เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 5

“เรียนนายท่าน จากการตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวของผู้ที่คอยช่วยเหลือรัชทายาทแล้วขอรับ” ชายในชุดขุนนางชั้นต้นเอ่ยรายงานต่อผู้เป็นนายที่กำลังนั่งจิบชาสมุนไพรอยู่เบื้องหน้า

“เช่นนั้นหรือ” ชายชราเหลือบตาขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะไม่ว่าเจ้าลูกพยัคฆ์จะกำลังแอบกระทำการใดอยู่ ก็ล้วนอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น

“ขอรับ ผู้ที่กำลังแอบช่วยเหลือรัชทายาทมีทั้งสิ้นสามคน หนึ่ง คือ ผู้ช่วยครูฝึกราชองครักษ์หลวง ‘คูบ๊กกู’ ขอรับ เขาเป็นบุตรบุญธรรมของอดีตองครักษ์ประจำพระองค์ ‘คูบงดัม’ และเป็นพี่ชายบุญธรรมขององครักษ์ผู้นั้นขอรับ”

“เป็นพี่ชายบุญธรรมของเจ้าคนชั้นต่ำที่คอยสนับสนุนจนทำให้เจ้าลูกพยัคฆ์นั่นไม่ยอมแพ้ข้าเสียทีนะหรือ” อำมาตย์เฒ่าแสร้งถามขึ้น ขณะนึกถึงบุรุษผู้สูงใหญ่ผึ่งผายที่อยู่ข้างกายนายของมันตลอดเวลา

‘คูบ๊กกู’ ชายชราทวนชื่อนั้นในใจซ้ำๆ เพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ช่วยครูฝึกราชองครักษ์ และมิได้โดดเด่นมาก เมื่อเอ่ยขึ้นมาจึงยังนึกไม่ออกว่าเคยพบเจอหรือไม่

“ขอรับ” เอพุนตอบรับ

“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เขาถาม ขณะที่มือเหี่ยวย่นวางจอกชาสมุนไพรลงเบาๆ

“อีกผู้หนึ่ง คือ ‘โออินซอง’ ขอรับ”

“เจ้าเด็กนั่นงั้นหรือ” อำมาตย์เฒ่าหรี่ตา และคิดถึงเด็กหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งคูซัน

“ขอรับ จากที่ตรวจสอบมาใต้เท้าโอมิได้ฝักใฝ่ฝ่ายสนมจาง ดังนั้นเรื่องนี้...”

“แน่นอนว่าโอดูจุนมิฝักใฝ่ฝ่ายใด” ชายชรากล่าว “เขาเองก็เคยเป็นบัณฑิตที่เก่งกาจไม่น้อย มิเช่นนั้นคงจะมิได้เป็นหัวหน้าสำนักบัณฑิตหรอก ข้าไม่นึกเลยว่าบุตรชายของเขานอกจากจะเก่งกาจไม่แพ้บิดา ไม่สิ เก่งกาจยิ่งกว่าบิดาแล้ว ยังใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งกว่าบิดาอีกด้วย ทั้งๆ ที่หัวหน้าสำนักบัณฑิตมิเล่นการเมือง แต่ตัวเขากลับอาจหาญมาช่วยเหลือเจ้าลูกพยัคฆ์นั่นต่อต้านข้า ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจไม่น้อย”

“นายท่านจะให้ข้าน้อยจัดการเลยหรือไม่ขอรับ”

“ยังก่อน บิดาของเขามิใช่ผู้ที่จะต่อกรกับข้าได้ ถึงจะฉลาดแต่กลับขาดอำนาจ อีกอย่างเขายังเด็กนัก จึงอาจยังไม่เข้าใจว่าควรจะเลือกอยู่ฝั่งใด และคนที่ปราดเปรื่องเช่นนั้น มิใช่จะถือกำเนิดขึ้นมาง่ายๆ บนแผ่นดินนี้ การเก็บเขาไว้จะเป็นประโยชน์ในอนาคต”

“ขอรับ” ชายหนุ่มค้อมหัวรับ

“แล้วคนที่สามเล่า”

“คนที่สาม เหมือนจะเป็นสตรีชื่อดัมมินจองขอรับ” เอพุนรายงาน เขาแสดงสีหน้าสับสนออกมาเล็กน้อยด้วยยังรู้สึกแปลกใจกับเรื่องของอีกฝ่าย “หากแต่คนที่ข้าส่งไปสืบประวัติของนาง มิพบสิ่งใดเลยขอรับ รู้เพียงว่าสตรีผู้นั้นอยู่หอคณิกามาตั้งแต่กำเนิด แม่ใหญ่แห่งหอนั้นมิสามารถบอกอะไรได้ คนของข้าน้อยข่มขู่ว่าจะเอาชีวิตคนในหอ แต่ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะไม่รู้จริงๆ ขอรับ แม้แต่มารดาของนางเป็นคณิกานางไหน ก็มิสามารถสืบหาได้ขอรับ”

“เช่นนั้นหรือ” ชายชราหรี่ตาพลางหยุดคิดเล็กน้อย เมื่อนึกได้ว่าเป็นเรื่องปกติที่พวกชนชั้นต่ำอย่างเด็กที่เกิดจากคณิกาต่ำต้อย ซ้ำยังไร้บิดาจะมิมีผู้ใดจดจำ จึงไม่ได้ใส่ใจอีก

“ขอรับ ได้ยินมาว่านางมักจะติดตามอยู่ข้างกายบัณฑิตโอเสมอ เพื่อคอยช่วยในการสื่อสารกับผู้อื่นขอรับ”

“อืม เข้าใจเจ้าเด็กประหลาดนั่นได้ ถือว่ามีความสามารถมิน้อย” อำมาตย์เฒ่าเหยียดยิ้มออกมา แม้โออินซองจะขึ้นชื่อว่าฉลาด แต่เขาเคยมีโอกาสได้เจอเด็กหนุ่มอยู่ครั้งหนึ่ง จึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีทักษะทางสังคมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียงไหน

“แล้วก็ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังช่วยกันตามสืบเรื่องเหตุลอบปลงพระชนม์องค์ชายจูทัลเมื่อ 18 ปีก่อนอยู่ขอรับ”

เจ้าของเรือนผมสีดอกเลาเพียงพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงให้พูดต่อ

“คนที่ข้าน้อยส่งไปติดตามบอกว่าพวกเขาไปที่สำนักสอบสวนมาขอรับ แต่ที่น่าแปลกคือ พวกเขามิได้ขอคุยกับเหล่าเจ้าหน้าที่สอบสวน หรือถามเกี่ยวกับผู้ที่ดูแลคดีเมื่อ 18 ปีก่อนเลย รวมถึงมิเอ่ยถึงเรื่องเหตุลอบปลงพระชนม์ด้วยซ้ำ แต่กลับเอาแต่ถามถึงนักโทษผู้หนึ่งขอรับ”

“นักโทษงั้นหรือ” ชายชราทวนคำด้วยความสนใจ

“ขอรับ แม้แต่ใต้เท้าแชที่ดูแลคดีเมื่อ 18 ปีก่อนก็ยังมิเข้าใจเลยขอรับว่าเพราะอะไร”

อำมาตย์เฒ่าเคาะนิ้วเหี่ยวย่นลงไปบนโต๊ะเบาๆ ขณะใช้ความคิด หากเจ้าลูกพยัคฆ์นั่นต้องการโค่นล้มเขาด้วยเรื่องเมื่อ 18 ปีก่อน สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ การพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการสิ้นพระชนม์ขององค์ชายจูทัล ผู้มีศักดิ์เป็นปิตุลาของมันเป็นฝีมือของเขา มิใช่ฝีมือของกลุ่มกบฏอิลกุกที่กลายเป็นแพะรับบาปในสิ่งที่เขาทำ แล้วเหตุใดพวกมันจึงต้องตามหานักโทษผู้หนึ่งด้วย หากมิใช่เพราะนักโทษผู้นั้นเป็นคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“แล้วนักโทษผู้นั้นเล่า”

“นี่คืออีกเรื่องที่แปลกขอรับ ใต้เท้าแชบอกว่าชายผู้นั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมิเคยมีตัวตนอยู่ที่คุกแห่งนั้นด้วยซ้ำ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ชายชราถาม

“ใต้เท้าแชบอกว่า อยู่ๆ ก็มิพบชายผู้นั้นในคุกแล้วขอรับ พวกผู้คุมต่างมิรู้ว่าเขาหายไปได้อย่างไร หายไปตอนไหน พวกทหารรักษาการณ์ก็มิพบเห็นขอรับ ทั้งๆ ที่สำนักสอบสวนมิได้มีเวรยามที่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่อื่นเลย ซ้ำแม้แต่พวกคนคุกด้วยกันต่างบอกว่าจำชายผู้นั้นมิได้ขอรับ”

“ประหลาดดังที่เจ้าว่าจริงๆ” อำมาตย์เฒ่ากระตุกยิ้ม

“เอาล่ะเอพุน” เขาเอ่ย “เจ้าไปตามสืบเรื่องชายผู้นั้นมาให้ละเอียด ข้าเชื่อว่าเขาต้องเป็นคนสำคัญแน่ มิเช่นนั้นคนของเจ้าลูกพยัคฆ์คงจะไม่ตามหาเขา” มือเหี่ยวย่นเคาะลงไปบนโต๊ะไม้เนื้อดีขณะใช้ความคิด

“อีกอย่างบอกให้แช-มก-โจปิดเรื่องนักโทษผู้นั้น รวมถึงเรื่องที่กองกำลังลับของเจ้าลูกพยัคฆ์นั่นไปหาไว้”

“ขอรับ”

“ข้าจะให้คนอื่นรู้ถึงสิ่งที่พระองค์กำลังลอบกระทำมิได้ มิเช่นนั้นผู้อื่นอาจจะเข้ามายุ่มย่ามและใช้โอกาสนี้กำจัดข้าออกไป รวมถึงเรื่องนี้อาจจะทำให้คดีเมื่อ 18 ปีก่อนถูกรื้อขึ้นมาอีกครั้ง” นัยน์ตาสีขุ่นสะท้อนประกายไม่พอใจออกมา

“ขอรับ” เอพุนรับ

“ถึงแม้ว่าหลักฐานจะมิได้อยู่ในแผ่นดินคูซัน หากแต่เกิดเรื่องแปลกๆ เช่นนี้ขึ้น ย่อมนิ่งนอนใจมิได้” ผู้ทรงอิทธิพลหรี่ตาลง

“ขอรับ”

“แล้วก็บอกแช-มก-โจว่า หากเขามิอยากติดร่างแหไปด้วยในฐานะคนที่สืบคดีในครั้งนั้น จงปิดทุกอย่างให้เงียบ”

“ขอรับ” เอพุนผงกหัวรับ พร้อมทั้งนึกดีใจที่ตนเองได้กำชับเรื่องนี้กับใต้เท้าแชไปเรียบร้อยแล้ว

“พระอาการของฝ่าบาทมิใคร่ดีนัก ข้าจะยอมให้เรื่องนี้หลุดออกมามิได้” ฝ่ามือเหี่ยวย่นกำเข้าด้วยกัน

“ขอรับ” ชายหนุ่มมองผู้เป็นนาย ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกเมื่อนึกถึงพระอาการของพระราชา

“อย่างไร ข้าต้องส่งยองอีเข้าวังให้ได้ก่อน เรื่องอื่นๆ จึงจะง่ายขึ้น” ชายชรากระตุกยิ้ม “แล้วก็สำหรับสามคนนั่น นอกจากจะต้องคอยติดตามแล้ว ให้ข่มขู่พวกมันให้กลัวจนมิกล้าขยับตัวไปตามสืบเรื่องนี้อีก”

“ขอรับ” ชายหนุ่มในชุดขุนนางชั้นต้นรับคำสั่ง ทำความเคารพผู้เป็นนาย หยิบดาบประจำตัวขึ้น แล้วเดินออกไปจากเรือนรับรอง เขาสาวเท้าไปเรื่อยๆ จนก้าวข้ามธรณีประตู บรรดาทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่ด้านหน้าทั้งสิบสองนายต่างหันมาทำความเคารพเขา

“ข้าให้เกี้ยวจอดรออยู่ที่ด้านข้างเรือนขอรับ” ผู้อารักขาสถานที่นายหนึ่งว่า

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เมื่อเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่ควรจะเข้าที่พำนักแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไม่นั่งเกี้ยวไป เพราะจะทำให้เสียเวลามากกว่าและอาจจะทำให้เกิดพิรุธได้

“ส่งเกี้ยวกลับไป และหาม้าให้ข้า”

ทหารรักษาการณ์ค้อมหัวรับคำสั่งและเดินหายไป แต่เพียงไม่นานก็เดินกลับมา

“ม้าขอรับนายท่าน”

เอพุนพยักหน้า และกระโดดขึ้นคร่อมอาชาตัวใหญ่เหาะทะยานออกไปจากเรือนของผู้เป็นนายทันที

“เกือบไปแล้วไหมละ” คนแบกเกี้ยวคนหนึ่งอุทานออกมา เมื่อม้าที่ห้อตะบึงกวดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะต้องปล่อยคานหามในมือลง เพราะตัวเกี้ยวเอียงไปอีกข้าง

“เจ้าทำบ้าอะไร” เขาตะโกนถามเพื่อนอีกคนที่แบกอยู่คนละฝั่งอย่างโมโห

“โทษที” ผู้เป็นเพื่อนกล่าว จากนั้นจึงหันไปมองคนจรที่นอนอยู่ใกล้ๆ กำแพงคฤหาสน์ตระกูลคิมอย่างเอาเรื่อง

“มานอนขว้างอะไรตรงนี้ เกะกะจริง” คนแบกเกี้ยวผู้นั้นบ่นและง้างเท้าเตรียมเตะต้นเหตุที่ทำให้ตนสะดุด หากแต่เมื่อเห็นแววตาน่ากลัวที่ซ่อนอยู่บนใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเคราก็เปลี่ยนใจ เขาด่ากราดออกมาอย่างหัวเสียอีกหลายประโยค จากนั้นจึงยกคานหามขึ้น เพราะเพื่อนๆ ที่เหลือเร่งให้รีบนำเกี้ยวกลับไปเสียที

หลังจากขบวนเกี้ยวอันว่างเปล่าหายลับไปจากสายตาแล้ว ชายในชุดมอซอที่มีสภาพไม่ต่างไปจากคนจรจึงค่อยๆ หยัดกายขึ้น เขาปัดลงไปบนเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรูพรุน กลิ่นสาบสางลอยออกมาจากเนื้อตัวที่สกปรกมอมแมม เพราะตั้งแต่หนีออกมาจากคุกของสำนักสอบสวน เขายังมิมีโอกาสกลับไปยังที่พักของตัวเองเลยสักครั้ง ด้วยรู้ดีว่าต่อให้หายออกมาอย่างลึกลับแค่ไหน แต่พวกคนของสำนักสอบสวนต้องกำลังตามสืบเรื่องเขาอยู่แน่ พวกสุนัขรับใช้พวกนั้นยิ่งรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าอะไรดี เขาสะบัดศีรษะน้อยๆ จนปอยผมก้อนหนึ่งตกลงมาบังใบหน้า มือที่เต็มไปด้วยเศษดินยกขึ้นปัดมันอย่างลวกๆ จนไปกองรวมกับก้อนผมยุ่งเหยิงบนศีรษะ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองกำแพงสูงตระหง่านตรงหน้า

“รอก่อนเถิดอำมาตย์คิม ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้” ชายหนุ่มผู้มีใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเคราว่า จากนั้นจึงเดินกะโผลกกะเผลกจากไป

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว