข้ามาสวมกอดอย่างง้องอน

“ยังไงคุณก็สำคัญกับผมเสมอ...เอาเถอะผู้หญิงคนนี้ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่คุณยอมเช็ดผมให้”

“ถ้างั้นฉัตรจะไปรอคุณในห้อง ส่วนคุณก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ถ้าคุณไม่สบายใครจะดูแลคุณล่ะคะ ฉัตรก็ไม่อยู่ต้องไปทำงาน คุณควรจะห่วงตัวเองมากกว่าห่วงคนอื่นนะคะ”

“ขอบคุณมากนะครับ ที่เป็นห่วงผม” เขายิ้มรับรู้ถึงความห่วงใยของเธอ

“ก็ฉัตรรักคุณนี่คะ ไม่ให้ห่วงอาร์มแล้วจะให้ฉัตรห่วงใคร”

สองหนุ่มสาวประคองกันหายเข้าไปในห้อง ก่อนปิดประตูลง

ชายหนุ่มหันมามองร่างเปียกชื้นที่นอนนิ่งนั้นอีกครั้ง ถึงอย่างไรอารมณ์ปรารถนาที่ยังค้างคาก็ต้องถูกปลดปล่อยในคืนนี้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นบ้า

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Sirisupa
ขอบคุณnaka
เมื่อ 1 ปี 1 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย Sirisupa
ขอบคุณnaka
เมื่อ 1 ปี 1 เดือนที่แล้ว

รีวิว