เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 12

“ยังไม่ได้สติเลยขอรับ ดูเหมือนทางนั้นจะทรมานเขาอย่างหนัก” เอพุนรายงานให้ผู้เป็นนายทราบทันทีหลังจากรับตัวแทซันคืนมาจากคนของสนมจาง

“จัดการให้เรียบร้อย” อำมาตย์คิมว่าด้วยท่าทีสบายๆ ใบหน้านั้นระบายไปด้วยความชื่นบานเพราะแผนการลุล่วงไปได้หลายส่วน นอกจากจะสามารถส่งบุตรีเข้าวังได้สำเร็จ ยังสามารถนำพระอาการของพระราชาที่ทรงทรุดลงจนน่าใจหายมาใช้ข่มขู่เจ้าลูกพยัคฆ์ และใช้ข่มขู่พระมเหสีให้รีบบีบบังคับพระองค์เรื่องการแต่งงาน แล้วตอนนี้กระทั่งของรักของหวงของเจ้าลูกพยัคฆ์นั่นก็ยังอยู่ในมือตน เรียกว่าสวรรค์ช่างเปิดทางให้แผนการดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็วจริงๆ

“ขอรับ” เอพุนรับคำสั่งเจ้านาย

“ขอบใจเจ้ามาก” ชายชราว่าพลางยื่นรางวัลให้อีกฝ่าย แต่ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาในชุดขุนนางชั้นต้นกลับไม่ยอมรับไว้

“ข้าน้อยรับมิได้ขอรับ” เขาค้อมหัวลงอย่างนอบน้อม “เพราะข้าน้อยมิทันระวัง จึงมิได้กำชับผู้ติดตามให้ดูแลรัชทายาทให้ดีกว่านี้ ทำให้พระองค์ได้รับบาดเจ็บกลับมา”

“มิเป็นไร” เจ้าของฝ่ามือเหี่ยวย่นว่าพลางหยิบจอกชาอันใหม่ขึ้นดูอย่างอารมณ์ดี

เครื่องเคลือบเนื้อดีลายดอกบัวหลวงในมือเพิ่งถูกส่งมาให้ถึงเรือน โดยขุนนางที่เดิมสนับสนุนสนมจางและองค์ชายแฮซู แต่หลังจากข่าวคุณหนูตระกูลคิมเข้าวังรั่วไหลไป ขุนนางผู้นั้นก็รีบนำของขวัญมาแสดงความยินดี เขาออกปากว่าจะย้ายมาอยู่ฝ่ายเดียวกันกับอำมาตย์คิมและพร้อมเป็นตัวตั้งตัวตีในการช่วยพูดเกลี้ยกล่อมขุนนางคนอื่นๆ ทางฝั่งของสนมจางให้หันมาสนับสนุนอำมาตย์คิมและรัชทายาทอีกด้วย

“เจ้าแค่ผิดพลาดที่ไม่สามารถอารักขาความปลอดภัยให้เจ้าลูกพยัคฆ์นั่นได้ แต่ก็ตามเก็บคนพวกนั้นจนหมดแล้วมิใช่หรือ” ชายผู้ทรงอิทธิพลถามด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศอยู่

“ขอรับ เพราะนักฆ่าผู้หนึ่งถูกฟันด้วยดาบอาบพิษเก้าบุษบัน ทำให้สามารถตามหาตัวได้ง่ายขอรับ”

ชายชราเพียงยิ้มและพยักหน้ารับรู้

“ข้าน้อยได้ตามเก็บคนเหล่านั้น รวมถึงทุกคนที่รู้เรื่องการจ้างวานตามคำสั่งของนายท่านแล้วขอรับ กระทั่งพวกที่ทรมานองครักษ์นั่น ข้าก็เก็บกวาดจนเรียบร้อยแล้วขอรับ” ชายหนุ่มบอก

“ข้าน้อยจะไม่ทำพลาดซ้ำอีกขอรับ” เขาให้คำมั่นกับผู้เป็นนาย

อำมาตย์เฒ่าเพียงยกมือขึ้นส่ายไปมาอย่างสบายๆ ประหนึ่งมิอยากถือสาหาความใดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น และเอ่ยออกมา “ความผิดพลาดของเจ้าเปิดโอกาสให้ข้า แม้เจ้าลูกพยัคฆ์นั่นจะต้องเจ็บตัวบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงตายนิจริงไหม”

เขาหัวเราะร่วนเมื่อนึกถึงอีกฝ่ายที่ได้แต่นอนอยู่แต่ในพระตำหนักประจำพระองค์ หากเจ้าลูกพยัคฆ์นั่นไม่หาเรื่องใส่ตัว ไม่ยึดถือความฝันอันโง่เง่า ยอมจำนนและไม่คิดหาหนทางกำจัดเขา คงจะมิต้องบาดเจ็บเช่นนั้น

“เจ้าลูกพยัคฆ์นั่นดื้อรั้นนัก ข้าพยายามสอนสั่งเท่าไรก็ไม่รู้จักจำ” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักกล่าว นัยน์ตาเต็มไปด้วยประกายความไม่พอใจ ส่วนลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ก็เพียงค้อมหัวรับฟังอย่างรักษามารยาทดังเช่นทุกครั้ง

“ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีอันตรายอยู่รอบตัว แต่ก็ยังกล้าปฏิเสธเกราะกำบังอย่างข้า” ชายชรายกจอกชาขึ้นกำแน่นเมื่อนึกถึงท่าทีที่แข็งกร้าวของชายหนุ่มยามปฏิเสธข้อเสนอของตน ก่อนจะผ่อนแรงลง

“แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เจ้าลูกพยัคฆ์จะได้รู้จักกลัวตายเสียบ้าง” เขาเสริมพร้อมทั้งกระตุกยิ้มมุมปาก “และยิ่งหวาดกลัวเท่าไร จะยิ่งทำให้คิดเปลี่ยนใจ มาอยู่ใต้ปีกอันอบอุ่นคุ้มภัยของข้ามากเท่านั้น”

ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าก้าวออกไปช้าๆ ขณะที่หลับตาเพื่อรับสัมผัสจากธรรมชาติรอบตัว เสียงรอบข้างไพเราะประดุจเพลงพิณจากสรวงสวรรค์ กลิ่นดินและกลิ่นจากพื้นน้ำตรงหน้าทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายในจิตใจอย่างน่าพิศวง ริมฝีปากของเขาพลันคลี่ออก ในใจหมดความสงสัยไปแล้วว่าเหตุใดวัดชินซาจึงขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่พักฟื้นอันดับหนึ่ง ฝ่าเท้าขาวเนียนสัมผัสความนุ่มของดินที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่หดสั้นลง อีกไม่กี่ก้าวเขาจะได้สัมผัสทะเลสาบเป็นครั้งแรก

ใช่ มุมปากของซานกระตุกยิ้ม เขาเป็นเด็กหนุ่มแล้วแต่กลับเพิ่งมีโอกาสเห็นและสัมผัสทะเลสาบของจริง เพราะเติบโตมาหลังกำแพงสูง ทั้งยังมิเคยมีโอกาสได้ทำสิ่งใดเหมือนเด็กคนอื่น ทุกวันต้องเผชิญกิจวัตรมากมายที่จนบัดนี้ก็ยังเป็นปริศนาให้ขบคิดไม่ตกว่าเรื่องเหล่านั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาท่องตำรา ต้องเรียนศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ ต้องเรียนรู้ขนบธรรมเนียมของแผ่นดินใหญ่และอาณาจักรรอบข้าง นึกมาถึงเรื่องแผ่นดินใหญ่ ภาพฝันก็พลันชะงักลง ชายหนุ่มสูดหายใจแรงขึ้นและพลิกตัวกลับมาอีกข้าง รู้สึกเจ็บที่แผลเล็กน้อย แต่เพียงพักเดียวก็จมสู่ห้วงความฝันอีก

เท้าที่สัมผัสไปบนความชุ่มชื้นและความขรุขระพลันชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงองครักษ์ประจำตัวอย่างคูบงดัมตะโกนห้าม ซานถอนหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ เหตุใดชายผู้นี้จึงได้ชอบขัดจังหวะความสุขของเขาอยู่เรื่อย

ภาพความฝันขาดๆ หายๆ ก่อนจะกลับไปเป็นตอนที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างที่ลอยอยู่ไม่ไกลในทะเลสาบเบื้องหน้า เด็กหนุ่มผลักองครักษ์อย่างแรงและสั่งให้ลงไปลากร่างนั้นขึ้นมา แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าเจ้าของร่างยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ แต่ปากกลับสั่งไปแบบนั้น ซานพลิกตัวกลับมาอีกครั้งอย่างกระสับกระส่าย ไออุ่นที่เคยได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากคนข้างกายหายไปตั้งแต่วันที่ถูกลอบทำร้าย หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าด้วยกัน

ร่างของเด็กชายในวัยไล่เลี่ยกันถูกวางลงบนพื้นหญ้า องครักษ์ประจำพระองค์พยายามช่วยชีวิตเด็กคนนั้นอย่างสุดความสามารถ ซานจ้องใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดของแทซัน นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับสหายคู่กาย

ปัง!

เสียงที่ดังขึ้นทำให้เขาสะดุ้ง คิ้วของชายหนุ่มยังคงขมวดมุ่นดังเดิม ก่อนที่จะพบว่าภาพเบื้องหน้าได้เปลี่ยนไปแล้ว มิใช่ที่ริมทะเลสาบแห่งวัดชินซาอีกต่อไป แต่เป็นภายในห้องพัก ณ วัดแห่งนั้น สัมผัสชื้นแฉะที่ฝ่ามือทำให้เขายกมันขึ้นมองและพบว่ามีผ้าชุบน้ำอยู่ในมือตน รังสีมาดร้ายแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาผลักเขาออกไปทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวขึ้น แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

“หลีกไป” เสียงตะคอกดังขึ้นทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว ฝ่ามือหนากำลังจะยื่นเข้ามาใกล้ แต่ถูกองครักษ์ประจำตัวอย่างคูบงดัมคว้าไว้ได้ก่อน ผู้อารักขาแสร้งสร้างสถานการณ์ทำทีเป็นบ่าวไพร่ในบ้านที่ติดตามมาดูแลคุณชายผู้ป่วยไข้ หัวใจของซานยังเต้นรัวเร็วอย่างลุ้นระทึก ด้วยกลัวว่าที่อีกฝ่ายหาอยู่อาจจะเป็นตน แต่กลับพบว่ามิใช่เช่นนั้น เมื่อแทซันที่ยังมีไข้อ่อนๆ ซึ่งสวมบทเป็นคุณชายหยัดกายขึ้นจากเสื่อนอน ชายที่ดูน่ากลัวหันไปมองเด็กชายผู้นั้น ก่อนจะผละออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

ซานกำมือแน่น หน้าผากของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ เสียงหอบหายใจดังขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะรู้ว่าต่อจากนี้จะเห็นภาพของสตรีผู้อยู่ในดวงใจมานานถึงสิบปี

“หยุดนะพวกเจ้าจะทำอะไร” เสียงใสดังขึ้นจากภายนอก “ข้าบอกให้หยุด”

ภาพของเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกันปรากฏขึ้น หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นอีก เมื่อสิบปีที่แล้วมันเต้นเช่นนี้เหมือนกัน แต่จนบัดนี้เขาก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าในครั้งนั้น มันเต้นเพราะตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญหรือเต้นเพราะได้เห็นนางเป็นครั้งแรก

“ค้น” เสียงห่ามของคนถ่อยดังขึ้น พร้อมๆ กับเหล่าชายฉกรรจ์ที่เข้าไปค้นหาคนตามห้องพักต่างๆ อย่างถือวิสาสะ

คิ้วของซานขมวดมุ่นด้วยไม่อยากเห็นเหตุการณ์ต่อจากนี้ เขารู้ว่าต่อไปจะเป็นตอนที่เขาหันไปสั่งให้องครักษ์ประจำตัวออกไปช่วยนางห้ามคนพวกนั้น แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมไปและบอกว่าจะต้องอารักขาซาน หลังจากนั้นจะเป็นตอนที่เขาพยายามออกไปช่วยนางด้วยตัวเอง แต่ต้องฉุดกระชากลากถูกับคูบงดัมอยู่นาน เมื่อหันไปมองอีกทีก็พบว่านางได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว

มือของชายหนุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาพลิกตัวกลับมาอีกครั้งอย่างกระสับกระส่ายเมื่อเสียงหัวเราะของปิศาจร้ายดังก้องขึ้นมา

“ยอมแพ้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกพยัคฆ์ติดบ่วงอย่างพระองค์จะได้มิต้องลำบากมากนัก” เสียงที่ตามหลอกหลอนดังขึ้น เขาพยายามถอยหนี และครั้งนี้เหมือนมันจะใจดีปล่อยให้เขาสมหวัง ซานนั่งหอบหายใจ เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า อยากจะตื่นจากฝันร้ายนี้เต็มที

“ขอบคุณมากที่ให้ข้าเข้ามายืมสถานที่ทำแผล” เสียงใสที่ดังขึ้นทำให้เขาหันไปมองที่มาของมันอย่างห้ามไม่ได้

“ไม่เป็นไร” เขาเห็นตัวเองในวัยแตกเนื้อหนุ่มตอบ ท่าทางในตอนนั้นช่างเก้ๆ กังๆ น่าขันเหลือเกิน หากไม่ติดที่รู้ว่าอีกไม่นานปิศาจร้ายจะกลับมาอีก เขาคงเผยรอยยิ้มออกมา

“ข้าไม่มีสิ่งใดติดตัวมา คงต้องหาโอกาสมาขอบคุณใหม่วันหลัง” เจ้าของเสียงใสพูด นางก้มหัวแทนการบอกลาก่อนจะเดินจากไป

หัวใจของซานเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนจะหมุนวนกลับมา เขาจำได้ดีว่าเขาตอบอีกฝ่ายไปอย่างตะกุกตะกักว่า ‘ไม่เป็นไร’ แต่กลับเฝ้ารอที่จะได้พบหน้าอยู่ทุกวัน

“ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะที่แฝงความร้ายกาจดังขึ้นอย่างที่เขาคิดไว้

“เหตุใดจึงได้ทรงดื้อด้านและทำให้ตัวเองต้องทุกข์ใจขนาดนี้พ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าเหี่ยวย่นโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ประชิดเข้ามา

“ยอมแพ้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกพยัคฆ์ติดบ่วงอย่างพระองค์จะได้มิต้องลำบากมากนัก” ปากของปิศาจร้ายแสยะกว้างออกเรื่อยๆ เลือดแดงฉานไหลทะลักออกมาและกระเซ็นเปรอะเต็มหน้า ซานร้องโวยวายอย่างตกใจ เด้งตัวขึ้นจากแท่นบรรทมจนชนเข้ากับร่างบอบบางที่กำลังก้มตัวลงเพื่อปลุกเขาให้ตื่น

“โอ๊ย” หญิงสาวร้องออกมาเมื่อล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้วยรีบเข้าไปประคองนางทันที

ยองอีเข้ามาในห้องได้สักพักแล้วเพราะถึงเวลาที่ต้องถวายพระโอสถ แต่ไม่ว่าจะเรียกรัชทายาทอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่ยอมตื่นบรรทม ตอนแรกนางคิดว่าพระองค์คงงัดแผนการใหม่มาทำให้นางยุ่งยากลำบากลำบนยิ่งขึ้น ไม่นึกเลยว่าเมื่อเข้าไปใกล้จะเห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้า รวมถึงรอยชื้นจากเหงื่อเป็นดวงๆ ที่ปรากฏอยู่บนผ้าห่ม เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงก้มลงเพื่อที่จะเขย่าตัวอีกฝ่าย

ซานนั่งหอบหายใจอย่างหนัก เขาปรับลมหายใจอยู่นาน จากนั้นจึงหันไปมองสตรีที่ยืนมองเขาด้วยแววตาไม่พอใจ เพราะนึกว่ารัชทายาทตั้งใจผลักนาง

“ออกไป” พยัคฆ์หนุ่มตะโกนออกมาเสียงดังจนนางหน้าเสีย ทั้งๆ ที่พยายามจะรักษาสีหน้า แต่การถูกบุรุษปฏิเสธด้วยการทำร้ายต่อหน้านางกำนัลซ้ำยังตะโกนใส่เช่นนี้ทำให้ไม่สามารถสงบจิตใจได้เลย

“ข้าบอกให้ออกไป” ซานสั่ง หงุดหงิดจนไม่อาจเก็บกักอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อเผลอสบนัยน์ตาดำขลับของนางที่เหมือนบิดาถึงเพียงนั้น ยิ่งทำให้อารมณ์เดือดดาลแล่นพล่านไม่หยุด ชายหนุ่มพยายามยันกายขึ้นจากแท่นบรรทม แต่กลับทำได้อย่างลำบากลำบน เขาขบกรามเข้าด้วยกันแน่นและใช้มือปัดถ้วยพระโอสถที่วางอยู่บนโต๊ะข้างแท่นบรรทมออกไปอย่างกราดเกรี้ยว ถาดทองคำและเครื่องเคลือบชั้นดีหล่นกระแทกพื้นทันที เศษของมันกระจัดกระจายไปทั่ว ซานหอบหายใจออกมา หรี่ตาลง ขบกรามแน่นขึ้น

ยองอีที่เพิ่งโผล่พ้นบานประตูชั้นที่สองมาสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เหล่าข้าราชบริพารที่ยืนอออยู่หน้าบานประตูได้แต่ลอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของรัชทายาทกับองครักษ์หนุ่มที่เป็นมากกว่าผู้อารักขา และเรื่องที่ทรงเป็นปฏิปักษ์กับบิดาของว่าที่พระชายาอย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่ารัชทายาทผู้ทรงอ่อนโยนนุ่มนวลละมุนละไม และไม่เคยสั่งลงโทษข้าราชบริพารคนใดในพระตำหนัก ยกเว้นจะทำผิดกฎวังจนไม่สามารถให้อภัยได้จริงๆ จะกลายร่างเป็นชายอารมณ์ร้ายไปเสียแล้ว ถึงจะมิรู้ว่าภายในห้องบรรทมเกิดเรื่องใดขึ้น แต่พวกข้าราชบริพารก็สามารถแต่งเติมจินตนาการจากข้อมูลที่พอจะมีอยู่ในสมองได้ด้วยตนเอง ภาพความโหดร้ายที่รัชทายาททรงกระทำกับสตรีผู้บอบบางหลั่งไหลเข้ามาในหัว ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อพระคู่หมั้นผู้ไม่สามารถรักษาสีหน้าให้นิ่งเฉยได้เอ่อล้นออกมา

“เก็บกวาดให้เรียบร้อย” ยองอีกล่าวเสียงเรียบ หลังจากใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน นางเชิดหน้าขึ้นเพื่อข่มกลั้นน้ำตาที่พานจะไหลออกมาเพราะรู้สึกเสียหน้าและศักดิ์ศรี แล้วจึงเดินกลับไปยังห้องพักส่วนตัว

“แปลว่าตอนนี้แทซันหายตัวไปอย่างนั้นหรือ” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายถามอย่างตระหนก

“เอ่อ...อ่า...” บ๊กกูอ้ำๆ อึ้งๆ เขาได้ยินข่าวลือมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งจะมาคิดได้ เพราะตอนแรกได้ยินเพียงว่าจริงๆ แล้วที่รัชทายาททรงมิยอมเสด็จออกจากพระตำหนักประจำพระองค์ เป็นเพราะกำลังช้ำพระทัยที่คนรักอย่างองครักษ์หนุ่มหายตัวไป

“คือที่ข้าได้ยินมา...” ชายร่างยักษ์ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างแรง เขาสับสนอย่างหนัก ตอนแรกมิเชื่อว่ารัชทายาทจะทรงทำตามข่าวลือที่ได้ยินมาจากพวกองครักษ์ฝึกหัด ที่ฟังต่อมาอีกทีจากองครักษ์รุ่นพี่ ที่ฟังต่อมาอีกทีจากพวกที่ทำงานในวัง ก็เลยไม่ได้สนใจ แต่เพราะช่วงที่ผ่านมามีสารพัดข่าวลือเกี่ยวกับรัชทายาทและน้องชายบุญธรรม เมื่อนำมาคิดทบทวนดูก็เพิ่งจะนึกถึงความเชื่อมโยงได้ว่าทุกข่าวลือล้วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของน้องบุญธรรมทั้งสิ้น

“ชิ ข้าจะบ้าตาย” ดัมมินจองยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิดกับความหัวช้าของเจ้ายักษ์ทึ่ม แบบนี้ก็เป็นไปได้ว่าที่จริงแล้วแทซันมิได้กลับเข้าวังไปกับรัชทายาท ส่วนจีเอเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าองครักษ์หนุ่มไม่ได้อยู่ในวัง

“เร่งไปมิเกินแก้ ลำบากแค่พระองค์เอง”

“แค่นี้พวกเราก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายหน้ามุ่ย และเมื่อเห็นสีหน้ารอคอยการแปลสารของเจ้าทึ่มก็ยิ่งให้หงุดหงิดงุ่นง่านมากกว่าเดิม

“โอ๊ย ข้าจะบ้าอยู่แล้ว” โฉมงามทึ้งหัวตัวเองอีกทีและอธิบาย

“คือเขาหมายความว่า เช่นนี้พวกเรายิ่งต้องเร่งตามหาชายผู้นั้น หรืออะไรก็ได้ที่พอจะเป็นหลักฐานเรื่องการลอบสังหารองค์ชายจูทัลเมื่อ 18 ปีก่อน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ เพราะตอนนี้รัชทายาทคงลำบากมาก นอกจากพระอาการบาดเจ็บแล้ว ยังขาดคนที่คอยอยู่เคียงข้างอย่างแทซันไป ไม่แน่ว่าอำมาตย์เฒ่านั่นอาจจะใช้โอกาสนี้ในการทำให้พระองค์ยอมจำนน” ดัมมินจองพูดจบแล้วก็ยกมือขึ้นตีหัวตัวเองเสียงดังเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้

“ให้ตายสิ ตอนนี้แม้แต่ว่าที่พระชายาก็ยังเข้าวังไปแล้ว” นึกพลางส่ายหัว เพราะเพิ่งมีโอกาสเจอกับพวกพี่ๆ คณิกาที่เคยอยู่ด้วยมาพักหนึ่ง พวกนั้นเล่าอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับเรื่องการรับตัวพระชายาที่เห็นก็รู้ว่าตั้งใจให้คนรู้ไปทั่ว

บรรยากาศในห้องเงียบสงัดไปพักหนึ่ง ต่างคนต่างความคิด ทั้งสามจมจ่อมอยู่กับความหวาดวิตกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังผ่านไปสักพักโออินซองก็กล่าวขึ้น “หลบลี้หนีมิพ้น อย่ารอจนทรุดลงไป”

“ชิ ให้ตายสิ” ดัมมินจองบ่นพลางเอามือขยี้ผม เมื่อหันไปเห็นเจ้ายักษ์ทึ่มมีสีหน้าแบบเดิมก็ช่วยขยายความให้

“ชิ เขาหมายความว่า ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลในตอนนี้ หากตาเฒ่านั่นบีบรัชทายาทจริง พระองค์อาจจะหนีไม่พ้น อย่างไรก็ยังดีที่ปัญหามีอยู่เพียงเท่านี้ แต่ถ้าเรายังชักช้าอืดอาด และพระราชาเกิดอาการทรุดลงตามไปด้วย พวกเราคงไม่ต้องหวังที่จะกำจัดตาเฒ่านั่นแล้ว” เจ้าของใบหน้างามพูด โดยมิได้รู้เลยว่าตอนนี้สถานการณ์ในวังเป็นเช่นไร และไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกตนแทบไม่มีโอกาสที่จะกำจัดชายขายชาติออกไปอีกแล้ว

“ไม่ได้ ไม่ได้” ดัมมินจองพึมพำกับตัวเอง

“ข้าจะต้องเร่งมือ ไม่สิ พวกเราจะต้องเร่งมือ” เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายว่า แต่เดิมมาเข้าร่วมเพราะติดตามอินอินของตนมา แต่ยิ่งได้พบ ยิ่งได้รู้จักรัชทายาท ยิ่งได้เห็นจิตใจอันมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนชั้นล่าง โฉมงามก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับภารกิจนี้ จนสุดท้ายกลายเป็นเป้าหมายของตัวเองไปด้วย

“แต่พวกเราจะทำยังไงดี” ร่างนั้นเดินไปมาไม่หยุด พร้อมทั้งพึมพำกับตัวเองไปด้วยขณะใช้ความคิด

ชายร่างยักษ์ได้แต่นั่งถอนหายใจอยู่ที่เดิม เพราะงานนี้ต้องใช้มันสมอง แม้เขาจะพยายามขบคิดแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางคิดออกในเร็ววันแน่ ขนาดน้องชายบุญธรรมที่สูงใหญ่ผึ่งผายหายไปทั้งคน กว่าเขาจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นยังผ่านมาเป็นอาทิตย์เลย

โออินซองยืนส่องวัตถุโปร่งแสงทรงกลมในมือ เมื่อเห็นแสงสีที่ตกกระทบอย่างแตกต่างกันจากมุมต่างๆ ภายในวัตถุชิ้นนั้นก็ยิ้มออกมา เขาลองหมุนมันเพื่อเปลี่ยนองศาทีละน้อยและเห็นแสงที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีไปตามมุม ถึงท่าทางขณะนี้จะดูเหมือนไม่ใส่ใจกับสถานการณ์กดดันตรงหน้า แต่แท้จริงแล้วภายในสมองกำลังคิดคำนวณถึงสิ่งต่างๆ อยู่ตลอด และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้คนอื่นมักคิดว่าเขาเป็นคนทักษะทางสังคมต่ำ เรียกว่าต่ำยิ่งกว่ารากไม้ใต้ดินเสียอีก เนื่องจากไม่ว่าคนรอบข้างจะทำอะไร ชายหนุ่มล้วนแสดงท่าทีไม่สนใจและอยู่แต่ในโลกของตัวเอง หากความจริงแล้วเขารับรู้ทุกอย่าง แค่เลือกเวลาที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเท่านั้น

“ติดตาม”

“อะไรนะ” โฉมงามอุทานและพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะแปลสารให้เจ้ายักษ์เข้าใจด้วย

“ชิ เขาหมายถึงนอกจากจะต้องเร่งมือหาชายผู้นั้นรวมถึงหาหลักฐานอื่นๆ แล้ว พวกเรายังควรที่จะติดตามความเป็นไปต่างๆ ภายในวังด้วย” มือเรียวยกขึ้นกอดอกโดยอัตโนมัติเมื่อคิดมาถึงตรงนี้

“ตุ๊กตาส่งสาร” โออินซองเอ่ยขึ้นมาอีก

“ข้าก็หวังแบบนั้น” ดัมมินจองพ่นลมหายใจออกมา มือตกลงข้างตัวด้วยรู้สึกเหนื่อยล้ากับเส้นทางข้างหน้าที่ต้องเผชิญ

ชายร่างยักษ์นั่งทำหน้าถมึงทึงเท้าค้างรอคำอธิบายจากโฉมงามอย่างมีความหวัง เขาพ่นลมหายใจตามไปด้วยเพราะเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน

“ฮยู เขาหมายถึง เรื่องนี้เราอาจพึ่งพาจีเอได้ แต่ต้องลองดูก่อน เพราะไม่แน่ใจว่านางจะสามารถช่วยพวกเราได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรตอนนี้เราก็ต้องงัดทุกอย่างที่มีมาใช้”

“อ่า” คนหัวช้าตอบรับ พลางพยายามคิดไปว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้บ้าง

มือบอบบางวางช้อนลงในถ้วยพระโอสถและหยิบผ้าขาวขึ้นเช็ดริมฝีปากของรัชทายาทอย่างเบามือ การกระทำของนางดูสง่างาม สงบนิ่ง สมเป็นสตรีสูงศักดิ์ เสมือนว่าก่อนหน้านี้นางมิได้ถูกชายตรงหน้าผลักจนกระเด็นไปกองกับพื้นอย่างสิ้นสภาพ หญิงสาววางอุปกรณ์ดูแลคนเจ็บทั้งหลายลงที่โต๊ะข้างแท่นบรรทม และยืนขึ้นเพื่อช่วยห่มผ้าให้พยัคฆ์หนุ่มที่ทิ้งตัวลงนอนอย่างว่าง่าย

ซานเหลือบมองนางเล็กน้อย ความจริงแล้ววันนั้นเขามิได้ตั้งใจชนนางเข้าเต็มแรง แต่เพราะสะดุ้งตื่นขึ้นมาพอดี แม้จะเห็นท่าทีตกใจของนางรวมถึงสีหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่เพราะปรับอารมณ์ตัวเองไม่ทันเช่นกัน ซ้ำเมื่อเห็นแววตาที่เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยนก็ยิ่งพานให้หงุดหงิดเกินกว่าจะคิดสิ่งใด จึงรีบตะคอกไล่นางออกไป ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด ถึงจะชิงชังนาง แต่เขาก็ยอมหยุดแผลงฤทธิ์ใส่หญิงสาวแทนการชดใช้ เขามิได้เอ่ยขอโทษหรืออธิบายอะไร เพราะนางมิจำเป็นต้องรู้เรื่องราวใดๆ อย่างไรเสียนางเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนแต่แรกแล้วว่าแม้เขาจะไม่สนใจไยดี ก็จะมิใส่ใจ เพราะนางมาเพื่อทำหน้าที่แต่เพียงเท่านั้น เขาจึงพอใจที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยนางอาจเปลี่ยนใจไม่ยอมเข้าพิธีก็ได้เมื่อคิดได้ว่าอนาคตจะไม่มีความสุขขนาดไหน

หญิงสาวก้มลงห่มผ้าห่มให้รัชทายาทตามเดิม หลังตรวจดูความเรียบร้อยแล้ว นางก็ทำความเคารพและเดินจากไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงบนิ่งเยือกเย็น จนพยัคฆ์หนุ่มรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาโดยไร้เหตุผล เขานอนฮึดฮัดอยู่สักพัก ขันทียุงก็ซอยเท้าเข้ามาหา

“ถวายบังคมรัชทายาท” ขันทีอาวุโสกล่าว

ซานพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เขาไม่ค่อยเจ็บแผลที่หลังเท่าไรแล้ว จึงสามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้สะดวกขึ้น แม้ขันทีพระจำพระองค์ของพระบิดาจะเข้ามาช่วยประคองด้วยความหวังดี แต่เขาปฏิเสธน้ำใจไป

“มีอะไรหรือยุง” ชายหนุ่มถามสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เพราะรู้ดีว่าขันทีผู้นี้มักติดตามพระบิดาตลอด หากเปรียบแล้วก็เหมือนกับที่แทซันคอยอยู่ข้างกายเขา

“เรียนรัชทายาท กระหม่อมมาที่นี่ด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงเกริ่นนำ

“มาด้วยตัวเอง” ซานทวนคำอย่างไม่เข้าใจ

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมิได้ทรงส่งกระหม่อมมา” ขันทีผู้แก่ชรากล่าวพร้อมทั้งค้อมหัวลงอย่างนอบน้อม

“พระมเหสีก็มิได้ทรงส่งกระหม่อมมา กระทั่งชายที่พระองค์เกลียดชังผู้นั้นก็มิได้ส่งกระหม่อมมา เป็นกระหม่อมที่มาที่นี่ด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีขุ่นเต็มไปด้วยประกายแห่งความห่วงใย

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” ซานถามด้วยยังไม่เข้าใจนัยที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ

“กระหม่อมหมายความว่า ต่อจากนี้ที่จะกราบทูลล้วนมาจากตัวกระหม่อมเองทั้งสิ้น” ชายชราก้มหัวรอคอยคำอนุญาตจากบุคคลตรงหน้า เขาต้องการแค่คำอนุญาตเท่านั้น จากนั้นจะพูดสิ่งที่คิดทบทวนมาตลอดหลายวันออกไป

“พูดมาสิ” รัชทายาทบอก และผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง ถึงปกติพวกข้าราชบริพารจะต้องยืนค้อมหัวเพื่อรายงานหรือตอบคำถามต่างๆ แก่ผู้เป็นนาย แต่สำหรับซาน เขามิได้มองขันทียุงเป็นเพียงนายผู้น้อย แต่มองในฐานะของผู้ที่อยู่ข้างกายพระบิดาอย่างซื่อสัตย์

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้แก่ชรากล่าวและนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างแท่นบรรทม

“กระหม่อมต้องเรียนก่อนว่าพระอาการของฝ่าบาทมิใคร่ดีนัก”

“ข้ารู้จากหมอหลวงมุนแล้ว” ชายหนุ่มบอก เป็นเพราะไม่สบายใจกับคำพูดของอำมาตย์ รวมถึงท่าทีของพระมารดา เขาจึงต้องพยายามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และช่วงที่ผ่านมาก็ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด หากแต่ยังมิได้ตัดสินใจเด็ดขาดเพราะยังมิรู้ความเคลื่อนไหวของกองกำลับลับ ถึงจะเพิ่งรู้ความเป็นไปของสหายคู่กายจากปากปิศาจร้าย แต่ก็พยายามที่จะไม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอีกฝ่ายกลับมาอยู่ข้างกายมากแค่ไหน อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเก็บท่าทีอย่างไร แน่นอนว่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างอำมาตย์คิมย่อมอ่านออกเป็นอย่างดี และเขามั่นใจว่าไม่ช้า ปิศาจร้ายยอมนำแทซันมาเป็นบ่วงเพื่อคล้องให้เขาทำตามความต้องการอย่างแน่นอน

“พระองค์คงทราบดีว่าพระอาการทรุดลงเรื่อยๆ กระหม่อมกลัวว่าหากยังมิทำสิ่งที่ควรทำเสียที เรื่องอาจจะเลวร้ายลงก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายชราสูดหายใจเข้าลึก ด้วยรู้ว่าไม่ควรเอ่ยเช่นนี้ออกไป แต่ก็ไม่มีทางใดแล้ว คำสัตย์ที่ให้ไว้กับผู้เป็นนายเรื่องที่จะมิให้ผู้ใดได้บัลลังก์ไปยกเว้นรัชทายาท ทำให้เขาข่มความกลัวกล่าวออกไป

“การแย่งชิงราชบัลลังก์เกิดในทุกยุคทุกสมัยที่อำนาจของพระราชาหรือรัชทายาทอ่อนแอพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้อยู่มานานบอก “กระทั่งตอนเกิดเหตุการณ์กบฏอิลกุกที่เป็นฝีมือของคนในชาติร่วมมือกับคนจากต้าเหนิง ในการลอบปลงพระชนม์อดีตพระราชาควางอุค ก็เกิดจากการที่พระราชอำนาจลดน้อยถอยลงพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราเงยหน้าขึ้นสบตารัชทายาท

“เพราะทรงไม่ถูกกับขุนนางเรื่องการก่อสงครามที่ไม่มีวันชนะ ทำให้นำไปสู่การก่อตั้งกลุ่มกบฏที่มีขุนนางเป็นแกนนำพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงอธิบาย

“ดังนั้น กระหม่อมอยากให้พระองค์ไม่ทรงลืมว่าอย่างไรก็ยังต้องได้รับความสนับสนุนจากขุนนางพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความเศร้า เขาไม่ต้องการให้รัชทายาทพึ่งพาอำมาตย์ แต่ในราชสำนักแห่งนี้ ก็มิมีใครมีอำนาจเหนือกว่าชายผู้น่ารังเกียจอีกแล้ว

“ยุง” ซานพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ “เจ้าคงมิได้มาเพื่อเกลี้ยกล่อม ไม่สิ สั่งข้าอีกคนหรอกนะ”

“กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงค้อมหัว

“หัวใจของกระหม่อมเพียงบอกว่าควรทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยและลอบกลืนน้ำลาย

“รัชทายาท กระหม่อมมิทราบว่า นอกจากเรื่องที่เกรงกลัวว่าจะทำให้ชายน่าชังมีอำนาจเพิ่มขึ้นแล้ว มีเรื่องใดอีกที่ฉุดรั้งพระองค์ไว้จากหน้าที่ที่พึงกระทำนี้” ขันทีอาวุโสเอ่ยถาม ไม่ว่าปัญหาขณะนี้คืออะไร หากเขาสามารถช่วยแก้ไข เพื่อให้สถานการณ์ตรงหน้าผ่านไปได้ เขาก็จะทำ

“เฮอะ” ซานพ่นลมหายใจออกมา “แค่เหตุผลเดียวก็มากเกินพอแล้ว”

“เช่นนั้น พระองค์จะทรงทำเช่นใดหรือพ่ะย่ะค่ะ จะทรงดึงดันผัดผ่อนเรื่องนี้ไปเรื่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงเอ่ย แม้จะรู้อยู่แล้วว่ารัชทายาททรงกำลังแอบกระทำการใดอยู่ แต่ก็อยากรู้ความคิดของพระองค์ให้ชัดแจ้งเสียก่อน

“ข้ามีวิธีของข้าก็แล้วกัน” ชายหนุ่มบอกปัด ทำท่าจะทิ้งตัวลงนอนด้วยไม่อยากสนทนาต่อ

“ถ้าวิธีของพระองค์มิสามารถเป็นไปได้ จะทรงทำเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราถาม เขานึกถึงนางกำนัลจีเอขึ้นมา วันนั้นหลังจากนางกลับเข้ามาในวังอีกครั้งก็ได้มารายงานถึงสิ่งที่ไปพูดคุยมา ตอนแรกเขากลัวว่านางจะบอกไม่หมด ซ้ำยังหลอกว่าจะไม่ให้นางมาพบรัชทายาทด้วยตัวเอง ทำให้สุดท้ายเด็กสาวคายทุกอย่างออกมาเพราะกลัวว่าแผนการจะมาพังลงเพราะนาง เขาจึงได้รู้ว่าสิ่งที่รัชทายาททรงหวังจะนำมาใช้กำจัดอำมาตย์คิมนั้นเป็นจริงได้ แต่ยังเป็นไปไม่ได้ในเร็วๆ นี้

“ยุง ข้าอยากพัก” ซานบอกและพลิกตัวไปอีกด้าน แต่ขันทีผู้อยู่มานานกลับกล่าวขึ้น

“เด็กสาวผู้นั้นบอกกระหม่อมทุกอย่างแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าว่าอะไรนะ” ชายหนุ่มพลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว เขานึกสงสัยแต่แรกแล้วว่านางหายไปไหน แต่เพราะไม่แน่ใจว่านางอยู่กับอำมาตย์เฒ่าหรือเปล่า จึงแสร้งทำเป็นไม่สงสัย มิเช่นนั้น ชีวิตของผู้บริสุทธิ์อีกหนึ่งชีวิตถูกนำมาใช้เพื่อบีบบังคับเขา

“ทรงเรียกเงาพิทักษ์ออกไปช่วย จำได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงช่วยรื้อฟื้นความจำ “ทรงบาดเจ็บไม่น้อยและในตอนนั้นพระอาการของพระราชาก็เริ่มทรุดแล้ว กระหม่อมจึงเป็นคนที่ติดต่อกับเงาพิทักษ์ด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”

เงาพิทักษ์เป็นกลุ่มลับที่ขึ้นตรงต่อพระราชาแต่เพียงผู้เดียว พวกเขาทำงานอย่างเงียบๆ ไม่เปิดเผยตัว ไม่มีความสัมพันธ์กับใครหรือสิ่งใด เป็นเสมือนร่างเงาที่เกิดมาเพื่อทำงานรับใช้แต่เพียงเท่านั้น ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ และจะรับใช้แต่ผู้ที่มีสัญญาณเงา รวมถึงจะรายงานทุกอย่างให้พระราชาทรงทราบแต่เพียงผู้เดียว เพื่อมิให้ความลับรั่วไหลออกไป เมื่อพระราชาทรงประชวรหนักจนไม่สามารถเสด็จออกไปดูพระโอรสด้วยพระองค์เองได้ ขันทียุงจึงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องนี้แทนด้วยความไว้วางพระทัย

“ข้าจำได้” ซานบอก นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาไม่แน่ใจว่าจีเออยู่กับอำมาตย์เฒ่าหรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าพระบิดาพระอาการทรุดลงตั้งแต่เมื่อไร ทำให้ลังเลว่าคนที่เงาพิทักษ์รายงานความเคลื่อนไหวจะใช่ชายผู้น่ารังเกียจหรือไม่

“กระหม่อมเป็นคนที่รับสารแทนฝ่าบาทเองพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอาวุโสเฉลย รู้ดีว่ารัชทายาทย่อมไม่แน่ใจว่าฝ่าบาทจะเลือกใครระหว่างขันทีผู้รับใช้มานานอย่างเขากับอำมาตย์เฒ่าผู้อยู่เคียงข้างราชบัลลังก์มานานพอๆ กัน

“กระหม่อมเป็นคนที่ช่วยนางไว้พ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้น ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง” ซานถามด้วยความเป็นห่วงทันที เขายังจำสีหน้าตื่นตระหนกของนางได้อยู่เลย

“นางอยู่ที่พระตำหนักใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงว่า

“กระหม่อมรีบบรรจุนางลงในตำแหน่งนางกำนัลผู้น้อย เพราะกลัวเหลือเกินว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น” ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหนักใจเมื่อคิดขึ้นได้ว่าหลังพิธีแต่งงาน พระชายาต้องยึดอำนาจฝ่ายในไปเป็นแน่ และพระมเหสีที่ทรงพระทัยอ่อนเช่นนั้น รวมถึงทรงมิเคยต้องการอำนาจไว้ในพระหัตถ์คงยอมถอยให้ทันที อย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องในอนาคต หากวันนี้มิสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ อนาคตคงมาไม่ถึงเป็นแน่

“ขอบคุณมาก” พยัคฆ์หนุ่มบอก รู้สึกขอบคุณที่ขันทีตรงหน้าช่วยเหลือคนของตนไว้

“อย่างไรหากจะทรงจัดการชายชั่วผู้นั้น กระหม่อมจะมิขัดขวางพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอาวุโสกล่าว ทำให้ซานยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง อย่างน้อยก็มีคนที่เข้าใจความพยายามของเขา

“แต่มิควรทำในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” เขาบอกอย่างหนักแน่น ทำให้ชายหนุ่มหน้าเปลี่ยนสีไปทันที

“ทรงเข้าพิธีกับสตรีผู้นั้นก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราว่า นัยน์ตาสีขุ่นเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“ไม่ ข้าต้องกำจัดตาเฒ่านั่น” ซานปฏิเสธอย่างมีโทสะ รู้ดีว่าการเข้าพิธีแต่งงานจะทำให้อำมาตย์เฒ่านั่นมีอำนาจเพิ่มขึ้นจนโค่นล้มได้ยากอย่างแน่นอน

“เด็กสาวผู้นั้น กระหม่อมหมายถึงจีเอ นางได้ออกไปพบกับกองกำลังของพระองค์มาแล้ว และบอกว่าตอนนี้ยังหาชายคนคุกไม่พบพ่ะย่ะค่ะ”

ซานกำมือแน่น เขาขบกรามเข้าด้วยกันเพราะความหวังที่รอคอยมาตลอดตั้งแต่รักษาบาดแผลหายวับไปกับตา เช่นนี้มิเท่ากับเขาจนมุมแล้วหรือ

“แต่ว่า พวกกองกำลังของพระองค์กำลังหาหนทางที่จะเร่งตามหาชายผู้นั้น รวมถึงหาทางที่จะหาหลักฐานอื่นๆ อยู่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้แก่ชราบอก เขาถอนหายใจออกมาและกล่าวต่อ “อย่างไรก็ดี กระหม่อมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า กระหม่อมมิเชื่อว่าจะหาหลักฐานพบในเร็วๆ นี้”

ในใจของชายชราเต็มไปด้วยความสับสน เขาเองก็ไม่ได้อยากให้ตาเฒ่าอยู่ยั้งยืนยง เพราะเห็นมาตลอดว่าชายน่ารังเกียจนั่นทำพฤติกรรมเลวทรามใดไว้บ้าง แต่ว่าเพื่อดำรงทุกอย่างไว้ เขาจะต้องยืมสิ่งที่ชายผู้นั้นมี ซึ่งก็คืออำนาจและพรรคพวกมาใช้ก่อน

“ดังนั้นเพื่อมิให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม ได้โปรดทบทวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ชายชรายืนขึ้นและค้อมตัวลงต่ำ

“เพียงแค่ทำตัวเองให้แข็งแกร่งพอ นำสิ่งที่ชายผู้นั้นมีมาอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ก่อน แล้วจึงใช้โอกาสนั้นจำกัดชายชั่วผู้นั้นออกไปก็ยังทันพ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากของขันทีอาวุโสเหยียดออกเมื่อพูดประโยคนี้ออกไป

‘เพียงแค่ทำตัวเองให้แข็งแกร่งพอ นำสิ่งที่ชายผู้นั้นมีมาอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ก่อน แล้วจึงใช้โอกาสนั้นจำกัดชายชั่วผู้นั้นออกไปก็ยังทันพ่ะย่ะค่ะ’ คำพูดของขันทียุงยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจของชายหนุ่ม ทั้งๆ ที่เขาไม่อยากยอมแพ้ ไม่อยากยอมจำนน ไม่อยากให้ตาเฒ่าขายชาติได้สิ่งที่ต้องการไป แต่เขาก็มิอาจหลบเลี่ยงได้ ด้วยทางเลือกทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เขาถูกต้อนจนมุมแล้ว

พระอาการของเสด็จพ่อที่เขาถามถึงทุกครั้งที่ได้พบหมอหลวงมุน สีพระพักตร์ของเสด็จแม่ที่นับจากวันที่ทรงมีพระบัญชาเรื่องการแต่งงานก็มิเคยมีรอยยิ้มประดับไว้อีกเลย ซ้ำยังเต็มไปด้วยความทุกข์ตรม องครักษ์คู่กายที่ตอนนี้อยู่ในมือของตาเฒ่าน่าชัง และแน่นอนว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งชีวิตของแทซันจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองให้ยอมจำนนอย่างแน่นอน ไหนจะสตรีไร้หัวใจที่ก้าวเข้าวังมาแล้วอีก ต่อให้เขาอยากผัดผ่อนเลื่อนพิธีดังกล่าวออกไปมากเพียงใด แต่ก็รู้ว่าอำมาตย์เฒ่าจะไม่ปล่อยให้นางเสียเกียรติอยู่ข้างกายไปนานๆ โดยยังไม่ทำให้ถูกขนบธรรมเนียมเป็นแน่ และตอนนี้กระทั่งความหวังอันริบหรี่ที่เคยคิดว่าจะใช้เรื่องเมื่อ 18 ปีก่อนกำจัดปิศาจร้ายไปได้ก็มืดสนิทลงไปเสียแล้ว

เขามิเคยคิดเลยว่าจะต้องมายอมจำนนให้ชายผู้นั้นง่ายๆ เช่นนี้ คำพูดของพระอาจารย์พระจำพระองค์ยังคงอยู่ในหัวใจ ความคิดที่จะกำจัดตาเฒ่าเริ่มจากคำพูดปลุกใจให้ฮึกเหิม คำพูดที่ทำให้คนที่มิชอบการสูญเสียใดๆ อย่างเขาเชื่อว่าจะสามารถทำได้

พระอาจารย์เคยบอกว่า ‘มิจำเป็นต้องแข็งแกร่งที่สุด แต่ต้องโค่นผู้ที่ถูกมองว่าแข็งแกร่งที่สุดให้ได้ เพราะเมื่อนั้นคนอื่นๆ ที่แข็งแกร่งรองลงมาจะยอมรับความพ่ายแพ้ทันที’ พระองค์เพียรพยายามต่อต้านมาตลอด พยายามโค่นล้มปิศาจเฒ่ามาตลอด เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด แต่เหตุใดผลสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ หรือว่าพระองค์ทรงอ่อนแอเกินไป เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ น้ำตาจากความคับแค้นใจก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ภาพความยากลำบากของประชาชนชั้นล่างไหลบ่าเข้ามาในจิตใจ ความทรงจำเมื่อครั้งเป็นเด็กหนุ่มหวนกลับมา สาเหตุที่ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ความฝัน และอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือปวงประชาผู้ทุกข์ยากแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง

เด็กหนุ่มและเด็กชายอาศัยจังหวะที่ผู้ดูแลไม่อยู่ แอบหนีออกมาจากบริเวณวัดชินซา เนื่องจากอีกไม่นาน เด็กหนุ่มผู้มีฐานันดรสูงส่งอย่างรัชทายาทจะต้องกลับเข้าวังแล้ว

“รีบๆ เข้าสิ” ซานกวักมือเป็นระวิงขณะเรียกอีกฝ่าย ด้วยกังวลว่าราชองครักษ์อย่างคูบงดัมจะเข้ามาขัดจังหวะการหนีเที่ยวครั้งนี้ได้อีก

“หากกังวล เหตุใดไม่ทิ้งข้าไว้ที่ห้อง” แทซันถามออกไปอย่างใสซื่อ ปกติเขามักถูกใช้เป็นตัวแทนของซานเวลาอีกฝ่ายแอบหนีออกมาเที่ยวเล่นอยู่แล้ว

“วันนี้ไม่เหมือนทุกวัน อีกไม่นานข้าต้องกลับเข้าวังแล้ว เจ้าเองก็ต้องไปด้วย” รัชทายาทหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เขาหันมองไปทั่วก่อนจะรีบจูงมือคนที่เด็กกว่า พลางตอบคำถาม

“หากวันที่สบโอกาสเช่นนี้ไม่พาเจ้าออกมาด้วย ข้าคงรู้สึกผิดไปจนวันตาย” เขาเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ

“พอกลับเข้าวังไป ข้าก็ต้องไปทำหน้าที่ของข้า ส่วนเจ้า...เจ้าก็เหมือนกัน” ซานหันไปยิ้มให้เด็กชายที่เดินตามมาข้างๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองตนอย่างงุนงงก็รีบเฉลย

“การฝึกเป็นราชองครักษ์หลวงไม่ง่ายหรอกนะ ในเมื่อเจ้ากำลังจะเป็นคนของข้า สัญญาว่าจะปกป้องดูแลข้าไปชั่วชีวิต รวมถึงเจ้ายังเป็นสหายคนแรกของข้า พอรู้ว่าอนาคตเจ้าจะต้องลำบากลำบนแค่ไหน ข้าก็อดไม่ได้ที่จะให้รางวัลปลอบใจแก่เจ้าก่อน” เขาจับบ่าอีกฝ่ายพร้อมยิ้มให้

เด็กชายได้แต่มองคนตรงหน้า คำว่าลำบากลำบนที่รัชทายาทเอ่ยออกมานั้น สำหรับเขาไม่ได้น่าหวาดกลัวเลยสักนิด เนื่องด้วยขายแรงงานมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงเชื่อว่าจะไม่มีอะไรลำบากลำบนไปได้มากกว่าการพยายามเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองในโลกที่โหดร้ายทารุณแบบนั้นแล้ว

“เจ้ามัวแต่มองอะไรอยู่ได้...เอาล่ะ ไม่ต้องรู้สึกขอบคุณข้าขนาดนั้น เจ้าเป็นสหายข้า ถือว่าข้าทำในฐานะสหาย” ซานกล่าวและรีบจูงมืออีกฝ่ายวิ่งไปยังบริเวณถนนสายหลักเพื่อออกสู่ย่านชุมชนซึ่งมีตลาดเล็กๆ อยู่

เด็กหนุ่มชะเง้อมองไปทั่วด้วยความตื่นตาตื่นใจกับภาพที่รายล้อม ผู้คนทั้งชายหญิงหลากหลายกลุ่มอายุกำลังเดินซื้อของกันอย่างขวักไขว่ ถึงเขาจะเคยแอบหนีออกจากห้องพักมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยหนีมาได้ไกลขนาดนี้ และไม่เคยมีโอกาสอยู่ท่ามกลางประชาชนทั่วไปมาก่อน โชคดีที่วันนี้คูบงดัมกินอาหารแสลงไป อีกฝ่ายจึงไม่สามารถตามมาตะครุบตัวเขากลับไปได้ เด็กหนุ่มหลุดขำออกมาเมื่อนึกถึงท่าทางขององครักษ์ที่ขนาดกำลังรีบไปห้องปลดทุกข์ ยังมิวายหันมากำชับไม่ให้เขาออกไปไหน

“เร่เข้ามาจ้า เร่เข้ามา” เสียงร้องเรียกของพ่อค้าคนหนึ่งดังแทรกเสียงอื่นๆ ก่อนที่เขาจะเปิดฝาครอบเตาอบขนมออก ส่งผลให้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายฟุ้งกระจายไปในอากาศทันที

ซานที่ได้กลิ่นหอมยวนใจนั้นเกิดสนใจขึ้นมา จึงรีบจูงมือแทซันเดินเข้าไปยืนหน้าร้าน และสั่งขนมที่มีกลิ่นหอมซ้ำยังหน้าตาน่าทาน

“เอา ได้แล้ว” พ่อค้าว่าพลางยื่นขนมให้เด็กหนุ่ม ก่อนรับเงินไปและหันไปขายของให้กับลูกค้ารายอื่นต่อ

เมื่อได้ขนมมา ซานก็แบ่งของในมือให้แทซันทันที และรีบกัดขนมหน้าตาน่าทานตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยชมรสชาติของมัน ก็เห็นสหายส่งมันให้กับเด็กท่าทางสกปรกมอมแมมอีกคนหนึ่งเสียก่อน

“ข้าให้” แทซันพูดขณะที่ยื่นขนมในมือให้เด็กคนนั้น

เด็กในชุดเสื้อผ้าซอมซ่อที่ยืนกลืนน้ำลายมองอยู่นาน ทำท่ากลัวๆ กล้าๆ อยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงรีบรับขนมไป พร้อมทั้งพูดขอบคุณเสียยกใหญ่

“ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณนายท่าน” เด็กคนนั้นว่าพลางยกแขนเสื้อที่รุ่งริ่งและสกปรกยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วขึ้นเช็ดน้ำตา “ขอบคุณที่เมตตา” เขาเสริมและถือขนมวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

ซานเห็นภาพนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่อดไม่พอใจสหายไม่ได้

“ทำไมถึงไม่ยอมกินเล่า ข้ามีเงินติดตัวมาแค่นี้เองนะ” เขาทำหน้าบูดบึ้งน้อยๆ

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่หิวขนาดนั้น” แทซันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ถึงจริงๆ จะเสียดายขนมในมือที่รัชทายาทซื้อให้เป็นของขวัญชิ้นแรก แต่เมื่อเห็นแววตารวมถึงท่าทางของเด็กคนเมื่อครู่ ก็มิสามารถตัดใจได้ จึงได้แต่มอบของในมือไป เพราะเขารู้ดีว่าความทรมานจากความหิวโหยนั้นเป็นอย่างไรและรุนแรงมากแค่ไหน เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ที่ได้แต่ส่งสายตาวอนขออาหารและหวังว่าจะมีผู้ใจบุญสักคนเมตตามอบของในมือให้

“ถึงเจ้ามิหิว แต่เมื่อครู่เป็นขนมชิ้นเดียวที่เจ้ามีอยู่นะ” ซานพูดอย่างไม่พอใจ ต่อให้ยังสามารถพาเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปเดินเล่นต่อได้ แต่ก็ไม่มีเงินพอที่จะซื้อสิ่งใดให้เป็นรางวัลล่วงหน้าอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกอีกแล้ว เขาพ่นลมหายใจออกมา ด้วยคิดได้ว่ามิน่ายอมให้คูบงดัมเป็นคนเก็บเงินไว้เลย

“ข้าได้รับขนมชิ้นนั้นจากเจ้าแล้ว” เด็กชายบอก เพราะรู้ดีว่ารัชทายาทมิได้ต่อว่าตัวเองจากการกระทำเมื่อครู่ ระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมาแรมเดือน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าภายใต้ท่าทางเอาแต่ใจเหล่านั้น มีจิตใจที่อ่อนโยนเพียงใดแฝงอยู่ หากแต่ความไม่พอใจที่แสดงออกมาในตอนนี้ เป็นเพราะกลัวว่าจะยังมิได้ให้อะไรตามที่ออกปากไว้เท่านั้นเอง

“มิใช่ว่าข้าไม่รับน้ำใจ แต่ขนมเมื่อครู่เป็นประโยชน์ต่ออีกหลายชีวิต” เขาเสริม

ซานได้แต่มองสหายอย่างไม่เข้าใจ ขนมชิ้นหนึ่งจะมีประโยชน์ต่อหลายชีวิตได้อย่างไร เมื่อสหายเห็นเช่นนั้นจึงจับมือเขาและพาไปยังทิศทางที่เด็กคนเมื่อครู่วิ่งหายไป

ในตรอกเล็กๆ ที่สกปรกและเต็มไปด้วยกลิ่นชวนคลื่นเหียน เด็กสี่ห้าคนที่ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งที่ควรจะเรียกว่าเศษผ้ามากกว่าอาภรณ์ กำลังแบ่งปันขนมที่ได้รับจากแทซันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมทั้งส่งให้กันด้วยรอยยิ้ม

“ขนมชิ้นเล็กๆ สำหรับเจ้า เป็นอาหารที่ต่อชีวิตให้เด็กอย่างพวกเรา” แทซันเอ่ยขณะมองไปในตรอกนั้น “บางทีพวกเราก็หิวโหยมาก แม้ขายแรงงาน แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอประทังชีวิต แค่ได้น้ำ หรือเศษอาหารจากผู้มีเมตตาสักคนก็เพียงพอแล้ว”

นัยน์ตาสีน้ำตาลของเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์พลันเกิดม่านน้ำตา เขามิเคยรู้เลยว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่ เพราะเติบโตมาในวังจึงได้กินอาหารดีๆ มากมาย หลายครั้งที่อาหารเหล่านั้นมิถูกปากและถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า ถึงจะรู้ว่าในคูซันมีระบบชนชั้นและชนชั้นต่ำที่ต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดมากที่สุดคือพวกขายแรงงาน แต่มิเคยเข้าใจเลยว่าชีวิตของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร ถึงจะช่วยชีวิตแทซันมาแรมเดือน แต่รู้เพียงว่าอีกฝ่ายเคยลำบาก แต่ลำบากแบบไหน ลำบากอย่างไร ก็มิเคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ บัดนี้ภาพเบื้องหน้ามิเพียงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในชีวิตจริง แต่ยังเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของเขาไปด้วย และนั่นคือวันที่เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจอ่อนโยนเกิดความฝันและอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของราษฎรชั้นล่างให้ดีขึ้น เขาต้องการจะสร้างแผ่นดินที่ไร้ผู้หิวโหย และทำให้เด็กทุกคนสามารถยิ้มออกมาได้โดยไม่ต้องเผชิญชะตาชีวิตที่หนาหนักจนเกินวัย

ซานสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อนึกถึงวันเวลาเหล่านั้น ความมุ่งหวังที่กอดกุมไว้เสมอมิได้หายไป เขาเพียงแต่ต้องพับมันไว้ ในยามนี้ไม่เหลือทางเลือกใด กระทั่งคนคู่กายที่เคียงข้างร่วมฝันต่อเติมแรงใจมาด้วยกันเสมอยังหายไป ชายหนุ่มรู้สึกราวกับตัวเองกลับไปเป็นเด็กน้อยคนนั้น คนที่มิสามารถทำอะไรได้ถึงจะถือครองตำแหน่งรัชทายาทอยู่ คนที่ปกป้องกระทั่งข้าราชบริพารผู้รับใช้ใกล้ชิดในพระตำหนักส่วนพระองค์มิได้ น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่เป็นต้นเหตุคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เพียงเพราะอยากรู้เรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระมารดา มือของชายหนุ่มกำแน่นเข้าด้วยกัน คำพูดของขันทียุงกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง ‘เพียงแค่ทำตัวเองให้แข็งแกร่งพอ นำสิ่งที่ชายผู้นั้นมีมาอยู่ในมือของพระองค์ก่อน แล้วจึงใช้โอกาสนั้นจำกัดชายชั่วผู้นั้นออกไปก็ยังทันพ่ะย่ะค่ะ’

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว