เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 10 เพียงแต่...

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 10 เพียงแต่...

ต้องเข้าใจว่าวัดเฮ่อหลินซื่อเป็นวัดมีชื่อเสียง บรรดาชนชั้นสูงทั้งหลายล้วนมากราบพระขอพรที่นี่ด้วยกันทั้งนั้น พอมีคนทำเรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้ ฮ่องเต้หงเซี่ยวได้ยินเข้าก็ทรงกริ้ว รับสั่งให้ลงโทษคนเหล่านั้นอย่างหนัก แม้กระทั่งวัดเฮ่อหลินซื่อที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานก็พลอยถูกปิดตามไปด้วย

เรื่องฉาวโฉ่ประเภทนี้ นอกจากจะทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วแล้ว ยังพัวพันไปถึงคนที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน นั่นก็คือบุตรีที่หายหน้าไปนานของมหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋ว... คุณหนูเจียงหลี

เมื่อแปดปีก่อน คุณหนูรองเจียงผลักแม่เลี้ยงตกบันไดจนแท้งบุตร เจียงหยวนปั๋วลงโทษนางด้วยการส่งไปบำเพ็ญตนสำนึกผิดที่สำนักนางชี นับแต่นั้นนางก็เหมือนหายสาบสูญไปจากสายตาของผู้คนทั้งหลาย หลังจากเกิดกรณีของเหลี่ยวอู้ขึ้นในครั้งนี้ กลับพบว่ามีคุณหนูรองเจียงอยู่ในสำนักนางชีวัดเดียวกันกับจิ้งอันซือไท่ด้วย

ต่อให้คุณหนูรองเจียงจะมีจิตใจโหดเหี้ยมสักแค่ไหน ถูกส่งไปสำนักนางชีก็ดี หรือจะโกนผมออกบวชเป็นชีก็ไม่มีใครคัดค้าน แต่จะให้ไปอยู่ใกล้กับคนโฉดแบบนั้นคิดว่าดีแล้วหรือ เจียงหยวนปั๋วทำเช่นนี้นับว่าเป็นการไม่สมควร

ฮูหยินท่านเฉิงเต๋อหลังขึ้นไปกราบพระที่วัดเฮ่อหลินซื่อพอดี บังเอิญได้พบคุณหนูรองเจียงที่สำนักนางชีของจิ้งอันซือไท่ ตอนนั้นเป็นเวลาดึกสงัด คุณหนูรองกลับโดนพวกนางชีใจร้ายกลั่นแกล้งให้ต้องคุกเข่าอยู่ในอาราม

การเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้ของหลิ่วเอวี๋ยนฟงมีความนัยแอบแฝง เนื่องจากเจียงหยวนปั๋วมากด้วยมิตรสหาย ไม่เหมาะที่เขาจะปะทะโดยตรงจนสร้างความบาดหมาง ดังนั้น ในฎีกาของหลิ่วเอวี๋ยนฟงจึงไม่เอ่ยถึงความผิดของเจียงหยวนปั๋วเลยสักกระผีก กลับระบุว่า ‘ถึงแม้เจียงหลีจะกระทำความผิด แต่นั่นเป็นเพราะนางอายุยังน้อย ที่สำคัญ การไม่อบรมสั่งสอนบุตรนั้นถือเป็นความผิดของบิดา จะส่งบุตรสาวแท้ๆ ให้ไปอยู่ในเงื้อมมือของคนชั่วได้อย่างไร จะปล่อยให้อยู่ตามมีตามเกิดหรือ ถ้าเช่นนั้นจี้ซูหรันที่ตอนนี้รั้งตำแหน่งฮูหยินใหญ่ปกครองบ้านของท่านเจียงหยวนปั๋วก็ทำหน้าที่มารดาได้บกพร่องแล้ว’

ตำหนิจี้ซูหรันก็เท่ากับต่อว่าบ้านตระกูลจี้ เสมือนตบหน้าจี้เยี่ยนหลินอย่างแรง ข้อความในฎีการะบุชัดเจนว่าจี้ซูหรันนั้นต้องการแก้แค้น จงใจใส่ร้ายแล้วส่งเจียงหลีไปให้จิ้งอันซือไท่รังแก

เดิมทีเนื้อหาในฎีกานั้นถือเป็นเรื่องเล็ก แต่เนื่องด้วยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ไม่ได้ประสูติจากฮองเฮาองค์ก่อน พระมารดาของฮ่องเต้หงเซี่ยวสวรรคตตอนที่ทรงมีพระประสูติกาลพอดี พระองค์จึงถูกเลี้ยงดูมาโดยฮองเฮา หนังสือคำร้องของหลิ่วเอวี๋ยนฟงฉบับนี้ทำให้ฮ่องเต้หงเซี่ยวหวนรำลึกถึงตนเองเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ตอนที่รับสั่งให้นำตัวเจียงหยวนปั๋วเข้ามาในห้องทรงพระอักษรเพื่อพูดคุยนั้น ก็ยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาพูดอยู่สองประโยค

เมื่อเจียงหยวนปั๋วออกจากวังกลับมาถึงจวน เรื่องแรกที่เขาสั่งการก็คือให้คนไปรับเจียงหลี

พอจี้ซูหรันทราบข่าวก็รีบทักท้วง “ท่านพี่ ทำไมถึงรีบร้อนให้ไปรับนางนักเล่า...”

เจียงหยวนปั๋วตบหนังสือที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะเสียงดังก้อง จี้ซูหรันหุบปากทันที

เจียงหยวนปั๋วหันมอง แม้ว่าอายุจะเลยสี่สิบไปแล้ว โครงหน้าของเจียงหยวนปั๋วก็ยังแสดงให้เห็นเค้าความหล่อเหลาเมื่อครั้งหนุ่มแน่น ทั้งยังมีมาดของชายวัยกลางคนผู้ทรงภูมิ ทำให้ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมี

เพียงแต่วันนี้ สายตาอ่อนโยนของเจียงหยวนปั๋วที่มักปรากฏในช่วงเวลาปกตินั้นหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงความโกรธเกรี้ยว “วันนี้ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษร ถึงแม้ฎีกาของหลิ่วเอวี๋ยนฟงจะไม่ได้อ้างถึงชื่อข้า แต่ข้ากลับโดนลากเข้าไปเกี่ยวพันด้วย” เจียงหยวนปั๋วกล่าว “รับตัวเจียงหลีกลับมา นี่เป็นรับสั่งของฮ่องเต้”

จี้ซูหรันได้ฟังก็ตกอกตกใจ “เป็นรับสั่งของฮ่องเต้เลยหรือเจ้าคะ เหตุใดฮ่องเต้ถึงทรงสนใจเรื่องแบบนี้ได้”

“ไทเฮาไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของฝ่าบาท” เจียงหยวนปั๋วกล่าวแค่ประโยคเดียว ในเมื่อฮ่องเต้หงเซี่ยวรับสั่งถามถึงเรื่องนี้ ก็เท่ากับต้องการให้เจียงหยวนปั๋วปฏิบัติตาม “นอกจากนี้ เจียงหลีนับเป็นบุตรสาวคนสำคัญของตระกูลเจียง” เจียงหยวนปั๋วถอนหายใจ “ปล่อยให้ลูกต้องทนลำบากอยู่นอกบ้าน เรื่องนี้ข้าเองก็ทำใจไม่ได้... น้องหญิง” เจียงหยวนปั๋วมองมาที่จี้ซูหรันแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าคงไม่โกรธข้าหรอกนะ”

จี้ซูหรันแย้มยิ้ม ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย นางรีบพูดจาประจบเอาใจ “เหตุใดท่านพี่จึงพูดแบบนี้เจ้าคะ มองว่าข้าเป็นคนใจดำอำมหิตอย่างนั้นหรือ เจียงหลีเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของท่าน ก็นับว่าเป็นบุตรสาวของข้าด้วยเช่นกัน ตอนนั้นลูกรองอายุยังน้อยถึงได้หลงผิดไป นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ข้าไม่ได้คิดติดใจอะไรอีก ท่านพี่รับตัวลูกรองกลับมาเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะสั่งให้แม่นมไปจัดเตรียมข้าวของ แล้วดูแลห้องหับให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่นๆ”

“คนที่เข้าใจข้าอย่างเจ้า ใต้หล้านี้จะมีใครอีก” เจียงหยวนปั๋วเอื้อมมือโอบกอดจี้ซูหรัน

“เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่...” จี้ซูหรันเอ่ยถ้อยคำแสดงความระแวดระวังออกมา “หวังว่าลูกรองจะอยู่กับพวกเราอย่างปรองดอง” น้ำเสียงของนางสั่นเครือคล้ายกับเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจ

พอเจียงหยวนปั๋วได้ยินเข้า พลันนึกถึงเรื่องราวที่เจียงหลีทำไว้เมื่อแปดปีก่อนขึ้นมา เขาขมวดคิ้วและปลอบใจจี้ซูหรัน “ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว ถ้านางกล้าไม่เชื่อฟัง ข้าย่อมไม่ยอมยกโทษให้เด็ดขาด” เขาปลอบใจจี้ซูหรันอีกสักพักแล้วค่อยจากไป

ร่างของเจียงหยวนปั๋วเพิ่งจะลับสายตา เจียงโย่วเหยาก็นำกลุ่มบ่าวรับใช้บุกเข้ามา ทันทีที่มาถึงก็เอ่ยปากถาม “ท่านแม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าเจียงหลี...”

“โย่วเหยา!” จี้ซูหรันรีบปราม แล้วสั่งให้คนปิดประตูหน้าต่างก่อนจะกล่าวว่า “ทำไมถึงบุกเข้ามาแบบนี้”

เจียงโย่วเหยาตัดพ้ออย่างน้อยใจ “ท่านแม่ ไม่ใช่ลูกอยากบุกเข้ามาโดยพลการ แต่ลูกได้ยินท่านพ่อบอกว่าจะไปรับตัวเจียงหลีกลับมา นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ดีๆ ทำไมถึงนึกอยากจะรับตัวนังนั่นกลับมาล่ะเจ้าคะ”

จี้ซูหรันขมวดคิ้วมุ่น “โย่วเหยา แม่บอกกับเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปจับตามองเจียงหลี นางเป็นเพียงหญ้าต้นเล็กๆ สักวันก็ต้องถูกถอนทิ้ง เจ้าเป็นถึงคุณหนูคนสำคัญของบ้านตระกูลเจียง จะไปให้ค่านางทำไม”

“แต่ว่า...” เจียงโย่วเหยาไม่ยินยอม ยังอยากจะพูดต่อไป

“ถึงนางกลับมาแล้วจะทำอะไรได้ แม่ของเจ้าเป็นใหญ่ในจวนแห่งนี้ นางกลับมาแล้วจะปีนป่ายได้สูงสักแค่ไหนกันเชียว ครั้งนี้ก็เพียงแต่ดวงดีเท่านั้น”

“ท่านแม่จัดการไม่ให้นางกลับมา... ได้ไหมเจ้าคะ” เจียงโย่วเหยาถามอย่างไม่สบอารมณ์

จี้ซูหรันส่ายหน้า เรื่องนี้แม้กระทั่งฮ่องเต้ยังทรงทราบ หากระหว่างทางมีเหตุอันใดเกิดขึ้น คนในตระกูลเจียงทั้งหมดย่อมต้องรับเคราะห์ไปด้วย เจียงหลีไม่เพียงต้องกลับบ้าน แต่ยังจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยอีกด้วย

คิดแล้วก็ยิ่งใจไม่เป็นสุข

“ไม่นึกว่า...” จี้ซูหรันเอ่ยอย่างเย็นชา “แค่ต่อเวลาให้หายใจนานขึ้นแปดปี นางก็ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปเสียแล้ว คิดอยากจะกลับบ้านรึ... ฮึ... พอกลับมาข้าจะหาวิธีจัดการกับนางเอง ถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่ายังอยากกลับบ้านอีกหรือเปล่า”

เชิงเขาชิงเฉิงซาน วันที่สอง เดือนหก

ด้านนอกสำนักนางชีจู่ๆ ก็มีเสียงดังแว่วมา ถงเอ๋อแปลกใจนัก “ด้านนอกมีเรื่องหรือเจ้าคะ”

เจียงหลีที่กำลังนั่งฟังเรื่องเล่าจากอวี้เซียงเงยหน้ามองแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “มาแล้วสินะ”

“อะไรมาหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อถามอย่างไม่เข้าใจ

เจียงหลียิ้มบางๆ “คนที่มารับพวกเรามาถึงแล้ว”

อวี้เซียงคิดในใจสักพักก็ลุกขึ้นยืนอาสา “บ่าวจะออกไปดูลาดเลาก่อน คุณหนูรองนั่งรออยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ”

“ไม่จำเป็น” เจียงหลียิ้มพลางลุกขึ้น “ข้าจะไปพร้อมกับเจ้าด้วย” โดยไม่รอฟังคำของอวี้เซียง นางก็เดินนำออกไปก่อน ถงเอ๋อเห็นเช่นนั้นจึงรีบตามออกไป “รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”

เพิ่งพ้นจากประตูใหญ่ของสำนักนางชีก็เห็นคนจำนวนหนึ่งยืนรออยู่ น่าจะประมาณยี่สิบชีวิตเห็นจะได้ มากกว่าครึ่งแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายของทหารองครักษ์ ทั้งยังมีบ่าวรับใช้ติดสอยห้อยตาม ผู้นำขบวนก็คือหญิงผิวดำร่างท้วม แต่งกายด้วยชุดผ้าไหม บนศีรษะปักปิ่นทองคำที่สะบัดไปมาจนตาลาย สายตาแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด

หญิงดำร่างท้วมนางนั้นพินิจคนทั้งสาม สุดท้ายสายตาก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของเจียงหลี นางตรงเข้ามาแล้วกล่าวว่า “คารวะคุณหนูรอง”

เจียงหลีไม่ตอบแต่ยิ้มรับคำทักทาย

หญิงดำร่างท้วมเห็นเจียงหลีรับคำทักทายของนางอย่างมีมารยาทก็เกิดความประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะพิจารณาเจียงหลีอย่างละเอียดอีกหน รู้สึกเพียงว่าแม่นางน้อยตรงหน้าช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ตอนที่เจียงหลีถูกส่งตัวมายังสำนักนางชี นางเป็นแค่เด็กหญิงคนหนึ่ง แต่เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ แต่งกายเรียบง่าย ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ ยืนด้วยกิริยาสำรวม ให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก

ถงเอ๋อกะพริบตาปริบๆ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอันคุ้นเคยว่า “แม่นมซุน เป็นท่านเองรึ”

แม่นมซุนพลันหัวเราะ “ฮูหยินสั่งให้บ่าวมารับตัวคุณหนูรองกลับจวน คุณหนูรองอยู่ที่นี่ก็หลายปี ฮูหยินคิดถึงท่านอยู่ตลอดเวลา มักขอร้องนายท่านใหญ่ให้รับตัวคุณหนูรองกลับจวนอยู่หลายครั้ง นายท่านใหญ่เพิ่งจะรับปากเมื่อไม่กี่วันก่อน ฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวรีบพาคนมารับคุณหนูเจ้าค่ะ”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Anney
จะอ่านเล่มให้จุใจไป้ลย^^
เมื่อ 2 สัปดาห์ 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Mongdai
ขอบคุณนะจ๊ะ
เมื่อ 3 สัปดาห์ 1 วันที่แล้ว

รีวิว