เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 1 ระวังเจ้านายจะถลกหนังเอา

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 1 ระวังเจ้านายจะถลกหนังเอา

ย่างเข้าเดือนห้า

ฤดูใบไม้ผลิผันผ่าน อากาศร้อนค่อยๆ แผ่เข้ามาปกคลุม

แสงสุริยันแรงกล้าสาดส่องลงมายังเมืองเยี่ยนจิง บรรดาพ่อค้าแม่ขายตามท้องถนนต่างหลบแดดอยู่ภายใต้เงาไม้

อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ บรรดาคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่ไหนเลยจะยอมลำบากออกมากรำแดด จะมีก็แต่คนชนชั้นแรงงานที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หลายคนกำลังแบกไหสุรารำข้าวที่แช่น้ำจนเย็นฉ่ำมาเร่ขายตามบ่อนพนันบ้าง โรงน้ำชาบ้าง อย่างไม่กลัวลำบาก หวังเพียงผู้กระหายน้ำจะยอมควักเงินสักห้าอีแปะซื้อกินสักชาม เท่านี้ก็สามารถหาข้าวสารกรอกหม้อเพื่อให้มีแรงสู้งานหนักต่อไปได้แล้ว

ทางทิศตะวันออกของเมืองมีจวนใหม่ผุดขึ้นหลังหนึ่ง แขวนป้ายชื่อไว้สูงลิ่วกลางป้ายมีอักษรจารึกว่า ‘จวนจอหงวน’

ประกายแสงสีทองของอักษรทั้งสี่ส่องสว่าง ว่ากันว่าป้ายนี้ฮ่องเต้หงเซี่ยวพระราชทานให้กับท่านจอหงวน* คนใหม่ด้วยพระองค์เองจึงนับเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเกียรติยศอันสูงสุด หากบัณฑิตใดได้รับป้ายพระราชทานเช่นนี้ก็สมควรจัดงานเฉลิมฉลอง อาจถึงขั้นตีกลองร้องป่าวให้ญาติมิตรทั้งหลายได้รับรู้กันเลยทีเดียว

จวนใหม่แห่งนี้มีบ่าวรับใช้เดินสวนกันไปมาอยู่ภายในสวนด้านในแน่นขนัด ต่อให้ด้านนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด ภายในจวนกลับเย็นสบายยิ่ง

ณ ห้องเล็กห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้กับกำแพงด้านในสุดของตัวบ้าน เวลานี้มีหญิงสามคนนั่งอยู่ด้านนอกของประตู สองในสามเป็นสาวใช้อายุไม่มากนัก แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีชมพู ที่เหลืออีกหนึ่งเป็นสาวใช้วัยกลางคนที่มีลักษณะอวบท้วม ทั้งสามจิบชาพลางเสวนากันอย่างออกรส ดูท่าจะสุขสบายกว่าเจ้านายเสียอีก

สาวใช้หนึ่งในสามมองไปยังหน้าต่างห้อง กล่าวขึ้นว่า “ยิ่งอากาศร้อน กลิ่นยาในห้องยิ่งไม่ค่อยระบาย เหม็นจะแย่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าต้องทนไปอีกนานเท่าไร”

“อย่าได้นินทาเชียว” บ่าวสูงวัยกว่าเตือนเสียงเบา “ระวังเจ้านายจะถลกหนังเอา”

สาวใช้ในชุดสีชมพูเชิดหน้าไม่แยแส “จะถลกได้อย่างไร นายท่านไม่ได้มาเหยียบเรือนของฮูหยินถึงสามเดือนแล้วกระมัง” นางแสร้งทำเป็นลดน้ำเสียงให้เบาลง “เหตุการณ์คราวนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้ว ที่นายท่านไม่เอาเรื่องก็ถือว่าปรานีอย่างที่สุด หากว่าเป็นชายอื่น…” สาวใช้แสยะปาก “เฮอะ...ไม่รู้ว่านางจะทนอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกทำไม ไร้ประโยชน์สิ้นดี”

หญิงวัยกลางคนนึกอยากกล่าวเสริม แต่กลับถูกสาวใช้อีกคนเอ่ยแทรก “อันที่จริงฮูหยินก็น่าสงสาร เกิดมางดงาม สติปัญญาเป็นเลิศ อีกทั้งยังมีจิตใจเมตตา ใครจะไปรู้ว่านางจะอาภัพวาสนา ต้องพบกับเรื่องแบบนี้เข้า”

แม้ว่าทั้งสามจะพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาแล้วก็ตาม แต่ในช่วงกลางวันของฤดูร้อนที่เงียบสงบ ทั้งยังห่างกันไม่ไกลนัก แต่ละพยางค์ แต่ละถ้อยคำ ล้วนเข้าสู่หูของคนที่อยู่ภายในห้องอย่างชัดเจน

บนเตียงเล็กในห้อง... เซวียฟังเฟยนอนนิ่ง หางตายังคงมีคราบน้ำตาที่แห้งไปแล้วพาดอยู่เป็นทาง ใบหน้าที่ขาวซีดจากอาการป่วยยิ่งทำให้นางดูทรุดโทรมขึ้นไปอีก มองแล้วให้ความรู้สึกน่าเวทนามากกว่าจะเป็นหญิงงาม

ใช่แล้ว... นางเคยงดงาม

งามถึงขั้นกล่าวขานกันว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยนจิง

วันที่นางออกเรือน คุณชายบางคนถึงขั้นลงทุนว่าจ้างกลุ่มวณิพกให้วิ่งชนเกี้ยวเจ้าสาว ทำเอาผ้าคลุมหน้าของนางร่วงหล่น เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยสะคราญปานบุปผา บรรดาฝูงชนสองข้างถนนต่างพากันจ้องมองตาไม่กะพริบ

ก่อนที่นางจะแต่งไปอยู่ไกลถึงเยี่ยนจิง ‘เซวียฮว๋ายหย่วน’ บิดาของนาง... หรือก็คือนายอำเภอใจซื่อมือสะอาดของอำเภอถงเซียงแห่งเมืองเซียงหยาง ก็ยังเป็นกังวลถึงกับกำชับว่า ‘หลี่เอ๋องดงามปานล่มเมือง แต่งามนักมักมีภัย พ่อกลัวแต่เสิ่นอวี้หยงจะปกป้องเจ้าไม่ได้’

‘เสิ่นอวี้หยง’ คือสามีของนางนั่นเอง

ก่อนที่เสิ่นอวี้หยงจะสอบจอหงวนได้เขาเป็นแค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง บ้านของเสิ่นอวี้หยงอยู่ที่เมืองเยี่ยนจิง ท่านยายของเขา ‘เฉาฮูหยิน’ เคยอาศัยอยู่ที่เมืองเซียงหยาง เมื่อสี่ปีก่อนเฉาฮูหยินถึงแก่กรรม เสิ่นอวี้หยงและมารดากลับมาเซียงหยางเพื่อเคารพศพ จึงได้รู้จักกับเซวียฟังเฟยเข้า

ถงเซียงเป็นแค่อำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของเมืองเซียงหยาง เซวียฮว๋ายหย่วนก็เป็นเพียงนายอำเภอตำแหน่งเล็กๆ มารดาของเซวียฟังเฟยสิ้นใจตอนให้กำเนิดน้องชายของนางนามว่าเซวียเจา หลังจากไร้มารดา ชีวิตความเป็นอยู่ภายในบ้านก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงสองคนพี่น้องและบิดาที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันมาอย่างรักใคร่กลมเกลียว

เมื่อเซวียฟังเฟยมีอายุเหมาะสมจะออกเรือน เพราะนางเกิดมารูปงาม บรรดาคุณชายน้อยใหญ่จากเมืองใกล้ไกลต่างก็พากันส่งเทียบมาสู่ขอ เซวียฮว๋ายหย่วนวิตกกังวลกับการแต่งงานของบุตรสาวนัก หากนางได้ออกเรือนกับคุณชายตระกูลใหญ่ที่มีหน้ามีตา แน่นอนว่าต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ทว่าทุกอย่างในโลกนี้ล้วนยากที่จะกำหนดให้เป็นไปตามใจหวัง อีกอย่าง... เซวียฮว๋ายหย่วนเองก็ชื่นชอบเสิ่นอวี้หยงด้วยใจจริง

แม้ว่าเสิ่นอวี้หยงจะไร้ตำแหน่งแต่ก็มีปฏิภาณไหวพริบ เฉลียวฉลาด เป็นบุรุษที่จะต้องได้ดิบได้ดีไม่วันใดก็วันหนึ่ง พอคิดได้เช่นนี้ จึงยอมตัดใจให้เซวียฟังเฟยออกเรือนไปอยู่กับเสิ่นอวี้หยงที่เมืองเยี่ยนจิง

เซวียฟังเฟยเองก็ตกลงปลงใจจะแต่งให้กับเสิ่นอวี้หยงเพราะนางชอบพอเขา

นางแต่งกับเสิ่นอวี้หยง ย้ายมาอยู่เยี่ยนจิง ถึงแม้ว่าแม่สามีจะไม่ดีต่อนาง มีหลายครั้งที่ทำให้น้อยอกน้อยใจทว่าเสิ่นอวี้หยงนั้นดีนัก ความดีของเขาเพียงพอจะทดแทนความ อยุติธรรมที่นางได้รับ ความไม่พอใจทั้งหมดทั้งมวลจึงมลายสิ้น

ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วเสิ่นอวี้หยงสอบจอหงวนได้ สร้างชื่อเสียงมากมายให้แก่วงศ์ตระกูล มีการขี่ม้าแห่ขบวนเสียใหญ่โต อีกทั้งฮ่องเต้ยังพระราชทานจวนหลังใหญ่พร้อมป้ายชื่อให้อีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ‘จงซูเส่อหลาง’* มีหน้าที่ร่างราชโองการ

เรื่องดีมักมาเป็นคู่ ไม่นานนัก... ประมาณเดือนเก้าเซวียฟังเฟยก็ตั้งครรภ์ ประจวบกับเป็นวันครบรอบวันเกิดของแม่สามี ตระกูลเสิ่นจึงจัดงานเลี้ยงฉลองพร้อมทั้งเชื้อเชิญแขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองเยี่ยนจิงมาร่วมงาน

วันนั้นนับเป็นฝันร้ายของเซวียฟังเฟย

ว่ากันตามจริงนางเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำได้ว่าตนดื่มสุราเข้าไปเพียงแค่จอกเดียวก็รู้สึกง่วงงุน สาวใช้พากันพยุงร่างที่สะลึมสะลือของนางกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงร้องปลุก พลันพบว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ในห้อง เสื้อผ้าที่ตนสวมใส่ก็หลุดลุ่ยอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย แม่สามีและบ่าวรับใช้ในบ้านทั้งหลายล้วนยืนตะลึงอยู่หน้าประตู มองนางด้วยสีหน้าหยามเหยียด ไม่รู้ว่ากำลังตกใจหรือว่าสาแก่ใจที่เห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้กันแน่

ไม่ว่านางจะอธิบายอย่างไร เรื่องที่ฮูหยินของท่านจอหงวนมีชู้และถูกจับได้ต่อหน้าบรรดาแขกเหรื่อภายในบ้าน ก็ยังคงถูกเล่าขานออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นางสมควรถูกฟ้องหย่าและขับไล่ออกจากจวน ทว่าเสิ่นอวี้หยงกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เรื่องทั้งหมดทำนางวิตกกังวลจนแท้งบุตร ช่วงเวลาที่นอนป่วยกระเสาะกระแสะอยู่บนเตียงก็ได้ยินข่าวว่าเซวียเจาน้องชายของนาง เนื่องจากได้ยินเรื่องร้ายของพี่สาวจึงรีบเดินทางมายังเมืองเยี่ยนจิง ยังไม่ทันถึงจวนตระกูลเสิ่น กลางดึกกลับโดนโจรป่าปล้น ท้ายที่สุดก็ถูกสังหารแล้วโยนศพลงแม่น้ำ

หลังจากได้รับข่าวร้ายนี้นางถึงกับนิ่งงัน ไม่กล้าแจ้งข่าวกลับไปให้บิดาชราที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง ณ อำเภอถงเซียง นางอดทนเพื่อรอดูหน้าเซวียเจาเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากจัดการเรื่องงานศพเสร็จสิ้นก็ล้มป่วย สามเดือนหลังจากนั้น... สามเดือนเต็มๆ เสิ่นอวี้หยงไม่เคยมาพบหน้านางอีกเลย นางหวาดวิตกไปเสียทุกเรื่องในระหว่างที่ป่วยไข้

หรือเสิ่นอวี้หยงจะเข้าใจผิดจึงไม่ยอมมาพบ

หรือว่าเขาตั้งใจวางท่าปึ่งชาเพื่อระบายแค้น

ยิ่งนอนป่วยนานวันเข้าสุขภาพก็ยิ่งย่ำแย่ ยิ่งได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาต่างๆ จากปากของบ่าวรับใช้ ก็ยิ่งคิดว่าตนไม่อาจทนรอได้อีก

เซวียฟังเฟยพยายามลุกขึ้นจากเตียง ถ้วยยาที่ตั้งอยู่ข้างเตียงเย็นเฉียบ ส่งกลิ่นขมชวนคลื่นเหียนออกมาไม่ขาดสาย นางยันร่างลุกขึ้นได้กึ่งหนึ่งก็คว้ายาในถ้วยเทใส่กระถางไห่ถังข้างเตียง ดอกไม้ต้นนี้เหี่ยวเฉาไปนานแล้ว เหลือเพียงก้านแห้งๆ อยู่อีกไม่กี่กิ่งเท่านั้น

เสียงผลักเปิดประตูดังขึ้น

เซวียฟังเฟยเงยหน้า ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาคือชายผ้าที่ถักทอขึ้นจากเส้นไหมทองคำ

ผู้มาเยือนเป็นหญิงสาวเยาว์วัยที่สวมใส่ผ้าไหมทองคำ นางกระดกหางคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ามีความทะนงตนสูงเทียมฟ้า สายตาของนางจับจ้องไปยังถ้วยยาว่างเปล่าที่อยู่ในมือของเซวียฟังเฟย ความเข้าใจฉายชัดบนใบหน้า นางหัวเราะร่วน “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

เซวียฟังเฟยวางถ้วยยาลงอย่างสงบ เห็นมีบ่าวรับใช้ร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินตามหญิงผู้นี้เข้ามาในห้อง เข้ามาได้ก็หันไปลงกลอนปิดประตูเสียแน่นหนา บรรดาบ่าวที่เมื่อครู่คุยกันอยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าจากไปตั้งแต่เมื่อไร ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่เงียบสงัด มีเสียงจักจั่นร้องบ้างเป็นพักๆ ราวกับจะเตือนเจ้าของห้องว่ากำลังจะมีพายุลูกใหญ่ซัดเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Jsl
น่าติดตามมมมมมม
เมื่อ 3 สัปดาห์ 5 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย champacat
ชอบเรื่องนี้มาก
เมื่อ 4 สัปดาห์ 6 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว