เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 4 เราเป็นใครกัน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 4 เราเป็นใครกัน

สาวใช้ยังคงร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย

จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าดังครืน ภายในห้องนอนพลันสว่างวาบ สภาพห้องที่เก่าทรุดโทรม ผ้าห่มที่เย็นเฉียบและเปียกชุ่มเผยออกมาให้เซวียฟังเฟยเห็นชัดเจนด้วยสองตา

หญิงสาวเข้าใจทันใดว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

เสียงนี้... เสียงของนางเมื่อครู่... โทนเสียงเล็ก ใสกระจ่าง เจือความอ่อนล้า แต่เป็นน้ำเสียงของเด็กสาว

ไม่ใช่เสียงของนาง!

“เราเป็นใครกัน” เซวียฟังเฟยกระซิบถามตัวเอง

ถงเอ๋อได้ยินก็ถึงกับชะงัก

“ข้าเป็นใคร” เซวียฟังเฟยเงยหน้าขึ้นถามถงเอ๋อ

“ท่าน... ท่านพูดอะไรเจ้าคะ” ถงเอ๋อคิดว่านางยังคงอยู่ในอาการมึนงง จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านคือคุณหนูรองเจียง บุตรีของท่านอำมาตย์ผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตในราชสำนัก” ซ้ำยังพูดเสริมขึ้นอีกว่า “เป็นคุณหนูที่เปี่ยมไปด้วยเงินทองและยศถา”

บุตรสาวคนที่สองของตระกูลเจียง บุตรีอำมาตย์ผู้มีนามว่าเจียงหลี... เซวียฟังเฟยหลับตาลง

นางกลายเป็นเจียงหลี!

ไม่ว่าจะมองอีกสักกี่ครั้ง เซวียฟังเฟยก็ยังไม่ชิน

ภาพของเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปีที่เห็นในคันฉ่อง ดูแล้วไม่ต่างกับสาวใช้ของนางที่ชื่อถงเอ๋อสักเท่าไร ทั้งคู่ดูผอมเสียจนน่าตกใจ

ความคิดของเซวียฟังเฟยล่องลอยไปไกล นางไม่คิดว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ หรืออาจพูดได้ว่ามีชีวิตอยู่ภายในร่างเจียงหลี บุตรีของมหาอำมาตย์คนปัจจุบัน

เพียงแต่บุตรีของท่านอำมาตย์ผู้นี้ดูจะไม่มีความสำคัญสักเท่าไร มารดาแท้ๆ ของเจียงหลีเกิดในตระกูลเย่แห่งเมืองเซียงหยาง นับเป็นตระกูลคหบดีใหญ่ที่มีชื่อเสียงในแคว้นเยี่ยน บ้านตระกูลเย่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล เดิมทีเจียงหยวนปั๋วเองก็ไม่ได้มียศมีตำแหน่งในราชสำนักดังเช่นทุกวันนี้ แต่ด้วยนายท่านตระกูลเย่ถูกชะตา จึงได้มอบบุตรสาวคนเล็ก ‘เย่เจินเจิน’ ให้แต่งออกมาอยู่กินกับเขา ฐานะความเป็นอยู่ของเจียงหยวนปั๋วจึงดีขึ้นตามลำดับ

ใครจะรู้... พอเย่เจินเจินแต่งออกไปแล้วนางจะสิ้นใจหลังจากคลอดบุตรสาวได้ไม่นาน ในตอนนั้นเจียงหลีอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบหลังจากมารดาป่วยตาย เจียงหยวนปั๋วก็แต่งเอาจี้ซูหรัน บุตรสาวของจี้เยี่ยนหลิน ซึ่งเป็น ‘ขุนนางตำแหน่งฟู่ตูอวี้สื่อ’* เข้ามาในบ้าน แต่งกันได้ปีเดียวจี้ซูหรันก็ให้กำเนิดเจียงโย่วเหยา

พอจี้ซูหรันตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง เจียงหลีก็อายุได้เจ็ดขวบพอดี

มีข่าวลือมาว่า ในตอนนั้นเจียงหลีน้อยเกิดขัดอกขัดใจอะไรไม่ทราบ นางผลักจี้ซูหรันตกบันไดต่อหน้าต่อตาฮูหยินทั้งหลายที่มาเป็นแขกของจวน เป็นเหตุให้จี้ซูหรันแท้งบุตรชาย ทั้งยังบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

เรื่องนี้ทำให้เจียงหยวนปั๋วโกรธจัด ยังดีที่จี้ซูหรันช่วยพูดจาขอร้องแทน แต่อย่างไรเสียเจียงหลีก็หนีไม่พ้นข้อหาทำร้ายแม่เลี้ยงและสังหารน้องชาย ด้วยเหตุนี้นางจึงถูกส่งตัวเข้าสำนักนางชีเพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่

หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อพูดถึงคุณหนูรองเจียง คนในเมืองเยี่ยนจิงก็จะนึกถึงแต่วีรกรรมเลวร้ายที่นางเคยกระทำเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

หลังจากที่เย่เจินเจินสิ้นใจ ด้วยความกลัวว่าเจียงหลีจะถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง ญาติฝ่ายมารดาอย่างตระกูลเย่เคยส่งคนมารับตัวเจียงหลีอยู่หลายครั้ง หากว่าเจียงหลียินยอมนางก็สามารถไปอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเย่ที่เมืองเซียงหยางได้ทันที ไม่ต้องพูดถึงว่าคนตระกูลเจียงจะห้ามปรามหรือไม่ เป็นตัวเจียงหลีเองต่างหากที่เป็นฝ่ายไม่ยอมจากไป นานวันเข้าคนตระกูลเย่ก็ไม่เข้ามาก้าวก่ายอีก

เซวียฟังเฟยเคยได้ยินข่าวซุบซิบประเภทนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าบุตรสาวที่ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโหดเหี้ยมอำมหิต จะมีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าอนาถถึงเพียงนี้

มหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋วที่มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนัก ไหนจะจี้ซูหรันผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีดั่งพระโพธิสัตว์ เหตุใดทั้งสองกลับไม่สนใจไยดีอาการป่วยหนักแทบสิ้นใจของบุตรสาวอย่างเจียงหลีเอาเสียเลย?

หรือว่าเรื่องนี้มี ‘ลับลมคมใน’ ที่คนนอกอย่างนางยังไม่รู้?

หรือว่าเจียงหลีคิดสั้นไปเอง?

จำได้ว่าเมื่อตอนที่เย่เจินเจินมารดาของเจียงหลียังมีชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเจียงกับท่านหนิงหย่วนโหวนั้นไม่เลวนัก ทั้งสองตระกูลมียศถาบรรดาศักดิ์ทัดเทียมทั้งยังสนิทสนมกัน ทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวถือกำเนิดก่อนเจียงหลีหนึ่งปีพอดิบพอดี ด้วยเหตุนี้เย่เจินเจินและโหวฮูหยินจึงเอ่ยปากขอหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล หวังว่าเมื่อเติบใหญ่เด็กทั้งสองจะได้ตบแต่งเป็นฝั่งเป็นฝา ในวันข้างหน้าก็สามารถพึ่งพากันได้

พอท่านหนิงหย่วนโหวทราบคำสัญญาปากเปล่านี้ ก็จัดการให้โหวฮูหยินภรรยาของตนร่างข้อสัญญาขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ถึงแม้เย่เจินเจินจะมีความลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงว่าบุตรสาวตนสามารถเป็นสะใภ้ของโหวฮูหยินได้ก็ยินดีนัก โหวฮูหยินเป็นคนมีเมตตา หากเจียงหลีได้แม่สามีเช่นนี้ แน่นอนว่าชั่วชีวิตที่เหลือของนางย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค

ตอนนี้ถึงแม้เย่เจินเจินจะเสียชีวิตไปแล้ว ทว่าสัญญาเรื่องการแต่งงานระหว่างทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวกับเจียงหลีนั้นยังคงอยู่ แม้เมืองเยี่ยนจิงจะไม่มีใครกล่าวถึง ทว่าทั้งสองตระกูลล้วนถือหนังสือสัญญาไว้ในมือ

แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน สาวใช้ที่มาส่งข้าวให้กับนางชีในสำนักจู่ๆ ก็กล่าวลอยๆ ขึ้นมาว่า ทายาทท่านหนิงหย่วนโหวเดินทางมาสู่ขอแล้ว ทว่า... คนที่ถูกสู่ขอกลับกลายเป็นคุณหนูสามเจียงโย่วเหยาแทน

เจียงหลีถึงกับตะลึงงัน

ในสัญญาระบุว่าทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวจะต้องมาสู่ขอคุณหนูรองเจียงหลี แต่ทำไมกลับกลายเป็นคุณหนูสามเจียงโย่วเหยาไปได้ ด้วยนิสัยบุ่มบ่ามใจร้อนของเจียงหลี นางคิดจะกลับเมืองเยี่ยนจิงเพื่อถามหาคำอธิบายให้จงได้ จึงโดนสาวใช้พูดกระทบกระเทียบต่อไปอีกว่า ‘คนทั้งเมืองเยี่ยนจิง ตอนนี้รู้จักแต่คุณหนูสามเจียงเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าคุณหนูรองเป็นใคร แต่ต่อให้รู้จักก็รู้เพียงว่าเป็นหญิงแพศยา ใจดำอำมหิตที่มุ่งร้ายแม่เลี้ยงและสังหารน้องชายจนตายตั้งแต่ในครรภ์ คนแบบนี้จะเหมาะสมกับทายาทท่านหนิงหย่วนโหวได้อย่างไร สงสัยว่าคนในจวนของท่านหนิงหย่วนโหวเองก็ไม่ได้สนใจคุณหนูรองสักเท่าไร ถึงได้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว’

สาวใช้ยังประชดว่า ‘หากคุณหนูรองเจียงยังรั้นจะกลับไปให้ได้ก็ไปเถิด นางจะกลายเป็นแค่ตัวตลกให้คนด่าทอสนุกปากเท่านั้น ต่อให้สุดท้ายคนในจวนหนิงหย่วนโหวจำเป็นต้องมาสู่ขอเจียงหลีจริง พวกเขาก็คงนึกอับอายถึงขั้นเจ็บแค้น ในภายภาคหน้าความแค้นก็จะกลายเป็นเกลียดชังเสียด้วยซ้ำ’

พอคุณหนูรองเจียงได้ยินเข้า ก็หันหลังกระโดดลงทะเลสาบ

เมื่อถูกช่วยขึ้นมากลับป่วยหนักจนผ่ายผอมลงทุกวัน จากเดิมที่ผอมอยู่แล้วก็ยิ่งซูบเซียวประหนึ่งต้นหญ้าที่พร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แม้ว่าจะป่วยหนักขนาดนี้ ตระกูลของนางก็ยังไม่เคยส่งคนมาเยี่ยมไข้ดูใจเลยสักครั้ง

หรือบางทีอาจรอให้นางตายแล้วจึงจะส่งคนมาเก็บศพก็เป็นได้

หรืออาจจะหวังให้เจียงหลี ‘ป่วยตาย’ ไปเองตามยถากรรมในสำนักนางชีแห่งนี้ พวกเขาจะได้พูดอย่างเต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกับนาง

เหตุการณ์นี้เหมือนกับที่องค์หญิงหย่งหนิงและเสิ่นอวี้หยงทำกับเซวียฟังเฟยอย่างไรก็อย่างนั้น

ถงเอ๋อที่อยู่อีกด้านตัดฟืนไปก็เงี่ยหูฟังด้วยสีหน้าไม่พอใจ บนเขาอากาศไม่ร้อนอบอ้าว ค่อนไปทางเย็นชื้น อาหารและเครื่องใช้ของสองนายบ่าวล้วนต้องพึ่งพาตนเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ฝึกจิตเพื่อบรรลุธรรม บำเพ็ญตนเพื่อขัดเกลานิสัย’ พวกนางถูกนักบวชหญิงในสำนักนางชีที่ ‘รับเงินบริจาคไปแล้ว’ กลั่นแกล้งอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“รู้อย่างนี้ สู้กลับไปอยู่กับตระกูลเย่ที่เมืองเซียงหยางยังดีเสียกว่า” ถงเอ๋อกล่าวเสริมอีกว่า “ตอนนี้เราสองคนนายบ่าวช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน”

เซียงหยางรึ... สีหน้าของเซวียฟังเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย

จริงสิ... ท่านตาท่านยายของเจียงหลีอยู่ที่เมืองเซียงหยางนี่นา ตัวนางเองก็อยากกลับเมืองเซียงหยางด้วยเหมือนกัน

นางอยากกลับไปเคารพศพท่านพ่อ อยากกลับไปคุกเข่าต่อหน้าบิดา เพราะนางอกตัญญู เลือกแต่งกับคนเลว จนส่งผลกระทบร้ายแรงต่อครอบครัว ทำให้บิดาต้องคลุ้มคลั่งเสียใจจนตาย น้องชายก็ถูกลอบสังหาร

นางอยากกลับเมืองเซียงหยาง แต่จะให้ดีที่สุดต้องกลับไปจัดการธุระด่วนที่เมืองเยี่ยนจิงเสียก่อน ทว่าตอนนี้จะทำอย่างไรถึงจะหลุดออกจากสำนักนางชีแห่งนี้ได้

กล่าวกันว่าเหล่าเทพเซียนที่ปกป้องคุ้มครองจะสถิตอยู่เหนือเกล้าของเราขึ้นไปเล็กน้อย วันที่ฝนตกเช่นนี้ ต่อให้เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามอง ยังไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างรำไร มีเพียงความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด เอาเถอะ... ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างไรเสียชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ

องค์หญิงหย่งหนิงเคยเตือนนางไว้ก่อนตายว่าชาติหน้า ให้นางเลือกเกิดเป็นบุตรสาวของตระกูลที่สูงศักดิ์ ต้องขอบใจองค์หญิงที่ทรงพร่ำสอน ตอนนี้เซวียฟังเฟยเป็นถึงบุตรสาวของมหาอำมาตย์ แม้ว่ายังมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนัก แต่คนอย่างนางก็จะไม่ละเลยโอกาสนี้ นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายตนได้อีก... พวกเจ้าต่างหาก เตรียมพร้อมรับมือกับข้าคนใหม่แล้วหรือยัง

เซวียฟังเฟยคนเก่าตายไปแล้ว ต่อแต่นี้จะไม่มีสตรีชื่อนั้นอีก

“ข้าคือเจียงหลี” นางพูดกับตัวเอง

ใช่... นางคือเจียงหลี คุณหนูรองเจียง!

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Busaba Cambunmee
สนุกๆติดตามต่อไป
เมื่อ 5 วัน 20 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย Boomfaliona
มาเกิดใหม่แล้ว แก้แค้นๆๆๆ
เมื่อ 1 สัปดาห์ 2 วันที่แล้ว

รีวิว