เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 2

“เจ้าไม่เคยได้ยินตำนาน ‘พอ-คม-พัล-โร แห่งเขาฮักควัน’ งั้นหรือ” เสียงใสของเด็กสาวดังขึ้น

“ตำนานอะไร ทำไมชื่อแปลกประหลาด” เด็กหนุ่มถามออกไปอย่างสงสัย

“ก็เรื่องของเจ้าสัตว์อสูรที่น่ากลัวนั่นไง” เจ้าของเสียงใสเฉลย

“ไม่เห็นจะเคยได้ยิน” เด็กหนุ่มคนเดิมกล่าว

“เจ้าไปอยู่ที่ใดมานี่” ใบหน้านวลแฝงแววสงสัยด้วยไม่คิดว่าจะมีเด็กคนใดไม่รู้จักตำนานนี้

“ข้าก็อยู่ที่คูซันนี่แหละ แต่ว่าอย่างที่เจ้ารู้ ชีวิตข้าเหมือนเด็กทั่วไปเสียที่ไหน”

“จริงสินะ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็ได้ พอ-คม-พัล-โร คือหมียักษ์ที่คอยปกปักรักษาเหล่าสรรพสัตว์ในภูเขาฮักควัน มิให้พวกมนุษย์เข้าไปกล้ำกรายได้ แต่ว่าที่มันได้ชื่อว่าเป็นสัตว์อสูร เพราะมันไม่ใช่หมีธรรมดา ตัวมันสูงใหญ่ราวกับยักษ์ แถมยังมีเขาแหลมคมอยู่บนหัว ตำนานเล่าว่ามันจะใช้เขาไล่แทงผู้บุกรุกจนตาย ยิ่งฆ่าพวกที่ลุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตที่ดูแลได้เท่าไร เขาของมันก็จะยิ่งยาวและแหลมคมมากขึ้น ตอนแรกเรื่อง พอ-คม-พัล-โร เป็นเพียงตำนาน แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ กลับมีคนบอกว่าได้พบมันเข้าจริงๆ แม้แต่พวกเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ยัง...”

เสียงใสหลุดออกมาจากริมฝีปากคู่งามอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ลอยเข้าสู่สมองของซานเลย เนื่องจากตอนนี้สายตาของเขาถูกตรึงอยู่กับเจ้าของวงหน้าเนียน หัวใจเต้นตึกตักอย่างควบคุมมิได้ ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจเป็นครั้งแรก ไม่ว่าเด็กสาวตรงหน้าจะทำท่าทางเช่นใดหรือพูดเรื่องอะไรอยู่ ล้วนน่าสนใจและดึงดูดใจอย่างอัศจรรย์

“นี่เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงจ้องข้าแบบนั้น”

“เอ่อ...เปล่า” เด็กหนุ่มปฏิเสธและก้มหน้าลง หากแต่เพียงชั่วครู่ก็เงยกลับขึ้นมามองนาง เมื่อเห็นเด็กสาวส่งยิ้มให้แม้จะเพียงบางๆ แต่หัวใจกลับพองโตขึ้นมาจนแทบลอยทะลุไปจากอก

ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

“จะ...เจ้ายิ้มน่ารักมาก” เขาบอกออกไปอย่างตะกุกตะกัก สายตายังจับจ้องที่ริมฝีปากสวยซึ่งแย้มออกเรื่อยๆ มือไม้เริ่มสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้พร้อมๆ กับกลีบปากสวยเบื้องหน้าที่ยังคงเหยียดออก ก่อนจะกลายเป็นฉีกกว้าง กว้างขึ้น กว้างขึ้น และกว้างขึ้น ฟันขาวที่เรียงสวยเป็นระเบียบหายไปทีละซี่ ทีละซี่ ช่องปากของนางเปิดอ้าออกราวกับหลุมดำอันไร้ที่สิ้นสุด

“ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะสะท้อนก้องอยู่ภายในหัวของเขาอย่างสลัดไม่หลุด ในขณะที่โพล่งปิศาจขยายกว้างจนกลืนกินเด็กสาวผู้นั้นเข้าไปทั้งตัว

“ฮ่าฮ่าฮ่า กระหม่อมบอกพระองค์แล้วว่าควรยอมแพ้พ่ะย่ะค่ะ” เสียงที่ตามหลอกหลอนมาตลอดหลายปีดังขึ้นแทนที่ ตามด้วยใบหน้าเหี่ยวย่นน่าเกลียดของชายชราผู้หนึ่ง และลมหายใจที่อวลไปด้วยกลิ่นชาสมุนไพรน่าสะอิดสะเอียนที่เป่ากระทบหน้า ซานพยายามกระถดตัวหนี แต่ไม่ว่าอย่างไร ใบหน้านั้นกลับตามติดโดยไม่ทิ้งระยะห่างออกไปสักนิด

“ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะแฝงความร้ายกาจดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ยอมแพ้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกพยัคฆ์ติดบ่วงอย่างพระองค์จะได้มิต้องลำบากมากนัก”

“ทรงเป็นเช่นใดบ้างพ่ะย่ะค่ะ” แทซันที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบถามผู้เป็นนายที่นอนอยู่ข้างๆ ทันที เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง รวมถึงอาการกระสับกระส่ายที่เขาสัมผัสได้ ทำให้รู้ว่าผู้เป็นนายคงจะฝันร้ายอีกแล้ว ตลอดเวลาหลายปีมานี้ ไม่สิ ตั้งแต่ผลการคัดเลือกพระชายาประกาศออกมา รัชทายาทก็มีอาการเช่นนี้มาตลอด

“รัชทายาท” ชายหนุ่มเรียกซ้ำ พร้อมทั้งยื่นมือแกร่งสีน้ำผึ้งออกไปสัมผัสหน้าผากของอีกฝ่าย อุณหภูมิที่แผ่ออกมาจากผิวเนียนใต้ฝ่ามือทำให้เขาร้อนใจขึ้นมา

เป็นเช่นนี้อีกแล้ว แทซันคิด เขาโทษตัวเองที่มีส่วนทำให้ผู้เป็นนายซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงเท่าไรป่วยไข้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าการประดาบกัน จะทำให้โรคประจำพระองค์ของรัชทายาทกลับมากำเริบได้ แต่เพราะมิสามารถห้ามอีกฝ่ายในยามที่กองเพลิงแห่งความเกลียดชังเข้าครอบงำจนขาดสติ รวมถึงจำใจต้องยอมเป็นคู่ประลอง เพื่อป้องกันมิให้ชายหนุ่มที่ตนมีหน้าที่อารักขาไปเรียกราชองครักษ์นายอื่นมาแทน แม้ซานจะขึ้นชื่อว่านุ่มนวลอ่อนโยนดุจบัณฑิตผู้ทรงภูมิ หากแต่เวลามีโทสะกลับมิสามารถควบคุมตนเองได้ และพร้อมจะกลายร่างเป็นพยัคฆ์หิวโซคลุ้มคลั่งทันที แน่นอนว่าแม้องครักษ์นายอื่นจะมากฝีมือ แต่อาจพลาดพลั้งในลานฝึกยุทธ์จนเกิดเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยได้

แทซันเรียกผู้เป็นนายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนข้างๆ หยุดหายใจหอบ รวมถึงไม่กระสับกระส่ายอีกต่อไปแล้วก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะพบว่าบนใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังเสียงรอบด้าน พอจับสัมผัสได้ว่าใกล้ยามเช้าแล้ว จึงคิดว่าควรช่วยระบายความร้อนให้แก่ซานก่อน

เขาปีนลงจากแท่นบรรทม จากนั้นจึงเข้าไปยืนชิดอีกด้านซึ่งผู้สูงศักดิ์กว่านอนอยู่ ชายหนุ่มดันร่างนั้นขึ้นอย่างเบามือ และใช้แผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของตัวเองรองรับน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายไว้ เนื่องจากบัดนี้ซานช่างไร้เรี่ยวแรงและไม่สามารถทรงตัวได้เอง หากมิทำเช่นนี้ รัชทายาทจะต้องลื่นไถลตกจากแท่นบรรทมไปเป็นแน่

คิดแล้วเจ้าของเรือนกายสีน้ำผึ้ง จึงใช้แขนข้างหนึ่งประคองไว้ที่ช่วงเอวของอีกฝ่ายอย่างแน่นหนา ส่วนมือข้างที่เหลือก็บรรจงถอดอาภรณ์สีขาวบางที่ชายในอ้อมกอดใส่นอนออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างสีขาวนวลตาที่มีกล้ามเนื้อน้อยๆ แต่ยังไม่ทันที่มือนั้นจะดึงอาภรณ์เนื้อบางออกจนหมด ชายหนุ่มที่เพิ่งรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาเสียก่อน ทำให้เขาจำเป็นต้องเคลื่อนเข้าไปใกล้เพื่อฟังให้ชัดๆ ว่ากำลังตรัสสิ่งใดอยู่

“…”

“ทรงตรัสสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” แทซันถาม ชะโงกตัวลงมาใกล้อีก

“…”

“กระหม่อมมิทราบว่าทรงต้องการสิ่งใด” ชายหนุ่มว่าพลางขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

“…”

“ทรงรับสั่งว่าเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดพร้อมทั้งแนบหูเข้าไปใกล้ใบหน้าของผู้เป็นนาย

“…”

“กระหม่อมมิได้ยินที่พระองค์ตรัสพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าว ก่อนจะรีบรัดเอวอีกฝ่ายที่เริ่มไถลตัวออกจากการเกาะกุม ทำให้ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ อย่างแปลกประหลาด

“…”

“ทรงต้องการสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัยปนร้อนใจ พร้อมทั้งแนบใบหูไปใกล้ริมฝีปากของผู้เป็นนาย ด้วยได้ยินแต่เสียงลมหวีดหวิวที่หลุดออกมาจากลำคอของฝ่ายนั้น

เพล้ง!

เสียงกึกก้องที่ดังขึ้นทำให้แทซันเงยหน้าเพื่อมองหาที่มาของเสียงทันที พร้อมๆ กับซานที่อ่อนระโหยโรยแรงอยู่ในอ้อมกอดแกร่งที่ได้แต่เงยหน้าขาวซีดขึ้นน้อยๆ และฝืนปรือตา

จุดที่สายตาทั้งสี่คู่ไปบรรจบคือแววตาตื่นตกใจที่อยู่บนวงหน้านวลใส ปากเล็กๆ กำลังอ้าค้างราวกับเห็นภูตผีปิศาจอยู่กลางห้อง ที่เท้าซึ่งสวมใส่รองเท้าผ้าสีเขียวขี้ม้าของเจ้าตัว มีอ่างน้ำสีทองอร่ามหล่นอยู่ แม้น้ำในอ่างจะกระเซ็นออกมาจนเต็มเท้า แต่นางก็ยังยืนค้างอยู่ท่าเดิม

เป็นเพราะเข้ามาทำงานแทนนางกำนัลอีกนางที่ป่วยไข้กะทันหัน เจ้าตัวจึงมิรู้ว่าอ่างล้างหน้านี้ เพียงวางไว้บนโต๊ะไม้ฉลุเนื้อดีด้านนอกฉากกั้นแท่นบรรทมก็เพียงพอ จึงเผลอเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาเห็นภาพใกล้ชิดสนิทสนมเกินควรชวนให้เข้าใจผิดเข้า

นึกไม่ถึงเลยว่าจากที่เคยเป็นเพียงผู้ร่วมนินทา วันนี้จะได้มาเห็นกับตาของตัวเอง!

สรรพสิ่งรอบข้างราวกับหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนั้น

แทซันรู้สึกได้ว่าหนังตากำลังกระตุกถี่อย่างรุนแรง ในขณะที่ซานซึ่งยังอยู่ในอ้อมกอดแกร่งเพียงเงยหน้าขึ้นอีกนิด ทำให้ใบหน้าทั้งสองใกล้ชิดกันมากกว่าเก่า เพิ่มความเข้าใจผิดแก่บุคคลที่สามอย่างนางกำนัลน้อยมากขึ้นอีก แต่ชายหนุ่มกลับมิหยุด เขาเพียงใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลทอประกายอบอุ่นมองร่างเล็กที่ยังยืนค้างอยู่กลางห้อง และส่งยิ้มให้เบาๆ เพื่อปลอบใจที่นางทำอ่างน้ำหล่นจนน้ำหกกระเซ็นไปทั่วพื้น เขามิใช่รัชทายาทผู้โหดร้ายที่จะลงโทษใครเพียงเพราะความผิดพลาดเล็กน้อยเช่นนี้ หากแต่ดูเหมือนนางยังมิได้สติ ชายหนุ่มจึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ และพยายามยิ้มให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

นางกำนัลผู้ตกตะลึงไม่หาย เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าละมุนก็พลันได้สติ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก และวิ่งหายไปด้วยความเร็วเสมือนว่าหากยังยืนอยู่ที่เดิมอีกแม้เพียงเสี้ยววิ ตัวเองอาจจะต้องโทษประหารได้

“ขะ...ขอ...ขอประทานอภัยที่เข้ามาขัดจังหวะเพคะ”

คำกล่าวที่ว่าข่าวลือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่ ‘เกลียดชัง’ ถูกส่งต่อโดยผู้ที่ ‘มิคิด’ และถูกเชื่อโดยผู้ที่ ‘หูเบา’ ดูท่าว่าจะมิจริงเสียแล้ว ในเมื่อเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัชทายาทกับองครักษ์คู่กายผู้หล่อเหลา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าถูกส่งจากปากสู่ปาก มิใช่ด้วยความเกลียดชังหรือความสุขสันต์หรรษาที่ได้นำเรื่องราวในทางเสื่อมเสียมิดีงามของผู้อื่นมาพูดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะอารมณ์หลากหลายของผู้กระจายสาร

เหล่านางกำนัลต่างนำไปเล่าลือกันด้วยความรู้สึกเสียดายและเจ็บปวดใจ ที่สองบุรุษผู้สามารถฉกชิงหัวใจอันบริสุทธิ์ของพวกนางหันมากินกันเองจริงๆ เสียแล้ว

ในขณะที่บรรดาขันทีนำไปพูดกันอย่างมีความหวัง เพราะหากรัชทายาททรงนิยมชมชอบการปรนนิบัติจากบุรุษจริง ตนอาจจะได้เป็นผู้โชคดีคนนั้นบ้าง เพียงแต่ต้องหาโอกาสให้ได้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดพระองค์เท่านั้น

ทางฟากทหารวังที่ยืนประจำอยู่แต่ละจุด และมักจะเดินตรวจตรารักษาความปลอดภัยในยามวิกาล ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ทุกคนเหมือนจะรู้งาน จึงส่งต่อข้อมูลที่ได้รับมาเป็นทอดๆ เพื่อยืนยันถึงสถานะความสัมพันธ์ของบุรุษทั้งสอง ที่ชัดเสียยิ่งกว่าชัด และหากเกิดโชคร้ายไปพบเห็นรัชทายาทและคนของพระองค์ขณะที่ใช้เวลาร่วมกันอย่างลับๆ จะได้รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร

ข่าวลือนั้นมิเพียงแต่แพร่กระจายในหมู่นางกำนัล ขันที หรือพวกทหารรักษาการณ์แต่เพียงเท่านั้น แม้แต่เหล่าราชองครักษ์ประจำพระองค์ของบรรดาผู้สูงศักดิ์และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย ครูฝึกราชองครักษ์ รวมถึงบรรดาผู้ช่วยครูฝึกที่ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ก็ยังลือกันปากต่อปาก

บางส่วนหยิบยกมาพูดด้วยความคะนองเพราะหมั่นไส้ในตัวแทซัน ที่ได้รับพระเมตตาจากรัชทายาทมาช้านาน ซ้ำยังมีฝีมือดีไม่เป็นสองรองใคร การที่บุรุษผู้คมสันสง่างามเช่นนั้นมีเรื่องแบบนี้ ทำให้ความน่าเกรงขามลดลง จนคนที่เกลียดชังเขาด้วยความอิจฉาริษยาสะใจนัก

ส่วนเหล่าราชองครักษ์ที่เหลือที่มิได้มีความคิดเกลียดชังชายหนุ่ม ต่างเล่าลือกันด้วยความวิตกกังวลว่า รสนิยมของเขาจะทำให้สำนักราชองครักษ์หลวงต้องมัวหมองหรือไม่ รวมถึงจะทำให้พวกตนมีภาพลักษณ์ที่ไม่สมเป็นชายชาตรีอีกต่อไปหรือเปล่า และหากต้องทำงานร่วมกับบุรุษผู้นั้นอีก ควรปฏิบัติตัวเช่นไร ควรเว้นระยะห่างเท่าใดจึงเหมาะสม และไม่ทำให้รัชทายาทเกิดอาการหึงหวงคนของตนขึ้นมา

ทันทีที่ริ้วขบวนขนาดย่อมของพระมเหสีจียอนและสนมจางเคียงกันมา เหล่านางกำนัลที่กำลังพูดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าด้วยความทุกข์ระทมก็รีบหุบปากลง และใช้ทักษะการเอาตัวรอดที่ฝึกฝนมานานปีทันที

พวกนางแสร้งหยิบจับงานตามที่ได้รับมอบหมาย หญิงสาวน้อยใหญ่ที่มีหน้าที่ทำความสะอาด ต่างหยิบผ้าขึ้นมาขัดถูไปตามลานหินขัดและรูปปั้นสัตว์เทพผู้พิทักษ์ที่ประดับประดาสวนสวยแห่งนี้อยู่ นางกำนัลผู้รับผิดชอบการเก็บใบไม้ แสร้งก้มลงเก็บแผ่นใบบางกรอบสีหม่นที่หลุดร่วงลงจากต้น ส่วนพวกที่ดูแลบ่อน้ำพุซึ่งมีฝูงปลาสายพันธุ์ดีแหวกว่ายอยู่ ก็ทำทีเป็นว่ากำลังตรวจดูความเรียบร้อยของบ่อ ก่อนจะพร้อมใจกันหันมามองริ้วขบวนและทำเหมือนเพิ่งเห็นการมาเยือนของบุคคลทั้งสอง

นางน้อยๆ ต่างยอบคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งประสานมือไว้บนหน้าตัก หากแต่การกระทำเหล่านั้นกลับมิสามารถหลอกตาหญิงสาว ที่ถือว่าตนมีหน้าที่ดูแลฝ่ายในด้วยเช่นกันอย่างสนมจางได้ ด้วยรู้ดีว่าเหล่านางกำนัลคงจะกำลังพูดถึงเรื่องเสียๆ หายๆ จากพระตำหนักใดพระตำหนักหนึ่งอีกแล้ว

“นางคนนั้น มานี่” สนมจางกล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ใบหน้างามล้ำแม้จะแย้มยิ้มอยู่ แต่กลับทำให้คนที่ถูกเรียกตัวกลัวไปถึงขั้วหัวใจ

“เพคะ” นางกำนัลผู้โชคร้ายมาถึงก็ยอบกายถวายความเคารพซ้ำอีกครั้ง นางก้มหัวลงต่ำ ไม่กล้ามองสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ตรงๆ

“พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่” สนมจางเข้าเรื่องทันที แม้นางจะมิใช่คนฉลาดเฉลียวนัก แต่ก็พอจะมองออกว่าเหล่านางน้อยๆ ทั้งหลายดูจะมิอยากให้เรื่องที่พูดอยู่ลอยมาถึงหูตน มิเช่นนั้นคงจะไม่รีบหุบปาก แสร้งทำเป็นไม่มีอะไร

หญิงสาวผู้โชคร้ายได้แต่ก้มหัวลงต่ำและเหมือนจะต่ำลงกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อรู้เจตนาของอีกฝ่าย หากพระสนมต้องการให้เล่าสุดท้ายก็คงต้องเล่า แต่จะทำเช่นไรดี นางยังอยากมีชีวิตอยู่ ที่บ้านยังมีบิดามารดารวมถึงน้องเล็กๆ อีกห้าหกคนรออยู่

“ว่าอย่างไร” สาวงามเชิดหน้าขึ้นขณะที่ถาม แต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบก็ให้รู้สึกทนไม่ได้ขึ้นมา

“ว่าอย่างไร” สตรีคนเดิมตวาดด้วยคิดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นหัว และยิ่งคิดว่าพระมเหสีทรงยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ่งอยากจะแสดงให้พระองค์เห็นว่าตนมีอำนาจควบคุมฝ่ายในไม่น้อยไปกว่ากัน

นางกำนัลคนดังกล่าวยังก้มหัวลงต่ำด้วยจนใจที่จะพูด ถึงแม้จะได้ยินกิตติศัพท์ว่าพระมเหสีทรงพระทัยดีและพระทัยกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำฮันบันก็ตาม แต่เรื่องที่ไม่เป็นที่ยอมรับเช่นนี้จะพูดออกไปได้เช่นไร นางยังอยากเก็บศีรษะของตัวเองไว้อยู่

“ว่าอย่างไร” เสียงตวาดแทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้อง เมื่อสนมจางพบว่าคนตรงหน้ายังไม่ทำตามคำสั่งของตนเสียที

พระมเหสีจียอนที่ทรงยืนอยู่ข้างๆ ทอดพระเนตรเห็นว่านางกำนัลมีทีท่าหวาดกลัวเพียงใด หน้าที่ก้มต่ำตอนนี้แทบจะติดพื้นดินอยู่แล้ว ส่วนมือเล็กๆ ก็บีบกระโปรงสีเขียวขี้ม้าที่สวมใส่อยู่จนยับย่น เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นพระองค์จึงทรงแตะที่หลังมือเนียนนุ่มของสนมจางเบาๆ เป็นเชิงว่าให้ใจเย็นก่อน

“เจ้าพอจะเล่าให้พวกข้าฟังได้หรือไม่” พระมเหสีจียอนตรัสออกไปด้วยพระสุรเสียงอ่อนนุ่ม ทำให้ความกลัวในใจของนางกำนัลผู้โชคร้ายลดลงไปหลายส่วน

“ก็แค่นางกำนัลชั้นต่ำ” สนมจางกล่าวออกมาอย่างหงุดหงิด แต่ยังมิทันสั่งให้นางกำนัลส่วนตัวจับสตรีผู้โชคร้ายไปลงโทษด้วยการตบปาก 100 ทีฐานไม่ยอมพูด พระหัตถ์ของพระมเหสีก็จับเข้าที่ข้อมือเล็กบอบบางเสียก่อนเพื่อหยุดนางไว้

“เจ้าคงหวาดกลัวมาก แต่ข้ากับสนมจางอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอจะบอกพวกข้าได้หรือไม่” พระมเหสีจียอนยังคงใช้น้ำเย็นเข้าลูบ และดูเหมือนจะได้ผล เพราะนางกำนัลผู้โชคร้ายค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เบื้องหน้าของนาง คือ สตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดสองพระองค์แห่งวังหลวง

คนหนึ่งคือหญิงผู้มีดวงหน้าเมตตาอ่อนโยนราวพระโพธิสัตว์กวนอิม แม้เจ้าของใบหน้าจะมิใช่โฉมสะคราญ แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อจ้องมองไปนานๆ ผมสีดำขลับของนางที่ถักไว้เป็นเปียถูกม้วนขึ้นเป็นชั้นๆ และรัดด้วยเครื่องยศประดับศีรษะที่เปล่งประกายระยิบระยับงามจับตา นางสวมใส่ตุ้มหูทองอร่ามยาวละไปกับลำคอ เมื่อมองไล่ลงมาเรื่อยๆ จะพบกับเรือนกายที่สมบูรณ์ขึ้นตามวัย บนร่างนั้นมีอาภรณ์ชั้นดีสีโอรสห่มคลุมอยู่ สายคาดใต้อกของนางประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา ทุกองค์ประกอบบนเรือนกายเป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า นางคือผู้กุมตำแหน่งใหญ่ที่สุดในฝ่ายในไว้

ส่วนสตรีอีกนางหนึ่ง แม้จะถือครองตำแหน่งรองลงมา แต่ดวงหน้ากลับเฉิดฉันงดงามยิ่งกว่าหญิงใดในคูซัน ถึงอายุจะล่วงเลยจากวัยสาวก้าวเข้าสู่วัยสามสิบตอนปลายแล้ว แต่ความงามมิลบเลือนลงตามวัยแม้แต่น้อย ผมสีดำขลับของนางที่ถักเป็นเปียถูกม้วนขึ้นเป็นชั้นเล็กน้อย โดยมีเครื่องยศประดับศีรษะช่วยบ่งบอกตำแหน่งของสนมรัดไว้ นางสวมใส่ตุ้มหูทองอร่าม บนลำคอระหงมีสร้อยทองที่สั่งทำขึ้นโดยเฉพาะสวมอยู่ อาภรณ์สีแสดที่ใส่ก็เป็นของดีชั้นหนึ่งที่นำเข้าจากแผ่นดินใหญ่อย่างต้าเหนิง ถึงการตกเป็นรัฐบรรณาการควรจะสร้างความเกลียดชังในใจนาง แต่เพราะบ้านเมืองฝ่ายนั้นเจริญกว่ามาก รวมถึงมีของสวยๆ งามๆ มากมาย หญิงสาวจึงมิสนใจเลยว่าตนควรเป็นแบบอย่างในการปฏิเสธสินค้าชั้นดีจากแผ่นดินใหญ่ ด้วยคิดเพียงว่านางต้องได้แต่สิ่งที่ดีเลิศเท่านั้น และเชื่อว่าต่อให้มิใช้ผ้าจากพ่อค้าต่างแดน พวกชนชั้นสูงคนอื่นๆ ก็ยังอุดหนุนสินค้าเหล่านั้นอยู่ดี

“ว่าอย่างไรเล่า” สนมจางหวีดร้องออกมา เมื่อเห็นนางกำนัลเอาแต่มองโดยมิพูดสิ่งใด

“ว่าอย่างไร” นางตวาดแหว พลางทำท่าจะเข้าไปกระชากศีรษะของผู้น้อยตรงหน้า

เหล่าข้าราชบริพารต่างรีบก้มหัวหลบภาพนั้น ด้วยมิอยากรับรู้พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของสนมจาง แม้นางจะอยู่ในวังมาเนิ่นนาน แต่กลับมิเคยทำตามขนบธรรมเนียมที่ดีงามของอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เลย หากเพียงข้าราชบริพารคนใดทำให้มิถูกใจ นางจะสั่งลงโทษทันที หรือบางครั้งแม้มิได้ทำอะไรผิด แต่นางอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ก็สามารถถูกตบตีด่าว่าเพื่อรองรับอารมณ์ของนางได้ หากแต่ยามอารมณ์ดี นางก็พร้อมจะตกรางวัลแก่บรรดาข้าราชบริพารในตำหนักอย่างมากมายจนน่าใจหาย เรียกได้ว่า ผู้ติดตามรับใช้ข้างตัว ต้องสามารถทนรับอารมณ์ที่ร้ายกาจ ทั้งยังแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาของนางได้ จึงจะอยู่ได้นาน

“นังคนชั้น...” สนมจางขึ้นเสียงขณะปรี่เข้าหาอีกฝ่าย หากแต่พระสุรเสียงของพระมเหสีจียอนกลับหยุดนางไว้ก่อน

จาง-ฮวา-ยง” สตรีผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายในเรียกเพื่อเตือนสติ

“ชิ” สาวงามพ่นลมหายใจออกมา นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด

“เล่ามาเถิด มิต้องกลัว” เจ้าของพระพักตร์เปี่ยมพระเมตตาตรัสขึ้นด้วยมิอยากให้สถานการณ์เลวร้ายลง

“คือ...คือ...” นางกำนัลตัวน้อยน้ำหูน้ำตาไหล เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“คือ…” นางตัวสั่นอย่างควบคุมมิได้ และเมื่อหันไปสบแววตาโกรธขึ้งบนใบหน้างามเฉิดฉัน ก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวไปถึงขั้วหัวใจ จนน้ำตาพานจะไหลทะลักออกมา จึงรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง และพบกับใบหน้าอ่อนโยนแฝงเมตตาที่กำลังพยักขึ้นลงน้อยๆ เพื่อให้กำลังใจ ความสงบในใจพลันเพิ่มขึ้นอย่างอัศจรรย์

“เรียน…” นางสูดหายใจเข้าลึกและกลั้นใจพูดต่อ

“เรียนพระมเหสี เรียนสนมจาง” นางก้มหัวลงและเล่าทุกอย่างที่ได้ฟังมาออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อสนมจางได้รู้เรื่องราวทั้งหมดก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ และหันไปพูดกับพระมเหสีจียอนโดยลืมเลือนสตรีผู้โชคร้ายไปเสียสนิท ทำให้นางรีบทำตัวหดลีบและปลีกตัวออกไปจากสถานการณ์อันน่าหวาดกลัวนี้อย่างเงียบๆ

“ดูเหมือนว่า สาเหตุแท้จริงที่ทำให้รัชทายาททรงผัดผ่อนเรื่องการรับพระชายามาโดยตลอด จะเพิ่งถูกเผยออกมาเพคะ” สาวงามจีบปากจีบคอพูดอย่างอารมณ์ดี ด้วยปักใจเชื่อเสียสนิทว่าคนที่ตนเกลียดชังมาเนิ่นนานเพราะถือเป็นคู่แข่งของพระโอรสอย่างองค์ชายแฮซูนั้น ชื่นชอบบุรุษจริงๆ

“ข้าก็สงสัยอยู่ ว่าเหตุใดนอกจากจะมิทรงยอมรับแม่นางคิมแล้ว ยังทรงมิยอมรับสตรีคนใดเข้าวังอีก” นางหัวเราะออกมาน้อยๆ อย่างมีจริตมารยา

“เช่นนี้ ต่อไปพวกเรามิต้องคัดเลือกพวกองครักษ์ หรือแม้กระทั่งเหล่าบุรุษชาววังให้ดีหรอกหรือเพคะ” นางกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความสุขปรี่ล้นเต็มหัวใจ

“แต่ก็นะ เรื่องแบบนี้บังคับขืนใจกันได้ที่ไหน อีกอย่างต่อให้ท่านอำมาตย์เก่งกาจเพียงใด ก็คงมิสามารถหยุดยั้งพระองค์ได้จริงหรือไม่เพคะ” โฉมงามแสร้งถาม ขณะที่พระมเหสีที่ทรงเดินอยู่ข้างๆ มีสีพระพักตร์มิสู้ดีนัก

“พระมเหสี เหตุใดจึงเอาแต่แสดงสีพระพักตร์เช่นนั้นเพคะ” หญิงสาวยิ้มเยาะและมองสตรีผู้เป็นคู่แข่ง ในใจนึกสมน้ำหน้านางที่นอกจากจะไม่มีพระโอรสสักพระองค์แล้ว แม้กระทั่งบุตรชายทรงเลี้ยงก็ยังมิใช่บุรุษอีก เช่นนี้ราชบัลลังก์ย่อมต้องตกเป็นของแฮซูของนางแน่นอน มีอย่างที่ไหนที่จะเลือกคนที่ไม่สามารถมีทายาทได้ไปสืบทอดบัลลังก์

“ข้าว่าเรื่องนี้คงเป็นแค่ความเข้าใจผิด” พระมเหสีตัดพระทัยก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ในฝ่ายในมีข่าวลือมิเว้นแต่ละวัน” พระนางตรัสซ้ำ เพื่อย้ำเตือนตัวเองมิให้คล้อยตามเรื่องที่ได้ยินมา

“หม่อมฉันรู้ว่ามีทุกวันจริงๆ เพคะ” สนมจางลอยหน้าลอยตาพูด

“หากแต่เรื่องนี้ กลับมิน่าจะใช่เพียงข่าวโคมลอยเหมือนที่ผ่านๆ มา มิแปลกหรือเพคะ ทั้งๆ ที่อายุอานามก็ปาเข้าไปตั้ง 22 ชันษาแล้ว แต่ยังทรงมิเคยให้สตรีใดเข้าไปปรนนิบัติรับใช้เลยสักครั้ง กิจกรรมที่ต้องสัมผัสตัวทุกอย่าง ก็ทรงยอมให้แค่องครักษ์นายนั้น” โฉมงามกระตุกยิ้ม “เช่นนี้ต่อให้สตรีผู้นั้นเข้าวังมาได้ คงมิยังประโยชน์อันใด”

พระมเหสีทรงถอนพระทัยออกมาน้อยๆ และตรัสตามที่คิดอยู่ในใจ “ตอนนี้ข้าหวังแค่ให้นางได้เข้าวังมา”

“เพคะ” สาวงามแสยะยิ้ม “แต่ต่อให้นางเข้ามาได้ หากพระทัยของรัชทายาททรงนิยมชมชอบบุรุษ นางจะทำสิ่งใดได้เพคะ”

พระมเหสีทรงถอนพระทัยซ้ำ พร้อมกับทรงแตะหลังมือของสตรีที่อยู่ในวังมาก่อนเบาๆ “หากถึงเวลานั้น ข้าคงต้องขอให้ท่านช่วยเหลือ”

“ขอให้ข้าช่วยเหลือ” สนมจางทวนคำอย่างไม่เข้าใจ

“ใช่ สตรีที่งดงามและมีเสน่ห์ที่สุดในวังแห่งนี้ก็คือท่าน หากท่านยอมช่วย แม่นางคิมอาจเปลี่ยนพระทัยรัชทายาทได้”

“เฮอะ” สาวงามพ่นลมหายใจออกมาและเอียงหน้าพูดอย่างมีจริตมารยา “ข้างามและมีเสน่ห์ที่สุดก็จริง แต่ความชมชอบบุรุษนั้นมิได้เปลี่ยนกันได้”

“ข้าเชื่อในความสามารถของท่าน หากท่านต้องการทำให้สำเร็จ ท่านย่อมทำได้” พระมเหสีจียอนทรงยิ้มให้หญิงงามตรงหน้าเพราะหวังพึ่งพิงนางด้วยใจจริง หากแต่ท่าทีที่ได้เห็นทำให้สนมจางรู้สึกโกรธขึ้งขึ้นมาทันที นางสูดหายใจเข้าลึกขณะมองหน้าตาอันจืดชืดของสตรีที่ขึ้นชื่อว่าสูงศักดิ์ที่สุดแห่งวังหลวง นางผู้นี้มิได้มีความงดงาม มิได้ร่ำรวย หรือมีชาติตระกูลสูงส่งพอที่จะได้ตำแหน่งไป หากแต่เพราะสาวงามจำต้องยอมลงให้อำมาตย์เฒ่าที่ข่มขู่ในช่วงที่มีการเตรียมแต่งตั้งพระมเหสีพระองค์ใหม่ขึ้นแทนอดีตพระมเหสีผู้ล่วงลับ

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งนั้นควรจะเป็นของนาง จาง-ฮวา-ยง หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่างามล้ำที่สุดในแผ่นดินคูซัน สตรีที่มีฐานะร่ำรวย ซ้ำบรรดาญาติมิตรล้วนเป็นขุนนาง หรือผู้ทรงอิทธิพลไม่น้อยหน้าใครในแผ่นดินนี้ นางถูกส่งตัวเข้าวังหลังการจากไปของอดีตพระมเหสีได้ไม่ถึงเดือน หลังจากนั้นเพียงสี่เดือน นางก็โอบอุ้มเชื้อสายพยัคฆ์ไว้ในครรภ์ สาวงามเปี่ยมไปด้วยความหวัง นางเชื่อว่าเมื่อเลือดเนื้อเชื้อไขลืมตาดูโลกจะได้ขึ้นเป็นพระมเหสี พร้อมทั้งชิงตำแหน่งรัชทายาทซึ่งยังว่างอยู่ในยามนั้นมาให้พระโอรสของนาง

นึกไม่ถึงเลยว่าทุกอย่างจะผิดไปจากที่วาดฝันไว้ทั้งหมด เพราะมิเพียงที่โอบอุ้มไว้ในครรภ์ตลอดระยะเวลา 9 เดือนจะเป็นพระธิดามิใช่พระโอรส ร่างกายหลังคลอดยังอ่อนแอจนน่าใจหาย ทำให้อำมาตย์เฒ่าใช้โอกาสนั้น พา ชิน-จี-ยอน เข้าวังมาทันที

สตรีผู้ไร้ซึ่งความโดดเด่นที่เข้ามาทีหลังมิเคยได้รับความโปรดปรานจากพระราชาจูซัมเลยแม้แต่น้อย แต่อยู่ๆ เพราะสามารถพิชิตพระทัยรัชทายาทได้ รวมถึงต่อมาได้โอบอุ้มเชื้อสายพยัคฆ์ไว้ในครรภ์ แม้ที่คลอดออกมาจะเป็นพระธิดา หากแต่กลับได้ตำแหน่งพระมารดาของแผ่นดินไปด้วยการผลักดันของอำมาตย์เฒ่า และด้วยว่ามีการวางตัวองค์ชายน้อยอีซานให้เป็นรัชทายาทตั้งแต่ตอนนั้น แม้จะยังมิได้รับการแต่งตั้งแต่ขุนนางทั้งราชสำนักต่างรับรู้ พระนางในขณะนั้นได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะครรภ์ที่สองเป็นพระโอรสดังหวัง หากแต่ความโปรดปรานจากพระราชาผู้เป็นพระสวามีกลับลดน้อยถอยลงอย่างหาสาเหตุมิได้ ทั้งๆ ที่พระโอรสเพิ่งประสูติออกมาได้ไม่ถึงเดือน

“ครั้งนี้ข้าคงต้องขอพึ่งท่านอีกแล้ว” พระมเหสีจียอนตรัสพร้อมทั้งก้มหัวให้หญิงงามน้อยๆ

แม้สนมจางจะขัดเคืองใจเพราะคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา แต่เพราะเห็นท่าทางนอบน้อมยอมลงให้ของอีกฝ่าย จนทำให้รู้สึกราวกับตนมีอำนาจเหนือกว่า จึงพอจะอารมณ์ดีขึ้นบ้าง

“เอาเป็นว่าให้นางเข้าวังมาก่อนเถิดเพคะ” สาวงามยิ้มเยาะ เมื่อคิดได้ว่าอีกไม่นานบัลลังก์ที่หวังมาตลอดจะตกเป็นของพระโอรสนางอย่างมิต้องสงสัย

ถึงอาการป่วยไข้จากการใช้งานร่างกายหนักเกินไปจะยังไม่ทุเลาลง แต่เจ้าของใบหน้าละมุนก็มิได้หมกตัวอยู่แต่ในพระตำหนักประจำพระองค์ ตรงกันข้ามชายหนุ่มได้แอบปลอมตัวเพื่อลอบออกมานอกวังพร้อมกับองครักษ์คู่ใจเสมือนที่ทำเป็นพระจำในช่วงนี้

“เจ้าทำหน้าราวกับลุงแก่อายุ 60 ที่ถ่ายท้องไม่ออกมาเป็นเดือนอีกแล้ว” ซานว่าและหัวร่อออกมาน้อยๆ เมื่อหันไปเห็นใบหน้าที่ยังคงบูดบึ้งมิหายของผู้อารักขา

“ยังสนุกอยู่อีกหรือ” แทซันอดแสดงท่าทีไม่พอใจออกมามิได้ เมื่อนึกย้อนไปถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ภายในวัง ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนหมุนวนเข้ามาในหัวอีกครั้ง

หากเขามิร้อนใจอยากช่วยระบายไอร้อนจากพิษไข้ให้รัชทายาท จนรีบถอดอาภรณ์ของพระองค์ออก

หากเขามิอยู่ในท่าที่คล้ายกำลังกอดรัดเจ้าของร่างที่เดินเคียงข้างอยู่

หากเขามิก้มหัวลงไปจนชิดริมฝีปากของอีกฝ่าย เพื่อฟังว่ากำลังรับสั่งสิ่งใด

เหตุการณ์คงไม่เลวร้าย รวมถึงภาพลักษณ์ของบุรุษผู้น่าเกรงขามคงมิลบเลือนลงถึงเพียงนี้

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที ทหารวังหรือเหล่าราชองครักษ์ด้วยกัน ล้วนมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

ซานเห็นคนสนิทมีท่าทีทุกข์ใจเพราะเรื่องดังกล่าวก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าเหล่าบรรดาชาววังจะเชื่อในเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนั้นได้

“หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าเช่นนี้อีก ข้าคงจะต้องใช้วิธีการเดิม” ชายหนุ่มขู่ขึ้นมาและระบายยิ้มน้อยๆ

“ได้ชื่อว่าบุรุษผู้นุ่มละมุนไปได้เช่นไร” แทซันพึมพำกับตัวเอง เพราะออกมานอกเขตราชฐาน ซ้ำยังปลอมตัวอยู่ เขาจึงมิต้องพยายามรักษาท่าทีที่มีต่อรัชทายาทมากนัก

“นี่เจ้ากำลังต่อว่าข้าหรือ” ซานที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่เต็มสองรูหูแสร้งถาม

“ข้ามิได้...” เจ้าของใบหน้าคมสันได้แต่กลืนคำที่เหลือลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าอยู่ดีๆ ใบหน้าของผู้เป็นนายก็ยื่นเข้ามาใกล้จนห่างออกไปเพียงแค่คืบ ซ้ำรอบๆ ใบหน้านั้นยังล้อมไปด้วยประกายแสงระยิบระยับเจิดจ้า

อ่า...รอยยิ้มพิฆาต

นัยน์ตาสีน้ำตาลกำลังทอประกายอบอุ่น ก่อนที่ดวงตาเรียวสวยจะค่อยๆ หยีลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จมูกโด่ง ผิวหน้าเนียนขาวจนสตรีทั้งหลายยังอิจฉา ริมฝีปากสีอ่อนดุจกลีบซากุระกำลังแย้มออก จนเห็นฟันขาวราวไข่มุกที่เรียงกันเป็นระเบียบ

สรรพสิ่งพลันหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนั้น

รูม่านตาของแทซันขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปากสวยได้รูปอ้าค้างอย่างช้าๆ

หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึกในสนามรบ

มือแกร่งที่บัดนี้เปลี่ยนมาถือพัดเพราะแสร้งแต่งกายเป็นบัณฑิต เผลอคายออกจนวัตถุในมือร่วงหล่น

เท้าที่เคยก้าวเดินได้อย่างมั่นคง กลับอ่อนแรงลงเสียดื้อๆ

ความสามารถในการควบคุมปฏิกิริยาต่างๆ ทางกายราวกับถูกสูบไปสิ้น

ซานยื่นมือไปรับพัดเคราะห์ร้ายไว้ทันทำให้มันมิต้องร่วงลงสู่พื้นดิน เขาหัวเราะออกมาเบาๆ กับปฏิกิริยาขององครักษ์คู่กาย ไข้ที่เป็นอยู่บ้างเหมือนจะหายไปเสียสนิท

“ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว” ชายหนุ่มว่าพลางเอาพัดในมือจิ้มไปที่อกล่ำๆ ของอีกฝ่ายอย่างหยอกเย้า

“เกิดเจ้าหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ จะแย่เอา”

“เหตุใดจึงชอบทำเช่นนี้นัก” แทซันบ่นอย่างหัวเสีย แต่พอหันไปมองตัวการอีกทีจึงเห็นว่าผู้เป็นนายเดินห่างออกไปไกลแล้ว ก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ทีหนึ่งและรีบตามไปด้วยความรวดเร็ว

“รอก่อน” เขาเรียกขณะที่บุรุษหนุ่มในชุดบัณฑิตโผล่หัวออกมาจากตรอกเล็กๆ เบื้องหน้าเล็กน้อย

“เร็วเข้า” เสียงอ่อนโยนนั้นเร่ง “เจ้าคงมิอยากให้ผู้อื่นรู้ที่ลับของพวกเรา”

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว