ฤาแค้นจะซ้อนรัก ( Ebook)

Ep5 : ฉันไม่ใช่ไก่กา (จบบท)

สามารถโหลดซื้อนิยายได้แล้ววันนี้

ต่อจากตอนที่แล้ว...

“ขอบคุณมากนะพี่ดำ เดี๋ยวอีกประมาณสักครึ่งชั่วโมงพี่อย่าลืมมารับรสาที่บ้านด้วยนะ วันนี้รสารีบ มีงานด่วนต้องไปทำที่ต่างจังหวัดกับเจ้านายค่ะ...” ดำพยักหน้าภายใต้ใต้หมวกกันน็อคพร้อมกับเหยียบคันเร่งรีบบิดแฮนรถออกไป เนื่องจากช่วงเช้ามีลูกค้าในซอยที่ต้องการใช้บริการวินรับจ้างไม่ขาดระยะนั่นเอง...

เช้านี้มนต์รสาต้องรีบกลับออกมาจากคอนโดของขจีแต่เช้ามืด เมื่อเธอเห็นสัญญาณเตือนจากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ขึ้นโชว์ตัวเลขสีเขียวบนรูปภาพของเจ้านาย บอสไลน์มาบอกมีงานเร่งด่วนจากลูกค้ารายสำคัญ ซึ่งกำลังจะตกลงเซ็นสัญญากันอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้านี้ แต่เผอิญลูกค้ารายนี้เกิดบินด่วนจากสิงคโปร์มาด้วยเครื่องบินส่วนตัวเพื่อมาเที่ยวเมืองไทยเสียก่อน ทางนั้นดันเกิดอยากคุยเรื่องงานพร้อมกับการเที่ยวไปด้วย จะได้ไม่เป็นการเสียเวลา เลยโทรไปหาบอสของเธอโดยตรง ไม่ได้ผ่านทางเลขาอย่างเธอเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา...

และในขณะที่มนต์รสากำลังจะเปิดประตูรั้วไม้ระแนงเพื่อจะเดินเข้าบ้านนั้น ได้มีเศษกระดาษแผ่นเล็กๆร่วงลงไปอีกฝั่งพอดี ด้วยความรีบร้อนเลยทำให้หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็น มันเป็นแผ่นกระดาษซึ่งเขียนด้วยลายมือของชายหนุ่มเจ้าของบ้านหลังใหญ่โตข้างบ้านของเธอนั่นเอง

อิศรานั่งรอมนต์รสาจนเกือบถึงตีหนึ่ง เขาถึงยอมแพ้ถอดใจยอมล้าถอยกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านของตน ท้องก็หิวยุงก็กัดจนขาแขนลายไปหมด หากทว่าเขายังสู้อดทนนั่งรอเจ้าหล่อนจนเลยเที่ยวคืน แม้อาจมีบ้างเป็นบางอารมณ์ที่เขาแอบบ่นระบายความโมโหในใจ แต่พอคิดถึงสิ่งที่ตนกระทำเอาไว้กับหญิงสาว เขาจึงได้แต่ปล่อยให้ท้องมันร้องประท้วงต่อไป และยอมปล่อยให้ยุงมันกัดให้ตัวลายไปเลยยิ่งดี

เมื่อเลยเวลาไปจนถึงตีหนึ่งอิศราต้องตัดใจ เดินคอตกกลับบ้านของตนเอง ดึกขนาดนี้มนต์รสาคงไปนอนค้างที่อื่น เธอคงไม่กลับบ้าน เขาเลยทำการเขียนโน้ตใส่แผ่นกระดาษเหน็บไว้ตรงช่องประตูรั้ว คาดว่าถ้าหากมนต์รสากลับเข้าบ้านมา เธอจะต้องเห็นแผ่นกระดาษนี้อย่างแน่นอน

เพราะเขาไม่เคยมีเบอร์โทรศัพท์ของมนต์รสามาก่อน ถ้าจะไปขอเอากับคนในบ้านก็กลัวมีพิรุจจะผิดสังเกตเอาได้ ข้อความในแผ่นกระดาษนั้น เขาขอนัดพบกับหญิงสาว เขาอยากขอโทษ พร้อมกับอยากรับผิดชอบกับการกระทำเลวทรามเมื่อคืนนี้ ถึงเขาไม่อาจยอมรับยกย่องมนต์รสาในฐานะภรรยาออกหน้าออกตา เขาก็อยากชดใช้ให้เธอในเรื่องอื่นๆแทน อาจเป็นเงินทอง หรืออะไรก็ตามที่พอจะทำให้ความผิดบาปของเขาทุเลาลดน้อยลงได้บ้างไม่มากก็น้อย...

มนต์รสามีเวลาเหลือไม่มากเท่าไหร่กับการเก็บกระเป๋าเดินทาง พอเปิดประตูห้องของตนเข้าไปได้เท่านั้น ภาพความทรงจำแสนเลวร้ายเมื่อคืนดันผุดขึ้นมาเสียอย่างนั้น นิ้วมือเรียวชะงักค้างไว้ตรงลูกบิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองเข้าไปด้านใน กลัวภาพหลอกหลอนนั้นเหลือเกิน ...

แต่ตอนนี้เธอจะมัวมากลัวไม่กล้าเข้าไปในห้องก็ทำไม่ได้เสียด้วย เพราะเวลาของเธอเหลือน้อยเต็มที หญิงสาวจึงตัดความกลัวนั้นทิ้ง รีบสลัดเอาภาพทุกภาพบนเตียงนอนออกไปจากหัวสมองโดยด่วน เธอจะไม่เสียเวลาเอาสมองไปนึกถึงมันให้ตัวเองคิดมากอีกแล้ว ชีวิตต้องดำเนินต่อไปข้างหน้าสิ เรื่องราวดีๆที่เธอสมควรจดจำมันมีอีกตั้งเยอะแยะไป สู้เธอเลือกจำเอาแต่สิ่งดีงามไม่ดีกว่าเหรอ ส่วนไอ้เรื่องแย่ๆก็ปล่อยทิ้งมันไปซะ ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป แค่ถือว่ามันเป็นเพียงบทเรียนสอนใจในวันข้างหน้าก็พอ วันหลังเธอจะได้ระวังตัวเองให้มากกว่านี้ถึงแม้จะเป็นบ้านของตัวเอง เธอก็ประมาทไม่ได้...

มนต์รสาจัดการเตรียมทุกอย่างจนพร้อม จึงได้ลากกระเป๋าเดินทางลงไปรอพี่ดำตรงด้านล่างของตัวบ้าน พอลากกระเป๋าใบสุดท้ายลงมา ก็พอดีกับเสียงรถมอเตอร์ไซด์ขับมาจอดแล้วบีบแตรส่งสัญญาณ เธอจึงรีบฉวยทุกอย่างเอาไว้ในมือ หันไปมองสำรวจความเรียบร้อยภายในตัวบ้านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ อาจด้วยรอบนี้เธอต้องไปต่างจังหวัดหลายวัน กะเวลาทำงานกับเที่ยวพักผ่อนไปในตัว ถ้าเสร็จเร็วกว่ากำหนด เธอขจีและปกรณ์ได้นัดแนะกันเอาไว้ว่าจะอยู่เที่ยวต่อกันที่นั้นเลย ไหนๆเธอก็ไปถึงทะเลแล้วนี่ขออยู่เล่นน้ำทะเลให้ชุ่มปอดสักหน่อยก็ยังดี กลับมาคราวนี้จะได้มีแรงลุยงานกันต่อยาวเลย...

“มาแล้วจ้ะพี่ดำ...”

ร่างบางส่งเสียงแจ๋วพร้อมกับลากกระเป๋าใบย่อมออกมาสองใบ ดำเห็นน้องสาวหิ้วของพะรุงพะรังออกมาจากในบ้าน จึงรีบวางขาตั้งรถ ปรี่เข้าไปช่วยถืออีกแรง หญิงสาวยิ้มขอบคุณ พร้อมกับยื่นกระเป๋าใบย่อมอีกใบส่งให้พี่ชายเพื่อเอาไปถือวางไว้ตรงกลางระหว่างขา ส่วนเธอหิ้วใบใหญ่กว่ามาถือไว้กับตัวเอง

“จะไปหลายวันเลยหรือรสา เห็นเอากระเป๋าไปเสียหลายใบเชียว” ดำเอ่ยทักเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางใบโตของผู้เป็นน้องสาวคนสวย

“ก็หลายวันอยู่ค่ะ งานมันเร่งด่วนมาก นี่รสาก็เพิ่งรู้เมื่อตอนเช้ามืดนี้เองนะ”

“เดินทางปลอดภัยแล้วกัน เอาไว้พี่จะหมั่นคอยมาดูบ้านให้ รสาไม่ต้องห่วง”

“ขอบคุณมากจ้ะพี่ดำ”

“ไป...จับดีๆระวังจะตกรถด้วย” ผู้เป็นพี่ชายกำชับความปลอดภัยก่อนจะบิดคันเร่งทะยานรถออกไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาของใครบางคนยืนแอบมองอยู่อีกฝากหนึ่งของกำแพงตามคำสั่งของเจ้านายคนโต

“น้องรสาไปทำงานต่างจังหวัดอีกแล้วเหรอเนี่ย”

มดพึมพำอยู่ใต้โคนต้นหูกระจง เมื่อเธอออกมาทันเห็นมนต์รสากำลังยกกระเป๋าเดินทางขึ้นรถวินเจ้าประจำ ซึ่งเธอเองก็รู้จักมักคุ้นกับดำด้วยเหมือนกัน พอได้คำตอบตามคำสั่งของเจ้านาย มดจึงเดินกลับขึ้นไปบนตึกใหญ่ทันที

นี่สีดำพ้นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดฟุ้งซ่าน แผ่นหลังกว้างกระแทกลงบนเก้าอี้ทำงานอย่างไม่กลัวเจ็บ เขาแค่อยากระบายความอึดอัดในใจออกเสียบ้าง สามวันแล้วที่บ้านหลังน้อยสีมะกอกริมกำแพงสูงปิดไฟเงียบ มนต์รสาไม่กลับบ้าน เขาลองตะล่อมถามคนในบ้านก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น มนต์รสาไปทำงานต่างจังหวัดกี่วันกันแน่...

บ้าจริง! หรือว่าเธอจะหนีไป ไม่ได้ไปทำงานอย่างที่คนงานในบ้านเขามารายงานเมื่อวันนั้น แต่...ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเธอจะหนีเขาทำไม ทั้งๆที่คนผิดสำหรับเรื่องนี้เต็มๆมันคือเขาไม่ใช่เจ้าหล่อนเสียหน่อย หรือว่าจะอายจนไม่กล้าอยู่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว...

อิศราร้อนใจเพิ่มมากขึ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ได้แต่ภาวนาขออย่าให้มนต์รสามีความคิดแบบนั้นเลย ...

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

ก่อนความคิดของอิศราจะเตลิดไปไกลมากกว่านี้ เสียงสัญญาณจากหน้าประตูห้องดังขึ้นขัดจังหวะ ก่อนใบหน้าหวานจะเยี่ยมหน้าออกมาจากช่องบานประตู ส่งยิ้มหวานหยดให้กับเจ้าของห้อง

“สวัสดีค่ะพี่หนึ่ง...”

เสียงหวานดังเข้ามาพร้อมกับร่างสูงเพรียวในชุดหวานสีชมพูอ่อน ขับผิวน้ำนมกระจ่างใสของเจ้าหล่อนให้ยิ่งดูบอบบางน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้น

“สวัสดีครับขวัญ...” อิศราเปิดยิ้มละมุนเป็นการทักทาย

กนกขวัญเป็นเพื่อนสนิทกับอรอินมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมด้วยกัน ทางบ้านของเขากับเจ้าหล่อนก็ไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ เขาเองก็คุ้นเคยกับกนกขวัญเป็นอย่างดี อาจจะมีบ้างบางทีที่กนกขวัญมักจะเข้ามาอ้อนให้เขาพาออกไปทานข้าวข้างนอกด้วยกัน ถ้าจะถามเขาคิดกับกนกขวัญในรูปแบบไหน เขาตอบได้ตรงนี้เลยว่า ในฐานะน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นเอง ถึงทางบ้านจะเชียร์ให้เขาลงเอยกับหญิงสาวก็ตาม...

กนกขวัญยิ้มหวานให้พี่ชายของอรอิน พรางพาร่างบอบบางในชุดหวานแหววของตนเดินตรงไปนั่งแหมะบนโซฟารับลองโดยไม่เคยรอให้ชายหนุ่มเจ้าของห้องต้องเอ่ยปากเชิญให้เสียเวลา เนื่องจากเธอไปมาหาสู่กับอิศรานั้นบ่อยครั้งมาก มากเสียจนคนในบริษัทนี้ชินตาไปโดยปริยาย...

“คุณอิ่มครับ ผมขอน้ำส้มให้คุณขวัญด้วยนะครับ...” เจ้าของบริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่สุดในพื้นภาคเอเชียกดอินเตอร์คอมสั่งเลขาประจำตัวหน้าห้อง

“นี่ขวัญมารบกวนเวลาทำงานของพี่หนึ่งหรือเปล่าคะ พอดีแวะมาทำธุระให้คุณแม่ เสร็จแล้วเลยกะเข้ามาขอข้าวเที่ยงกับพี่หนึ่งทานดีกว่า”

“ ไม่รบกวนหรอกครับ ว่าแต่ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้วเหรอ” อิศราเลิกคิ้วสงสัย

“ใกล้เที่ยงแล้วค่ะ...”

“ตายจริงนี่พี่ทำงานจนลืมดูเวลาเลยหรือเนี่ย...”

คนลืมดูเวลาอุทาน ยกนาฬิกาข้อมือตัวเองขึ้นดูอีกหน จึงเห็นว่าเป็นจริงดั่งคำหญิงสาวพูด ชายหนุ่มถึงกับย่นคิ้วถอนใจ เนื่องจากความเป็นจริงงานบนโต๊ะของตนนั้นยังทำไปไม่ถึงไหนด้วยซ้ำ ทั้งที่เขาก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารแฟ้มนี้มานาน อิศราแอบสายหัวให้กับตัวเอง ชักจะเป็นเอามากแล้วเรา...

เมื่อความจริงวันนี้เขาแทบทำงานไม่รู้เรื่องสักอย่าง ไอ้แฟ้มนี่ก็เปิดมันเอาไว้อย่างนั้นส่วนปากกาก็จดๆจ่อๆกับตัวหนังสือ แต่เขาขอสารภาพตามจริง เขาอ่านตัวหนังสือในแฟ้มนี้แทบไม่รู้เรื่องสักตัวก็ว่าได้

สามวันมานี้เขาทำงานไม่ขยับไปไหนสักอย่าง มีงานตัวไหนเร่งด่วนเข้ามาเขายังต้องขอให้รอไว้ก่อน ใจมันเอาแต่คิดถึงคนที่หนีหายหน้าไป สมองมันก็เอาแต่ขบคิดอยู่กับเรื่องของเจ้าหล่อนเท่านั้นแหละ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกเสียที ใจเขามันร้อนอยากจะรู้นักตอนนี้ มนต์รสาจะเป็นอย่างไรบ้าง จะบอกว่าเขาคิดถึง

ก็...เฮ้อ! เขากลัวคำตอบจากหัวใจตัวเองอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเช้าเขาอุตส่าห์รีบตื่น ทำทีออกไปวิ่งออกกำลังกายนอกบ้าน พอวิ่งผ่านประตูรั้วไม้ระแนงสีขาว เขาทำทีแกล้งวิ่งเยาะๆ เพื่อแอบสำรวจความเคลื่อนไหว บ้านทั้งหลังยังปิดเงียบ พอมองผ่านช่องประตูหน้าบ้านเข้าไป แม้แต่ไฟสักดวงก็ไม่เปิด...

“ขอบคุณค่ะ”

กนกขวัญกล่าวขอบคุณเลขาวัยกลางคนของอิศรา ที่นำน้ำส้มเข้ามาให้ อิ่มกมลโค้งศีรษะให้ก่อนจะขอตัวออกไปทำงานของตนเองต่อ

“พี่หนึ่งขยันทำงานจังเลยค่ะ นี่ถ้าขวัญขยันได้สักครึ่งของพี่หนึ่งคงจะดี ป่านนี้คุณพ่อคงยกบริษัทให้ขวัญบริหารเต็มตัวแล้วละค่ะ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ช่วยเดินตามต้อยๆแบบนี้”

กนกขวัญเคยแอบคิดเล่นๆ นี่ถ้าหากเธอได้ขึ้นผู้บริหารแทนตำแหน่งคุณพ่อเมื่อไหร่ นั่นก็เท่ากับว่า เธอจะมีตำแหน่งทัดเทียมเท่ากับอิศรานั่นเอง เชิดหน้าชูตาในสังคมโก๋เก๋จะตาย กนกขวัญคิดเพียงแค่นี้ ในเมื่อเธอไม่ได้อยากทำงานให้ปวดสมอง เธอทั้งสวยทั้งเพียบพร้อมในทุกๆด้าน ซ้ำฐานะทางบ้านต่อให้กินทั้งชาติก็ไม่หมด ยิ่งถ้าในอนาคตได้ลงเอยกับอิศรา ไม่อยากจะคิดถึงความมั่งคั่งของสองตระกูล คงมหาศาลจนเป็นที่น่าอิจฉาของคนในสังคมก็ว่าได้...

"ขวัญออกจะเก่ง คงอีกไม่นานหรอกครับพี่ว่า เดี๋ยวคุณลุงคงจะวางมือ ยกบริษัทให้น้องขวัญบริหารเองนั่นแหละ” อิศราพูดตามความเป็นจริง ในเมื่อกนกขวัญเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ถ้าพ่อไม่ยกกิจการให้ลูก แล้วจะยกให้ใคร

“พี่หนึ่งนี่ยังน่ารักกับขวัญตลอดเลยนะ พูดเอาใจขวัญเรื่อยเลย” ร่างบางทำทีเป็นม้วนเขินอาย คนหลังโต๊ะทำงานทำเพียงเหลือบตาขึ้นมองเพียงนิด ในใจคิดค้นหาคำพูดของตัวเอง มันมีตรงไหนที่เขาพูดเอาใจเจ้าหล่อน

“หิวหรือยังครับ พี่ขออ่านเอกสารแฟ้มนี้ให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวเราค่อยออกไปหาอาหารญี่ปุ่นทานกันดีกว่า ง่ายแล้วก็สะดวกดี”

“ตามสบายเลยค่ะพี่หนึ่ง ขวัญนั่งรอได้”

คนบอกว่านั่งรอได้ยิ้มแป้น ต่อให้เธอรอนานแค่ไหนนั่นไม่ใช่ปัญหา หญิงสาวหยิบเอาหนังสือพิมพ์ธุรกิจบันเทิงขึ้นเปิดอ่านฆ่าเวลา พลันสายตาสะดุดเข้ากับรูปภาพหนึ่งเข้าพอดี เป็นรูปชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนโอบกอดกันเต้นรำตรงกลางฟลอร์ บรรยากาศรอบด้านดูโรแมนติก ผู้ชายตัวสูงสงึคนนั้นเธอรู้จัก เขาคือมิสเตอร์ รี เป็นนักธุรกิจจากสิงคโปร์ แต่ภาพผู้หญิงนี่สิ ทำไมเธอถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาจังเหมือน...และพอเพ่งมองดีๆ หัวคิ้วเรียงตัวสวยด้วยปลายดินสอจึงเลิกขึ้น...

“นี่มัน รสา หลานสาวของนมบัวแม่นมของพี่หนึ่งนี่คะ แหม...เดี๋ยวนี้ใช่ย่อย แอบควงหนุ่มนักธุรกิจชื่อดัง ไปสวีตไกลถึงภูเก็ตเชียวนะคะเนี่ย ร้ายไม่เบาจริงๆยายคนนี้”

กนกขวัญแบะปาก ถึงมนต์รสาจะเป็นเพียงหลานคนใช้ ทว่าผิวพรรณหน้าตาของเจ้าหล่อนนั้นซะสวยไม่แพ้ลูกสาวคนโด่งดังเช่นเธอเลยสักนิด จับแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าหน่อย ยายหลานคนใช้นั้นสามารถลุกขึ้นมาเดินเฉิดฉายบนเส้นทางเดียวกับเธอได้อย่างสบาย

“ว่าไงนะครับขวัญ ขวัญหมายถึงใคร?...” เพียงแค่ได้ยินชื่อถึงยังไม่เห็นหน้า อิศรานั้นแทบถลาเข้าไปกระชากหนังสือพิมพ์ในมือของเพื่อนน้องสาวมาดูให้แน่ใจ เขารึอุตสาห์ร้อนใจ กลัวไปต่างๆนาๆ ที่ไหนได้ แม่นี่แอบหนีเที่ยวกับผู้ชายอยู่นี่เอง

“ว่าไงครับ ตกลงรสาไหน!” ด้วยความร้อนใจอิศราจึงเผลอตัวขึ้นเสียงใส่กนกขวัญเสียงดัง

“นี่ไงคะพี่หนึ่ง ผู้ชายคนนี้คือมิสเตอร์ รี ส่วนผู้หญิงคนนี้คือยายรสา หลานคนรับใช้ในบ้านของพี่หนึ่ง ขวัญจำหน้าเขาได้...” กนกขวัญลุกจากโซฟาหน้าตาบูดบึ้ง เน้นย้ำถึงสถานะต่ำต้อยของหญิงสาวที่เธอไม่ถูกชะตา เธอรีบเอาหนังสือพิมพ์เจ้าปัญหาวางลงตรงหน้าพี่ชายของเพื่อน พร้อมกับชี้นิ้วประกอบ

“แล้วทำไมพี่หนึ่งต้องเสียงดังใส่ขวัญด้วยล่ะ...” กนกขวัญทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ยืนหน้างอกอดอกมองชายหนุ่มตรงหน้า คอยจับพิรุธบางอย่าง

อิศราไม่ตอบ ทว่าฝ่ามือใหญ่กำหนังสือพิมพ์ตรงหน้าจนมันยับย่น เมื่อภาพชายหญิงยืนกอดกันกลมนั้น เป็นมนต์รสาจริงๆ ถึงได้ว่าสินะ ทำไมมนต์รสาถึงไม่ยอมเรียกร้องค่าเสียหายกับเขาสักที ที่แท้แม่นี่มีเหยื่อชิ้นใหญ่คาบอยู่ในปากนั่นเอง ก็ดี...เขาจะได้โล่งใจ ไม่ลดตัวเองลงไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงพันธ์นั้นอีก...

หลังจากทำงานเสร็จกันไปเมื่อคืนก่อน ทุกอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย แผนการเดิมที่ธีรวันวางเอาไว้น่าจะใช้เวลาเจรจาประมาณสามถึงสี่วัน แต่นี่ผ่านไปเพียงสองวัน มิสเตอร์รี กับ มาดามรี กลับยอมตกลงเซ็นสัญญากับทางบริษัทเขาอย่างง่ายดาย ไม่เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนสัญญาสักข้อเดียว

พอทุกอย่างลงตัวเป็นไปตามแผนงานทุกประการ ทั้งสองคนผัวเมียจึงขอตัวบินไปเที่ยวยังเกาะอื่นแถวๆแทบทิศใต้ต่อ ทำให้เจ้านายหนุ่มผู้มีน้ำใจงาม กับลูกน้องสาวผู้มีใบหน้าสวยหวานมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับวันนี้

ด้วยเป็นคนตื่นเช้าด้วยกันทั้งคู่ เจ้านายกับลูกน้องสาวจึงนัดแนะกันไปยืนชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าด้วยกัน สุดท้ายพอดื่มด่ำกับธรรมชาติจนอิ่มหนำสำราญ จึงชักชวนพากันมานั่งจิบกาแฟยามเช้าพร้อมเคล้าเสียงคลื่นลมทะเลยังร้านค้าเล็กๆตั้งไม่ห่างจากตัวโรงแรมสักเท่าไหร่ มองเผินๆนึกว่าคนทั้งคู่เป็นคู่รักมาฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กัน ฝ่ายชายก็เอาแต่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ในมือกำลังพิมพ์ข้อความไลน์ตอบโต้กับคนรักอยู่ พอหันไปดูฝ่ายหญิง เจ้าหล่อนก็ขยันส่งสายตาวาววับไปให้ฝ่ายชายไม่เว้นวาย ถึงจะดูเหมือนสลับตำแหน่งกันไปบ้าง มองรวมๆก็ดูดีไปอีกแบบ...

แต่ใครจะรู้ว่าไอ้สายตาวาววับนั้นของฝ่ายหญิงที่ขยันส่งมาให้ฝ่ายชายอยู่นั้นมันไม่ธรรมดานักหรอก เพราะมันมีสิ่งแอบแฝงปะปนอยู่ในนั้นไม่น้อย ธีรวันรู้ดีแก่ใจ เป็นเจ้านายลูกน้องกันมานาน นานจนอยากจะตัดโบนัสของเจ้าหล่อนออกสักครึ่งหนึ่งเหลือเกิน แต่ไอ้ที่แน่ๆก็คือ...มนต์รสาไม่ได้มองเขาเพราะนึกพิศวาสอะไรในทางชู้สาว หากแต่เจ้าหล่อนกำลังซึ้งใจ เมื่อเขาเอ่ยปากบอกจะเป็นคนจ่ายค่าชุดราตรี แถมยังอนุมัติให้ลางานเที่ยวต่ออีกหลายวัน...

“บอสแน่ใจนะคะ ที่บอกรสาเมื่อกี้...” ประโยคเดิมลอยมาพร้อมสายตาหวานแวววาว เป็นรอบที่เท่าไหร่ธีรวันเองก็จำไม่ได้ แน่นอนว่าเขายังคงยืนยันคำตอบเดิม

“ก็ตามนั้นแหละรสา”

“จริงๆนะคะบอส...บอสไม่ได้หลอกให้รสาดีใจเล่นนะ”

“อืม...” ธีรวันพยักหน้าให้เพื่อยืนยัน ส่วนน้ำเสียงนั้นเริ่มเบื่อหน่าย เขาจึงหันไปหยิบหนังสือพิมพ์ของทางร้านขึ้นมากางอ่าน รอแฟนสาวมาตอบข้อความไลน์ในมือถือ

เฮ้อ!ค่อยโล่งอกไปที นั่นมันชุดละตั้งหลายหมื่น ขืนเจ้านายหักออกจากเงินเดือน เธอมิต้องไส้แห้งกินแต่มาม่าหรอกเหรอ ถึงจะได้โบนัสก้อนโตก็ตามเหอะ เงินตั้งหมื่นเธอยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

แหม่...ก็ใครมันจะไปรู้ล่วงหน้า ลูกค้ารายใหญ่เกิดคิดอยากฉลองครบรอบแต่งงาน ไปพร้อมกับเซ็นสัญญา เธอจึงไม่ทันเตรียมตัวเกี่ยวกับงานตอนกลางคืนไว้ ไอ้ชุดที่แบกมาในกระเป๋า ส่วนใหญ่ก็มีแต่ชุดสุภาพเหมาะแก่การเจรจาธุรกิจทั่วๆไป เดือดร้อนเธอต้องไปเดินหาซื้อชุดราตรีมาใส่ เพื่อรักษาใบหน้าอันหล่อเหล่าของเจ้านายโดยเฉพาะ งานนี้ทำเพื่อเจ้านายเห็นๆ...

“บอสน่ารักแล้วก็ใจดีด้วย”

“เรื่องนี้ผมรู้ตัวมานานแล้วนะรสา”

ธีรวันยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายใจ ดวงตาขี้เล่นทอประกายเรืองรอง แน่นอนว่าไอ้ที่เขามานั่งจิบกาแฟอย่างสบายใจ เพราะผลสืบเนื่องมาจากการเจรจาในข้อตกลงทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี มิสเตอร์ รี กับภรรยา พออกพอใจในข้อเสนอ ซึ่งทางบริษัทเขาเป็นผู้ยื่นไป อะไรก็ไม่เท่ามาดามรี พอได้พูดคุยกับมนต์รสาเท่านั้น ทั้งสองสาวก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย สองหนุ่มต่างวัยเลยกลายเป็นหมาหัวเน่าไปโดยปริยาย ส่งผลให้การเจรจาผสมงานเลี้ยงสุดหรูเมื่อคืน ดำเนินไปในทิศทางแบบสบายๆเป็นกันเองมากกว่าจะอึดอัด ไม่มีการใช้เล่ห์กลใดในการทำงาน ต่างฝ่ายต่างพอใจซึ่งกันและกัน ถ้าจะพูดให้ถูก สองบริษัททำสัญญาใจกันมากกว่าจะมองไปถึงผลประโยชน์เป็นหลัก...

“ผมให้เป็นรางวัล ที่คุณทำให้มาดาม รี ยุสามีเธอให้เซ็นสัญญากับทางเรารวดเร็วว่องไวขึ้น บอกตามตรงเลยนะ ตอนแรกผมไม่คิดด้วยซ้ำ ทางเขาจะยอมตกลงรับข้อเสนอของทางเราอย่างง่ายดายขนาดนี้” ธีรวัณบอกความรู้สึกตัวเอง

“ถ้ามองกันตามจริง ฝั่งเขาอาจจะเสียเปรียบฝั่งเราหน่อยๆ แต่เพราะคุณ ทุกอย่างเลยทำให้ง่ายขึ้น...”

“ก็เจ้านายเก่งด้วยแหละค่ะ พูดอะไรใครเขาก็เชื่อหมดนั่นแหละ รสาก็ทำตามเจ้านายสอนมา ถ้าเราให้ความจริงใจกับใครไป เราก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทนมาเหมือนกัน รสายังจำคำสอนของบอสได้ขึ้นใจ...”

คนปากหวานชมเปราะ เธอไม่ได้พูดเพื่อต้องการเอาหน้า ในเมื่อนิสัยของเจ้านายของเธอเป็นเช่นนั้นจริงๆนี่นา ธีรวัณทั้งเก่ง ทั้งนิสัยดี มองโลกในทางบวกจนทำให้คนรอบข้างติดนิสัยนี้ของเขาไปด้วยเช่นกัน

“คุณจะขอลาเที่ยวต่ออีกสองวันใช่ไหม”

“ค่ะบอส...เดี๋ยวพรุ่งนี้ ขจีกับปกรณ์จะตามมาสมทบ รสาอยากดำน้ำดูปะการัง เกิดมายังไม่เคยมีโอกาสได้ดูกับเขาเลย เห็นในทีวีรสาอยากลงไปสำรวจใต้ท้องทะเลกับเขาดูบ้าง”

“ก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ เอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวผมจะโทรตามทิพย์ให้เขามาสมทบกับพวกคุณด้วย เที่ยวกันหลายๆคนจะได้สนุกกว่า ไหนๆช่วงนี้ทิพย์เขาชอบบ่นว่าเหนื่อยอยากจะพักเที่ยวบ้าง ผมถือโอกาสนี้เลยแล้วกัน ถึงกลับบ้านไป ก็ต้องกลับไปอยู่คนเดียวอยู่ดี”

“จริงๆนะคะบอส บอสกับคุณทิพย์จะอยู่เที่ยวต่อกับพวกเราจริงๆนะคะ”

มนต์รสาแทบร้องไชโย เพราะนั้นหมายถึงพวกเธอทั้งสามคนจะมีสปอนเซอร์รายใหญ่สำหรับทิปเที่ยวครั้งนี้ด้วยน่ะสิ ลาบปากอีกแล้วรสาเอ่ย เดี๋ยวต้องรีบโทรไปบอกแม่สองคนนั้นล่วงหน้าก่อน ไม่ต้องพกทรัพย์สินส่วนตัวมาเยอะ ไม่แน่เผื่องานนี้มีเที่ยวฟรี กินฟรีตลอดทั้งงานเลยด้วยซ้ำ คนขี้งกยิ้มกริ่มจนเจ้านายผู้รู้ทันความคิด แซวขึ้น...

“เก็บเกลือในตัวคุณบ้างก็ได้มั้งรสา เที่ยวเผลอทำหกเรี่ยราดอยู่ได้”

“นิดหน่อยเองค่ะบอส อย่าล้อรสาสิ รสาก็มียางอายกับเขาอยู่นิดๆน่า...”

พอรู้สึกตัวหญิงสาวเจ้าของใบหน้าหวานแสร้งทำหน้าม่อยลง อดยิ้มขำกับคำแซวของเจ้านายไม่ได้ หญิงสาวเหลือบมองท้องฟ้าสีคราม หัวใจทั้งดวงมันรู้สึกอิ่มเอมเต็มไปด้วยความสุขจะหาจากไหนได้อีก นอกจากตัวเราเอง ถึงแม้ชีวิตนี้ของเธอ จะเกิดมาโดยไม่เป็นที่ต้องการของผู้ให้กำเนิดสักคนก็ตาม มันก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตนี้ เธอสามารถมีความสุขกับทุกๆวันได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด อาจด้วยคนรอบกายผู้แสนดีของเธอทั้งหลาย งานที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดี และที่สำคัญคือ เธอมีเจ้านายที่ดีด้วยนั่นเอง...

************************

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เซี่ยนัตตี้ ณ.จวนเสนาโหลว
ตาม ตาม ตาม ตาม
เมื่อ 9 เดือน 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Rattanana.12.23@gmail.com
้กดเหดหกดหฟกหฟกฟหก
เมื่อ 9 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว