หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

เพลิงพิโรธ--100%--

ยามเหม่านางกำนัลทั้งสองตื่นพร้อมกับองค์หญิงของตน ก่อนจะเตรียมน้ำมาให้นางล้างหน้าล้างตา ลี่ลี่และเซวียนเซวียนเตรียมชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายสีทองสะดุดตาเอาไว้ให้ หากองค์หญิงของแคว้นกลับปฏิเสธ

“สวมชุดสตรี! มิได้นะเพคะองค์หญิง การเดินทางไปยังวังหลวงถึงจะใกล้ หากไม่อาจวางใจกับอันตราย โปรดทบทวนด้วยเพคะ” ลี่ลี่ออกหน้าคัดค้าน แม้แต่เซวียนเซวียนก็ยังคุกเข่าอ้อนวอนอีกแรง

“ข้ามีองครักษ์เก่งกาจทั้งยังมีพวกเจ้าทั้งสองที่เชี่ยวชาญวรยุทธ์ผู้ใดจะอาจหาญรังแกข้าได้ ข้าแค่อยากให้เสด็จพ่อเสด็จแม่วางใจว่าอย่างน้อยหลังฝึกวรยุทธ์ข้าก็ยังเป็นสตรี หากทำตัวเยี่ยงบุรุษยามอยู่แคว้นหวง มิเช่นนั้นข้าอาจจะถูกจับคู่ทันทีที่ก้าวลงจากหลังม้า” นางกำนัลทั้งสองมองหน้ากัน แต่ก็พยักหน้าออกมาสนับสนุนความคิดขององค์หญิง ยามอยู่กับหลี่ฮองเฮา องค์หญิงของพวกนางแสดงกิริยาราวกับบุรุษ ด้วยฝึกวรยุทธ์กับทหารในค่ายมานาน หากยังเก็บกิริยาเช่นนั้นกลับแคว้นไม่แคล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างที่องค์หญิงคาดการณ์เอาไว้

“เอาล่ะสวมชุดสตรีให้ข้า ส่วนผมถักเป็นเปียอย่างง่ายก็แล้วกัน” สองร่างบางปฏิบัติตามคำสั่ง หลังจากนั้นก็เปิดหีบเครื่องสำอางให้องค์หญิงน้อยแต่งแต้มใบหน้าด้วยตนเอง เสวี่ยหนี่วางแท่งถ่านเขียนคิ้วเสร็จสิ้นกระบวนการเสริมความงาม ภาพที่สะท้อนกลับมาจากกระจกทองเหลืองงดงามปานเทพธิดา การแต่งกายเพื่ออำลาในครั้งนี้อาจส่งผลบางอย่างต่อจิตใจบุรุษเย็นชาผู้นั้น

ร่างบางกรุยกรายออกมาจากที่พัก เหล่าองครักษ์น้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม หนึ่งในนั้นคือหลี่เฉินชุนและสองผู้เฒ่าที่ตื่นแต่เช้าออกมาส่งนาง

“เดินทางปลอดภัยนะเพคะองค์หญิง” ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวก้าวเข้าไปโอบกอดสตรีผู้โอบอ้อมอารี

“หากถึงวังแล้วข้าจะส่งข่าวกลับมา พวกท่านโปรดรักษาสุขภาพด้วย เสวี่ยหนี่ขออำลา” องค์หญิงคำนับผู้สูงวัยด้วยความเคารพ ก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างห้าวหาญแล้วควบทะยานม้าพันธุ์ดีออกเดินทางกลับแคว้นของตน

“เฉินชุน เจ้าจะตอบรับคำขอร้องของจินไทเฮาหรือไม่” เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินถ้อยคำของมารดา

“ไม่ขอรับท่านแม่ ข้าจะอยู่ที่นี่ตราบสิ้นลมหายใจสุดท้าย ข้าหาใช่องค์ชายไร้สาระนั่น ข้าเป็นลูกของท่านพ่อท่านแม่ ไม่มีสิ่งใดมาพรากเราทั้งสามออกจากกันได้” ร่างชราทั้งสองแทบจะหลั่งน้ำตากับโชคชะตาของอดีตองค์รัชทายาท คำพูดนับร้อยที่กำลังจะเอ่ยออกมาถูกกลืนลงท้องไป แววตาของบุตรชายโศกเศร้าเกินกว่าจะทำร้ายจิตใจของเขาได้ลงคอ

“เช่นนั้นสั่งจัดเวรยามลาดตระเวนรอบหมู่บ้าน อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของพ่อกับแม่” ประมุขตระกูลหลี่กำชับบุตรชายก่อนโอบประคองร่างบอบบางของภรรยาเข้าไปหลบลมเย็นๆ ยามเช้าในกระท่อม

เสวี่ยหนี่และขบวนเดินทางออกจากหมู่บ้านเชิงเขามาประมาณสามลี้ บรรยากาศรอบกายเริ่มคลายความมืดมนลงจนเกือบสว่างเต็มที่ ไม่ไกลนักสายตาคมปะทะเข้ากับขบวนม้ากลุ่มใหญ่ เมื่อเคลื่อนเข้าใกล้ก็ยิ่งเห็นรายละเอียดชัดเจน บนหลังม้ามีแต่บุรุษพร้อมอาวุธครบมือ องครักษ์ทั้งสี่เริ่มเข้ามาล้อมหน้าหลังของนางด้วยสัญชาติญาณระวังภัย

ในยามที่ขบวนม้าทั้งสองสวนทางกันสายตาคมปะทะเข้ากับดวงตาดุดันของอีกฝ่าย กลุ่มโจรหันหลังมามองร่างบางก่อนจะหยุดม้า

“มีอะไรหรือนายท่าน” ลูกน้องคนสนิทถามอย่างสงสัย ไม่ใช่ความงามของแม่นางผู้นั้นสะดุดตาผู้นำของเขาหรอกนะ

“ไปจับนางมา ข้าจะใช้นางเป็นตัวประกัน!” หัวหน้าโจรสั่งลูกน้องของตน หลังจากเพ่งพิศดูลักษณะการแต่งกายของตรีตรงหน้าแล้ว นางน่าจะเป็นสตรีสูงศักดิ์และมีความสำคัญกับใครบางคนจนต้องมีองครักษ์คอยคุ้มกัน หากได้มาเป็นตัวประกันก็จะทำให้พวกเขาลอบหนีออกจากแคว้นหงได้อย่างง่ายดาย สมุนโจรทั้งหลายชักม้ากลับออกควบตามขบวนของร่างบาง เสวี่ยหนี่สั่งให้องครักษ์ชะลอม้า อีกไม่นานจะเข้าเขตเมือง หลวงหากนางไม่จัดการเห็บเหาน่ารำคาญเหล่านี้ชาวเมืองอาจจะเป็นอันตรายได้!

“จัดการพวกมัน ลี่ลี่กับเซวียนเซวียนจะดูแลข้าเอง” องครักษ์ทั้งสี่พุ่งเข้าโจรร้ายทั้งสิบ ผู้เป็นนายของบุรุษที่กำลังห้ำหั่นกันทั้งสองฝ่ายขี่ม้าคุมเชิงอยู่ไม่ไกลนัก ในมือของนางกำนัลทั้งสองกระชับกระบี่เอาไว้แน่นเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ เสียงกระบี่ยังคงดำเนินต่อไป หากน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเป็นสัจธรรม ไม่นานนักร่างสูงขององครักษ์ก็ร่วงหล่นลงจากหลังม้า เซวียนเซวียนเห็นดังนั้นไม่อาจควบคุมสติได้ ควบทะยานพุ่งกระบี่เข้าสังหารเหล่าโจร หากด้วยทักษะอันอ่อนด้อยทำให้นางถูกปลิดชีพอย่างน่าอนาถ เสวี่ยหนี่มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึงองครักษ์ทั้งสี่มีฝีมือกล้าแกร่งแต่เหตุใดถึงถูกสังหารได้ง่ายราวกับผู้ไม่เป็นวรยุทธ์!

ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งกาย ดวงตากลมโตฉายแววเกรี้ยวกราด มือบางกระชับกระบี่แน่นก่อนจะกระโจนออกจากหลังม้าควงกระบี่สังหารโจรถ่อยกลางอากาศ ฉวยโอกาสที่พวกมันกำลังตกตะลึงกับภาพตรงหน้าม้วนตัวหลอกล่ออยู่ไม่นาน ศีรษะของสมุนโจรทั้งห้าก็กระเด็นไปคนละทิศคนละทางเกลื่อนถนน

ร่างระหงที่แปดเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตอุ่นร้อนทำให้ใบหน้างดงามดูน่าเกรงขามขึ้นอีกเท่าตัว นางปาดโลหิตชุ่มโชกออกจากกายแล้วพุ่งทะยานเข้าหาหัวหน้าโจร อีกฝ่ายเอี้ยวกายหลบคมกระบี่ก่อนจะรู้ว่าตนนั้นพลาดท่าเสียทีให้แก่สตรีตรงหน้า

“นางจิ้งจอก!”

เสวี่ยหนี่ยกยิ้มที่มุมปาก พร้อมทั้งเก็บเข็มยาสลบของตนไว้ในสาบเสื้อเหมือนเดิม ร่างสูงของจอมโจรชื่อดังค่อยๆ ร่วงผล็อยลงจากหลังม้าตกลงสู่พื้นดินแข็งกระด้างเสียงดังสนั่นพร้อมกับลูกสมุนที่รอดชีวิตอีกหนึ่งคนที่ร่วงลงจากหลังม้าตามกันลงมา

“เซวียนเซวียน!” ลี่ลี่กระโดดลงจากหลังม้าเข้าประคองร่างของเพื่อนรักเอาไว้แนบอก ชุดสีหม่นชุ่มโชกไปด้วยเลือดและน้ำตาของผู้สูญเสีย ทั้งชีวิตของนางมีแต่เพื่อนคนนี้ที่คอยประคับประคองจนได้เป็นนางกำนัลในตำหนักขององค์หญิง เซวียนเอ๋อร์หาใช่เพียงสหายแต่เป็นพี่น้องร่วมสาบานว่าจะรักและดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ฮึก! แต่วันนี้คำสาบานนั้นกลับไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกแล้วเมื่ออีกคนกลับสิ้นใจลงตรงหน้าก่อนวัยอันควร

“องค์หญิง ได้โปรดประทานพระอนุญาตให้หม่อมฉันสังหารมันด้วยตนเองเถิดเพคะ ไอ้โจรถ่อยผู้นี้มันสังหารเซวียนเซวียน มัน...ฮึก” เสวี่ยหนี่ลูบหลังนางกำนัลคนสนิทและแอบปาดน้ำตาออกจากใบหน้าซีดเซียว หาใช่ลี่ลี่เพียงผู้เดียวที่โศกเศร้านางเองก็เศร้าโศกไม่แพ้กัน

“ข้าก็อยากสังหารมันไม่น้อยไปกว่าเจ้า แต่ข้าอยากให้เสด็จพ่อสั่งประหารพวกมันอย่างทุกข์ทรมานมากกว่า เพื่อเป็นเครื่องเซ่นวิญญาณของเหล่าองค์รักษ์และเซวียนเซวียน มันจะไม่ตายดี!”

เมื่อคลายความเศร้าโศกทั้งสองช่วยกันผูกเชือกเอาไว้ที่ขาทั้งสองข้างของโจร ปลายอีกด้านหนึ่งผูกเอาไว้กับคอม้า ก่อนขึ้นควบทะยานตรงไปยังวังหลวง ชาวบ้านในเมืองเมื่อเห็นภาพดังกล่าวต่างประหลาดใจจนทิ้งธุระของตนเข้ามามุงดูภาพประหลาดที่หาดูไม่ใช่ง่ายๆ

สตรีสองนางใช้ม้าลากบุรุษเข้ามาในเขตวังหลวง... หน้าประตูวัง เหล่าทหารก้าวเข้ามาขวางนางเอาไว้ ทั้งสองจึงต้องหยุดม้าลงอย่างกะทันหัน

“เหตุใดพวกเจ้าทั้งสองถึงทำทารุณกับบุรุษเช่นนี้ ส่งป้ายชื่อขอเจ้ามา! หาไม่แล้วข้าคงต้องส่งพวกเจ้าไปที่กรมอาญา!”

เสวี่ยหนี่ล้วงป้ายหยกของตนส่งให้ทหารยาม ทหารที่ทำเสียงขึงขังเมื่อครู่ถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น อักษรที่สลักลงบนเนื้อหยกล้ำค่าคงชี้แจงกับอีกฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย เสวี่ยหนี่ยิ้มเหี้ยมไม่มีอารมณ์จะเล่นหัวกับทหาร

“จะจับข้าเข้ากรมอาญาอีกหรือไม่” ทหารยามโขกศีรษะลงบนพื้นพร้อมพึมพำว่ามิกล้าๆ ร่างบางโน้มกายลงในระดับเดียวกับทหารผู้นั้นโดยไม่ลงจากหลังม้า ก่อนจะหยิบป้ายหยกของตนกลับคืน แล้วควบอาชาตัวใหญ่เข้าไปยังด้านหน้าของท้องพระโรง

“เจ้า! เสด็จพ่อทรงว่าราชการอยู่หรือไม่” ร่างบางกระโดดลงจากหลังม้าสอบถามทหารยามด้านหน้าท้องพระโรง หากได้รับสายตางุนงงกลับมา

“เข้าวังมานานเท่าใดแล้ว” สายตาคมกดดันทหารทั้งสองจนแทบจะก้มลงเอาศีรษะโขกพื้นอย่างไม่รู้สาเหตุ ร่างบางแทบจะพ่นไฟใส่เจ้าสองคนตรงหน้าหากสวรรค์ไม่เมตตาส่งกงกงเฒ่าประจำพระองค์หยางจินหลงฮ่องเต้ลงมารับนางเสียก่อน ร่างชรานั่นยังคงวิ่งลงมาจากท้องพระโรงด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง เห็นได้ชัดว่าบันไดสามสิบขั้นไม่ส่งผลต่ออายุของหรงกงกง

“องค์หญิง ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงส่งกระหม่อมลงมาดู พระองค์ตรัสว่าเหมือนจะได้ยินเสียงขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยหนี่อมยิ้มคลายความโกรธา เสด็จพ่อยังคงเป็นเสด็จพ่ออยู่วันยังค่ำ วรยุทธ์ของพระองค์สูงส่ง จนสามารถได้ยินเรื่องราวด้านนอกท้องพระโรง หรือสมาธิของเสด็จพ่อมิได้อยู่ในท้องพระโรงกันแน่

“ลากตัวเจ้าสองคนนี้เข้าไปพร้อมกับข้า พวกมันมีวรยุทธ์หากเล่นเล่ห์กลข้าจะได้สังหารมันได้ทันการณ์” กงกงเฒ่าตัวสั่น ไม่คิดว่าองค์หญิงจะโหดร้ายมากขึ้นถึงเพียงนี้ ถ้าฝ่าบาททรงทราบกงกงเฒ่าอย่างเขาจะวิ่งหนีไปหลบอยู่ตรงไหนให้ปลอดภัยก็มิอาจรู้ได้

นายทหารทั้งสองปลดเชือกออกจากเท้าจอมโจรแล้วหิ้วปีกพวกมันเข้าด้านใน หรงกงกงนำเข้าไปก่อน ขานชื่อนางเสียงใส

“องค์หญิงเสวี่ยหนี่ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ร่างบางแต่สูงโปร่งก้าวเข้ามายังด้านในของท้องพระโรง ขุนนางน้อยใหญ่ลืมตัวลอบมององค์หญิงของแคว้นที่จากไปร่ำเรียนเคล็ดวิชานานถึงสองปี ในใจคิดถึงบุตรชายของตน หากมีวาสนาเป็นราชบุตรเขยคงจะดีมิใช่น้อย ด้วยรูปโฉมงดงามล่มเมืองเช่นนี้ถือว่าเป็นธิดาที่สวรรค์ประทานมาให้อย่างแท้จริง

“ถวายบังคมเพคะเสด็จพ่อ” ร่างบางคุกเข่าคำนับบิดาด้วยความคิดถึง หยางจินหลงก้าวลงจากบัลลังก์ทองประคองลูกสาวขึ้นจากพื้น “มาแล้วหรือ หากอีกวันสองวันเจ้ายังไม่กลับมาข้าคงส่งคนไปตามเจ้าเป็นแน่” เสวี่ยหนี่ยิ้มอ่อน ก่อนเห็นร่องรอยแห่งความไม่สบายพระทัยในพระเนตรของพระบิดา

“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ” ร่างสูงนิ่งงัน ก่อนมองลงไปยังด้านหลังของพระธิดา บุรุษสองคนนอนหลับสนิทอยู่กับพื้นถูกทิ้งไว้ราวกับเศษขยะไร้ค่า

“ลูกพาใครมาด้วย” ร่างบางผละออกจากอกบิดา ก่อนเดินไปคุมเชิงเจ้าโจรถ่อยทั้งสอง

“พวกมันโจมตีลูกเพคะ สังหารองครักษ์ทั้งสี่และเซวียนเซวียนนางกำนัลคนสนิท ด้วยโทสะจึงต่อสู้กับพวกมันแล้วใช้ม้าลากกลับเข้ามารับโทษที่วัง ขอเสด็จพ่อประทานอภัยให้ลูกด้วย” องค์หญิงคุกเข่าขอประทานอภัย ขุนนางน้อยใหญ่ถึงกับตกตะลึงกับวีรกรรมที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์หญิง แสดงว่าองค์หญิงหาได้สวมอาภรณ์สีแดง แต่เป็นสีของโลหิตที่เกิดจากการสังหารเหล่าโจร! ขุนนางฝ่ายบุ๋นลอบกลืนน้ำลายลงคอ เป็นตายร้ายดีอย่างไรพวกตนก็จะไม่ทูลขอองค์หญิงให้บรรดาลูกๆ ของตนเป็นแน่ ก็พระองค์ทรงสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้...

“ลุกขึ้นเถิด โทษฐานลอบปลงพระชนม์องค์หญิงแห่งแคว้นมีโทษประหารทั้งตระกูล เจ้าตอบโต้กลับไปเท่านี้ยังถือว่าน้อยเกินไป” เสวี่ยหนี่ล้วงเอาเข็มเปล่าออกมาจากสาบเสื้อ ก่อนจิ้มลงบนต้นคอของนักโทษทั้งสอง เพียงครู่หนึ่งพวกมันก็เริ่มรู้สึกตัวพร้อมทั้งจ้องร่างบางสวมอาภรณ์สีโลหิตตาเขม็ง

“บอกไปว่าพวกเจ้าคือใคร” ร่างบางยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง เจ้าบุรุษร่างเล็กส่งสายตาให้ผู้เป็นนาย แล้วก้มหน้านิ่งอยู่กับที่ เสวี่ยหนี่หลับตานิ่งสะกดอารมณ์ภาพของเซวียนเซวียนที่ถูกสังหารโดยกระบี่ของเจ้านี่ผุดขึ้นมาจนไม่อาจอดกลั้น

“บอกออกไป!” มือบางทุบลงกลางหลังของนักโทษ ด้วยอารมณ์โกรธแค้นกอปรกับพลังปราณที่ยังไม่อาจควบคุม โจรผู้นั้นถึงกับกระอักเลือดออกมากองใหญ่ก่อนจะแน่นิ่งไปกับพื้น สายตาของจอมโจรหันมามองนางอย่างเคียดแค้นนับเท่าทวี

“เสวี่ยหนี่...” เสียงของผู้เป็นมารดาดังขึ้นไม่ไกลนัก ร่างบางสั่นสะท้านกับสิ่งที่ทำลงไป ก่อนคุกเข่าคำนับบิดา “ลูกขอประทานอภัย มันผู้นี้สังหารเซวียนเซวียน” เจิ้งฝูสื่อเข้ามาประคองลูกสาว ก่อนสบพระเนตรสามีด้วยความเป็นห่วง

“ทูลฝ่าบาท งานสืบสวนขอให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางกรมอาญาออกปาก ขุนนางตงฉินผู้นี้คงไม่ทำให้เสด็จพ่อของนางผิดหวังกระมัง ร่างบางถอยห่างออกมาเล็กน้อยก่อนให้ข้อมูลของผู้ร้ายแก่บิดาของตนเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน

“ท่านควรจะระวังตัวเอาไว้ให้มาก เขาผู้นี้คือฮวน หัวหน้าพรรคโจรจิ้งจอกเหิน เมื่อสามปีก่อนตั้งตนเป็นปรปักษ์กับแคว้นหวง” ขุนนางในท้องพระโรงหันไปกระซิบกระซาบกันงึมงำ

“แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้น เขาผู้นี้เป็นถึงอดีตองค์ชายแห่งราชวงศ์อี้ อี้อู๋หลง น้องชายร่วมมารดาของอี้เหมยฮัว*”

------------------------------------

*อี้เหมยฮัว ตัวละครจากเรื่องเจิ้งฝูสื่อ จอมนางตำหนักเย็น เป็นสนมตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยของหยางจินหลงฮ่องเต้ ตอนหลังนำกองกำลังเข้ายึดวังหลวงแต่ทำไม่สำเร็จและถูกสังหารด้วยด้วยน้ำมือของหยางหยุนอู้อดีตคนรักของนาง

“พอได้แล้ว!” ฮวนจ้องร่างบางด้วยแววตาเคียดแค้น เสวี่ยหนี่ถอยห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนเท้าสะเอวมองเหยียดบุรุษตรงหน้า

“แทงใจดำหรือ ถึงเสด็จอาและเสด็จอาหญิงจะไม่โกรธเจ้า แต่...ข้าเกลียดเจ้า!” ร่างบางฝังตัวเข้าอ้อมกอดมารดา เจิ้งฝูสื่อประคองลูกรักมายังตำหนักหยางหยาง สองปีที่ลูกห่างจากอก นางเฝ้าแต่เป็นห่วงลูกน้อยอยู่ไกลๆ ไม่คิดว่าองค์หญิงน้อยเมื่อวันวานจะเติบโตขึ้นกลายเป็นสตรีแข็งแกร่งเช่นนี้

“เสวี่ยหนี่...เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือไม่” ร่างบางโผเข้ากอดมารดา ตั้งแต่เล็กจนโตเสด็จแม่ไม่เคยว่ากล่าวให้เจ็บใจหรือทุบตีให้เจ็บกาย เพียงสายตาดุจพระราชสาส์นสำคัญของท่านมองมา นางก็รับรู้ถึงความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดี

“ลูกขอประทานอภัยเพคะเสด็จแม่ ลูกไม่อาจรักษาสัจวาจาที่ให้ไว้แก่เสด็จแม่ได้ ลูกสังหารคน สังหารเยี่ยงผักปลา” ผู้เป็นแม่ลูบหลังเบาๆ เพื่อปลอบใจเด็กน้อยในคราบสตรีสาวสะพรั่ง

“ตราบใดที่เจ้ายังไม่คิดรังแกผู้คน สังหารเพื่อรักษาชีวิตนับร้อยให้ปลอดภัย แม่ก็วางใจ เพียงแค่เรื่องของฮวนเจ้าอย่ายื่นมือเข้าไปยุ่งให้เป็นหน้าที่ของกรมอาญา ช่วงนี้ราชสำนักกำลังวุ่นวายอย่าทำให้เสด็จพ่อหนักพระทัยนะลูก” เสวี่ยหนี่พยักหน้ารับคำมารดา

“เกิดเหตุอันใดขึ้นเพคะ” สีหน้าของมารดาสลดลงสองส่วน คงเป็นเรื่องร้ายแรงเป็นแน่

“ฮ่องเต้เยี่ยนจงแห่งแคว้นสุ่ยสิ้นพระชนม์ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองระส่ำระสาย องค์รัชทายาทถูกลอบปลงพระชนม์โดยองค์ชายเยี่ยนจวินลี่...” แรงบีบของมารดาทำให้รู้ว่าท่านเจ็บปวดมากเพียงใดกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

“ตอนนี้เมืองในเขตชายแดนถูกยึดครองไปแล้วห้าเมือง ฝ่าบาทไม่มีทางเลือกจำใจส่งพี่ชายเจ้าไปชายแดน” มือบางสากคายลูบพระหัตถ์นุ่มนิ่มของมารดา ไม่มีบิดามารดาคนไหนอยากส่งบุตรของตนเข้าสู่เงื้อมมือของเสือร้าย หากต้องจำใจเสียสละเพื่อรักษาส่วนรวมเอาไว้

“เสด็จพี่เป่าไป๋กล้าหาญและเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม เสด็จพ่อตัดสินพระทัยเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว ส่งผลดีต่อการเกณฑ์กำลังพลและการเปิดรับทหารใหม่เพคะ” แววตาของลูกสาวเป็นประกายยามเอ่ยถึงเรื่องราวในกองทัพ นางหวังว่าหลี่ฮองเฮาคงไม่ได้ให้เสวี่ยหนี่คลุกคลีอยู่กับค่ายทหารในทุกๆ วันหรอกนะ

“ดูเจ้าจะมีความรู้เกี่ยวกับด้านทหารมิใช่น้อย” แววตาขององค์หญิงเป็นประกายเจิดจ้ากว่าเก่า

“ลูกคลุกคลีอยู่ในกองทัพมาสองปี ศึกษาตำราพิชัยสงครามทุกฉบับ ในทุกๆ วันลูกหายใจเข้าออกเป็นค่ายทหาร จะไม่ให้เข้าใจเรื่อง...ราว” ร่างสูงโปร่งขยับกายถอยห่างจากมารดา ดูเหมือนนางจะถูกหลอกถามข้อมูลสำคัญไปเสียแล้ว

“เจ้าเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ แม่จะให้เจ้าทำงานเบาๆ ก็แล้วกัน ไปปักลายหงส์ลงผ้าเช็ดหน้ามาสามผืน แม่ยังอยากมั่นใจว่าสองปีที่ผ่านมา ธิดาองค์โตของแคว้นหงยังคงมีความเป็นสตรีอยู่เต็มสิบส่วน” เสวี่ยหนี่ ลอบกลืนน้ำลาย นางหาได้กลัวจะปักลายออกมาไม่สวยงาม หากสองปีที่ว่างเว้นงานบ้านงานเรือนทำให้นางขี้เกียจมากกว่าแต่ก่อน

“เสวี่ยหนี่น้อมรับพระบัญชา แต่ลูกขอแวะเวียนไปค่ายทหารบ้างนะเพคะ วรยุทธ์ต้องหมั่นฝึกฝนถึงจะกล้าแกร่ง ว่าแต่ขุนนางกรมอาญาเปลี่ยนไปแล้วหรือเพคะ ท่านเว่ยหมินหายไปไหนเสียแล้ว ท่านเหยี่ยนอีก หรือว่าเสด็จพ่อทรงปลดเกษียณพวกเขากลับบ้านไปแล้วเพคะ” นัยน์ตาของมารดาสลดลงอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับมีหยาดน้ำอุ่นๆ คลอเคลียอยู่ด้านในจนเกือบจะไหลรินออกมา

“ท่านเว่ยหมินถูกลอบสังหารเมื่อตอนรุ่งสาง คาดว่าเป็นโจรกลุ่มเดียวกับที่เจ้าพาตัวมาด้วย ส่วนท่านเหยี่ยนขันอาสาออกรบเคียงคู่กับพี่ของเจ้าและ...พลีชีพเพื่อปกป้องเป่าไป๋” มือบางกำหมัดแน่น ยามนึกถึงใบหน้าอำมหิตของโจรถ่อยผู้นั้น วันนี้มันสังหารคนของนางไปห้าคน หากมันลงมือสังหารท่านผู้ใหญ่ที่นางเคารพนับถือราวกับญาติสนิท มันจะมากเกินไปแล้ว!

“ขอโอกาสให้ลูกได้สืบสวนหาความจริงเพคะ ได้โปรดประทานอนุญาตให้ลูกด้วย” หยางจินหลงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นสายตาของสตรีทั้งสองนางฉายแววโศกเศร้า พระองค์ก็แทบอยากกลับไปสังหารเจ้าโจรผู้นั้นแล้วสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น

“ข้าไม่อนุญาต!” ร่างบางหันไปหาบิดา เคลื่อนกายเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นอันคุ้นเคย “เจ้าเพิ่งกลับมา อยู่ให้พ่อกับแม่หายคิดถึงหน่อยเถิด อย่าพาตัวเองเข้าสู่เรื่องราวอันตรายเด็ดขาด” หยางจินหลงลูบศีรษะนุ่มละมุนอย่างปลอบประโลม

“เพคะเสด็จพ่อ” เสวี่ยหนี่รับคำ หากภายในใจยังมีประกายความโกรธปะทุอยู่ไม่ขาด เมื่อเสด็จพ่อตรัสยื่นคำขาดนางก็มิอาจขัดพระประสงค์ เอาไว้นางค่อยแอบย่องเข้าคุกหลวงสอบถามเจ้าโจรนั่นด้วยตนเอง ตอนนี้แค่อยู่ในอ้อมกอดของบิดาและมารดา ทำตัวเป็นเด็กดีให้พวกท่านวางใจไปก่อน เมื่อถึงเวลาเหมาะสมค่อยดำเนินการ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
น่าสนใจดีแหะ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย เฟิง เฟิง
okkkkkkkkkkkk
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว