เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 3 ฝนตกหนักเหลือเกิน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 3 ฝนตกหนักเหลือเกิน

ระหว่างที่เซวียฟังเฟยดิ้นรนอยู่นั้น ในใจก็ให้ท้อแท้เมื่อนึกถึงความแตกต่างระหว่างตนกับองค์หญิง

ดูเอาเถิด... แค่อาวุธที่ใช้สังหารคนก็ยังล้ำค่าถึงเพียงนี้

องค์หญิงหย่งหนิงยืนห่างไปสามฉื่อ แววตาส่งความเย็นยะเยือกออกมาไม่ขาดสาย นางจ้องมองเซวียฟังเฟยดิ้นรนราวกับปลาถูกทุบหัว เอ่ยกระทบกระเทียบขึ้นมาว่า “ฮึ... ต่อให้เจ้างามแล้วอย่างไร เฉลียวฉลาดแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงบุตรสาวของนายอำเภอตัวเล็กๆ เท่านั้น ข้าจะเหยียบเจ้าให้ตายเหมือนเหยียบมดก็ยังได้”

ไห่ถังกระถางนั้นถูกปัดตกลงมาขณะที่เซวียฟังเฟยกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด พอตกลงบนพื้นก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ดินในกระถางกระจัดกระจายออกมาพร้อมกลิ่นยาขม กิ่งไม้ที่แห้งเฉาหักโค่น ใบไม้บอบช้ำร่วงหล่น

วันเวลาที่เคยโชติช่วงชัชวาลถึงกาลสิ้นสุด!

สายลมกระโชกแรง พัดเอาประตูหน้าต่างเปิดปิดเสียงดัง

สาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดจึงยื่นมือไปปิดหน้าต่าง ข้างหน้าต่างมีวัวสำริดขนาดใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตัวหนึ่ง ด้านในบรรจุก้อนน้ำแข็งจำนวนมาก ด้วยความช่วยเหลือของมัน อากาศภายในห้องจึงชุ่มฉ่ำ เย็นสบาย

ตั่งที่วางอยู่กลางห้องมีหญิงสาวสะคราญโฉมนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่ นางกำลังกวาดตามองสมุดบัญชีในมืออย่างพึงใจ ข้างกายมีเด็กสาวเยาว์วัยอายุราวสิบสามย่างสิบสี่นั่งอยู่ด้วย เด็กสาวกินน้ำแข็งใสพลางพลิกดูใบประกาศที่กองสูงอยู่ตรงหน้า สาวใช้สองนางที่ยืนอยู่ด้านหลังคอยสะบัดพัดเบาๆ เพื่อคลายความร้อนให้กับหญิงทั้งสอง

“ฝนตกหนักเหลือเกิน” เด็กสาวมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย

หญิงงามเจ้าของห้องมองเด็กสาวแล้วกล่าวว่า “กินของเย็นให้น้อยๆ หน่อยเถอะ ไม่เช่นนั้นตอนเย็นท่านพ่อของเจ้ากลับมา เจ้าจะกินข้าวกับเขาไม่ไหว” พูดจบก็หันไปสั่งสาวใช้ข้างกาย “หยูอี้ ยกขนมหวานออกไป น้ำชากานี้เย็นแล้ว เปลี่ยนเอาชาหอมร้อนๆ มาแทนก็แล้วกัน”

เด็กสาวที่โดนปรามให้ลดขนมหวาน ไม่ค่อยพอใจนัก

หยูอี้วางพัด ก้มลงเก็บขนมหวานที่วางอยู่บนโต๊ะ ขณะที่กำลังจะเดินออกนอกประตูไป แม่นมในชุดผ้าไหมนางหนึ่งก็เดินสวนเข้ามาจากด้านนอก นางไม่ได้กล่าวทักทายเมื่อเห็นหยูอี้ แต่เดินตรงไปหยุดอยู่ข้างกายหญิงเจ้าของห้อง เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องเร่งด่วน

หยูอี้หยุดชะงักไปพักหนึ่ง จากนั้นก็ยกเอาขนมหวาน ผลไม้ และน้ำชาที่เย็นแล้วออกนอกประตูไป นางได้ยินเสียงพูดคุยกันแว่วมาจากด้านหลัง “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ป่วยหนักเอาการ แต่พอรู้เรื่องงานแต่งของคุณหนูสามเข้า ก็ยังจะหาเรื่องทะเลาะกับจิ้งอันซือไท่* อีก”

“สุขภาพคงแย่มากแล้วสินะ ถึงขั้นลุกออกจากเตียงไม่ได้ขนาดนั้น”

“ท่านหมอคาดว่าคงอยู่ไม่พ้นฤดูร้อนนี้แล้วเจ้าค่ะ เราควรแจ้งให้นายท่านใหญ่ทราบดีหรือไม่”

ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง หญิงงามเจ้าของห้องกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ช่วงนี้นายท่านใหญ่มีภารกิจรัดตัว เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อย่านำความไปรบกวนเลย รอให้ว่างสักหน่อย ข้าจะเป็นคนบอกนายท่านใหญ่เอง”

แล้วเสียงออดอ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาวก็ดังขึ้น “จะไปสนใจนางทำไม ตายไปซะก็ดี”

“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก” หญิงงามเจ้าของห้องเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ได้ยินว่าภรรยาของท่านจอหงวนคนใหม่ป่วยตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พิธีศพจะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว” น้ำเสียงของนางฟังดูแล้วราวกับเห็นอกเห็นใจยิ่งนัก “อายุยังน้อย ไม่ทันได้เสวยสุขก็ต้องมาป่วยตาย ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ”

ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ

หยูอี้คิดอยู่ในใจเช่นกันแต่สองเท้ายังไม่หยุดเดิน ยกเอาถาดเงินตรงไปยังห้องครัว

ฮูหยินที่อยู่ภายในห้องก็คือภรรยาคนที่สองของ ‘มหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋ว’ นางมีนามว่าจี้ซูหรัน เด็กสาวที่นั่งกินขนมนางนั้นเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของนาง หรือก็คือคุณหนูสามตระกูลเจียง มีนามว่าเจียงโย่วเหยา ส่วนคนที่พวกเขาคาดคะเนว่าคง ‘อยู่ไม่พ้นฤดูร้อนปีนี้’ แน่นอนที่สุดว่าต้องเป็นเจียงหลี คุณหนูรองตระกูลเจียง

เจียงหลี... เมื่อแปดปีก่อนเคยกระทำความผิดจึงถูกส่งตัวไปขัดเกลาความประพฤติอยู่ที่สำนักนางชี แปดปีนั้นยาวนานนัก คนตระกูลเจียงแสร้งหลงลืมนาง ราวกับไม่เคยมีคนชื่อนี้อยู่ในบ้าน ปัจจุบันผู้ที่คอยดูแลจัดการทุกอย่างในบ้านก็คือจี้ซูหรัน และเพราะมารดามีอำนาจอยู่ในมือ... เจียงโย่วเหยาจึงพลิกฟื้นฐานะกลายเป็นคุณหนูคนสำคัญของบ้านตระกูลเจียงไปโดยปริยาย ส่วนบุตรสาวของอำมาตย์เจียงที่ถือกำเนิดจากอดีตฮูหยินใหญ่ผู้วายชนม์นามว่าเจียงหลีนั้นกลับไม่มีใครให้ความสำคัญ ในช่วงเวลาที่ป่วยหนัก คนทั้งจวนยังไม่รู้

ทว่าต่อให้รู้... ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

หยูอี้ถอนหายใจอยู่ในอก มองน้ำชาในมือที่เย็นชืด นางคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะฮูหยินใหญ่คนก่อนก็สิ้นบุญไปแล้ว คุณหนูรองเองก็ไม่ได้เป็นที่รักของใครๆ

โลกเราก็เป็นเช่นนี้ คนที่จากไปแล้วมักไร้ค่าดั่งน้ำชาที่เย็นชืด

วัดเฮ่อหลินซื่อเป็นวัดชื่อดังบนเขาชิงเฉิงซาน

หนทางขึ้นเขาถึงแม้จะทุรกันดารแต่ธรรมชาติด้านบนนั้นงดงามนัก ป่าทั้งป่าปกคลุมด้วยต้นไผ่ชวนให้ผู้มองรู้สึกสดชื่น เจ้าอาวาสทงหมิงเองก็เป็นภิกษุที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง

ห่างจากวัดเฮ่อหลินซื่อไม่ไกลนักมีสำนักนางชีตั้งอยู่

เมื่อเทียบกับวัดเฮ่อหลินซื่อที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย สำนักนางชีแห่งนี้ดูๆ ไปแล้วเหมือนสถานที่รกร้าง

ยิ่งฝนตกลงมา สายลมบนเขายิ่งหนาวเหน็บ

ห้องเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับห้องเก็บฟืนของสำนักนางชี มีเสียงร้องไห้ของสตรีแว่วดังขึ้น “คุณหนู… คุณหนู... จะทำอย่างไรดี...”

เซวียฟังเฟยลืมตาขึ้น พลันตกใจกับเสียงกรีดร้องก้องกังวานที่ข้างหู นางพยายามอย่างหนักเพื่อจะขยับปลายนิ้วมือ แต่รู้สึกว่าร่างของตนหนักอึ้งเหลือเกิน พอพยายามขยับอีกครั้งก็เข้าใจได้ทันที... ไม่ใช่เพราะร่างของนางหนัก แต่เป็นเพราะนางถูกทับด้วยผ้าห่มหลายชั้นจนถึงกับลุกไม่ขึ้น

เดิมทีผ้าห่มแต่ละผืนควรจะบางเบา แต่เนื่องจากอากาศที่เย็นชื้นจึงทำให้มันทั้งเปียกและหนัก พอนำมาห่อตัวจึงรู้สึกไม่สบายเอาเสียเลย นางเลิกผ้าห่มออกแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

เสียงร้องไห้ข้างกายหยุดลงทันที ณ เวลานี้มีเพียงแสงสลัวจากเทียนไขบนโต๊ะที่กำลังเต้นระริก ภาพแรกที่เซวียฟังเฟยมองเห็นคือใบหน้าของเด็กสาวนางหนึ่งที่ไม่สามารถปกปิดความยินดีไว้ได้ นางร้องอุทานขึ้นว่า “คุณหนูฟื้นแล้ว”

คุณหนู?

เซวียฟังเฟยงุนงง พอพิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้าก็พบว่าเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบห้าย่างสิบหกปี ตาบวมจนมองคล้ายเม็ดลูกท้อ อีกทั้งยังผ่ายผอมซีดเซียว สวมเสื้อสีน้ำเงินหลวมโพรก ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีเครื่องประดับเลยสักชิ้น เด็กสาวกำลังจ้องมองเซวียฟังเฟยแล้วหัวเราะอย่างยินดี

เรียกนางว่าคุณหนู หรือจะเป็นสาวใช้?

ต่อให้เด็กสาวผู้นี้เป็นสาวใช้คนเก่าที่นางพาออกเรือนมาด้วย ก็ไม่น่าจะใส่เสื้อผ้าอนาถาแบบนี้

เมื่อเซวียฟังเฟยได้สติกลับคืน ก็ลองใคร่ครวญในใจ นางจำไม่ได้ว่าตนเองเคยมีสาวใช้หน้าตาแบบนี้อยู่ข้างกาย หลังจากที่แต่งไปอยู่เมืองเยี่ยนจิง บิดามอบสาวใช้ประจำตัวให้นางสี่คน

หลังจากเกิดเรื่องฉาวโฉ่กับนาง สาวใช้ของนางมีสองคนที่ถูกมารดาของเสิ่นอวี้หยงตีจนตาย ส่วนอีกสองคนนางช่วยให้หนีไปได้ หลังจากนั้น สาวใช้คนสนิทที่คอยดูแลนางในเวลาต่อมา ก็เป็นคนขององค์หญิงหย่งหนิงแทบทั้งสิ้น

องค์หญิงหย่งหนิง...

ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว เซวียฟังเฟยเพิ่งนึกขึ้นได้ ความทรงจำสุดท้ายของนางคือภาพขององค์หญิงหย่งหนิงที่เข้ามาเหยียดหยามกันถึงในห้อง นางถูกบ่าวขององค์หญิงใช้ผ้ารัดคอจนตาย

เอ... หรือว่ายังไม่ตายกันแน่?

จะเป็นไปได้อย่างไร คนอย่างองค์หญิงหย่งหนิงมักตัดหญ้าไม่เหลือโคน จะปล่อยให้นางมีชีวิตรอดหรือ

หรือว่า... นางถูกคนช่วยเอาไว้?

เป็นเสิ่นอวี้หยงที่ช่วยนาง... หรือว่าคนอื่น

“เจ้าเป็นใคร” เซวียฟังเฟยเอ่ยขึ้น เมื่อถามจบนางเองก็ตกใจ เหมือนว่ามีอะไรผิดปกติกับตน แต่อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าผิดปกติที่ตรงไหน

พอถูกถาม เด็กสาวก็มีสีหน้าร้อนใจขึ้นมา นางกล่าวว่า “คุณหนู บ่าวคือถงเอ๋อไงเจ้าคะ”

ถงเอ๋อรึ เซวียฟังเฟยนึกไม่ออกว่ามีคนชื่อนี้อยู่ข้างกายตนมาก่อน

“คุณหนู” ถงเอ๋อมองเห็นปฏิกิริยานายของตน สีหน้าก็ยิ่งเศร้าสลด “คุณหนู บ่าวรู้ว่าในใจคุณหนูเคียดแค้นไม่เป็นสุข แน่ล่ะ... คุณหนูสามมีสิทธิ์อะไรมาแย่งงานแต่งของท่าน การหมั้นหมายก็เป็นเรื่องที่ฮูหยินใหญ่ในอดีตเตรียมการไว้นานแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิต ฝ่ายท่านหนิงหย่วนโหว* เองก็เถอะ เหตุใดถึงเห็นดีเห็นงามกับแผนชั่วของคนเลวกลุ่มนั้นไปได้ บ่าวรู้ว่าคุณหนูเจ็บแค้นนายท่านใหญ่ แต่ถ้าคุณหนูไม่คิดทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องคิดเผื่อท่านแม่บ้างนะเจ้าคะ หากท่านแม่ของคุณหนูที่อยู่บนสวรรค์มาเห็นบุตรสาวอยู่ในสภาพทุกข์ตรมเช่นนี้ จะโศกเศร้าเสียใจสักเพียงใด”

เซวียฟังเฟยมองสาวใช้ที่ร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสีหน้างุนงง คิดในใจว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับ ‘ท่านหนิงหย่วนโหว’ ได้อย่างไร

แน่ล่ะ... เซวียฟังเฟยรู้จักคนมีชื่อเสียงอย่างท่านหนิงหย่วนโหวและครอบครัว จำได้ว่าน้องสาวของเสิ่นอวี้หยงนามว่าเสิ่นหรูอวิ๋น ก็หลงใหลคลั่งไคล้บุตรชายของท่านหนิงหย่วนโหวเป็นอย่างมาก ชายผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นเอกบุรุษแห่งเมืองเยี่ยนจิง ทว่า... เกี่ยวข้องอะไรกับนางเล่า

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Busaba Cambunmee
สนุกหน้าติดตาม
เมื่อ 2 วัน 15 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย champacat
เรื่องนี้สนุกดีนะ
เมื่อ 1 เดือน 10 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว