เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 5 ไม่มีใครจำได้รึ?

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 5 ไม่มีใครจำได้รึ?

ฝนตกทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง ผ้าห่มในห้องเปียกชื้นไปเสียทั้งหมด

ถงเอ๋อจัดการตากผ้าห่ม เจียงหลีนั่งอยู่ในห้อง บนโต๊ะมีแผ่นรองรองเท้าวางอยู่จำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่นางจะต้องทำในแต่ละวัน เย็บแผ่นรองรองเท้าให้ครบตามจำนวนห้าสิบชิ้นเพื่อแลกกับเงินอีแปะหนึ่งพวง

ถ้าใช้ชีวิตอยู่บนเขา การมีเงินทองอยู่ในมือก็ไร้ประโยชน์ ถงเอ๋อเองก็ลงจากเขาไม่ได้เช่นกัน พวกนางจำเป็นต้องรอให้พ่อค้าขึ้นมาบนเขา แล้วถึงจะเอาเงินที่หามาได้ไปแลกซื้อขนมหวาน

นี่คือสิ่งฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียวของพวกนางทั้งสอง

ถงเอ๋อตากผ้าห่มเสร็จก็กลับมานั่งอยู่ข้างกายเจียงหลี ถงเอ๋อเกรงว่าถ้าหากเผลอละเลย ผู้เป็นนายจะกระโดดทะเลสาบอีกหน

หลายวันที่ผ่านมาถงเอ๋อตามติดเจียงหลีราวกับเงาตามตัว เมื่อเห็นนางนั่งเหม่อก็หยิบเอาแผ่นรองรองเท้าขึ้นมาเย็บ เจียงหลีมองมือสาวใช้ที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นแล้วรู้สึกผิดจึงแย่งแผ่นรองรองเท้าในมือมาเขวี้ยงทิ้ง “ไม่ต้องทำแล้ว”

“หือ” ถงเอ๋อไม่เข้าใจ “อีกสามวันพ่อค้าก็จะขึ้นมาแล้ว คุณหนูชอบกินขนมหวานไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

เจียงหลีส่ายหัวแล้วย้อนถาม “เจ้าอยากอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต เพื่อรอกินขนมหวานเดือนละครั้งอย่างนั้นหรือ”

“ไม่อยาก” ถงเอ๋อหน้าม่อย “แต่พวกเราออกไปจากที่นี่ไม่ได้นี่เจ้าคะ” พูดแล้วก็งึมงำว่า “เมื่อก่อนคุณหนูก็เคยเขียนจดหมายถึงนายท่านใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่า แต่ก็ไร้ข้อความใดๆ ตอบกลับมา คงไม่ใช่ว่าพวกเขาลืมเราไปแล้วกระมัง”

เซวียฟังเฟยในร่างของเจียงหลีถอนหายใจ ความทรงจำเก่าๆ ในร่างนี้ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อนางเข้าไปสำรวจความทรงจำเหล่านั้นก็พบว่า เดิมทีเด็กสาวเจ้าของร่างพยายามติดต่อที่บ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าพวกนางสองนายบ่าวมักถูกนางชีของที่นี่กลั่นแกล้งอยู่เสมอ ทั้งยังไม่ยอมส่งหมอมารักษาหลังจากที่เจียงหลีล้มป่วย เกรงว่าทั้งหมดทั้งมวลจะเป็นกลอุบายของฮูหยินใหญ่คนปัจจุบัน... แม่เลี้ยงของเจียงหลีนั่นเอง

นิ้วมือของนางสัมผัสกับแผ่นรองรองเท้าที่เย็บเสร็จแล้ว ฝีเข็มที่ใช้เย็บแผ่นรองรองเท้านั้นถี่ยิบ ประณีต ถึงแม้ว่าถงเอ๋อจะเสียงดังโหวกเหวกอยู่สักหน่อย แต่ว่างานฝีมือของนางไม่เลวเลยทีเดียว

เจียงหลีจะต้องคิดหาวิธีการออกไปจากที่นี่ให้ได้

เซวียฟังเฟยแห่งเมืองเยี่ยนจิงตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าองค์หญิงหย่งหนิงกับเสิ่นอวี้หยง คนสารเลวทั้งสองจะกลบเกลื่อนความจริงอย่างไร นางต้องกลับไปดูให้เห็นกับตา

นางยังต้องกลับไปสืบเรื่องของเซวียเจาว่าตายอย่างมีพิรุธจริงหรือไม่ อีกทั้งยังต้องคิดหาวิธีกลับถงเซียงอีกสักครั้ง ไม่รู้ว่าหลังจากสิ้นบุตรทั้งสอง พิธีศพของท่านพ่อใครจะเป็นคนจัดการให้ นางยังอยากเห็นหน้าบิดาบังเกิดเกล้าอีกเป็นครั้งสุดท้าย

นางต้องออกไปจากที่นี่

แต่ในเมืองเยี่ยนจิงตอนนี้ไม่มีใครสักคนจำเจียงหลีได้ คนที่ไม่มีใครจดจำ มีชีวิตเสมือนไร้ตัวตน จะเหลือกัลยาณมิตรให้พอพึ่งพาอาศัยได้อีกหรือ?

ต่อให้มีเพียงสมองและสองมือของตน ก็ต้องหาวิธีออกไปด้วยตัวเอง

การทำให้คนทั้งโลกจดจำได้ ไม่ใช่เรื่องยาก

จู่ๆ เจียงหลีก็ยิ้มออกมา

ถงเอ๋อมองนางด้วยความตกใจ นี่คือรอยยิ้มแรกของเจียงหลีตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

“ถงเอ๋อ” เจียงหลีเอ่ยถาม “เจ้าบอกว่าจะมีพ่อค้าขึ้นเขามางั้นรึ”

“เจ้าค่ะ” ถงเอ๋อขยายความต่อ “พ่อค้าจางจะขึ้นมาที่นี่ในวันที่สิบเดือนห้าของทุกปี พวกเรานัดกับเขาเอาไว้ว่าถ้ามีขนมหวานอร่อยๆ ก็ให้มาหาพวกเราก่อน พวกเราจะได้เลือกเป็นคนแรก”

สมกับเป็นสาวใช้จากตระกูลใหญ่ ต่อให้อยู่ในสภาพอเนจอนาถ ต่อให้มีเงินอีแปะแค่หนึ่งพวง ก็ยังรู้จักแสวงหาความสุข

“มีขนมเยอะเลยรึ” เจียงหลีซัก

“มีเยอะเลยเจ้าค่ะ” ถงเอ๋อย้อนถาม “คุณหนูอยากกินแล้วหรือเจ้าคะ”

เจียงหลีหัวเราะออกมา รู้สึกเอ็นดูในความซื่อของเด็กสาว “อยากสิ”

ถงเอ๋อดีใจยกใหญ่ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ รอบนี้พวกเราสะสมเงินไว้มากพอควร สามารถซื้อได้หลายกระบุงเลยทีเดียว คุณหนูอยากกินเท่าไรก็ย่อมได้เต็มที่”

เจียงหลีว่า “จริงสิ วัดเฮ่อหลินซื่ออยู่ในละแวกนี้ใช่หรือไม่”

ถงเอ๋อมองนางนิ่งๆ แล้วเอ่ยถาม “คุณหนูอยากจะไปไหว้พระหรือเจ้าคะ”

“เปล่า” เจียงหลีตอบ “ข้าไม่เชื่อในพระสงฆ์องค์เจ้า”

ถงเอ๋อไม่เข้าใจ

เจียงหลียิ้มอย่างอ่อนโยน “ของแบบนั้นมีอะไรให้น่ากราบไหว้”

ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน

เจียงหลีเริ่มคุ้นเคยกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากบนเขา อาจเป็นเพราะระยะนี้นางสงบเสงี่ยมเจียมตน จิ้งอันซือไท่แห่งสำนักนางชีที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมาใส่ใจ ถึงกับมาเยี่ยมเยียนด้วยความสงสัยใคร่รู้

จิ้งอันซือไท่เป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบปี ได้ยินว่าเคยเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ หลังจากสามีเสียชีวิตจึงโกนผมบวชชี แล้วมาอาศัยอยู่บนเขา

ก่อนหน้านี้ หลังจากที่รู้ข่าวว่างานแต่งของตนถูกผู้อื่นแย่งชิง เจียงหลีเคยโวยวายกับจิ้งอันซือไท่ว่าจะกลับเมืองเยี่ยนจิง นางคลุ้มคลั่งจนเกือบถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอีกฝ่าย มาวันนี้จิ้งอันซือไท่ที่แวะมาเยี่ยมเยียนเจียงหลีจึงทำเพียงพูดจาแสดงความห่วงใย แล้วจากไปโดยไม่มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้สักชิ้น

ถงเอ๋อยกมือเท้าสะเอวถ่มน้ำลายลับหลังจิ้งอันซือไท่ “ชิ... นังแก่ขี้เหนียว”

เจียงหลีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ซือไท่ยังดูอ่อนกว่าคำว่านังแก่มากนัก”

จิ้งอันซือไท่อายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปี ถึงแม้จะแต่งกายด้วยชุดนางชีสีเทา แต่ก็ไม่สามารถปกปิดเรือนร่างที่งดงามเอาไว้ได้ อีกทั้งท่วงท่าเดินเหินยิ่งดูสูงสง่า เพียงแต่กิริยาที่แสดงต่อพวกนางสองนายบ่าวนั้นค่อนข้างจะเหยียดหยามไปสักหน่อย ดูแล้วเย็นชา เหมือนว่าอีกฝ่ายถูกจ้างให้มาคอยควบคุมความประพฤติของบ่าวรับใช้อย่างไรอย่างนั้น

“อายุน้อยแล้วมีประโยชน์อะไร” ถงเอ๋อแสยะปาก “อย่างไรก็เป็นได้แค่นางชีอยู่ที่นี่ ตลอดชีวิตที่เหลือต้องนั่งภาวนา ละเว้นเนื้อสัตว์ จะใส่เสื้อแพรพรรณงดงามก็ไม่ได้”

“ไม่รู้ว่านางละเว้นเนื้อสัตว์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นางกินดีอยู่ดีกว่าเรามาก ผ้าที่นางใส่ก็หนากว่าเนื้อผ้าของเราทั้งคู่”

“น่าอนาถแท้” ถงเอ๋อโกรธนัก

“ไม่เพียงเท่านี้” เจียงหลียังแจกแจงให้นางฟังต่อไปอีกว่า “ถึงแม้ซือไท่จะไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับ แต่ใช้แป้งผัดหน้าของซิ่งชุนฟังแห่งเมืองเยี่ยนจิง ประพรมน้ำหอมกล่องเงินจากหอหงซิ่ว”

ถงเอ๋ออ้าปากค้าง ก่อนจะกล่าวว่า “นะ... นางช่างฟุ่มเฟือยเสียจริง แต่ว่า...” ถงเอ๋อกลับนึกขึ้นมาได้ ดวงตากระจ่างใสทั้งสองจ้องมองเจียงหลี “คุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”

“ข้าได้กลิ่น”

“บ่าวรู้ว่าคุณหนูอาจได้กลิ่น แต่กลิ่นที่ว่าไม่น่าจะรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ด้วยนี่เจ้าคะ คุณหนูรู้ได้อย่างไรว่านางใช้แป้งผัดหน้าของซิ่งชุนฟัง อีกทั้งยังรู้ว่าน้ำหอมมาจากหอหงซิ่ว”

เจียงหลีคิดในใจว่านางต้องรู้อยู่แล้ว ตอนที่เพิ่งแต่งกับเสิ่นอวี้หยงมาอยู่ในเมืองเยี่ยนจิงใหม่ๆ นางเกรงจะทำให้เขาอับอายขายหน้า จึงพยายามเรียนรู้รูปแบบการแต่งกายและสวมใส่เครื่องประดับของชนชั้นสูงในเยี่ยนจิง พยายามพัฒนาภาษาพูดของตนให้มีสำเนียงเหมือนคนท้องถิ่น

แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็ว บิดายังเคยเปรยว่าหากนางไม่ใช่สตรี ด้วยความสามารถที่มีอาจสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้อย่างง่ายดาย

แป้งผัดหน้า น้ำหอม

ของเหล่านี้คุณหนูรองเจียงที่ไม่เคยลงจากเขาเลยเป็นเวลาแปดปีไม่มีทางรู้จักแน่ แต่นางกลับสามารถแยกแยะได้ ถงเอ๋อตั้งท่าจะกล่าวต่อ ก็พอดีกับได้ยินเสียงร้องเรียกดังมาจากภายนอก เป็นเสียงบุรุษ ถงเอ๋อตั้งใจฟังสักพักก็กระโดดโลดเต้น “คุณหนู พ่อค้าจางมาแล้ว พ่อค้าจางมาขายของแล้วเจ้าค่ะ”

เจียงหลีมองตามสาวใช้ที่วิ่งวุ่นอย่างดีใจ หัวเราะแล้วตะโกนว่า “ถ้างั้นก็เอาเงินทั้งหมดออกมา เราจะไปซื้อขนมหวานกัน”

“ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อหันมามองอย่างประหลาดใจ

“ทั้งหมด”

ถงเอ๋อนำเงินที่สะสมไว้ออกมา ห่อด้วยผ้าสีน้ำเงินแล้วพกไว้ในอกเสื้อ จากนั้นจึงเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับเจียงหลี

ตรงประตูของสำนักนางชีปรากฏร่างชายวัยกลางคนสวมหมวกไม้ไผ่สานยืนอยู่ผู้หนึ่ง เขาสวมชุดที่ทำมาจากผ้ากระสอบสีน้ำตาล ตรงเอวผูกด้วยผ้าขาว สวมรองเท้าดำ แต่งกายเหมือนพ่อค้าสามัญทั่วไป

พ่อค้าจางสนิทสนมกับนายบ่าวคู่นี้เป็นอย่างดี เขาทักทายถงเอ๋อว่านางสูงขึ้น

ถงเอ๋อได้ยินยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ พลันหันหน้าถามเจียงหลี “คุณหนู อยากกินขนมหวานชิ้นไหนเจ้าคะ”

เจียงหลีมองไปยังพ่อค้าจาง นางยิ้มให้เขาแล้วรับเอาถุงเงินจากมือถงเอ๋อมา พอแกะถุงออกก็พบว่าด้านในมีเงินอยู่หลายพวง วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เงินเหล่านี้ล้วนแต่เป็นค่าจ้างที่ได้จากการปักแผ่นรองรองเท้าซึ่งสองนายบ่าวสะสมมาเป็นเวลาครึ่งปี รวมถึงปีแรกๆ ที่เริ่มเก็บสะสมลับหลังจิ้งอันซือไท่ รวมทั้งหมดทั้งสิ้นมีอยู่ด้วยกันสี่สิบพวง

“ลุงจาง” เจียงหลียิ้มและกล่าวว่า “ข้าขอใช้เงินจำนวนนี้ แลกขนมทุกชนิดที่ท่านมี”

ถงเอ๋อเบิกตาโต “คุณหนู”

“ทำไมรึ” เจียงหลียังคงยิ้มกว้าง “ข้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ จะใช้เงินเล็กน้อยแค่นี้หาความสุขให้ตนเองไม่ได้เชียวหรือ”

พ่อค้าจางมองเจียงหลีแล้วนิ่งงันไปพักหนึ่ง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Busaba Cambunmee
สนุกๆค่ะติดตามต่อไป
เมื่อ 4 วัน 21 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย Boomfaliona
จะทำอะไรหนออออออ
เมื่อ 6 วัน 1 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว