ฤาแค้นจะซ้อนรัก ( Ebook)

Ep4 : มนต์รสาผู้เข้มแข็ง (จบบท)

สามารถโหลดซื้อนิยายในรูปแบบ Ebook ได้แล้ววันนี้

หลังจากผ่านพ้นการประชุมไตรมาสแรกของบริษัทไปได้สิบนาที โดยมีบอสใหญ่แห่งพนาวัณกรุ๊ป ลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พนักงานทุกคนในห้องประชุมใหญ่...

ธีรวัณ ขันติราช ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งบิ๊กบอสใหญ่สุดของ พณาวัณกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกเนื้อสัตว์รายสำคัญของประเทศ เขาจัดเป็นชายหนุ่มคลื่นลูกใหม่อีกคนที่กำลังถูกจับตามองในแวดวงสังคมด้านธุรกิจส่งออกเนื้อสัตว์ อาจด้วยพื้นฐานทางด้านครอบครัวบวกกับลักษณะนิสัยส่วนตัวเป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อกับทุกคนรอบกายโดยไม่คิดแบ่งชนชั้นวรรณะ สูง หรือ ต่ำ ธีรวันจึงเป็นขวัญใจของมหาชนได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาลูกน้องของตัวเองในบริษัท ธีรวันถูกยกย่องให้เป็นเจ้านายดีเด่นเลยก็ว่าได้

เขาเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี มักมีข้อคิดในการใช้ชีวิตยอดเยี่ยมมาคอยสอนลูกน้องของตนอยู่บ่อยครั้ง และหนึ่งในนั้นก็คือมนต์รสาเอง

ธีรวันยังมองทุกอย่างรอบกายไปในทิศทางบวกมากกว่าในแง่ลบ จึงส่งผลให้เขาประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบปีดีด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นอีกครั้งในรอบหลายปี ที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มขอบคุณ เป็นการให้เกียรติพนักงานของเขาทุกคนในห้องประชุม

ชายหนุ่มลุกขึ้นกล่าวคำขอบคุณแก่พนักงานทุกคน ซึ่งได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อบริษัทกันอย่างเต็มที่มาโดยตลอด ใบหน้าขาวสะอาดเพราะมีเชื้อสายจีนผสมอยู่ครึ่งตัวระบายยิ้มสดใสแจกไปทั่วทั้งห้องประชุม บริษัทของเขาจะไม่ได้ผลกำไรที่เกินเป้าหมายเลย ถ้าหากเขาไม่ได้พนักงานเหล่านี้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยฝ่าฟันอุปสรรคที่มีเข้ามาทดสอบกันอยู่เรื่อยๆ เมื่อทุกฝ่ายต่างทำงานร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ความสำเร็จจึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เมื่อครึ่งปีนี้บริษัทของเขาทำกำไรได้เกินเป้าที่ตั้งเอาไว้มากพอสมควร และแน่นอน ทุกแรงกายแรงใจในที่นี้ ทุกคนต่างได้รับผลตอบแทนกันคุ้มค่าเหนื่อย จนต้องยิ้มแก้มปริกันท้วนทั่วกันไปเลยนั่นเอง...

“ยิ้มจนเหงือกแห้งแล้วแก หุบๆบ้างก็ได้นะ หรือกลัวใครเขาไม่รู้ว่าแกมันขี้งกจนเกลือยังเรียกพี่...” มาร์เก็ตติ้งสาวสวยประจำบริษัท ยกข้อซอกกระทุ้งแขนเพื่อนสนิทเพื่อหยอกเย้า อารมณ์ทุกคนในห้องนี้ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่นักหรอก ต่างปลาบปลื้มใจกับผลตอบแทนซึ่งกำลังจะได้รับสิ้นเดือนนี้กันท้วนหน้า

“หรือแกไม่ดีใจกับโบนัสก้อนแรกที่จะได้รับล่ะยายขจี ได้กระเป๋าแบรนด์เนมของชอบแกหลายใบเลยนะนั่นน่ะ...”

คนถูกกล่าวหาว่าเค็มย้อนถาม รอยยิ้มบนใบหน้าขาวลออแต่ดูซีดหน่อยๆยังไม่จางหายไปไหน แม้ว่าเมื่อคืนเธอจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายที่สุดในชีวิตมาก็ตาม แต่ทว่าเธอจะไม่ยอมให้ความเลวร้ายที่ถูกคนไร้หัวใจยัดเหยียดให้นั้นมาทำลายชีวิตอันสุขสงบของเธอลงได้ ถ้าเขาต้องการเห็นเธอทุกข์ใจกับเรื่องชั่วๆของเขา บอกเอาไว้เลยว่าเขาจะต้องพบกับความผิดหวังอย่างแน่นอน

เมื่อเช้าตอนเธอตื่นขึ้นมาอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัวยังคงเล่นงานเธอจนต้องค่อยๆขยับเดินช้าๆเพื่อทำธุระส่วนตัว มันรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัว หนักศีรษะจนต้องหายาลดไข้กินดักรออาการเอาไว้ก่อน ดีที่วันนี้ได้ขจีขับรถไปรับถึงหน้าปากซอย อาการดั่งกล่าวเลยไม่หนักหนาอะไรมาก กะว่าหลังเสร็จจากการประชุมเมื่อไหร่ เธอค่อยหายาลดไขกินเพิ่มอีกสักชุด อีกเดี๋ยวคงหายเป็นปกติดี

“ดีใจสิย่ะ ใครบ้างจะไม่ดีใจก็ฉันจะได้กระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่รุ่นล้าสุดเอามาเปลี่ยนใบเก่าใบนี้ซะที ดูสิฉันใช้จนสีมันซีดไปหมดแล้วเนี่ยแกก็เห็น...”

ขจียื่นปากกระซิบข้างหูตอบเพื่อนก่อนจะตบลงบนกระเป๋าข้างๆตัวเองยืนยันให้เพื่อนดู แต่ยังไม่วายเงยหน้าเก๋ขึ้นไปทางเจ้านายหนุ่ม เพื่อส่งสายตาหวานเยิ้มเกินพอดีให้กับเจ้านายหนุ่มสุดหล่อ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ทั้งหล่อทั้งใจดี ขจีอยากได้ อยากได้ เฮ้อ!แต่ติดตรงที่บอสสุดหล่อของเธอดันมีหวานใจเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วน่ะสิ สาวๆบริษัทนี้จึงต้องรับประทานแห้วกันเป็นทิวแถวไปโดยปริยาย

“น้อยๆหน่อยเถอะแม่ขจีสีฉูดฉาด นั่นมันเจ้านายของพวกเราทุกคนย่ะ เป็นของส่วนรวม แกจะมาทำท่าเคลิ้มฝันเอาไปเป็นของตัวเองคนเดียวไม่ได้ ที่สำคัญ ฉันจะฟ้องคุณฝนทิพย์ว่าแกจ้องจะงาบกินเจ้านายตาเป็นมัน...”

“ตบปากเดี๋ยวนี้เลยรสา แหม่...นิดๆหน่อยน่า คิดว่าขำๆก็แล้วกันเน่อะ... ” ขจียักคิ้วให้เพื่อนพร้อมกับยิ้มเต็มหน้า เพราะต่างรู้กันดีคุณฝนทิพย์คนรักของเจ้านายทั้งสวยทั้งเก่งขนาดไหน

“ว่าแต่แกเหอะ อาการไข้เป็นไงบ้าง มันหายดีแล้วหรือยัง ถ้ายังหลังเลิกประชุมแกก็ลาบอสกลับบ้านเลยสิ งานช่วงบ่ายไม่มีอะไรแล้วนี่นา”

“มันก็ดีๆหายๆ แต่ช่างเถอะ ฉันยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ คืนนี้ฉันขอไปนอนค้างคอนโดกับแกดีกว่า ฉันเหงาวะ...” มนต์รสาถอนใจอย่างเซ็งๆ เธอไม่ได้เหงาแต่เธอกลัวกลับไปเจอกับอิศรามากกว่า

เธอพยายามไม่จดจำเรื่องอัปยศอดสูใจเมื่อคืนให้รกสมองจนพลอยทำให้ใจเกิดเป็นทุกข์ตามไปด้วย ถึงเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงหัวสมัยใหม่จ๋าไอ้ประเภทวันไนท์สแตนด์ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งเดียวที่เธอต้องทำ และต้องทำให้ได้ นั่นก็คือทำใจแล้วยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างในตัวเธอตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วก็จริง แต่คุณค่าในความเป็นคนของเธอมันยังอยู่คงเดิมไม่ได้ลดหายไปไหนเสียหน่อย

เธอก็เหมือนกับหญิงสาวทั่วๆไป อยากจะมีช่วงเวลาสวยงามกับชายหนุ่มที่ตนเองรักแล้วเขาก็รักเรา ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวอบอุ่นมีอนาคตสดใสร่วมกัน แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อผู้ชายคนนั้นมันไม่มีอยู่จริง เธอสูญเสียของสิ่งสวยงามให้กับผู้ชายที่ไม่รู้จักคุณค่า แล้วจะให้เธอไปร้องแรกแหกกระเชอให้เขามารับผิดชอบ เธอคนหนึ่งที่ไม่คิดจะทำ เพราะรู้มันเป็นไปไม่ได้ อิศราถือตัวมากขนาดไหนเธอรู้จักเขาดี ถึงได้แต่คอยวิ่งหนีเขาทุกครั้งมาโดยตลอดแบบนี้ไง

อีกอย่างนี่คือโลกของเธอ จะสุขหรือทุกข์เธอขอเป็นคนเลือกมันด้วยตัวเองจะดีกว่า กับการที่คนสองคนไม่ได้มีความรักให้กันและกันเป็นพื้นฐาน ถึงเธอไปเรียกร้องให้เขามารับผิดชอบแล้วสุดท้ายได้อยู่กินกันเป็นครอบครัวได้ เชื่อเถอะ...ว่าต่างคนต่างก็ไม่มีความสุขอยู่ดี ตอนนี้เธอมีความสุขกับงานกับความเป็นอยู่ในชีวิตที่ดีมากพออยู่แล้ว เรื่องอะไรที่เธอจะต้องไปคว้าเอาความทุกข์มาใส่หัวตัวเอง ถ้าจะใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าไม่เสียชาติเกิด มันต้องรู้จักใช้อย่างไรแล้วทำให้ตัวเองพบกับความสุขมากกว่าความทุกข์ มันเป็นคำสอนคำหนึ่งที่คุณย่าเธอได้สอนเธอเอาไว้นั่นเอง...

“ได้สิเพื่อนรัก...งั้นเย็นนี้หลังเลิกงานเราไปหาของอร่อยๆในห้างกินกันดีกว่า ถือเป็นการเลี้ยงฉลองโบนัสสิ้นเดือนนี้ไง เดี๋ยวฉันเลี้ยงแกเองก็ได้...” ขจีเสนอความคิดขึ้นอย่างใจปล้ำ

“เยี่ยม...เย็นนี้เจอกันแก” พอได้ยินคำว่าเลี้ยง มนต์รสาฉีกยิ้มกว้าง อาการตัวรุมๆเพราะพิษไข้นั้นหายดีเป็นปลิดทิ้ง เพียงแค่คำว่าเดี๋ยวฉันเลี้ยงเองของเพื่อนสาว เรื่องของฟรีมนต์รสาไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้ว

“อะไรกันแกสองคน สรุปจะไม่มีใครเห็นหัวเพื่อนคนนี้เลยใช่ไหมฮะ...”

ปกรณ์หนุ่มหน้าใสแต่จิตใจอ่อนหวานมุ้งมิ้ง เดินหน้ามุ่ยมาหยุดยืนตรงหน้าเพื่อนสาวทั้งสองคนแล้วยกมือขึ้นเท้าสะเอว ส่งค้อนตาหลับตาเหลือกไปให้ เขาแค่มาสายกว่าแม่สองคนนี้ไปนิดเดียว จนต้องระเห็จไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านหลัง ดีนะที่เดินมาทันได้ยินแม่สองคนนี้กำลังนัดแนะชวนกันออกไปหาของอร่อยหลังเลิกงานกินกัน โดยไม่ยอมชวนตัวเองสักคำเดียว

“ว่าไงยะตอบมา...แกสองคนไม่คิดจะชวนฉันไปด้วยหรือไง อีชะนีใจดำ” ปกรณ์ชี้นิ้วมาทางสองเพื่อนสาว

“ก็จะชวนอยู่นี่ไง แล้วใครใช้ให้แกมาสายจนต้องระเห็จตัวเองไปนั่งเก้าอี้ตรงฝั่งนั้นกันล่ะ...” ขจีย้อนให้ยิ้มๆ

“เออ...ก็มัวแต่ล่ำลาเด็กนานไปหน่อยนึงเอง ใครจะไปตรัสรู้ว่ารถไฟฟ้ามันจะดันมาขัดข้องเอาอีวันนี้ แต่ก็ชดเชยด้วยข่าวดีๆกับเงินก้อนหนาขึ้น มันก็โอเคนะ...” ชายหนุ่มหน้าใสสไตล์หนุ่มเกาหลียกไหลขึ้นเก๋ไก๋

“ว่าแต่แกเลี้ยงจริงๆนะยายจี...” ปกรณ์เท้าแขนจ้องหน้าเพื่อนสาวผู้บ้าคลั่งของแบรน์เนมเป็นชีวิตจิตใจเพื่อขอคำยืนยัน

“ก็เออนะสิ หรือแกเปลี่ยนใจอยากจะเลี้ยงแทนพวกฉันแทน ฉันโอเคนะ สปอยเพื่อนสุดๆนั่นเป็นนิสัยประจำของฉันแกอยู่แล้วอย่าลืมสิ”

“อีบ้า...โนจ้ะ แกเลี้ยงน่ะดีแล้ว จริงไหมรสา ว่าแต่ทำไมวันนี้หน้าแกดูหน้าซีดๆจังอ่ะ ไม่สบายเป็นอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มหน้าใสตำแหน่งไอทีของบริษัทเปลี่ยนทิศทางชะโงกหน้าเข้าไปสำรวจใกล้ชิดคนหน้าซีดอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้

ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหน้าผากเพื่อนเพื่อวัดอุณหภูมิ...

“ตัวอุ่นๆนะเนี่ยแก...”

“เป็นไข้นิดหน่อยเอง แต่ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้วแหละ ฉันว่าพวกเราออกไปทำงานกันก่อนดีกว่า แล้วเย็นนี้ค่อยนัดเจอกันที่เดิม ส่วนจะไปกินอะไรเอาไว้ค่อยว่ากันอีกที” มนต์รสาเป็นคนพูดตัดบท เมื่อเห็นเหล่าบรรดาเพื่อนคนอื่นๆเริ่มทยอยกันออกจากห้องประชุมกันไปบ้างแล้ว

“อืม...ตกลงตามนี้...” ปกรณ์พยักหน้าเมื่อเห็นเพื่อนสาวไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่เพื่อนบอก

“รสา...ออกไปแล้วก็อย่าลืมกินยาลดไข้อีกสักชุดล่ะ ไข้จะได้ไม่ขึ้นอีก...พวกฉันห่วงแกนะโว้ย”

ขจีลุกขึ้นก่อนเป็นคนแรกพรางเดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนสาวด้วยความห่วงใย เธอกับมนต์รสา คบกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัยปีหนึ่งด้วยกัน จวบจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังทำงานที่เดียวกันอีก ความรักความผูกพันจึงมีให้กันยิ่งกว่าซี้ย่ำปึ๊ก ส่วนปกรณ์มารู้จักกันทีหลัง แต่ความสนิทสนมนั้นไม่ต้องพูดถึงแทบจะกินนอนไปไหนไปกันตลอดเวลาก็ว่าได้...

“ค่า...ไปกันเถอะพวกเรา...” มนต์รสาขานรับเสียงยานคานควงแขนทั้งปกรณ์และขจีพากันเดินออกไปจากห้องประชุม

นี่ไงความสุขของเธอ มีงานดี เพื่อนร่วมงานดี ไหนจะหาสุขได้เท่านี้อีกแล้ว...

เมื่อทั้งสามเพื่อนซี้พากันเดินออกจากห้องประชุมใหญ่ของบริษัท พอเดินมาถึงทางแยกเลี้ยวเข้าแผนก ต่างฝ่ายต่างจึงต้องแยกย้ายกันกลับไปแผนกของใครของมัน โดยมีบิ๊กบอสใหญ่ของพณาวัณกรุ๊ปเดินตามรั้งท้ายออกมาเป็นคนสุดท้าย

แต่ทว่าก่อนธีรวัณจะเดินเลยโต๊ะทำงานของเลขาสาวสวยเข้าไปยังห้องทำงานของตน พอดีสายตาของเขาเหลือบไปเห็นลูกน้องคนคนขยัน กำลังใช้มือแกะเม็ดยาออกจากแผง เจ้านายหนุ่มจึงหยุดเท้าลงเดินไปยืนตรงด้านหน้าโต๊ะทำงานของลูกน้องสาวด้วยอดห่วงไม่ได้

“รสา...ถ้าวันนี้คุณไม่ไหวผมอนุญาตให้คุณลาป่วยได้ครึ่งวันนะ ดูท่าอาการคุณจะแย่ลงเรื่อยๆเลยนะเนี่ย...หรือจะไปโรงพยาบาล เดี๋ยวผมให้คุณขจีพาไปเอาไหม...” เจ้านายหนุ่มบอกอย่างใจดี เขาเห็นเจ้าหล่อนหน้าซีดตั้งแต่ตอนก่อนประชุม ถามไถ่อาการผิดสังเกตกันแต่เช้า จึงได้ความว่าเลขาสาวเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ตอนนี้ใบหน้าซีดนั้นดูไม่ดีขึ้นเลย เขากลัวอาการของเลขาจะทรุดหนักไปกว่าเก่า

“ขอบคุณค่ะบอส” เลขาสาวสวยรีบยกมือไหว้ขอบคุณ

“รสายังไหวอยู่ค่ะบอส ไม่ได้เป็นอะไรมากนักหรอกค่ะ กินยาลดไข้ดักไว้อีกสักชุดอาการคงน่าจะหายเป็นปกติแล้วล่ะค่ะ...”

“เอาแบบนั้นเหรอ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆคุณต้องบอกผมนะห้ามฝืนไว้เด็ดขาดรู้ไหม...”

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะบอส รสาไหวค่ะ...” มนต์รสายืนยันเสียงหนักแน่นก่อนรีบยกมือไหว้ขอบคุณเจ้านายหนุ่มอีกครั้ง

หญิงสาวมองหน้าธีรวันด้วยสายตาชื่นชม สำหรับเธอ ธีรวันไม่ใช่เพียงเป็นเจ้านายของเธอเท่านั้น เขายังเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชายที่แสนดี หลายปีมานี้นอกจากเพื่อนสนิททั้งสองคนของเธอ ก็เห็นจะมีเจ้านายคนนี้อีกคนละมั้งคอยให้ความรักความเมตตาแก่เธอด้วยความจริงใจเสมอมา

“เย็นนี้คุณว่างไหม...”

“เย็นนี้รสามีนัดแล้วค่ะบอส ว่าแต่บอสมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“เปล่าหรอกผมแค่จะบอกว่า เย็นนี้ผมว่าง เดี๋ยวจะพาพวกคุณทุกคนไปหาของอร่อยกินเอง ถ้าอยากจะชวนใครเพิ่มก็ได้นะ ผมอนุญาตเต็มที่”

ธีรวันเสนอตัวเป็นเจ้ามือใหญ่ เนื่องจากตอนกลุ่มสามสหายประจำบริษัทคุยนัดแนะกันเรื่องจะไปหาของอร่อยๆทาน เผอิญเขาเดินผ่านออกนอกห้องเลยได้ยินเข้าพอดี เมื่อเห็นลูกน้องซึ่งทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี ต่างมีความสุข เขาในฐานะเจ้านายก็อยากมีส่วนร่วมกับความสุขครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน ไหนๆเย็นนี้เขาไม่ต้องรีบกลับบ้านไปทานข้าวกับมารดา เพราะท่านไปถือศีลกับพวกญาติๆ เลยถือโอกาสนี้ได้สนุกร่วมกับบรรดาลูกน้องเลยก็แล้วกัน ...

“จริงหรือคะบอส งั้นบอสอย่าลืมโทรชวนคุณทิพย์มาเจมด้วยนะคะ...”

“อืม...ถ้าอย่าไร รบกวนคุณช่วยไปประกาศบอกเพื่อนคนอื่นๆด้วยก้นแล้วกันนะ แล้วก็อย่าลืมโทรไปสั่งจองทางร้านเขาไว้ก่อนละ เดี๋ยวที่นั่งจะไม่พอเอา ร้านนี้เขาอร่อยเป็นเพื่อนสนิทของผมเอง เอ้านี่เบอร์โทรจอง...”

“รับทราบค่ะเจ้านาย รสาจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย...”

หลังจากอิศราขับรถไปส่งมารดายังโรงพยาบาล เพื่อนอนเฝ้าดูอาการของอรอินในคืนนี้อีกครั้งด้วยตัวเอง ชายหนุ่มจึงรีบขอตัว ตีรถกลับเข้าบ้านทันที ทำไมนะเหรอ...ก็เขามีเรื่องต้องสะสางจัดการเคลียร์ปัญญากับแม่หลานสาวอดีตแม่นมบัวของตัวเองนะสิ มันเป็นเรื่องสำคัญมากเสียด้วย...

ตอนนี้น้องสาวของเขารู้สึกตัวแล้ว อาการโดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณหมอให้นอนพักอีกสองวันก็อนุญาตให้กลับไปพักต่อที่บ้านได้ คงเหลือไว้เพียงอาการซึมเศร้าไม่ยอมพูดยอมจากับใคร เอาแต่นอนน้ำตาซึม เขามองน้องสาวด้วยดวงใจปวดร้าว น้องเจ็บเขาก็เจ็บไม่ต่างกัน

ทำไมความรักมันช่างน่ากลัวเช่นนี้ ยามรักหวานรักนั้นมักทำให้คนเรายิ้มได้ หากยามเมื่อรักขมรักมันก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน...

อิศราถอนใจเมื่อนึกถึงเรื่องความรักไม่สมหวังของน้องสาว ส่วนตัวเขาเองนั้นรู้สึกเครียดไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ เขายังไม่รู้จะเอาอย่างไรดีกับมนต์รสาเลยตอนนี้เขายังคิดไม่ออกจริงๆ มือที่กำพวงมาลัยเริ่มมีเหงื่อซึมออกตามอารมณ์สับสน เขาผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด เพื่อต้องการคลายอาการตรึงเครียดให้พอทุเลาเบาบางลงบ้าง ส่วนเรื่องของอรอิน คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยารักษาแผลใจ ถึงภายนอกน้องสาวเขาจะดูเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง เก่งไปสารพัดอย่าง ทว่าใครจะรู้ข้างในตัวตนที่แท้จริง อรอินนั้นเปราะบางไม่ต่างจากแก้วเจียระไนดีๆนี่เอง

สรุปไอ้ที่เขาเห็นมนต์รสายืนกอดกันตัวกลมกับคชาเมื่อวันนั้น เป็นเพียงความเข้าใจผิดของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวแท้ๆ มนต์รสากับคชาไม่มีทางเป็นอื่นไกลไปได้ แล้วนี่เขาลงมือทำร้ายผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่งเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบอย่างนั้นหรอกเหรอ มนต์รสาไม่ผิด แถมยังไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักนิด ถ้าเขาหยุดฟังเธออธิบาย เรื่องเมื่อคืนนั้นมันคงไม่มีทางเกิดขึ้น เขามันเลว เขามันชั่ว ชั่วจนถึงขนาดปล่อยให้หญิงสาวที่ถูกปล้นความบริสุทธิ์ต้องนอนขวัญผวาไว้เพียงลำพัง

เขาหนีกลับออกมาก่อนรุ่งสาง เพราะกลัวคนบนตึกใหญ่จะออกมาเห็นเข้า ตอนเขาลุกขึ้นร่างบอบบางนั้นสั่นเทา ท่าทางเหมือนจะผวาตาม เสียงร้องไห้สะอื้นยังคงติดหูเขาไม่จางหาย ถ้าเขาไม่มัวเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ตัดสินคนอื่นเพียงเห็นแค่ครั้งเดียว จนเก็บเอาไปผูกโยงกันมั่วไปหมดแบบนั้น เรื่องแบบนี้นั้นคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และไม่รู้ความเลวทรามของเขานี้ มนต์รสาจะยอมยกโทษให้เขาได้หรือไม่...

เพราะจิตใจอันไม่เป็นปกติสุขแถมยังว้าวุ่นมาตลอดทั้งวัน จึงเร่งเร้าฝ่าเท้าของอิศราให้เหยียบคันเร่งจนแทบมิดไมล์ รถยนต์ยุโรปทะยานพรวดด้วยความเร็วสูง เพื่อต้องการไปให้ถึงบ้านตัวเองให้เร็วที่สุด เนื่องจากวันนี้ทั้งวัน หลังจากได้ทราบเรื่องราวทุกอย่างจนกระจ่างชัด เขาก็เหมือนกับตายทั้งเป็น บาปอันเลวร้ายซึ่งเขาได้สร้างไว้กับมนต์รสา มันคอยตามหลอกหลอนจนเขาฝืนนั่งทำงานต่อไปไม่ไหว ใจเขาล่องลอยไปหาแต่หญิงสาว เขาอยากรู้ใจจะขาดตอนนี้นั้นมนต์รสาจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเจอตัวเจ้าหล่อนแล้วเขาจะทำอย่างไรดี...

อาจเป็นเพราะเขายังคิดหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ จากที่เคยวางแผนเอาไว้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อการแก้แค้นแทนน้องสาว ทว่าตอนนี้เรื่องแก้แค้นบ้าๆนั้นถูกพับเก็บไปได้เลย คนที่สมควรถูกแค้นน่าจะเป็นเขาเสียมากกว่า...

พอชายหนุ่มเลี้ยวรถขับเข้ามาจอดยังบริเวณลานน้ำพุหน้าตึกใหญ่ได้ ชายหนุ่มไม่รีรอให้คนรับรถเดินมาถึงตัวรถดีด้วยซ้ำ เขาก้าวขาพรวดเดินตรงไปยังประตูเหล็กดัดทางด้านหลัง มันเป็นทางเชื่อมไปสู่บ้านหลังเล็กสีมะกอกของอีกหลัง ซึ่งเป็นทางเดียวกันกับเมื่อคืนที่เขาย่องเข้าบ้านของมนต์รสานั่นเอง...

อิศราเดินเตร็ดเตร่รอมนต์รสาอยู่แถวหน้าบ้านของเจ้าหล่อน บริเวณกว้างขวางพอสมควร ริมรั้วกำแพงสูงยังปลูกต้นมะม่วงเอาไว้อยู่หลายสิบต้น ตอนนี้มันกำลังออกลูกเล็กๆห้อยเป็นพวงระย้า แล้วความสูงของมันยังสามารถช่วยบดบังสายตาจากคนงานบนตึกใหญ่บ้านเขาได้อีกด้วย

ตอนสร้างบ้านหลังนี้ให้แม่นมบัวนั้น ตัวเขาไม่ได้อยู่เมืองไทย ตอนนั้นเขากำลังไปดูงานอยู่ต่างประเทศนานหลายเดือนทีเดียวกว่าจะกลับมา ทราบข่าวจากทางมารดาว่าจะแบ่งพื้นที่ด้านข้างให้แม่นมสร้างบ้านอยู่กับหลานสาว ถือเป็นการให้ของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับแม่นม แม่บ้านใหญ่ที่อยู่รับใช้กันมานาน พอเขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ภาพบ้านหลังเล็กสีมะกอกทรงกะทัดรัด ปลูกติดใกล้ขอบรั้วกำแพงใหญ่ ทำเอาเขาอึ้งไปหลายนาที ต้องยอมรับรสนิยมของมนต์รสา เธอตกแต่งบริเวณโดยรอบกับตัวบ้านได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูดีเหลือเกิน...

มนต์รสาเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งเขาเห็นเจ้าหล่อนมาตั้งแต่ตัวแดงๆ ใบหน้าเล็กเรียวรูปไข่ดูกระจุ๋มกระจิ๋ม เจ้าหล่อนมีแววความสวยตั้งแต่เด็กนั่นแล้ว เขาแอบสังเกตเห็นมาโดยตลอด แต่เพราะต่างชนชั้นเขาจึงทำทีเป็นไม่สนใจ แม่เด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวอมชมพู ชอบถักผมเปียสองข้าง ในมือจะมีตุ๊กตาหมีถือเอาไว้ไม่ห่างกาย ยามเมื่อเห็นเขาทีไรแม่เด็กน้อยมีอันต้องวิ่งจู๊ดหลบหลังแม่นมเสียทุกที สำหรับเขาถึงจะรักแม่นมมากแค่ไหน แต่สำหรับมนต์รสา ความผูกพันหรือแม้แต่ความใกล้ชิดเสมือนคนอยู่ในเขตรั้วเดียวกันนั้นแทบจะไม่มีให้แก่กันเลย เขารีบสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองให้อยู่ห่างกับเจ้าหล่อนนับตั้งแต่เขาเริ่มรู้สึกผิดปกติตรงหัวใจตัวเอง

ภาพวันเก่าๆผุดขึ้นมาในสมอง จนทำให้เกิดรอยยิ้มน้อยๆตรงมุมปากหยักได้รูป การเฝ้ามองใครสักคนอยู่ห่างๆ มันทำให้เขาพลาดโอกาสบางอย่างไป เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับมนต์รสาสักเท่าไหร่นักหรอก รู้แค่เพียงเจ้าหล่อนเป็นคนเรียนเก่ง พอจบแล้วก็ได้งานทำในบริษัทใหญ่โตพอสมควร ชีวิตของเธอกับเขามันห่างไกลกันเกินไป เหมือนเดินกันคนละเส้นทาง ในขณะที่เขาเดินอยู่บนพรมแดงที่รายล้อมไปด้วยผู้คนมีชื่อเสียงและเงินทองมากมาย

แต่สำหรับมนต์รสาเธอกลับเดินบนถนนดินทราย ที่รายล้อมไปด้วยผู้คนระดับล่าง...

ตอนนี้เลยเวลาหกโมงเย็นไปนานพอสมควร แต่เขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของหญิงสาว อารมณ์ว้าวุ่นใจเริ่มปะทุเดือดเป็นองศาร้อนมากขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนชั่วโมงการรอคอยก็ว่าได้ ชีวิตของเขาไม่เคยนั่งรอใครนานๆ โดยเฉพาะกับคนต่างระดับแบบนี้ เขายิ่งไม่เคยเสียเวลาต้องมานั่งรอให้เสียอารมณ์มาก่อนเลยให้ตายเหอะ...

“มนต์รสา เธอหายไปไหนของเธอนะ ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่กลับบ้านอีก”

คนถูกปล่อยให้รอนานเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้หวาย ชายหนุ่มเดินบ่นงึมงำกับตัวเองไปมา ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มงอง้ำ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกที ตอนนี้เข็มหน้าปัดบอกเวลาใกล้จะหนึ่งทุ้มตรงเข้าไปทุกทีแต่ทำไมมนต์รสาถึงยังกลับไม่ถึงบ้าน

เจ้าหล่อนก็น่าจะเลิกงานตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าใช้เวลาเดินทางจริงๆก็น่าจะราวประมาณชั่วโมงกว่า หรือมนต์รสาจะแอบไปเถลไถลที่อื่นต่ออีก ใบหน้าหล่อเหลาเลยมู่ทู่ลงลงเรื่อยๆตามอารมณ์หงุดหงิดที่เพิ่มพูนขึ้นในใจ...

ชายหนุ่มเดินไปชะโงกหน้าตรงประตูรั้วเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ถนนคอนกรีตยังคงว่างเปล่าเช่นเคย ไร้เงาของแม่สาวที่เขามาดักเฝ้ารออยู่หลายชั่วโมง ป่านนี้ทำไมถึงยังไม่กลับมาอีกนะ เมื่อวานนี้เจ้าหล่อนก็กลับดึกทีนึงแล้ว พอมาวันนี้ยังจะดึกอีกหรือไง ทำตัวเหลวไหลใหญ่แล้วแม่นี่ กลับมาถึงเมื่อไหร่เธอได้เห็นดีกันแน่...

*********************

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Nunu
uhhhhhhhhhhhhhh
เมื่อ 5 เดือน 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ติดตามนะคะ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว