เก็บใจไว้รอรัก

ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายไป

ตอนที่ 4 ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายไป...

หญิงสาววางกระดาษกับปากกาลง ก่อนจะพาตัวเองเขยกออกไปที่ประตูคอนโด ชายหนุ่มมองร่างคนรั้นแล้วก็นึกหมั่นไส้ไปพร้อม ๆ กัน เขาอดรนทนไม่ได้จึงเดินไปถาม

“บ้านคุณอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปส่ง”

หญิงสาวมองข้อความในกระดาษก่อนช้อนตาขึ้นมองหน้าเขา ส่งสายตาถ้าให้เดาก็คงเป็นว่า ‘ไหนบอกไม่ชอบง้อใครไงล่ะ’ จมูกแดง ๆ เชิดขึ้นเล็กน้อย

“คุณอ่านและเขียนหนังสือเก่งดีนี่” พลางคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ดูจากภายนอกก็ดูปกติดีทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ใกล้ชิดก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเธอพิการทางการได้ยิน ‘คนใบ้ก็เหมือนคนปกตินี่หว่า’

“ผมไม่ได้ง้อนะ แค่สมเพชคุณต่างหาก อย่าอวดดีนักเลยน่ะ บอกมาบ้านอยู่ไหน”

“อีกอย่างคุณควรไปเอกซเรย์สมองนะ ล้มฟาดไปแบบนั้น” เขาชี้ไปที่ศีรษะหญิงสาว

“ฉันไม่เป็นไร”

หญิงสาวหยิบสมุดบันทึกที่มีคราบน้ำแห้งกรังทิ้งไว้เป็นร่องรอยขึ้นมาถือจรดปากกานิ่งค้างไว้ จริงสิ ถึงอย่างไรเธอก็ต้องกลับบ้าน แม้ว่าที่นั่นอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับเธอก็ตาม หญิงสาวน้ำตาคลอขึ้นมาดื้อ ๆ สร้างความงุนงงให้ชายหนุ่มที่ยืนกอดอกลำตัวพิงผนังห้องในท่ารอสบาย ๆ

“ร้องไห้ทำไมเนี่ย ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณสักคำ” เขารู้สึกรำคาญกับน้ำตาของผู้หญิง นอกจากชนิศาแล้วเขาก็ไม่เคยเช็ดน้ำตาให้ใครอีก

“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ” เธอชี้มือไปที่เขาแล้วโบกมือ

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของชายหนุ่มเจ้าของห้องที่วางทิ้งไว้บนโซฟาก็ดังขึ้น เขามองหน้าเธอก่อนเดินไปรับ

“ครับผม คุณจะขึ้นเครื่องแล้วเหรอ?” น้ำเสียงคนรับแสดงความตกใจ

“ก็ใช่น่ะสิคะ ทำไมอาร์มไม่มาส่งฉัตรล่ะคะ”

เขาลืมไปเสียสนิท เพราะมัวแต่ซักถามยัยตัวยุ่งในห้องเขาอยู่

“ผมขอโทษ เอาเป็นว่าคุณกลับมาเมื่อไร มารับคำขอโทษจากผมอีกทีนะครับ” น้ำเสียงอนินทร์สำนึกผิดจริงจัง

“ก็ได้ค่ะ แล้วผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในห้องคุณหรือเปล่าคะ”

เขาหันไปมองที่ประตูก็ไม่เห็นร่างนั้นแล้ว

“ไม่ เขาออกไปแล้ว แค่นี้ก่อนนะครับฉัตร ผมจะเข้าห้องน้ำ” เขารีบวางสายจากฉัตรดาวแล้วตรงไปที่ประตู กวาดตามองหาร่างซูบซีดนั้นก็ไม่พบ เขาลงลิฟต์มาด้านล่างถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า จึงทราบว่าเธอขึ้นรถแท็กซี่กลับไปแล้ว

“นึกจะไปก็ไป ดีเหมือนกัน หวังว่าผมกับคุณคงไม่ต้องเจอกันอีกนะ” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหมุนตัวเดินกลับขึ้นห้องไปแล้วล้มตัวนอนต่อ

มินรากลับเข้าบ้านในตอนสายด้วยสภาพของเสื้อผ้าที่ยับย่น ผมเผ้ารุงรัง แม้จะถูกมัดรวบไว้ก็ตาม สายตาของแม่เลี้ยงจับจ้องมองเธอราวกับเป็นคนแปลกหน้า ชนะบุตรชายของนางที่เป็นต้นเหตุ ทำให้เธอต้องเกิดเรื่องเมื่อวานหน้าเผือดลงเมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามาในบ้าน แต่พยายามปกปิดมารดา แม่ของเขาไม่ชอบให้เขาไปสุงสิงกับลูกเลี้ยงสาวคนนี้

“นี่หล่อนไปทำอะไรมา สภาพถึงได้แย่แบบนี้” มารดาเลี้ยงของเธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น พลางเข้ามาบีบไหล่เธอให้หยุดตอบคำถาม ทว่าหญิงสาวไม่อยากรับรู้ ว่าสองแม่ลูกจะพูดหรือคิดอย่างไรกับเธอ จึงได้แต่ก้มหน้านิ่งซ่อนความแค้นเคืองบุตรชายของนางไว้ภายใน อีกทั้งพิษไข้ที่เริ่มมีตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้เธออยากพักผ่อนมากกว่า

“มองหน้าฉัน! หล่อนไปทำอะไรมา ถึงได้มีสภาพมอมแมมมาแบบนี้” มินราสบตาแม่เลี้ยงก่อนหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่นั่งมองตรงมายังเธออย่างไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย

“หายไปทั้งคืนไปทำอะไรกับใครมาบ้างก็ไม่รู้” ชนะพึมพำนึกเสียดายที่เขาปล่อยเธอหนีออกจากบ้านเมื่อวาน

แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเพราะไม่ได้ใส่ใจแต่เดาจากรอยยิ้มหยันบนใบหน้า ความหมายของคำพูดคงไม่ดีนัก สายตาของชายหนุ่มที่มองตรงมาเผยให้เห็นถึงความสมเพชเวทนา เป็นสายตาที่หญิงสาวไม่ต้องการ ถึงเธอจะพิการแต่ก็เพียงแค่ร่างกายภายนอก ไม่ใช่พิการจิตใจเหมือนกับคนปกติพวกนี้

“พ่อหล่อนออกไปตามหาแทบทั้งคืน แอบไปนอนกับผู้ชายที่ไหนมาล่ะ ถึงได้ยับเยินแบบนี้” คำพูดของนางไม่ได้สะท้อนถึงความห่วงใย ทว่ากลับกลายเป็นการดูหมิ่นเธอเสียมากกว่า

“ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัว ที่แท้ก็...” ชนะเหยียดปากยิ่งนึกเคือง

“อยากทำอะไรก็ตามใจหล่อนเถอะ แต่อย่าให้เสียชื่อเสียงมาถึงฉันก็แล้วกัน ถึงยังไงก็อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จะไปทำอะไรก็ไปเถอะไป๊” นวลศรีโบกมือไล่

มินราเมินมองสองคนนั้นก่อนรีบเดินขึ้นห้องพักตัวเอง แต่เมื่อขณะกำลังจะเปิดประตูเข้าไป มือแข็ง ๆ ของใครบางคนก็คว้าตัวเธอไว้และผลักให้หันมาเผชิญหน้า

“ไปนอนค้างอ้างแรมกับผู้ชายที่ไหนมา เป็นเมียฉันทำเป็นรังเกียจ แต่ยอมให้ผู้ชายคนอื่น แบบนี้มันหมายความว่ายังไง” ไม่พูดเปล่าใบหน้าของเขายังก้มลงมาคลอเคลียที่แก้มซีดของเธอจนหญิงสาวยิ่งรู้สึกขยะแขยง

“คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอฮะ ยอมเป็นเมียฉันดี ๆ จะได้ไม่เจ็บตัว” ชนะพยายามจะผลักเธอเข้าไปในห้อง

หญิงสาวพยายามดิ้นสุดแรงหวังจะให้พ้นเงื้อมมือของคนตรงหน้า แต่เขามีเรี่ยวแรงมากกว่าเธอหลายเท่าอีกทั้งอาการไข้และข้อเท้าที่เจ็บก็ยังไม่หายดี ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งจับเธอแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก ชายหนุ่มรวบร่างนั้นกอดรัดไว้อย่างแน่นหนา ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างไม่ปรานีเม้มสนิท ปิดป้องการรุกล้ำของเขา น้ำตารินไหลเป็นทางสั่นสะอื้นแต่คนตรงหน้าก็ไม่คิดจะปรานี จนกระทั่ง

“หยุดเดี๋ยวนี้ชนะ” เสียงห้วนห้าวของใครบางคนที่ดังขึ้นขัดจังหวะทำให้เขาต้องหยุดชะงัก มือหนาแข็งแรงไม่แพ้เขาเข้ามาจับเสื้อที่สวมและกระชากร่างเขาเต็มแรง ทำให้เขาต้องผงะออกและมองอีกฝ่ายอย่างตกใจ

“คุณอา!”

ผู้ที่ถูกเรียกมองเขาตาขุ่น มืออีกข้างกำแน่นพร้อมจะตะบันใส่หน้า ถ้าเขาไม่หยุดการกระทำเมื่อครู่

“ผมไม่ได้ตั้งใจ” ชนะไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เขาย่องขึ้นมาหาหญิงสาวหลังมารดาเผลอ

“ออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงนั้นตวาดลั่น ถ้าไม่เกรงใจภรรยาเขาอาจทำรุนแรงมากกว่านี้กับลูกเลี้ยง

ชายหนุ่มมองหน้าสองพ่อลูกอีกครั้ง ก่อนหลบลงไปหามารดาชนะเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ไม่นาน หลังระเหเร่ร่อนอยู่นอกบ้านหลายปี พอหมดหนทางไปจึงหันมาพึ่งมารดา มนต์ชัยจึงให้ไปช่วยดูแลงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตามที่ภรรยาขอร้อง

หน้าห้องของหญิงสาวที่ยืนร้องไห้ตัวสั่นเทา ผู้เป็นบิดามองร่างบุตรสาวก่อนถามอย่างโมโห

“แกหายไปไหนมาทั้งคืน แล้วทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้ รู้ไหมว่าพ่อเป็นห่วงมากแค่ไหน”

หญิงสาวส่งภาษามือบอกบิดาคร่าว ๆ ว่าเธอเปียกฝนขณะออกไปเคลียร์งานด่วนที่โรงเรียน และรู้สึกเป็นไข้จึงนอนพักที่นั่น แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หายแคลงใจเรื่องชนะ

“แล้วนี่แกกับไอ้ชนะไปถึงไหนกันแล้วฮะ มันทำอะไรแกหรือยัง” ภาษามือและสีหน้าของผู้เป็นบิดาดูร้อนรน

หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ คนเป็นพ่อจึงค่อยโล่งใจ ที่ผ่านมาบุตรสาวพยายามบอกถึงการคุกคามของลูกเลี้ยงหนุ่มหลายครั้ง แต่เขาผิดเองที่ไม่จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด จนกระทั่งได้เห็นทุกอย่างกับตาตัวเองในวันนี้

“พ่อคงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง”

มนต์ชัยลงไปพบภรรยากับลูกเลี้ยงและเล่าในสิ่งที่เห็นให้นวลศรี

ฟัง แรกเลยนั้นนางโกรธบุตรชายที่ไม่ฟังคำพูดของนาง ทว่าความเป็นแม่ก็เลือกที่จะเข้าข้างลูกอยู่ดี

“บางทีเด็กสองคนอาจจะชอบพอกันอยู่ก็ได้นะคะ”

“ผมถามนราแล้ว นราไม่ได้คิดแบบนั้นกับชนะ”

“ชนะ” นางหันไปทางบุตรชาย “แกชอบหนูนรามากหรือไง”

“เอ่อ...ครับแม่”

“ถ้าอย่างงั้น เราก็ตบแต่งให้พวกเขาเลยดีไหมคะ”

“ก็ผมบอกคุณแล้วไง ว่านราไม่ได้คิดอะไรกับลูกคุณ”

“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ ไหนคุณว่ามาสิ”

“ผมอยากให้ชนะ ย้ายออกไปอยู่ข้างนอก”

นวลศรีเก็บความไม่พอใจอย่างมิดชิดก่อนเอ่ยนุ่มนวล

“ชนะเพิ่งหนีร้อนมาพึ่งเย็น คุณจะให้แกออกไปอยู่ข้างนอก แล้วจะกินจะอยู่ยังไงล่ะคะ”

“ผมต้องไปคุมงานต่างจังหวัดหลายเดือน อยู่ทางนี้ผมเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีก บอกตามตรงผมไม่ค่อยไว้ใจลูกชายคุณ” มนต์ชัยพูดต่อหน้า ถึงเวลาที่เขาต้องปกป้องลูก

“คุณต้องไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วจะให้ชนะออกไปอยู่ข้างนอก ฉันจะอยู่ยังไงล่ะคะ ลูกสาวคุณวัน ๆ ก็ออกไปทำงาน กลับมาก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง พูดสื่อสารกันก็ลำบาก”

สีหน้าของมนต์ชัยใคร่ครวญ เขาจะปล่อยให้มินราอยู่ร่วมชายคากับชนะได้อย่างไรโดยที่เขาไม่อยู่

“ฉันจะคอยดูแลลูกสาวคุณเอง ตาชนะคงไม่กล้าทำอะไรแบบนั้น อีกหรอกค่ะ...จริงไหมชนะ” นางหันไปทางบุตรชายที่นั่งข้าง ๆ

“เอ่อ...ครับ”

แต่มนต์ชัยไม่ไว้ใจลูกเลี้ยงคนนี้เลย หน้าที่การงานก็ไม่ค่อยรับผิดชอบ นิสัยใจคอก็ไม่น่าคบหา เขาจะฝากชีวิตลูกสาวของเขาไว้ในมือผู้ชายกักขฬะแบบนี้ได้อย่างไร

“ผมจะให้นราไปอยู่กับป้าของเขาก็แล้วกัน”

นวลศรีลอบยิ้ม ที่อย่างน้อยบุตรชายก็ไม่ต้องย้ายออกไปอยู่ข้างนอกให้ลำบาก กลายเป็นว่าคนที่ต้องไปคือลูกสาวเจ้าของบ้าน

“ตามใจคุณเถอะค่ะ ถ้าคุณกับลูกสาวคุณสบายใจ ฉันก็ไม่มีอะไรขัดข้องอยู่แล้ว”

ชนะจึงนำความคิดนี้ไปบอกบุตรสาว ซึ่งดูเหมือนสร้างความคับแค้นใจให้มินราไม่น้อย หญิงสาวมองหน้าบิดา แม้เธอกับป้าจะค่อนข้างสนิทสนมกันแต่นั่นก็เมื่อตอนที่เธอยังเด็กนัก นับตั้งแต่โตมาก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้เป็นป้าอีกเลยหลังมารดาของเธอเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

“ไปอยู่กับป้าหนูสักพัก เพื่อความสบายใจของพ่อ และเพื่อความปลอดภัยของตัวหนูเอง”

“พ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด ไม่ได้กลับบ้านบ่อย ๆ ไม่อยากทิ้งให้หนูอยู่ร่วมบ้านตามลำพังกับชนะ พ่อถึงต้องให้หนูไปอยู่กับป้าสุรางค์” ภาษามือของบิดาเคลื่อนไหวด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ได้ใจความ

มินรานิ่งงัน เธอไม่อยากทิ้งบ้านหลังนี้ไป แต่ทำไมบิดาของเธอจึงเลือกสองแม่ลูกนั่นมากกว่าเธอที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ถ้าไม่มีพวกเขาสองคน เธอกับพ่อก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ทำไมคนที่ต้องเป็นฝ่ายออกจากบ้านนี้ต้องเป็นเธอ

“ทำไมพ่อไม่ให้สองแม่ลูกนั่นออกจากบ้านเราไป ทำไมเป็นหนูที่ต้องไป”

บิดามองการเคลื่อนไหวรวดเร็วของมือบุตรสาวแล้วนิ่งชะงักชั่วครู่ คำพูดตัดพ้อฉายสะท้อนถึงหัวใจของเขา

“พ่อไม่อยากให้หนูคิดแบบนั้น หนูไปอยู่กับป้าสุรางค์แค่ชั่วคราว ช่วงที่พ่อไม่อยู่บ้าน ถ้างานพ่อเสร็จหนูก็กลับมาอยู่บ้านตามปกติ

“แต่นี่คือบ้านของหนูกับพ่อ ทำไมคนอื่นถึงมีสิทธิ์มากกว่าหนู” ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นมีอยู่เต็มอกหญิงสาว ตั้งแต่บิดาแต่งงานกับแม่เลี้ยง ความรักที่เคยมีให้กับเธอก็ต้องถูกแบ่งปันให้ภรรยาใหม่

“พ่อบังคับคนอื่นไม่ได้เลยต้องมาบังคับหนูแทน” หญิงสาวมองหน้าบิดาน้ำตาไหลพร่างพรูคับแค้นเสียใจ เมื่อคนที่บิดาเลือกให้ความสำคัญเป็นคนอื่นไม่ใช่เธอ

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง ปล่อยให้แกอยู่บ้านหลังนี้ แล้วแกมีปัญญาดูแลตัวเองจากไอ้ชนะมันไหม หรือแกอยากเป็นเมียมัน ฉันจะได้ตบแต่งให้เรียบร้อย แกจะว่าไง” มนต์ชัยโมโหจึงพูดประชดไปแบบนั้น

ริมฝีปากบุตรสาวยังสั่นระริกบิดโค้งจนเสียรูปเพราะความบอบช้ำที่ถูกกักเก็บกำลังไหลพร่างพรู ถ้ามารดาของเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ

“ลงไปกินข้าวได้แล้ว”

“หนูไม่หิวค่ะ” หญิงสาวส่งภาษามือพลางเช็ดน้ำตาไปด้วย ผู้เป็นพ่อจึงลงไปยกอาหารเย็นมาส่งให้ถึงห้องลูกสาวด้วยมือตัวเอง ตั้งแต่เล็กก็คอยดูแล แม้จะไม่ตามใจเหมือนผู้เป็นแม่ แต่ก็แทบไม่เคยขัดใจ มินเราเองก็ไม่ใช่เด็กเหลวไหล ถึงจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับไร้เหตุผล

*********************

ฝากอีบุ้คด้วยนะค๊า....

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว