เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 10

ขันทีผู้แก่ชราผายมือแทนการเชื้อเชิญขุนนางชั้นสูงให้เดินนำหน้าออกจากห้องบรรทม เขาซอยเท้าตามมาอย่างรักษามารยาท จนกระทั่งถึงมุมลับตาคน เท้านั้นจึงหยุดลง

“มิเกินไปหน่อยหรือ” เสียงแหบพร่าของขันทีอาวุโสดังขึ้น

“สิ่งใดที่เกินไป” คู่สนทนาหยุดเท้าลง เขาหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างช้าๆ

“ก็ที่ท่านพยายามกระทำอยู่ในขณะนี้” ขันทียุงถอนหายใจ และจ้องหน้าอำมาตย์เฒ่า

“ข้ากำลังพยายามทำหน้าที่อยู่” ใบหน้าเหี่ยวย่นสะท้อนแววเฉื่อยชาราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับคำบริภาษที่ได้รับ

“หึ หน้าที่” ขันทีอาวุโสพ่นลมหายใจออกมา และใช้หางตามองอีกฝ่ายเพราะหงุดหงิดกับท่าทางที่เห็น

“ใช่ หน้าที่ ซึ่งคนบางคนนอกจากจะมิยอมรับรู้แล้วยังคอยจะขัดขวางข้า” ริมฝีปากของชายชราเหยียดออก พร้อมทั้งใช้สายตาเหนือกว่ามองอีกฝ่าย

“หรือว่า...” ขันทียุงขนลุกขึ้นมาเมื่อฉุกคิดได้ว่าหมอหลวงมุนอาจจะไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้เสียแล้ว

“มิใช่หรอก ข้ามิได้ทราบจากผู้ใดทั้งสิ้น เพียงแต่เพราะบังเอิญมาขอเข้าเฝ้าก่อนเวลาอันควร จึงได้รู้เรื่องที่ท่านพยายามปกปิดเอาไว้” อำมาตย์เฒ่าปด เขาต้องเก็บหมอหลวงผู้นั้นไว้เป็นหมากต่อ ดังนั้นจะให้ขันทีตรงหน้ารู้มิได้ว่าเขารู้เรื่องพระอาการเพราะหมอหลวงตระบัดสัตย์

ขันทียุงพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจที่หมอหลวงรักษาสัจจะ ที่เขาต้องการปกปิดเรื่องนี้จากอีกฝ่าย เพราะยังไม่แน่ใจว่าพระอาการบาดเจ็บของรัชทายาทเป็นฝีมือของตาเฒ่าหรือเปล่า เนื่องจากทุกอย่างดูจะสอดคล้องจนน่าสงสัย เพียงไม่ถึงสองชั่วยามหลังจากผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์ทองคนต่อไปถูกลอบทำร้าย เกี้ยวรับตัวพระชายาก็ถูกส่งออกจากวังหลวง แม้กระทั่งหมอหลวงมุนและนางกำนัลที่เขาไว้ใจให้ช่วยดูแลพระอาการ ยังแทบมิได้ออกจากพระตำหนักตะวันออกเลย เช่นนี้ อำมาตย์เฒ่าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรส่งตัวบุตรีเข้าวังมา แม้จะแก้ตัวว่าได้ยินข่าวลือเรื่องพระอาการประชวรเพราะโรคประจำพระองค์กำเริบหลุดออกไป แต่ก็มิมีทางแน่ใจว่ารัชทายาทจะไม่ทรงคัดค้านการรับเกี้ยวของนางเข้าวัง จึงเป็นไปได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือชายผู้นี้ ที่มั่นใจอย่างหนักว่าพระองค์จะทรงไม่สามารถลุกจากแท่นบรรทมมาขวางเกี้ยวได้

“อย่างไรอีกไม่กี่วันข้าก็จะส่งคนไปบอก” ขันทีผู้แก่ชราเอ่ย พร้อมกับนึกถึงคนที่ตนไว้วางใจให้ทำงานแทนอยู่เสมอ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลุดออกไปมิได้ เขาจึงคิดว่าจะใช้คนผู้นั้นไปรายงานแก่อำมาตย์เฒ่า แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายรัชทายาทจริง แต่พระอาการที่ทรุดลงอย่างกะทันหันของพระราชาทำให้ไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องหันไปร่วมมือกับคนมากเล่ห์ร้อยกลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเคยสัญญากับผู้เป็นนายว่าจะมิมีทางยอมให้บัลลังก์ตกไปอยู่ในมือผู้อื่นนอกจากรัชทายาท

“อีกไม่กี่วันงั้นหรือ” ชายชราผู้ทรงอิทธิพลทวนคำ พร้อมทั้งใช้นัยน์ตาสีขุ่นที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจจ้องมองขันทีผู้อยู่มานานพอๆ กับตน

“ความคิดโง่เง่าอันใดที่รั้งท่านไว้อีก อ่า หรือว่าเรื่องพระอาการประชวรของรัชทายาท” ชายในชุดขุนนางชั้นสูงหรี่ตา ก่อนจะจุ๊ปากออกมาอย่างขัดใจ

“สำหรับเรื่องนั้น ข้ามิมีสิ่งใดต้องอธิบาย ท่านจะคิดเห็นเช่นไรก็ย่อมได้” อำมาตย์คิมพูดขณะสาวเท้าไปประชิดอีกฝ่าย “แต่อย่าให้ความคิดเห็นของท่านมากระทบกับการทำหน้าที่ของข้า”

“หากท่านมิทำให้ข้าสงสัยในเจตนา ข้าคงมิต้องทำเช่นนี้” ขันทีผู้แก่ชราบอก มิได้หลบเลี่ยงสายตาคุกคามที่จ้องตรงมา

“เจตนาของข้ามีเพียงหนึ่งเดียว และท่านย่อมรู้เรื่องนั้นดี”

“ข้ารู้ดี และครั้งหนึ่งก็เคยหลงไปกับเจตนาที่ว่า” ขันทีอาวุโสจ้องหน้าอีกฝ่าย มือของเขากำแน่นขึ้น

นัยน์ตาสีขุ่นสบประสานกันอยู่นานเสมือนกำลังทำการศึก ต่างฝ่ายต่างงัดอาวุธที่มีมาฟาดฟันอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนที่อำมาตย์เฒ่าจะเป็นผู้เอ่ยขึ้น

“ไม่ว่าท่านจะคิดเห็นเช่นไร ก็อย่ามาขัดขวางในสิ่งที่ข้าจะทำ”

“ทำไม หรือท่านจะกำจัดข้าเช่นกัน” ขันทียุงถามอย่างท้าทาย

“แน่นอนว่าไม่” ชายชรากระตุกยิ้ม วางมือไปบนบ่าของอีกฝ่ายและปัดไล่เศษผงให้อย่างเบามือ

“มิใช่เพราะข้าชอบท่าน แต่เพราะฝ่าบาทขาดคนที่ไว้ใจไปมิได้” เขายิ้มเยาะแล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งไว้แต่ร่างของขันทีอาวุโสที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม

“คิมยอซุก ที่ข้ายังทนกับพฤติกรรมต่ำทรามของเจ้าอยู่ก็เพื่อฝ่าบาทเช่นกัน”

การจะเข้าสู่ห้องบรรทมในพระตำหนักตะวันออก ซึ่งเป็นตำหนักประจำพระองค์ของรัชทายาทได้นั้น ต้องผ่านบานประตูถึงสามชั้นด้วยกัน แต่ละบานมีนางกำนัลรวมถึงขันทียืนเฝ้าอยู่ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เจ้าของพระตำหนักประชวร เหล่าข้าราชบริพารต่างมายืนออกันแค่หน้าประตูสองบานแรกเท่านั้น ส่วนบานสุดท้ายที่นำเข้าสู่ห้องบรรทม มีนางกำนัลและขันทียืนเฝ้าเพียงสองนาย

“เป็นอย่างไรบ้าง” ชายในชุดขุนนางชั้นสูงถาม

“มิมีสิ่งใดเจ้าค่ะ” นางกำนัลที่ถูกส่งมาแฝงตัวในพระตำหนักตะวันออกตอบ ขณะที่ขันที่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ค้อมหัวให้ผู้เป็นนายแต่เพียงเท่านั้น

“ว่าที่พระชายายังอยู่ข้างในหรือเปล่า” อำมาตย์คิมถามถึงบุตรสาว แม้ใจจริงจะต้องการเข้าไปกดดันเจ้าลูกพยัคฆ์ให้ยอมจำนนมากเพียงใด แต่ก็ไม่ได้อยากให้นางมารับรู้ถึงการกระทำของเขา

“ว่าที่พระชายาไปพักแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวคนเดิมบอก “อีกราวสองชั่วยามจึงจะเข้าไปดูแลรัชทายาทอีกครั้งเจ้าค่ะ”

“แล้วใครอยู่ในห้อง”

“นางกำนัลมินเจ้าค่ะ” สายลับสาวตอบ

“ดี” ชายชราว่า หยิบถุงเงินส่งให้นางกำนัลและขันทีคนละถุง และยังวางถุงเงินของนางกำนัลมินไว้อีกถุงด้วย

“ฝากให้นาง” เขาบอก

ผู้แฝงตัวทั้งสองก้มหัวแทนการขอบคุณ และช่วยกันเลื่อนประตูออกเพื่อให้ผู้เป็นนายเดินเข้าไป เมื่อนางกำนัลมินเห็นคนที่เดินเข้ามา ก็ทำความเคารพแล้วรีบออกจากห้องไป

“กระหม่อมดีใจยิ่งนักที่มิได้ทรงบรรทมอยู่” อำมาตย์เฒ่าพูดขึ้น หลังจากถวายความเคารพอีกฝ่ายแล้ว

ซานได้แต่แสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาพลาดเองที่นอนตะแคงข้างหันหน้าออกทางประตู ถึงจะมีฉากกั้นแท่นบรรทมอยู่ แต่เพราะอำมาตย์เฒ่าเดินเข้ามาเร็วเกินไป จึงแสร้งทำเป็นกำลังนอนหลับเพื่อขับไล่คนตรงหน้าออกไปมิทัน

“พระองค์ทรงมิเก็บสีพระพักตร์อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราหัวร่อออกมา เมื่อเห็นความเกลียดชังที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเจ้าลูกพยัคฆ์บาดเจ็บ

“ที่นี่มีแต่ข้ากับท่านมิใช่หรือ” ซานเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา

“พ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากของชายชราเหยียดออก “มีเพียงเราสองคน จึงมิต้องพยายามเสแสร้งรักษามารยาทต่อกันใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านมีอะไรก็รีบพูดมา” พยัคฆ์หนุ่มกล่าว

“กระหม่อมอยากเกริ่นนำก่อนพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมทิ้งตัวลงนั่งข้างแท่นบรรทมอย่างถือวิสาสะ “เพราะหากมิได้เกริ่นนำให้ดี พระทัยที่ปิดกั้นของพระองค์ คงจะมิรับรู้สิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” ศีรษะของเขาส่ายไปมาราวกับอิดหนาระอาใจ

“กระหม่อมรู้ว่าพระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บมาหลายวันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าแผลที่หลังของพระองค์ทำให้มิสามารถเสด็จออกจากพระตำหนักได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายชราว่าพลางกระตุกยิ้ม ยิ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าแผลนี้ทำให้บุตรสาวได้เหยียบเข้ามาในวังเสียที ก็ยิ่งมีความสุข

“และแน่นอนว่า กระหม่อมคอยช่วยเหลือปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ เพราะมิต้องการให้เกิดความวุ่นวายใดๆ ตามมา อาทิเช่น การสืบหาคนที่ทำร้ายพระองค์ที่จะทำให้สำนักสอบสวนต้องเข้ามารับคดี และสุดท้ายสิ่งที่พระองค์ทรงแอบกระทำอยู่ลับๆ อย่างการพยายามหาทางกำจัดกระหม่อมออกไป ก็จะหลุดไปถึงหูขุนนางอื่น” ใบหน้าเหี่ยวย่นแฝงประกายเฉื่อยชาเสมือนไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่รัชทายาททรงลอบกระทำ

“และแน่นอนว่า กระหม่อมมิได้ต้องการมาทวงถามบุญคุณในเรื่องนั้น เพราะหากกระหม่อมต้องการลำเลิกบุญคุณจริง คงมีมากมายนับไม่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ

“ที่กระหม่อมมาในวันนี้ก็เพื่อจะเล่าให้พระองค์ฟังว่าช่วงเวลาที่ทรงได้แต่บรรทมอยู่ในพระตำหนัก เกิดสิ่งใดขึ้นข้างนอกบ้าง”

“นี่ท่าน...” ซานขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมา เพราะนึกว่าคนตรงหน้าจะพูดถึงองครักษ์คู่กายที่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ เกี่ยวกับอีกฝ่าย

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ มิใช่เรื่องขององครักษ์คู่กายที่พระองค์ทรงหวงแหนนั่นแน่ เพราะวันนี้กระหม่อมมีเวลาไม่มากนัก จึงต้องพูดแต่เรื่องที่มีค่าพอให้กล่าวถึงเท่านั้น” ริมฝีปากของชายชราเหยียดออก

“ซึ่งเรื่องเดียวที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงในขณะนี้คือ เรื่องการเข้าพิธีแต่งงานพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าจะมิมีวันยอมรับข้อเสนอของท่าน” พยัคฆ์หนุ่มปฏิเสธทันควัน เขามิต้องหยุดคิดเลยสักนิดหากเป็นเรื่องนี้

“อย่าเพิ่งทรงแสดงความแน่วแน่ออกมาเลยพ่ะย่ะค่ะ เพราะตอนนี้เงื่อนไขต่างๆ ล้วนเปลี่ยนไป นางมิได้อยู่นอกวังเหมือนดังเช่นที่แล้วมา เกี้ยวรับตัวพระชายาแบกออกจากเรือนกระหม่อม ผ่านย่านชุมชนแล้วจึงเคลื่อนเข้าสู่พระราชวังพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่าน” ชายหนุ่มกำมือแน่น เช่นนี้ก็แปลว่าข้างนอกคงเล่าลือเรื่องการรับพระชายาเข้าวังกันหมดแล้ว

“เพราะกระหม่อมรู้จักพระองค์ดีว่าทรงดื้อรั้นมากเพียงใด กระหม่อมจึงต้องทำอย่างเอิกเกริกเช่นนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าบุตรสาวที่ต้องรอคอยเกี้ยวมารับนานถึงเจ็ดปี จะมิถูกส่งตัวกลับออกไปจากวัง” ชายชราหัวเราะออกมาอย่างครึ้มอกครึ้มใจ

“แต่ว่านั่นมิใช่สิ่งที่ทำให้กระหม่อมมั่นใจว่าพระองค์จะมิสามารถแน่วแน่อีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” เขาชะโงกตัวเข้าไปใกล้รัชทายาทที่ยังคงบรรทมอยู่ที่เดิม “สิ่งที่ทำให้กระหม่อมมั่นใจยิ่งนัก คือสถานการณ์เกี่ยวกับฝ่าบาทต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”

“เสด็จพ่องั้นหรือ” ซานถามออกไปด้วยยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระบิดา

“พ่ะย่ะค่ะ พระอาการมิทรงดีนัก” อำมาตย์เฒ่าช่วยไขข้อข้องใจ และพบว่าเจ้าลูกพยัคฆ์กำลังขมวดคิ้วมุ่น

“เหตุใดจึงทำสีพระพักตร์เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ทรงคิดว่ากระหม่อมกำลังหลอกลวงพระองค์อยู่หรือ” เจ้าของใบหน้าเหี่ยวย่นถาม

“กระหม่อมมิมีเหตุผลให้ต้องทำเช่นนั้นเลย อีกอย่างเรื่องใหญ่เช่นนี้ ผู้ใดจะอาจหาญนำมาพูดเล่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เขาจุ๊ปากอย่างขัดใจที่ลูกพยัคฆ์ตรงหน้าขลาดเขลาขนาดหนัก

“พระอาการของฝ่าบาทกำลังทรุดลง แม้ว่ากระหม่อมจะช่วยปกปิดไว้ได้ในตอนนี้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องหลุดออกไปแน่ และแน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์คงสามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่จะตามมาได้หากยังทรงดึงดันมิยอมรับความปรารถนาดีของกระหม่อมอีก”

“ความปรารถนาดี” ซานทวนคำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ปิศาจร้ายตรงหน้าช่างหน้าด้านหน้าทนนัก สามารถเรียกการข่มขู่ว่าความปรารถนาดีได้ด้วยหรือ

“กระหม่อมมิรู้ว่าสำหรับพระองค์ สิ่งที่กระหม่อมให้ไปจะเรียกว่าอะไร แต่สำหรับกระหม่อมแล้ว มันคือความปรารถนาดีพ่ะย่ะค่ะ พระองค์มิใช่เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาที่จะมิรู้ว่าการจะนั่งบนบัลลังก์ได้อย่างสงบสุขนั้นยากเย็นเพียงใด ขอเพียงยอมละทิ้งความฝันโง่เง่าที่มิสามารถเป็นจริงได้ไปซะ กระหม่อมจะใจกว้างลืมเลือนทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมาดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากของอำมาตย์เหยียดออกหลังกล่าวจบ

“ข้ามิมีวันยอม ข้ามิมีวันตกลงไปในบ่วงที่ท่านวางไว้แน่” ซานตอกกลับอย่างมีโทสะ

“บ่วงอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราแสร้งทำหน้าสับสนงุนงง “กระหม่อมมิเข้าใจว่าพระองค์กำลังตรัสสิ่งใดอยู่”

ผู้ได้รับบาดเจ็บกำมือแน่นจนผ้าห่มเนื้อดีที่ห่อหุ้มร่างกายยับย่น เขาสูดลมหายใจลึก พยายามดับเพลิงแค้นที่กำลังลุกลามโลมเลียไปทั่วทั้งหัวใจ อำมาตย์เฒ่าเห็นท่าทีที่ชัดเจนของชายหนุ่มก็จุ๊ปากอย่างขัดอกขัดใจ และพูดออกมาอย่างสบายๆ

“หรือว่าจะเป็นความเข้าใจผิดอันขลาดเขลาเหล่านั้น อนาคตพระสัสสุระอย่างกระหม่อมควรจะแก้ความเข้าใจผิดๆ ของพระองค์ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ชายชรายิ้ม

“กระหม่อมมิได้วางบ่วงไว้ล่อลวงอย่างที่ทรงคิดทรงเข้าใจเลยสักนิด” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยขณะที่มองบุรุษบนแท่นบรรทม “เหตุใด จึงได้ทรงชอบคิดว่ากระหม่อมคิดร้ายต่อพระองค์นักพ่ะย่ะค่ะ”

ซานได้เห็นท่าทีที่เสแสร้งของอำมาตย์เฒ่าก็ยิ่งรู้สึกโกรธ มือที่กำแน่นอยู่กำแน่นขึ้นไปอีก จนรู้สึกเหมือนแผลที่หลังจะเริ่มปริแตกออกมาอีกครั้ง

“บ่วงที่พระองค์ทรงคิดว่ากระหม่อมวางไว้ พระองค์ก็ทรงสร้างขึ้นมารัดตัวเองทั้งนั้น ความคิด ความรู้สึก ความต้องการที่เป็นไปไม่ได้ต่างหากที่คอยเหนี่ยวรั้งพระองค์ไว้” เขาส่ายหัวน้อยๆ

“มิมีผู้ใด ได้ทุกสิ่งที่ต้องการไปเสียหมดหรอกพ่ะย่ะค่ะ หากทรงอยากที่จะมีความสุขบ้าง ก็ต้องทรงยอมละทิ้งบางอย่าง” นัยน์ตาอ่านยากทอประกายมาดร้ายออกมาอย่างชัดเจน “เช่นความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ทรงอยากทำให้สำเร็จโดยมิคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไป เพียงวางบ่วงที่ร้อยรัดไว้ลง พยัคฆ์อย่างพระองค์ก็สามารถทะยานไปข้างหน้าอย่างองอาจ”

ซานได้แต่ขบกรามแน่น พร้อมกับมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

“แต่ดูเหมือนพระองค์จะทรงตัดใจวางไม่ลง” เขากล่าว ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยยื่นเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างคุกคาม

“พระองค์ควรทรงเลิกมองกระหม่อมเป็นตัวร้ายได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นเพียงนายพรานที่บังเอิญเดินมาเจอลูกพยัคฆ์ติดบ่วงอยู่ หากลูกพยัคฆ์ทำตัวว่าง่ายสักนิด นายพรานมีหรือจะไม่ช่วยให้มันไม่ต้องทรมานมากจนเกินไป”

“ท่าน” ซานได้แต่กัดฟันกรอด

“กระหม่อมมิรบกวนการพักผ่อนของพระองค์แล้วดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์เฒ่าแย้มยิ้ม

“ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรเพราะโรคประจำพระองค์กำเริบโดยไวพ่ะย่ะค่ะ” เขากลั้วหัวเราะ ถวายความเคารพตามธรรมเนียมแล้วเดินจากไป

ร่างอรชรในชุดเกาะอกสีเขียวอ่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมไหมเนื้อดีสีส้มกำลังเดินผ่านบานประตูเข้ามาอย่างสง่างาม บรรดาข้าราชบริพารที่ยืนเฝ้าหน้าทางเข้าแต่ละชั้น ต่างค้อมหัวลงอย่างนอบน้อมเมื่อนางเดินเข้ามาใกล้ ถึงอีกฝ่ายจะยังมิได้เข้าพิธีแต่งงานและยังมิได้รับตำแหน่งพระชายา แต่กลับมีประกายราศีและแฝงอำนาจยิ่ง เหล่าข้ารับใช้ต่างเห็นพ้องต้องกันตั้งแต่วินาทีที่คุณหนูคิมถูกส่งตัวเข้าสู่พระตำหนักรัชทายาท ว่าหากมิใช่นางแล้วคงไม่มีสตรีใดในคูซัน จะเหมาะกับตำแหน่งดังกล่าวรวมถึงตำแหน่งพระมเหสีในอนาคตเป็นแน่

หลังเดินผ่านเข้าสู่บานประตูชั้นสุดท้าย ยองอีก็ให้สัญญาณแก่นางกำนัลให้ออกไปพักได้ ก่อนที่จะใช้สายตาสั่งให้นางกำนัลอีกคนนำถ้วยพระโอสถไปวางที่ที่ประจำ และเดินตามไปอย่างสงบนิ่ง

ซานได้แต่นอนฮึดฮัดอยู่บนเตียงขณะที่นางเดินผ่านฉากกั้นแท่นบรรทมเข้ามา แม้ตั้งแต่เล็กจนโตจะเคยเจ็บป่วยจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อบ่อยครั้ง เพราะมีโรคประจำตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ไม่เคยรู้สึกขมขื่นจากการต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ในยามป่วยไข้เช่นนี้มาก่อน กลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ที่อบอวลมาจากกายนางทำให้โทสะในใจของเขาปะทุขึ้นมา ยิ่งเมื่อคิดว่านางร่วมมือกับบิดาในแผนการทำร้ายเขาให้ได้รับบาดเจ็บเพื่อให้มีโอกาสเข้าวัง ก็ยิ่งหงุดหงิดที่ต้องยอมให้นางชิดใกล้ หากเขาไม่พลาดพลั้งไปในยามนั้น แน่นอนว่าทุกอย่างคงไม่เลวร้ายขนาดนี้ แม้จะอยากแก้ไขเพียงใด อยากไม่รับนางเข้ามามากแค่ไหน แต่เขาก็ทำได้แค่ยอมให้นางอยู่ข้างกาย เพราะมิมีสิทธิ์หรือข้ออ้างใดในการขับนางออกจากวังไป

“ออกไป” ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้ม พลิกกายหันหลังให้นางเพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับสตรีไร้หัวใจผู้มากเล่ห์กลไม่แพ้บิดา

“มิได้เพคะ” หญิงสาวตอบกลับมาอย่างราบเรียบ นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ข้างแท่นบรรทม และส่งสายตาให้นางกำนัลที่ยกถ้วยพระโอสถเข้ามาออกไปจากห้องเพื่อที่จะอยู่กับรัชทายาทเพียงสองต่อสอง เพราะรู้ดีว่าชายตรงหน้าจะต้องแผลงฤทธิ์อีกแน่ และนางไม่ต้องการให้มีข่าวลือใดๆ เกี่ยวกับท่าทีปฏิเสธที่เขามีต่อนางหลุดรอดออกไปอีกแล้ว

“หม่อมฉันต้องถวายพระโอสถให้เรียบร้อยก่อนเพคะ” ริมฝีปากอวบอิ่มแดงเรื่อเอ่ยอย่างใจเย็นเมื่อรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สามารถขับไล่นางออกไปได้ ทำได้เพียงแสดงท่าทีไม่พอใจเท่านั้น

“อย่ามายุ่งกับข้า” ซานบอกเสียงเข้ม ทั้งๆ ที่ยังคงหันหลังให้นางตามเดิม เขาหลับตาลงเพราะหวังว่าจะสามารถหลีกหนีจากนางได้

ทั้งน้ำเสียง ทั้งกลิ่นกาย ทั้งเรือนร่างของนาง เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าบุตรีของอำมาตย์คิมงดงามสมกับตำแหน่งว่าที่พระชายาจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนางจึงได้ตำแหน่งนั้นไปครองในยามที่มีการคัดเลือกพระชายาเมื่อหลายปีก่อน แต่เขาไม่ต้องการจะยอมแพ้ให้แค่ความงามของนาง เขาต้องกำจัดปิศาจร้ายนั่น และขัดขวางบ่วงที่ชื่อว่าพระชายาซึ่งมันพยายามจะนำมารัดเขาไว้อย่างสุดชีวิต

“มิได้หรอกเพคะ” ยองอีตอบปฏิเสธ นิ้วเรียวสวยจับช้อนคนไปในถ้วยพระโอสถอย่างใจเย็น ประหนึ่งไม่สนใจท่าทางไม่ยอมรับของคนตรงหน้า ในเมื่อนางได้ตำแหน่งมาอย่างถูกต้อง เหตุใดนางจึงไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้

“ข้าบอกว่าอย่ามายุ่ง” ซานตะคอกออกมาอย่างหงุดหงิดที่นางมิยอมออกไปเสียที ความรู้สึกชิงชังแพร่กระจายขึ้นมาอีกครั้งในจิตใจเมื่อนึกถึงสีหน้าและแววตาของนางยามกล่าวถึงบิดา รวมถึงพิธีแต่งงานที่ควรจะจัดขึ้นในเร็ววัน

“หน้าที่ดูแลพระองค์เป็นของหม่อมฉันเพคะ” หญิงสาวตอบ มือยังคนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้พระโอสถในถ้วยเย็นลง

“ข้าไม่ต้องการการดูแลจากเจ้า” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด “ข้าต้องการให้แทซันดูแลเท่านั้น”

ทันทีที่ประโยคดังกล่าวหลุดออกจากริมฝีปากของชายที่นอนหันหลังให้ตนอยู่ สตรีผู้สง่างามก็ชะงักค้างไป แม้จะมิได้มีโอกาสเห็นองครักษ์หนุ่มผู้นั้นด้วยตาของตัวเองเลยสักครา ว่าหน้าตาท่าทางเป็นเช่นไร ซ้ำอีกฝ่ายก็ไม่เคยโผล่เข้ามาเลยตั้งแต่วันที่ชายตรงหน้าได้สติคืนมา หากแต่เพราะรัชทายาทเอาแต่พร่ำพูดถึงบุรุษผู้นั้น ราวกับว่าภายในใจมิมีที่ว่างเหลือหลงเหลือให้สิ่งอื่นใด ประกอบกับข่าวลือที่แม้จะบางเบาลง แต่ก็ยังหลุดเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะระยะ ถึงความสัมพันธ์ที่เกินกว่าเจ้านายและลูกน้องของบุรุษทั้งสอง ยองอีจึงมิอาจเลิกคิดถึงความเป็นไปได้ที่ว่าเรื่องเหล่านั้นอาจจะเป็นจริง

ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือที่เคยได้ยินว่ารัชทายาท ทรงให้องครักษ์ผู้นั้นอยู่ข้างกายตลอดเวลา แม้กระทั่งยามบรรทมก็ยังอนุญาตให้นอนอยู่ข้างๆ บนแท่นบรรทม โดยมิมีผู้ใดสามารถบังคับให้ทรงเลิกทำเช่นนั้นได้

หรือข่าวลือที่ว่ายามสรงน้ำ ก็จะทรงให้ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นผู้ดูแลเพียงเท่านั้น มิเคยยอมให้นางกำนัล ขันที หรือองครักษ์นายไหนเข้าไปช่วยปรนนิบัติเลย

หรือข่าวลือที่ว่า พระองค์มิเคยแตะต้องสตรีใด และไม่ต้องการแตะต้องนางน้อยๆ คนไหน เพราะมีองครักษ์หนุ่มผู้คมสันคอยปลอบประโลมใจอยู่ทุกเวลา

หรือแม้กระทั่งข่าวลือร้ายกาจที่ว่า ทรงชมชอบบุรุษผู้นั้นมาก กระทั่งไม่สนใจการรับพระชายาและยอมแสดงตนเป็นศัตรูกับอำมาตย์คิมอย่างเปิดเผย เพื่อสื่อให้เห็นถึงความจริงใจที่ทรงมีต่อบุรุษที่รัก

หญิงสาวกำถาดรองพระโอสถแน่น ความรู้สึกปั่นป่วนเกิดขึ้นในจิตใจ แม้จะมิได้มีใจให้ แต่ก็มิอาจทนได้เช่นกันที่เขาเหยียดหยามเกียรติศักดิ์ศรีของนางเช่นนี้

“ข้า...ต้องการการปรนนิบัติจากแทซันเท่านั้น” ซานย้ำอีกครั้งขณะที่ค่อยๆ พลิกกายหันกลับมามองหน้าสตรีที่นั่งอยู่ข้างแท่นบรรทม เขามิได้ยินเสียงช้อนกระทบเครื่องเคลือบเบาๆ จึงรู้ว่านางคงชะงักค้างไปกับประโยคเมื่อครู่ ซึ่งถือว่าการนำแผน ‘นิยมบุรุษ’ มาใช้ต่อ สามารถช่วยหยุดยั้งมิให้เขาต้องทนทรมานใจอยู่ฝ่ายเดียวได้ อย่างน้อยบนใบหน้าเฉยชาของนางก็มีแววกังวลแฝงอยู่ แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ แต่เขาก็พึงพอใจที่ได้เห็นมัน

ในใจที่ห่อเหี่ยวของชายหนุ่มเหมือนจะลิงโลดขึ้นมาได้พักหนึ่ง เมื่อคิดได้ว่าขอแค่นางหวั่นไหวไปกับข่าวลือเหล่านั้น อำมาตย์เฒ่าก็จะไม่มีวันใช้แผนการให้กำเนิดพระโอรสมาบีบบังคับเขาได้ และตอนนี้แม้อีกฝ่ายจะส่งบุตรีเข้าวังมาแล้ว แต่ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความตั้งใจในการช่วยเหลือราษฎรผู้ทุกข์ยากของเขาได้เช่นกัน

“ทรงดื่มพระโอสถเถิดเพคะ” ยองอีกลั้นใจทำเสมือนไม่ได้ยินประโยคก่อนหน้า เก็บความขุ่นข้องหมองใจไว้และลอบสูดหายใจเข้าลึก พยายามรักษาท่าทีที่เคยคิดมาตลอดว่าตัวเองสามารถทำได้เป็นอย่างดีเพราะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เล็ก ไม่ต่างจากพวกผู้หญิงตระกูลสูงศักดิ์อื่นๆ ที่ถูกสอนให้สงวนกิริยาเพื่อมิให้ถูกอ่านได้โดยง่าย หากแต่สิ่งที่สั่งสมมาเหล่านั้นกำลังถูกสั่นคลอนด้วยบุรุษตรงหน้า ถ้ามิติดว่านางต้องเข้ามาดูแลพระองค์เพื่อให้แผนการของบิดาสำเร็จ นางคงจะมิอดทนทำเช่นนี้เป็นแน่

“ข้าไม่ดื่ม ข้าบอกแล้วว่าอย่ามายุ่งกับข้า” พยัคฆ์หนุ่มยืนยันคำเดิม ก่อนจะระบายยิ้มร้ายกาจออกมา ยิ้มที่นางเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเกียรติเห็นมัน

“ข้าบอกว่า...” เสียงของเขาขาดหายเมื่อยองอีพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่รักษากิริยาอีกต่อไป

“หม่อมฉันทราบดีว่าทรงฝืนใจเพคะ” หญิงสาวพูด พร้อมทั้งวางถ้วยพระโอสถที่คนจนอุ่นได้ที่ในมือลงที่โต๊ะข้างแท่นบรรทมดังเดิม

“แต่ว่า...ก็ทรงมิมีทางเลือกอื่นมิใช่หรือเพคะ” นางหยัดกายขึ้นเพื่อเตรียมพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง สีหน้าท่าทีนิ่งสงบต่างจากความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในจิตใจไปลิบลับ

“เจ้า” ซานพ่นลมหายใจออกมาอย่างโมโห ยิ่งเมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลสบเข้ากับนัยน์ตาดำขลับของยองอีที่เหมือนผู้เป็นบิดามิมีผิด ก็ยิ่งรู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นกว่าเดิม

“อย่างไรการปรนนิบัติดูแลก็เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเพคะ” หญิงสาวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจกับท่าทีของอีกฝ่าย ขณะก้มตัวเพื่อประคองรัชทายาทให้ลุกขึ้น ในใจหวังเพียงย้ำเตือนให้เขารู้ว่านางต่างหากคือผู้มีสิทธิ์ และนางจะทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้นจนได้ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธมากเพียงใดก็ตาม

“หม่อมฉันจะพยายามปรนนิบัติเป็นอย่างดีเพคะ” ใบหน้าของนางห่างจากใบหน้าของพยัคฆ์หนุ่มไปเพียงหนึ่งช่วงศอก แต่แค่เท่านั้นก็ทำให้อารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในใจของเขาปะทุขึ้นอีก ชายหนุ่มสะบัดหน้าหนีอย่างแรงและเอ่ยเสียงเข้ม

“ข้าไม่ต้องการ”

“หม่อมฉันทราบเพคะ แต่ว่านี่คือเรื่องของหน้าที่ มิเกี่ยวกับความรู้สึกหรือความต้องการใดๆ”

“เฮอะ” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อสตรีไร้หัวใจย้ำประโยคเดิมๆ

“เหตุใดจึงชอบหลบเลี่ยงสิ่งที่ต้องกระทำเพคะ” ร่างอรชรค่อยๆ นั่งลงอย่างเยือกเย็นและยกถาดรองถ้วยพระโอสถขึ้นอีกครั้ง

พยัคฆ์หนุ่มยังคงเสมองไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด เมื่อได้ยินคำถามนั้นก็อดสงสัยอยู่ในใจมิได้ว่านางกำลังต่อว่าเขาในเรื่องการกินยา หรือว่าค่อนขอดไปยังเรื่องการรับพระชายาที่ผัดผ่อนมาตลอดเจ็ดปีกันแน่

“อย่างไรก็ทรงต้องทำ เช่นนั้นทรงยอมดีๆ จะได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกฝ่ายดีหรือไม่เพคะ” เจ้าของใบหน้าเฉยชาเอ่ยออกมาอีก มือขาวเนียนค่อยๆ ใช้ช้อนตักพระโอสถในถ้วยขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม วาจาแฝงความนัยเสียดแทงสมกับเป็นบุตรีของปิศาจร้าย

“อย่างไรพอทำหน้าที่เสร็จสิ้น หม่อมฉันก็มิอยู่ขวางหูขวางตาแล้วเพคะ” นางว่า ใจจริงนึกอยากกลับไปยังห้องพักที่จัดไว้รับรองเต็มแก่เช่นกัน เพราะเบื่อที่ต้องคอยมานั่งเอาอกเอาใจชายตรงหน้าเต็มที แต่นางก็รู้ดีถึงคำว่าหน้าที่และสิ่งที่ต้องกระทำ

“อือ” พยัคฆ์หนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเป็นเชิงรับรู้ เป็นจริงดังนางว่า ยิ่งทำเช่นนี้ยิ่งต้องทนอยู่กับนางนาน เขาจึงตัดสินใจอ้าปากออกขณะที่เหลือกตาขึ้นด้านบนเพราะไม่ต้องการเห็นหน้าหรือแม้กระทั่งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนาง

มือขาวเนียนป้อนพระโอสถเข้าปากคนตรงหน้าที่ท่าทางบูดบึ้งยิ่งกว่าเด็กถูกบังคับให้กินยาขม หากมิใช่เพราะได้รับการฝึกอบรมเรื่องการแสดงท่าทีมาแต่เล็ก อาจจะเผลอหลุดหัวเราะด้วยรู้สึกสมเพชกับท่าทางของรัชทายาทก็เป็นได้ ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบพอบิดาตน เรียกว่าเข้าขั้นเกลียดเลยก็ได้ เพราะมิเช่นนั้นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและคุณสมบัติอย่างนางคงมิต้องนั่งรอเกี้ยวจากวังหลวงมานานถึงเจ็ดปี แต่ก็มิคิดว่าบุรุษที่ในอนาคตจะต้องขึ้นเป็นใหญ่ผู้นี้จะไม่รู้จักวิธีเก็บงำความรู้สึกในใจ ซ้ำท่าทีที่แสดงออกยังสร้างความขบขันได้ถึงเพียงนี้

นางลอบถอนหายใจเบาๆ และป้อนยาให้คนตรงหน้าเรื่อยๆ อย่างยอมรับชะตากรรมที่ในอนาคตจะต้องเป็นสตรีคู่บัลลังก์ของเขา ซ้ำยังต้องยอมมีพระโอรสกับชายอ่อนหัดเช่นนี้เพื่อให้แผนการทั้งหลายดำเนินไปด้วยดี หลังจากป้อนพระโอสถเสร็จสิ้น ยองอีก็ช่วยเช็ดปากให้ผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเบามือ หากแต่ชายหนุ่มกลับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“เจ้าทำหน้าที่เรียบร้อยแล้ว” พยัคฆ์หนุ่มออกปากไล่เสียงเข้ม หงุดหงิดที่นางสัมผัสเนื้อตัวของเขามากเกินไป

“ยังเพคะ” เจ้าของใบหน้าเนียนว่า วางผ้าในมือลง และลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งชะโงกตัวไปใกล้ซาน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายนางรุนแรงขึ้นตามระยะห่างที่ลดลงระหว่างทั้งสอง

“ทรงบรรทมต่อเถิดเพคะ” นางบอกและช่วยพยุงร่างอีกฝ่ายให้นอนลง แต่คนเจ็บกลับขืนตัวไว้อย่างดึงดัน

“อย่ามาแตะตัวข้า” นัยน์ตาสีน้ำตาลสะท้อนแววไม่พอใจชัดเจน

“เช่นนั้นก็ทรงนอนลงไปเพคะ” เจ้าของใบหน้าสงบนิ่งเอ่ย

ซานทิ้งตัวลงด้วยความหงุดหงิดกับท่าทางไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวของนาง ก่อนจะร้องออกมาเพราะเจ็บแผลที่หลัง

“ทรงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ” ยองอีถามเสียงเรียบ มิใช่เพราะห่วงใย แต่เพราะกลัวอาการของอีกฝ่ายจะกำเริบจนทำให้ทุกอย่างต้องล่าช้าออกไปอีก

“ไม่ต้องมายุ่ง” ชายหนุ่มตอบเสียงแข็งและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง จากนั้นจึงพ่นลมหายใจออกมาเมื่อปอยผมสีดำขลับของนางตกละใบหน้าเขาตอนที่นางพยายามห่มผ้าให้

“ขอประทานอภัยเพคะ” หญิงสาวกล่าว และปัดปอยผมไปไว้ด้านหลัง เมื่อตรวจสอบว่าคนเจ็บนอนลงตามเดิมเรียบร้อยแล้ว ก็ก้มหัวทำความเคารพและเดินจากไปอย่างสง่างาม

พยัคฆ์ผู้บาดเจ็บได้แต่ระบายลมหายใจออกมาติดๆ กัน เขานึกโกรธเคืองตัวเองขึ้นมาอีกครั้งที่พลาดท่าปล่อยให้อีกฝ่ายส่งบุตรสาวเข้าวังมาจนได้ และแม้จะปฏิญาณกับตัวเองหลังแน่ใจว่านางร้ายกาจไม่ต่างจากบิดา ว่าจะทำตัวโหดร้ายกับนาง ปฏิเสธนางอย่างเย็นชา ทำให้นางยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้นางรู้ว่าเขาจะไม่มีวันโปรดปราน เห็นใจหรือมอบความรู้สึกใดๆ ให้ และเห็นว่าเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้บิดาของนาง แต่ดูเหมือนสตรีผู้นั้นจะใช้ความเยือกเย็นสงบนิ่งสยบแผนการของเขาเสียราบคาบ จะมีก็แต่เรื่องแทซันเท่านั้นที่พอจะนำมาใช้สร้างความกังวลใจให้นางได้ ชายหนุ่มคิดถึงคนข้างกายขึ้นมา ด้วยมิรู้เลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว