เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金-บทที่ 7 ไม่ใช่ความฝัน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

บทที่ 7 ไม่ใช่ความฝัน

เพราะมีเขาอยู่ เหล่าดอกท้อจึงดูราวกับมีชีวิต

เขายืนอมยิ้ม ปรายตามองลงมา ราวกับเทพที่กำลังสอดส่องพฤติกรรมมนุษย์โลกอย่างเบื่อหน่าย

เจียงหลีสวมเสื้อนางชีสีเทา ปล่อยเรือนผมให้พลิ้วไหวอย่างเป็นอิสระ มองเผินๆ คล้ายมีน้ำตกสายหนึ่งแผ่สยายคลุมแผ่นหลัง ดูน่ารักเหมือนนางเซียนน้อยที่กำลังนำดอกบัวมากราบพระพุทธองค์ นางยกเทียนไขในมือขึ้น เงยหน้าสบตาชายบนหลังคาด้วยสายตาสงบนิ่ง

คนหนึ่งงดงามเรียบง่าย อีกคนหนึ่งหล่อเหลากระชากวิญญาณ

โลกที่ยืนอยู่ราวกับถูกแบ่งออกเป็นสองซีก หนึ่งสว่างไสวคล้ายแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิ อีกซีกหนึ่งมืดมิดเหมือนตกอยู่ในห้วงเหวลึก ความสว่างไสวนั้นเสมือนภาพลวงตา เหวลึกก็ล่อลวงใจคนให้ติดกับ

ทั้งสองมองจ้องกันและกัน สายตาประเมินหยั่งเชิงซึ่งๆ หน้า

ไม่มีใครสังเกตเห็นความประหลาดใจที่เกิดขึ้นภายในส่วนลึกของเจียงหลี

เป็นเขาไปได้อย่างไร

ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา

ภายใต้ป่าดอกท้อ บนหลังคาโบสถ์ ใบหน้าที่หล่อเหลาของบุรุษภายใต้แสงจันทร์อำไพโดดเด่นชัดเจน ดวงตาจ้องมองมายังเจียงหลี

รอยยิ้มของเขาไม่จริงใจ แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขามาร้ายหรือดี อาจเป็นได้ทั้งสองประการ

กลับเป็นถงเอ๋อที่ไม่สามารถอดรนทนรอ จึงถามออกไปว่า “ท่านเป็นเซียนรึ”

เจียงหลียังไม่ทันจะพูดอะไร พลันได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากภายนอก นางใจหายวาบไปครู่หนึ่ง ครั้นเหลือบมองขึ้นไปบนหลังคาอีกครั้งก็ไม่เห็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้นั้นเสียแล้ว เห็นเพียงกิ่งดอกท้อที่ยังคงสะบัดไหว

ถงเอ๋อก็ตกตะลึงเช่นกัน นางขยี้ตาอีกครั้งและเปรยว่า “บ่าวคงไม่ได้ฝันไปหรอกนะ”

เจียงหลีกล่าวปลอบ “ไม่ใช่ความฝัน แต่ว่าตอนนี้...” นางได้ยินเสียงคนกำลังเดินใกล้เข้ามา “พวกเราไปคุกเข่าในโบสถ์กันก่อนเถอะ”

มีเรื่องที่ทำให้ถงเอ๋อรู้สึกงงงวยมากมายเต็มไปหมด แต่นางก็ไม่ได้ถามให้มากความ ทำเพียงเดินตรงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นพระโพธิสัตว์กับคุณหนูโดยดี ผลไม้บูชาพระถาดนั้นถูกวางกลับคืนสู่ที่เดิม ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุกเข่าอยู่ก็ได้ยินเสียงคนโหวกเหวกมาจากภายนอก ใครคนหนึ่งเคาะประตูสำนักนางชีอย่างแรง

เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำให้เหล่านางชีในวัดถึงกับแตกตื่น รีบเดินไปเปิดประตู ตะเกียงถูกจุดสว่างขึ้นตามลำดับ เสียงของคนด้านนอกดังก้องมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเจียงหลีกับถงเอ๋อก็ทำเพียงคุกเข่าอย่างสงบ

ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในสำนักนางชี ผู้ที่บุกเข้ามาคนแรกคือหญิงวัยกลางคนที่ถือตะเกียงอยู่ในมือ หญิงผู้นั้นไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนสองคนนั่งคุกเข่าอยู่ เนื่องจากตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว นางร้องบอกคนข้างหลังว่า “ฮูหยิน ที่นี่ยังมีนางชีอยู่สองคนเจ้าค่ะ”

ด้านหลังของหญิงวัยกลางคนมีคนอีกจำนวนหนึ่งเดินตามมา มีทั้งฮูหยิน คุณหนู และพวกผู้ชาย ทุกคนล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพง ผู้ที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยปากเรียกว่า ‘ฮูหยิน’ นั้นมีผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างอรชร กิริยาสุภาพเรียบร้อย

นางรุดหน้าขึ้นมามองเจียงหลี ตกตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัวพลางกล่าวกับสาวใช้ของตนว่า “นางไม่ใช่ชี ไม่ได้โกนหัว... ข้างกายเกรงว่าจะเป็นสาวใช้ของนางสินะ”

เจียงหลีมองผู้คนที่บุกเข้ามาอย่างตื่นตะลึง ผมยาวดำขลับของนาง ตัดกับใบหน้าซีดเผือดยิ่งทำให้ดูขาวซีด ร่างผอมแห้งถูกเสื้อนางชีอำพรางไว้ หว่างคิ้วเผยให้เห็นความอ่อนโยนของเด็กสาว

ถึงแม้ว่าท่าทางจะดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง แต่การที่นางคุกเข่าใต้ฐานที่นั่งขององค์พระโพธิสัตว์ยิ่งทำให้ภาพของนางประทับใจต่อผู้พบเห็น ดูงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ ราวกับสาวพรหมจรรย์ที่ปราศจากมลทินแปดเปื้อน ทำให้ใครเห็นต่างก็เอ็นดู

บางที อาจจะด้วยความเอ็นดูที่นางอายุยังน้อย แม้กระทั่งคำพูดของฮูหยินที่มาใหม่ ก็ยังกล่าวขึ้นด้วยความอ่อนโยน “เด็กน้อย ดึกดื่นเช่นนี้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

เจียงหลีตอบเสียงเบา “ข้าทำความผิด ซือไท่เลยให้มาคุกเข่าบำเพ็ญจิตอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

ผู้ติดตามทั้งหญิงและชายต่างรู้สึกประหลาดใจ มีคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ทำความผิดอะไรมากมายนักรึ ถึงจำเป็นต้องให้เด็กสาวอย่างเจ้ามาคุกเข่าในสำนักนางชีเพียงลำพัง หากสุขภาพย่ำแย่ใครจะรับผิดชอบ ผู้ออกบวชควรมีจิตใจเมตตากรุณาไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงใจร้ายนักเล่า”

ถงเอ๋อสบโอกาส ร่วมแสดงสีหน้าท่าทางน่าสงสารแล้วกล่าวว่า “เป็นความผิดของบ่าวเอง เมื่อวานตอนที่บ่าวยกอาหารเจให้คุณหนู ไม่ทันระวังทำจานตกแตก จิ้งอันซือไท่จึงลงโทษให้คุณหนูและบ่าวนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้” ถงเอ๋อพูดพลางเช็ดน้ำตา “ตัวบ่าวเองไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ สงสารก็แต่คุณหนูเท่านั้น คุณหนูของบ่าวไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้ว”

พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของคนทั้งหลายก็เกรี้ยวกราดขึ้นทันที ในเมื่อมาสำนักนางชีเพื่อไหว้พระ แน่นอนว่าจิตใจของคนเหล่านี้ย่อมต้องมีเมตตา พอเห็นคุณหนูตัวน้อยๆ ถูกรังแก จึงรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา

ได้ยินเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “ทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นนางชีที่ใจดำอำมหิต”

“พูดไม่ผิดเลย”

เจียงหลีมองไปรอบกาย เมื่อไม่เห็นนางชีสักคนจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ขอเรียนถามทุกท่าน นักบวชทั้งหลายไปไหนกันหรือเจ้าคะ” เมื่อถามจบ กลุ่มผู้มาเยือนต่างแสดงสีหน้าพิลึกพิลั่น

ฮูหยินที่กล่าวกับเจียงหลีเป็นคนแรกมองนางแล้วถามว่า “คุณหนูท่านนี้ ดูแล้วไม่เหมือนคนในสำนักนางชีเอาเสียเลย”

“คุณหนูของบ่าว คือคุณหนูรองเจียงแห่งเมืองเยี่ยนจิงเจ้าค่ะ” ถงเอ๋อรีบตอบเสียงดังกังวาน

“ตระกูลเจียงงั้นรึ” สตรีอีกนางที่ยังดูเยาว์วัยเอ่ยแทรก “เจ้าหมายถึงตระกูลเจียง ของอำมาตย์เจียงอย่างนั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ” ถงเอ๋อตอบอย่างมั่นใจ

“จะเป็นไปได้อย่างไร” สตรีอ่อนเยาว์นางนั้น หากมองดีๆ จะพบว่ายังอายุน้อยกว่าเจียงหลีอยู่สักหน่อย นางกล่าวด้วยความสงสัย “ข้ารู้แต่ว่า... ตระกูลเจียงมีเพียงคุณหนูสามเจียงโย่วเหยานี่นา ไม่เคยได้ยินว่ามีคุณหนูรองอยู่ด้วย”

‘คุณหนูรองเจียง’ เมื่อสี่คำนี้ถูกกล่าวออกมา คุณหนูทั้งหลายในที่นั้นต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก บรรดาฮูหยินที่มาด้วยต่างนึกรู้อยู่ในใจ ร่ำลือว่าหลายปีก่อน คุณหนูรองเจียงผลักแม่เลี้ยงตกบันไดจนแท้งบุตร ใครต่อใครในเมืองเยี่ยนจิงรับรู้กันทั่ว ทว่าเรื่องนี้ก็ผ่านมานานมากแล้ว หลังจากนั้นก็ได้ยินว่าคุณหนูรองเจียงถูกส่งตัวมาปฏิบัติธรรมขัดเกลานิสัยอยู่ในสำนักนางชี ไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลานาน ไม่มีใครพบเห็นคุณหนูรองผู้นี้อีกเลย ย่อมนึกไม่ออกเป็นธรรมดา

คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอนางที่นี่

เจียงหลี คุณหนูรองเจียงที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ กลับไม่เหมือนคำที่ถูกครหาว่าใจดำอำมหิต วางแผนเด็ดชีวิตแม่เลี้ยงและน้องชาย นางคุกเข่าอยู่ในสำนักนางชีด้วยร่างกายผ่ายผอมอ่อนแรงเช่นนี้ จะให้ร้ายใครได้ พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ

เจียงหลีจ้องมองฮูหยินที่กล่าวกับตนเป็นคนแรก ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงถามว่า “ฮูหยิน... ท่านคือหลิ่วฮูหยินแห่งจวนเฉิงเต๋อหลังใช่หรือไม่”

ฮูหยินท่านนั้นตะลึงงันชั่วครู่ แล้วเอ่ยถาม “คุณหนูรู้จักข้าหรือ”

เจียงหลีพยักหน้าราวกับเขินอาย ยิ้มพลางกล่าว “เมื่อหลายปีก่อนช่วงเทศกาลดอกโบตั๋น ฮูหยินเคยมาชมดอกโบตั๋นที่จวนของเรา ข้าจำได้”

หลิ่วฮูหยินได้ฟัง ก็หวนระลึกถึงความหลังแล้วตอบว่า “ไม่ผิด” สายตาที่มองเจียงหลียิ่งอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม “ดีใจที่เจ้ายังจำได้”

หลิ่วฮูหยิน ภรรยาของท่านเฉิงเต๋อหลังนามว่าหลิ่วเอวี๋ยนฟง เคยเป็นสหายรักของเย่เจินเจินมารดาเจียงหลี เมื่อครั้งเย่เจินเจินเพิ่งแต่งงานเข้ามาอยู่เมืองเยี่ยนจิงนั้น ก็คบค้าสมาคมกับหลิ่วฮูหยินผู้นี้ ต่อมาเย่เจินเจินเสียชีวิตลง เหลือแต่เจียงหลี ด้วยความอาลัยในตัวสหายรัก หลิ่วฮูหยินจึงมาเยี่ยมเจียงหลีอยู่บ่อยครั้ง

แต่เมื่อจี้ซูหรันแต่งเข้ามา หลิ่วฮูหยินก็ไม่สะดวกจะมาเยี่ยมเยือนเจียงหลีบ่อยๆ อีก นานวันเข้าความสัมพันธ์ก็เจือจาง เทศกาลดอกโบตั๋นที่เจียงหลีพูดถึงนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่หลิ่วฮูหยินไปเยี่ยมเจียงหลี จนบัดนี้เมื่อเจียงหลีเอ่ยทักขึ้นมา ภาพของเพื่อนรักเย่เจินเจินก็ผุดขึ้นในความทรงจำของหลิ่วฮูหยินทันที

หลิ่วฮูหยินมองเจียงหลีอย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม “ผู้ใหญ่ที่บ้านตระกูลเจียงส่งเจ้ามาอยู่ที่นี่หรือ”

เจียงหลีพยักหน้าเล็กน้อย

“เจ้าคือบุตรสาวคนสำคัญของท่านอำมาตย์เจียง มาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร ทั้งร้อนและชื้น ต้องทนคุกเข่าอยู่ทั้งคืน เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร คุณหนูรองเจียง ข้าว่าพรุ่งนี้เช้าเจ้าเดินทางกลับเมืองเยี่ยนจิงกับข้าดีกว่า” หลิ่วฮูหยินกล่าว

ถงเอ๋อที่กำลังคุกเข่าอยู่นั้นนัยน์ตาพลันทอประกาย ถ้อยคำของหลิ่วฮูหยินแฝงนัยว่าจะพยายามมอบความเป็นธรรมให้เจียงหลี

ทว่าเมื่อหลิ่วฮูหยินกล่าวจบ กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับอย่างที่คิด เจียงหลีเงยหน้ามองหลิ่วฮูหยิน สีหน้าแสดงความลังเลใจ นางส่ายหน้าอย่างมั่นคง “ขอบคุณฮูหยินสำหรับความหวังดี แต่เกรงว่าจะไม่เหมาะ”

บรรดาบุรุษสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิ่วฮูหยิน ถูกคำพูดของหลิ่วฮูหยินสะกิดใจมาก่อน แล้วจึงตามด้วยการปฏิเสธอันน่าทึ่งของเจียงหลี หลิ่วฮูหยินพลันเอ่ยถาม “ทำไมเล่า”

เจียงหลียิ้มรับ “ท่านพ่อส่งตัวข้ามาที่วัด เพราะต้องการให้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจิต ถึงแม้จะลำบาก แต่ก็สามารถแลกกับความสงบสุขของคนในบ้าน หากข้าละทิ้งกลางคัน ก็จะเป็นการลบหลู่องค์พระโพธิสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อเองก็ไม่ได้มีคำสั่งให้ใครมารับ ข้ายิ่งไม่สามารถตัดสินใจกลับโดยพลการได้”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Busaba Cambunmee
สนุกค่ะ ติดตามๆๆ
เมื่อ 6 วัน 9 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย champacat
สนุกดีเรื่องนี้
เมื่อ 3 สัปดาห์ 6 วันที่แล้ว

รีวิว