เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 8 จะเป็นไปได้หรือ...

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 8 จะเป็นไปได้หรือ...

ในคำพูดของเจียงหลีไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่ตนทำร้ายแม่เลี้ยงแล้วถูกทำโทษแม้แต่น้อย กล่าวแต่เพียงว่าตนเองถูกส่งมาปฏิบัติธรรม เพื่อนำพาความสุขไปสู่คนในบ้าน หากคนภายนอกได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็คงรู้สึกว่าคุณหนูรองเจียงเลี่ยงหนักเป็นเบา แต่เมื่อหลิ่วฮูหยินได้ฟัง คำกล่าวนี้กลับมีความนัยลึกซึ้งยิ่งกว่า

หลิ่วฮูหยินและเย่เจินเจินเป็นสหายรักกันมายาวนาน นางรู้ว่าเย่เจินเจินเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าบุตรสาวของเย่เจินเจินจะเป็นคนใจดำอำมหิต เพียงแต่ตอนที่เจียงหลีเกิดเรื่อง หลิ่วฮูหยินไม่ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลเจียงหลายปีแล้ว อีกทั้งเจียงหลียังผลักจี้ซูหรันจนแท้งลูกต่อหน้าต่อตาฮูหยินคนอื่นๆ พยานหลักฐานแน่นหนา แม้หลิ่วฮูหยินจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

มาตอนนี้ได้เห็นบุตรสาวของสหายรักถูกคนรังแก หลานสาวก็ช่างอ่อนโยนดีพร้อมถึงเพียงนี้ ภายในใจของหลิ่วฮูหยินบังเกิดความคลางแคลง เจียงหลีไม่ได้เอ่ยถึงความผิดของตนออกมาสักคำ หรือว่าจริงๆ แล้วนางไม่ได้ทำอะไรผิด

ใจของหลิ่วฮูหยินร้อนรนนัก เห็นเจียงหลีเงยหน้ามองตน แล้วเอ่ยอย่างไม่เข้าใจว่า “เพิ่งนึกขึ้นได้ เหตุใดฮูหยินจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ” เจียงหลีถาม “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฮูหยินและนายท่านทั้งหลายคงไม่ได้มาเพื่อกราบพระขอพรกระมัง”

พูดจบ ใบหน้าของคนเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป

หลิ่วฮูหยินมีสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงเปรยกับเจียงหลีว่า “สำนักนางชีแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อบิดาส่งเจ้ามา ก็ควรทำใจยอมรับให้ได้... เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมกลับไปพร้อมข้า หลังจากข้ากลับเยี่ยนจิงในวันพรุ่งนี้ คาดว่าไม่นานบิดาก็จะมารับตัวเจ้ากลับเช่นกัน”

เจียงหลีมีสีหน้าเหมือนกับฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ขอบพระคุณฮูหยินเป็นอย่างสูง”

“อวี้เซียง” หลิ่วฮูหยินกล่าวกับสาวใช้คนสนิท “ระหว่างนี้ ให้อยู่ที่นี่เพื่อปรนนิบัติคุณหนูรองเจียง ข้างกายของคุณหนูมีแค่สาวใช้เพียงคนเดียว เกรงจะดูแลได้ไม่ครบถ้วน” แล้วก็มองไปยังเจียงหลี พูดขึ้นว่า “คุณหนูรองอย่าได้ปฏิเสธ ข้าเป็นสหายสนิทของมารดาเจ้า อวี้เซียงเป็นสาวใช้คนสนิทของข้า อีกทั้งยังมีวรยุทธอยู่บ้าง ให้อวี้เซียงอยู่ข้างกายเจ้าข้าถึงจะมั่นใจ รอให้เจ้ากลับถึงเมืองเยี่ยนจิงแล้วจึงค่อยส่งอวี้เซียงกลับมาหาข้าก็แล้วกัน”

เจียงหลีกล่าวขอบคุณหลิ่วฮูหยิน

หลังจากนั้น หลิ่วฮูหยินจึงนำคณะเดินทางแยกย้ายเข้ามาพักผ่อนภายในสำนักนางชี พอมีอวี้เซียงคอยติดตาม เจียงหลีและถงเอ๋อจึงเปลี่ยนมาพักอยู่ในห้องที่สะดวกสบายขึ้น เป็นห้องที่ปกตินางชีพำนักอยู่ ส่วนนางชีเหล่านั้นไม่รู้ว่าหายไปไหน ถึงไม่เห็นแม้เงา

ถือโอกาสตอนที่อวี้เซียงไปตักน้ำ ถงเอ๋อรีบถามเจียงหลีเสียงเบา “คุณหนู เกิดเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ”

“ข้าส่งเจ้าไปให้อาหารลิงพวกนั้นไม่ใช่รึ” เจียงหลีกล่าว “ท่านเจ้าอาวาสทงหมิงแห่งวัดเฮ่อหลินซื่อ มีศิษย์ที่ชื่อว่าเหลี่ยวอู้ เขามีสัมพันธ์ลับอันลึกซึ้งอยู่กับจิ้งอันซือไท่ของสำนักเรา ทั้งสองจะมาลอบพบกันที่ป่าด้านหลังวัดเฮ่อหลินซื่อในวันที่สิบเก้าของทุกเดือน ลิงบนเขาถูกเจ้าให้อาหารมาครึ่งเดือนแล้ว ทุกวันเมื่อถึงเวลาก็จะไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น วันนี้เป็นวันที่สิบเก้าพอดี พวกลิงก็ไปรอเจ้าตามปกติ ฝูงลิงเห็นแต่จิ้งอันซือไท่กับเหลี่ยวอู้ เข้าใจว่าทั้งสองเป็นคนให้อาหารก็เลยเข้าไปขอ ทั้งสองคนกำลังทำเรื่องฉาวโฉ่จึงจิตใจไม่สงบ คงจะตกใจจนส่งเสียงร้องออกมา เรื่องแดงถึงหูบรรดาฮูหยินทั้งหลาย ฮูหยินและคุณหนูที่มากราบพระที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ดีมีตระกูล จะยอมให้เกิดเรื่องอัปยศในศาสนสถานได้อย่างไร คาดว่าพวกเขาคงจัดการคุมตัวเหล่านางชีทั้งหลายในวัดเอาไว้แล้ว”

ถงเอ๋อฟังอย่างตกตะลึง ได้แต่พึมพำว่า “จะเป็นไปได้หรือ...” ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยความตื่นเต้น “เรื่องแบบนี้ คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าคะ”

“เคยได้ยินมาน่ะ” เจียงหลียกชาที่อยู่บนโต๊ะขึ้นจิบ “นางชีสองคนกำลังนินทา ข้าได้ยินเข้าพอดี”

ถงเอ๋อยังรู้สึกรับไม่ได้ “ช่างน่าบัดสีนัก”

เจียงหลีหัวเราะ นางย่อมรู้อยู่แล้ว... เมื่อชาติก่อนตอนที่ยังเป็นเซวียฟังเฟย องค์หญิงหย่งหนิงมักใช้คนต้มยามาส่งให้ เพื่อหมายจะเอาชีวิต นางถูกขังอยู่แต่ในห้อง วันๆ ต้องคอยเงี่ยหูฟังบ่าวรับใช้พูดคุยนินทาเรื่องต่างๆ กันอย่างสนุกปากโดยไม่สนใจว่านางจะได้ยิน มองนางเหมือนคนที่ตายไปแล้ว นางจึงรู้ว่าองค์หญิงหย่งหนิงและเสิ่นอวี้หยงแอบนัดพบกันที่วัดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเยี่ยนจิง

บ่าวรับใช้พวกนั้นยังพูดถึงเรื่องอัปยศอื่นๆ อีกมาก เช่น เหลี่ยวอู้แห่งวัดเฮ่อหลินซื่อที่แท้ก็เป็นพระบ้าตัณหา มีหญิงจำนวนไม่น้อยถูกเหลี่ยวอู้รังแก แม้กระทั่งนางชีในวัดก็ไม่เว้น องค์หญิงหย่งหนิงได้อุบายมากมายมาจากเหลี่ยวอู้ ถึงนัดพบเสิ่นอวี้หยงที่วัดได้

เมื่อนางตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นคุณหนูรองเจียง ได้รู้ว่าไม่ไกลจากที่นี่คือวัดเฮ่อหลินซื่อ สิ่งแรกที่นึกขึ้นมาได้ก็คือเรื่องฉาวโฉ่นี้ ครั้นได้เห็นจิ้งอันซือไท่ด้วยตาตนเอง เจียงหลีก็รู้ได้ทันทีว่าจิ้งอันซือไท่ต้องมีชู้รัก ออกบวชทั้งที่ยังงดงามและอายุน้อย หากไม่มีชู้รัก เหตุใดจะต้องผัดแป้ง แต่งเนื้อแต่งตัวให้คนอื่นดูเล่า

ตอนนั้น แผนการในใจของเจียงหลีจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แผนการนี้ไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จ บางทีสิ่งที่บ่าวรับใช้พวกนั้นซุบซิบนินทาอาจไม่ใช่ความจริง ไม่แน่ว่าชู้รักของจิ้งอันซือไท่อาจไม่ใช่เหลี่ยวอู้ หรือไม่ตอนที่พวกเขาแอบพลอดรักกันก็อาจจะไม่ได้ส่งเสียงดังจนผู้คนแตกตื่น หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวเหล่านี้ก็จะต้องกลายเป็นโมฆะ ไม่สามารถยังประโยชน์ให้นางได้

ถึงเวลานั้น เจียงหลีคงจำเป็นต้องคิดหาแผนการอื่น

ทว่านางดวงดี แค่ทดลองก็ทำได้สำเร็จ

ถงเอ๋อพนมมือ “โชคดีจริงๆ ที่คุณหนูหูดี ได้ยินพวกนั้นพูดนินทา โชคดีจริงๆ ที่คุณหนูคิดแผนนี้ขึ้นมาได้ ไม่แน่ อาจเป็นเพราะคืนนี้พวกเราเจอผี... ไม่ใช่สิ เจอเซียนศักดิ์สิทธิ์เข้า ทำให้พวกคนชั่วพากันได้รับผลกรรม”

เซียนศักดิ์สิทธิ์รึ ภาพบุรุษหนุ่มใบหน้าคมคายผุดขึ้นมาในสมองของเจียงหลี

“เขาไม่ใช่เซียน” เจียงหลีหัวเราะเบาๆ “เขาคือซู่กั๋วกง*”

“หนังสือร้องเรียนของท่านหยังหัวถิงถูกริบไว้ เฉิงอ๋องเรียกตัวท่านเสนาบดีเข้าจวน ตอนนี้ฝ่าบาทตามหาท่านไปทั่วแล้ว”

“อืม”

“นายท่านเพิ่งจะ...” องครักษ์ร่างใหญ่เหน็บดาบไว้กับลำตัว พูดได้เพียงครึ่งประโยค ชายหนุ่มข้างกายก็ส่งเสียง ‘จุ๊ จุ๊’ ปรามไว้เสียก่อน

ในหุบเขาเงียบสงัด แสงตะเกียงของวัดที่อยู่ไม่ห่างยังคงส่องสว่างเช่นเคย ค่ำคืนนี้เขาไม่คิดจะนอนหลับพักผ่อน อยากเดินเที่ยวชมบางอย่างเสียมากกว่า เขาเอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจว่า “เหวินจี้ เวลาดูละครอย่าพูดมาก”

องครักษ์ที่มีนามว่าเหวินจี้ไม่พูดอะไรอีก

“เขาชอบดูละคร” ในห้อง เจียงหลีกำลังเล่าสิ่งที่รู้ให้ถงเอ๋อฟัง

“คุณหนู ท่านบอกว่านั่นคือ... นั่นคือซู่กั๋วกงหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อถาม

เจียงหลีพยักหน้า “ไม่ผิด”

ชื่อของชายหนุ่มที่เก่งกาจเป็นอันดับต้นๆ ของแคว้นเยี่ยนผุดขึ้นมาในหัว ซู่กั๋วกงเป็นกั๋วกงที่อายุน้อยที่สุด จะว่าไปแล้วตอนนี้เขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบสี่ปี

ซู่กั๋วกงมีนามว่า ‘จีเหิง’ บิดาคือ ‘จีหมิงหัน’ เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งจินอู่ จีหมิงหันเคยติดตามช่วยเหลืออดีตฮ่องเต้บุกเบิกแว่นแคว้น มีความดีความชอบใหญ่หลวง อดีตฮ่องเต้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เป็นซู่กั๋วกง

แม่ทัพใหญ่แห่งจินอู่มีวรยุทธล้ำเลิศ ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มาโดยตลอด เป็นที่หมายปองของสตรีทั้งหลายในแคว้นเยี่ยน ทว่าโชคไม่ดี... ท่านแม่ทัพใหญ่จีหมิงหันผู้นี้กลับเลือกแต่งกับบุตรสาวขุนนางที่มีโทษติดตัวอย่างอวี๋หงเย่

ยามนั้นบิดาของอวี๋หงเย่มีส่วนพัวพันกับคดีฉ้อโกง เมื่อถูกตรวจสอบได้จึงต้องรับโทษ อวี๋หงเย่ผู้เป็นบุตรีของตระกูลอวี๋จึงถูกส่งไปอยู่ที่หอชิงโหลว จีหมิงหันที่ยังหนุ่มแน่นกำลังนั่งดื่มกินกับพรรคพวก เห็นอวี๋หงเย่เข้าก็ตกหลุมรักทันที

อวี๋หงเย่โฉมสะคราญดั่งนางสวรรค์ ทั้งยังเฉลียวฉลาดล้ำเลิศ ต่อให้เป็นบุตรีของขุนนางต้องโทษ บรรดาชายทั้งหลายในเมืองเยี่ยนจิงก็ยังพากันหลงรัก หลังจากได้พบหน้าเพียงหนึ่งครั้ง จีหมิงหันก็ซื้อตัวอวี๋หงเย่ออกมาจากหอชิงโหลวแล้วรับนางขึ้นเป็นฮูหยิน

อวี๋หงเย่แต่งกับจีหมิงหันได้หนึ่งปีก็ให้กำเนิดจีเหิง ตอนที่จีเหิงอายุได้หนึ่งขวบเกิดศึกใหญ่ทางด้านตะวันออก จีหมิงหันรับคำสั่งให้ไปออกรบ ระหว่างนั้นเอง... อวี๋หงเย่เกิดป่วยหนักจนไร้หนทางรักษา

ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่ายามนั้น จู่ๆ บ่าวรับใช้ภายในบ้านตระกูลจีก็ถูกสับเปลี่ยนไปจนหมด สาวใช้ประจำตัวของอวี๋หงเย่ก็หายสาบสูญ จีหมิงหันตัดสายสัมพันธ์กับทุกคนในตระกูล เขาจัดการภารกิจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ทิ้งบุตรชายที่ชื่อจีเหิงให้ผู้เป็นปู่ช่วยดูแล

ภายหลัง ก่อนอดีตฮ่องเต้สวรรคตทรงสถาปนาฮ่องเต้หงเซี่ยวให้ขึ้นครองราชย์ ส่วนจีเหิงน้อยก็ให้ดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา... กลายเป็นกั๋วกงที่อายุน้อยที่สุดในแคว้น

ชีวิตของจีหมิงหันมากด้วยสีสัน... พอมาถึงรุ่นของจีเหิงก็ไม่ได้น้อยหน้าบิดาเลยสักนิด เรื่องที่ทำให้ผู้คนในเมืองเยี่ยนจิงกล่าวขวัญอันดับแรกคงจะเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายของจีเหิง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
เรื่องนี้พระเอกเหมือนตัวประกอบเลยออกน้อยเกิน555
เมื่อ 3 สัปดาห์ 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Nunu Varas
พระเอกสายนิ่ง ออกน้อยจริงๆ ช่วงแรก
เมื่อ 1 เดือน 3 วันที่แล้ว

รีวิว