เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 9 อรหันต์หน้าหยก

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 9 อรหันต์หน้าหยก

ได้ยินว่าอวี๋หงเย่มารดาของจีเหิงนั้นงดงามล่มเมือง มีรอยยิ้มละมุนละไมดั่งภาพวาด สมกับที่ได้ฉายาว่า ‘ภูตพราย’ ความหล่อเหลาของจีเหิงได้รับมรดกตกทอดมาจากมารดาเป็นส่วนใหญ่ ทำเอาเหล่าสตรีพากันคลั่งไคล้ใหลหลง

จีเหิงผู้นี้ทั้งหล่อเหลาและเย็นชา อารมณ์แปรปรวน จิตใจยิ่งไร้ปรานี แม้ริมฝีปากจะหัวเราะแต่ขณะเดียวกันก็สามารถลากคนไปตัดหัวได้โดยไม่กะพริบตา ชาวเมืองเยี่ยนจิงจึงให้สมญานามว่า ‘อรหันต์หน้าหยก’ แต่ไม่ว่านิสัยเขาจะเป็นอย่างไร ก็ยังคงมีหญิงสาวจำนวนมากคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด

อีกทั้งเขาเองก็ชอบทำตัวให้เป็นข่าว ลือกันว่าขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองเยี่ยนจิง กระทั่งกลุ่มราชนิกุลยังต้องให้ความเคารพเขาอยู่หลายส่วน

จีเหิงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถ้าหากว่าทำผิดต่อเขาก็เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัว เขาชอบสวมอาภรณ์ฉูดฉาดดูแล้วยิ่งมีสีสัน นิยมชมชอบคนรูปงาม แม้กระทั่งเด็กรับใช้ในจวนที่มีหน้าที่จุดตะเกียงก็ยังต้องมีใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา

จีเหิงมีเรื่องที่ชอบทำอยู่สองอย่าง หนึ่งคือชมบุปผา สองคือดูละคร ในจวนของเขาเก็บรวบรวมบุปผชาตินานาพันธุ์ไว้มากมาย ชอบเรียกคณะละครมาจัดการแสดง หากทำได้ดีก็จะมอบเงินรางวัลให้นับพันตำลึง หากดูแล้วไม่ชอบใจก็จะไล่นักแสดงทั้งคณะออกนอกเมืองเยี่ยนจิงไปทันที นักแสดงในเมืองเยี่ยนจิงทั้งชื่นชอบและเกลียดชังเขา

มีคนร่ำลือว่าที่จีเหิงคลั่งไคล้การดูละครเป็นเพราะเขาชอบเลี้ยงนักแสดง คุณชายสูงศักดิ์ในเมืองเยี่ยนจิงก็มักจะมีเรื่องน่าอายซ่อนเร้น จำได้ว่ามีนักแสดงแนวหน้าแห่งคณะละครจี๋อันโด่งดังคนหนึ่งโดนตีจนแขนขาหัก แล้วถูกขับไล่ออกจากจวนกั๋วกงในเช้าวันหนึ่ง ได้ยินว่าเขาลุกจากเตียงมาทำงานไม่ไหวจึงถูกโละทิ้ง เรื่องนี้เล่าขานกันอย่างสนุกปากเรื่อยมา

กล่าวโดยรวมแล้ว ซู่กั๋วกงนั้นก็คือบุรุษที่ไม่เคยเห็นหัวใคร อารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป็นคนร้ายลึกน่ากลัว ทั้งยังเป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่รู้จักทำดีกับผู้อื่น

หนุ่มหล่อเหลาที่ร้ายกาจ อย่างไรก็ยังคงเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลา

ถงเอ๋อก็เคยได้ยินชื่อของซู่กั๋วกงเช่นกัน เมื่อแปดปีก่อนตอนที่มาถึงวัดใหม่ๆ ในยามนั้นเจียงหลีมีอายุเพียงเจ็ดปี ส่วนซู่กั๋วกงนั้นอายุครบสิบหกแล้ว ไม่มีใครในเมืองเยี่ยนจิงไม่รู้จักเขา คิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกับเขาที่นี่

“เหตุใดคุณหนูถึงรู้ว่าเป็นซู่กั๋วกงเล่าเจ้าคะ” ถงเอ๋อถาม “คุณหนูไม่เคยเห็นซู่กั๋วกงมาก่อน”

เจียงหลีอมยิ้ม

เหตุใดนางถึงรู้จักซู่กั๋วกงน่ะหรือ ตอนที่นางยังเป็นเซวียฟังเฟย แต่งกับเสิ่นอวี้หยงมาอยู่ที่เมืองเยี่ยนจิงนั้น เป็นเพราะชื่อเสียงเรื่องโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของนาง คนที่นิยมชมชอบของสวยงามอย่างซู่กั๋วกงมีหรือจะไม่มาให้เห็นด้วยตาตนเอง

ซู่กั๋วกงได้พบหน้าแล้วคิดอย่างไรกับเซวียฟังเฟยน่ะหรือ เล่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ซู่กั๋วกงยืนอยู่ข้างถนน พบเซวียฟังเฟยกับน้องสาวของเสิ่นอวี้หยงที่เดินอยู่ในร้านขายเครื่องประดับเข้าพอดี แค่มองปราดเดียวเขาก็สบถออกมาว่า ‘ก็สวยอยู่หรอก แต่ดูเหมือนตอไม้แข็งทื่อ’

เรื่องราวนี้ถูกเอามาเล่าจนเป็นเรื่องตลกขบขันของเมืองเยี่ยนจิงอยู่นานพอควร เซวียฟังเฟยเองพอได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่เสิ่นอวี้หยงกลับโกรธเคืองนัก น้องสาวของเสิ่นอวี้หยงและมารดามองว่าเซวียฟังเฟยเป็นเหตุให้บ้านตระกูลเสิ่นถูกหัวเราะเยาะ เพราะอย่างนั้นจึงสั่งห้ามนางออกจากบ้านเป็นเวลาถึงสามเดือน

ตอนนี้มาคิดทบทวนอีกครั้ง นางก็ยังคงไม่โกรธคำพูดของซู่กั๋วกง ซ้ำยังรู้สึกว่าจีเหิงกล่าวได้ถูกต้องนัก ตอนที่นางแต่งให้กับเสิ่นอวี้หยงนั้น เพื่อจะตีสนิทกับมารดาและน้องสาวของเขา นางพยายามเป็นสะใภ้ที่ดี เก็บความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองไว้ ไม่ยอมเปิดเผยออกมา ทำตัวเป็นภรรยาที่ว่านอนสอนง่าย ไม่แสดงความแก่นแก้วของสาวน้อยผู้รักอิสระให้ใครเห็น

การที่จะรักใครสักคนจนละทิ้งตัวตนกลายเป็นอีกคนนั้น เป็นการกระทำที่ไร้ค่านัก เสมือนตอไม้ เป็นร่างไร้วิญญาณอย่างที่เขาพูดไม่มีผิด

เจียงหลีกล่าว “ในราชสำนัก บุรุษหน้าตาเช่นนี้จะมีก็แต่ซู่กั๋วกงเท่านั้น อีกอย่าง... ที่หางตาของเขายังมีไฝแดง”

ถงเอ๋อไม่ติดใจในตัวเขา เพียงแต่สงสัยว่า “แต่ทำไมซู่กั๋วกงถึงมาที่นี่เล่าเจ้าคะ มากราบพระหรือ”

แน่นอนว่าไม่ใช่

“บางทีเขาอาจจะมาชมดอกไม้” เจียงหลีขบคิดพลางหัวเราะออกมา “พร้อมกับละครเรื่องเด็ด... ได้ชมทั้งดอกไม้และดูละคร ตอนนี้เขาน่าจะอารมณ์ดีเชียวล่ะ”

ถงเอ๋อฟังคำของเจียงหลีจบก็พยักหน้าตาม แล้วคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หลิ่วฮูหยินเป็นคนดีจริงๆ นะเจ้าคะ” พูดจบก็หันมามองเจียงหลี “ผ่านไปนานจนบ่าวเองก็ลืมไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะยังจำหลิ่วฮูหยินท่านนี้ได้อีก”

เจียงหลีคลี่ยิ้ม เมื่อตอนที่นางยังเป็นเซวียฟังเฟยและแต่งเข้ามาอยู่ในเมืองเยี่ยนจิง เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรดาฮูหยินบ้านนั้นบ้านนี้อยู่บ่อยๆ จำได้ว่าผู้คนมักกล่าวขานถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหลิ่วฮูหยินแห่งจวนเฉิงเต๋อหลังกับเย่เจินเจินแห่งตระกูลเย่ อีกทั้งตัวนางเองก็ยังเคยได้ใกล้ชิดกับหลิ่วฮูหยินมาบ้าง รู้ว่าฮูหยินผู้นี้เป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใคร

วันนี้นางพยายามใช้ความสัมพันธ์อันดีในอดีตของเย่เจินเจิน โน้มน้าวหลิ่วฮูหยินให้เกิดความเวทนาสงสาร กล่าวเป็นนัยว่าถูกส่งตัวมาสำนักนางชีอย่างมีพิรุธ แน่นอนว่าหลิ่วฮูหยินคงไม่ยอมรามือกับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“แต่ว่าคุณหนู” ถงเอ๋อเปิดปากอย่างลังเล “ต่อให้หลิ่วฮูหยินกลับไปเมืองเยี่ยนจิงและแจ้งนายท่านใหญ่เกี่ยวกับคุณหนู นายท่านใหญ่จะส่งคนมารับท่านกลับไปจริงหรือเจ้าคะ ไม่สู้รุ่งเช้าพวกเราติดตามหลิ่วฮูหยินไปจะดีกว่า... นะ... นะเจ้าคะคุณหนู”

“วางใจเถิด ท่านพ่อต้องส่งคนมารับพวกเราแน่” เจียงหลีกล่าว

สามปีก่อน คนที่บิดาของจี้ซูหรันแนะนำเข้ารับราชการเคยมีความแค้นกับท่านเฉิงเต๋อหลังผู้มีนามว่าหลิ่วเอวี๋ยนฟง เดิมทีหลิ่วเอวี๋ยนฟงยังสามารถเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นได้ แต่คนที่จี้เยี่ยนหลินแนะนำอาศัยความสัมพันธ์อันดีกับจี้เยี่ยนหลิน แย่งเอาความดีความชอบของหลิ่วเอวี๋ยนฟงไป

แย่งความดีความชอบ ขัดขวางหน้าที่การงาน

ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหลิ่วเอวี๋ยนฟงกับจี้เยี่ยนหลิน ไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าใด แค่รอให้หลิ่วฮูหยินกลับถึงเมืองเยี่ยนจิงและนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อสามี หลิ่วเอวี๋ยนฟงเป็นคนฉลาด คงไม่ยอมให้โอกาสบุตรสาวของจี้เยี่ยนหลินได้ชูคอยึดทุกสิ่งทุกอย่างของฮูหยินคนก่อนไปได้แน่

เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นความผิดของบ้านตระกูลจี้ ถัดมาก็เป็นความผิดของท่านอำมาตย์ผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของเจียงหลี เขาชอบทำตัวเป็นคนดีให้ความสำคัญกับชื่อเสียง มาตอนนี้เรื่องความเป็นอยู่ของบุตรสาวแท้ๆ กลับตกไปอยู่ในมือของศัตรูทางการเมืองเสียแล้ว

“รอดูไปเถอะ” เจียงหลีหลับตาลง “ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

รุ่งเช้าวันถัดมา

หลิ่วฮูหยินก็เดินทางกลับเมืองเยี่ยนจิง ก่อนออกเดินทาง ยังทิ้งทหารอารักขาไว้อีกหลายคนเพื่อป้องกันไม่ให้เจียงหลีได้รับอันตราย สาวใช้ประจำตัวของหลิ่วฮูหยินอย่างอวี้เซียงก็ถูกสั่งให้ขนาบอยู่ข้างกายเจียงหลีตลอดเวลา

รถม้ากำลังจะออกเดินทาง หลิ่วฮูหยินพลันสะบัดผ้าเปิดหน้าต่าง แล้วกล่าวด้วยความห่วงใย “คุณหนูรองต้องการจะอยู่ที่นี่ต่อไปจริงหรือ ข้าคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะนัก กลับไปกับข้าจะดีกว่า”

เจียงหลีปฏิเสธนางอย่างอ่อนโยนแต่ชัดเจน “ขอบคุณในความปรารถนาดีของฮูหยิน แต่ในเมื่อข้ารับปากกับท่านพ่อไว้แล้ว ก็จะต้องทำให้สำเร็จ”

หลิ่วฮูหยินทอดถอนใจ “ได้ ในเมื่อเจ้ามุ่งมั่นเช่นนี้ข้าก็ไม่ขัดขวาง วางใจเถอะ ข้าจะบอกให้บิดาเจ้ารีบส่งคนมารับ” จบคำก็หันไปกำชับสาวใช้คนสนิท “อวี้เซียง ดูแลคุณหนูรองให้ดี”

อวี้เซียงพยักหน้ารับคำ

ขบวนรถม้าค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา ถงเอ๋อมองรถม้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ดวงตาฉายให้เห็นถึงความรู้สึกว้าวุ่นสับสน จากไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะมีคนมาที่นี่อีก ถงเอ๋อรู้สึกอดรนทนไม่ไหว “คุณหนู เราจะได้กลับไปจริงหรือเจ้าคะ”

“ได้สิ” เจียงหลียิ้ม

นางต้องกลับไปอย่างแน่นอน การกลับไปในฐานะของคุณหนูรองเจียงอันทรงเกียรติจะทำให้นางสานต่อแผนการเดิมได้อย่างสะดวก ดีที่สุดก็คือ... สามารถตีสนิทใกล้ชิดองค์หญิงหย่งหนิงได้โดยง่าย

องค์หญิงหย่งหนิง เสิ่นอวี้หยง แม้กระทั่งจิงจ้าวอิ่น รวมถึงพวกสมรู้ร่วมคิดทั้งหลาย การตายของบิดากับเซวียเจา นางจดจำทุกเรื่องราวได้ไม่เคยลืม

รอยยิ้มที่มุมปากของเจียงหลีค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น อวี้เซียงที่ยืนอยู่ข้างกายเห็นแล้วยังอดแปลกใจไม่ได้ คุณหนูรองเจียงมีนิสัยอ่อนโยนไม่ชิงดีชิงเด่น เวลายิ้มก็งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม แต่เพราะเหตุใดสีหน้าจึงมักแฝงไปด้วยความโศกเศร้าเย็นชาเช่นนี้

ช่วงนี้เมืองเยี่ยนจิงมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย

เรื่องสนุกปากในเหลาสุราและโรงเตี๊ยมก็เพิ่มขึ้นทุกวัน เรื่องเล่าซึ่งได้รับความนิยมที่สุดยังคงเป็นเหตุการณ์ ‘นางชีสาวลอบนัดพบพระลูกวัด ลิงหางงอตื่นตระหนกจนร้องลั่น เรื่องลับกลับฉาวโฉ่’

เมื่อไม่กี่วันมานี้ บรรดากลุ่มชนชั้นสูงที่ไปกราบพระขอพรยังวัดเฮ่อหลินซื่อ กลับมาพร้อมข่าวใหญ่

เล่ากันว่าในวัดเฮ่อหลินซื่อบนเขาชิงเฉิงซาน มีเหลี่ยวอู้ผู้เป็นศิษย์เอกของท่านเจ้าอาวาสทงหมิงคอยดูแลอยู่ พระรูปนั้นหลงในกามตัณหา รังแกสตรีมากหน้าหลายตา แม้กระทั่งซือไท่ในสำนักนางชีที่อยู่ข้างวัดก็ยังไม่เว้น

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ติดตามต่อไป
เมื่อ 3 สัปดาห์ 5 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Nunu Varas
ใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว
เมื่อ 1 เดือน 2 วันที่แล้ว

รีวิว