เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 8

นับตั้งแต่เจ้าของพระตำหนักตะวันออกล้มป่วย บรรยากาศโดยรอบก็เต็มไปด้วยความสงบเงียบ ข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษทั้งสองผู้พักผ่อนหลับนอนบนเตียงเดียวกันในพระตำหนักทุกค่ำคืนจางลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อบุรุษผู้สูงใหญ่ผึ่งผายหายหน้าหายตาไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนบุรุษผู้นุ่มละมุนก็ป่วยหนักจนไม่เคยโผล่หน้าออกมา

มือขาวเนียนค่อยๆ เลิกผ้าห่มชั้นดีที่ห่อหุ้มร่างบนแท่นบรรทมออก และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆ ปากแผลที่กรีดเป็นทางยาวตั้งแต่หัวไหล่ข้างซ้ายลงมายันบั้นเอวข้างขวาอย่างเบามือ แม้แผลจะไม่ลึกมาก หากแต่สำหรับสตรีทั่วไปแล้ว ภาพดังกล่าวถือว่าน่าหวาดกลัวไม่น้อย อย่างไรก็ดีมือขาวเนียนกลับไม่สั่น ทั้งยังคงเช็ดทำความสะอาดได้อย่างมั่นคง

เสียงครางเพราะความเจ็บที่หลุดรอดออกมาจากปากคนนอนนิ่งมานานถึงห้าวัน ทำให้มือนั้นชะงักไปเพียงเสี้ยววิ ก่อนจะเช็ดทำความสะอาดต่อไปอย่างเงียบๆ

นางจดจ่ออยู่กับหน้าที่จนไม่ทันระวังมือของอีกฝ่ายที่ตะปบลงมาจับข้อมือนางอย่างรวดเร็วปานเหยี่ยวโฉบเหยื่อชะตาขาด แรงจับที่ข้อมือไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก สะท้อนให้เห็นว่าพลังกายของผู้บาดเจ็บลดลงไปหลายส่วน หากแต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น กลับแทรกซึมเข้ามาในผิวกายเนียนละเอียดได้เป็นอย่างดี

“แทซัน” เสียงแผ่วเบาหลุดออกมา แต่เพราะอยู่ไกลเกินไป ยองอีจึงจับใจความไม่ได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรอยู่

“แทซัน” เจ้าของฝ่ามืออุ่นยังคงเรียกทั้งๆ ที่หลับตาอยู่แบบนั้น

“แทซัน” เสียงแผ่วเบายังคงหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง

“แทซัน” เจ้าของร่างร่ำร้องขึ้นอีกครั้ง

ยองอีที่ยังคงไม่เข้าใจจึงต้องชะโงกตัวไปด้านใน เพื่อฟังว่าบุรุษที่นอนหันหลังให้ตนผู้นี้กำลังพึมพำสิ่งใดอยู่กันแน่

“แทซัน…” เสียงแผ่วเบานั้นชะงักลงเมื่อกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยลอยเข้าจมูก

กลิ่นบางเบาคล้ายดอกไม้ที่กำจายอยู่ใกล้ตัวทำให้ซานพยายามฝืนปรือตา เขาพบว่าใกล้กับใบหน้าของตนมีใบหูเล็กๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ แต่เพราะอยู่ในลักษณะเอียงหน้า จึงมองไม่เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย อย่างไรก็ดี เมื่อรู้ว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดตอนนี้มิใช่แทซัน ซ้ำยังเป็นสตรี เขาก็รีบปล่อยข้อมือของอีกฝ่ายทันที

ท่าทางที่แสดงออกอย่างรวดเร็วว่าไม่ต้องการสัมผัสตัว รวมถึงชื่อที่ยองอีเพิ่งได้ยินจากปากของชายตรงหน้า ทำให้ความรู้สึกบางอย่างพุ่งตรงเข้ามาในจิตใจของนางอย่างห้ามไม่ได้ นางไม่สามารถสลัดความสงสัยที่ว่าข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัชทายาทและองครักษ์คู่กายอาจจะเป็นจริง

ยองอีเดินทางเข้าวังทันทีในเย็นวันเดียวกันกับที่พยัคฆ์หนุ่มถูกลอบทำร้าย เรื่องที่เขาถูกฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกปิดไว้เป็นความลับ มีเพียงอำมาตย์คิม พระราชาจูซัม พระมเหสี ยองอีและข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิดบางส่วนเท่านั้นที่รู้ ข้าราชบริพารโดยรอบต่างเข้าใจไปว่ารัชทายาททรงประชวรเนื่องจากโรคประจำพระองค์กำเริบ จนทำให้ไม่สามารถเสด็จออกจากพระตำหนักได้ และเนื่องด้วยพระวรกายอ่อนแอมากกว่าปกติ ยองอีที่เป็นผู้ถูกคัดเลือกให้เป็นพระชายาตั้งแต่เมื่อเก้าปีก่อน จึงได้รับสิทธิพิเศษให้เข้ามาทำหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

หญิงสาวได้แต่ขมวดคิ้วน้อยๆ ขณะมองร่างตรงหน้า หากข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัชทายาทและองครักษ์ผู้นั้นซึ่งนางได้ยินมาจากเหล่านางกำนัลเป็นจริง แผนการที่บิดาวางไว้รวมถึงโอกาสของนางในการให้กำเนิดพระโอรสคงเป็นเรื่องยาก

ยองอีพยายามสงบจิตใจและกลับไปจดจ่อกับหน้าที่ หากแต่ฝ่ายที่อ่อนแรงกว่ากลับทำในสิ่งที่หญิงสาวต้องตกใจกว่าเดิม

ซานค่อยๆ รวบรวมพลังและพยายามเปล่งเสียงออกมา

“อย่าแตะตัวข้า” เขาว่า เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ไปตามแทซันมา”

ยองอีชะงักไป ความรู้สึกไม่พอใจองครักษ์ที่ชื่อแทซันดูจะชัดเจนขึ้นกว่าเก่า หากแต่ความเยือกเย็นอันสั่งสมมานานปี ทำให้นางสามารถรับมือได้อย่างรวดเร็วพอๆ กัน

“ชายผู้นั้นมิได้อยู่ที่นี่เพคะ” นางบอกด้วยเสียงราบเรียบสงบนิ่ง

“เขาไปไหน” ซานถามด้วยเสียงแหบพร่า เริ่มรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา

ฉับพลันภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลวนเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว

ใช่แล้ว...เขาถูกลอบโจมตีระหว่างที่กำลังจะกลับเข้าวัง ส่วนแทซันก็ต่อสู้กับนักฆ่ากลุ่มใหญ่เพื่อปกป้องเขา

แล้วก็...

แล้วก็...

แล้วก็...

….

ซานพยายามคิด แต่กลับปวดหัวขึ้นมา ก่อนที่ภาพเด็กสาวชาวบ้านอีกคนจะแวบเข้ามาในหัว

จีเอ!

ซานพยายามคิดถึงเด็กสาวคนดังกล่าว แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นนางคือตอนไหน

“เรื่องนี้ท่านพ่อจะมาคุยกับพระองค์อีกทีเพคะ” หญิงสาวเอ่ยตอบออกมาเรียบๆ แต่ประโยคที่พูดออกมานั้นกลับเรียกสติสัมปชัญญะของชายที่ยังนอนบาดเจ็บอยู่บนแท่นบรรทมได้เป็นอย่างดี

ท่านพ่องั้นหรือ!

อย่างนั้นนางก็คือ...

คือ...

คือ...

คือ...สตรีผู้นั้น

ความรู้สึกพลุ่งพล่านไหลวนในจิตใจของซานทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เขารู้สึกโมโหตัวเองที่บาดเจ็บจนทำให้ปิศาจร้ายอย่างอำมาตย์คิมใช้โอกาสนี้ในการผลักดันบุตรีเข้าวังมาจนได้ ทั้งๆ ที่พยายามกันไม่ให้นางได้มีโอกาสเหยียบเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อย่างยากลำบากมาตลอด แต่กลับมาพ่ายแพ้เอาง่ายๆ เช่นนี้

ชายหนุ่มพยายามจะขยับตัวให้ถอยห่างจากสตรีที่ยืนอยู่ข้างหลังตน แต่เพียงขยับไปได้นิดเดียวก็รู้สึกปวดแผลขึ้นมาอีก แผลที่นักฆ่านั่นทิ้งไว้ต้องใหญ่อย่างแน่นอน

“ถ้าขยับจะยิ่งแย่ลงเพคะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบสงบนิ่ง

แม้เสียงนั้นจะไม่ได้อยู่ใกล้หูของเขา แต่กลับทำให้อารมณ์ของเขาปะทุขึ้นอีก

“เจ้าไม่ต้องมาแส่” ซานพูดออกไปอย่างโมโห ความรู้สึกหลากหลายที่เก็บอยู่ในใจมานานแทบจะทะลักออกมาด้วย ยิ่งเมื่อนึกถึงหน้าตายิ้มแย้มของปิศาจเฒ่า ที่สามารถใช้โอกาสนี้ผลักนางเข้ามาในวังได้สำเร็จ ยิ่งโมโห แต่เพียงอึดใจสั้นๆ เขาก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ขยับ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินไกลออกไปทุกที รวมถึงเสียงประตูที่เปิดและปิดลง

หลังร่างอรชรออกไป บรรยากาศภายในห้องถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบ นางกำนัลน้อยนางหนึ่งยืนก้มหน้ารอรับคำสั่งอยู่ที่ด้านข้างผนังห้อง หากแต่ซานกลับไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร ถึงจะอยากถามถึงองครักษ์คู่กายที่ยังคงมิได้พบหน้า แต่พอจะรู้ดีว่าคำตอบที่ได้คงไม่ทำให้พึงพอใจมากนัก ลองถึงขนาดที่อีกฝ่ายผลักบุตรีเข้าวังมาได้แล้ว และแม้แต่องครักษ์ประจำตัวที่อยู่เคียงข้างมิเคยห่างกายยังหายหน้าไป เช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของปิศาจร้ายที่อาศัยจังหวะนี้ในการทำให้เขายอมจำนน มิเพียงแต่จะต้องหยุดตามสืบเรื่องการลอบสังหารเสด็จลุง เพราะบาดเจ็บหนักจนไม่สามารถติดต่อกับกองกำลังลับที่นอกวังได้ ยังต้องมาคอยแก้ปัญหาเรื่องพิธีแต่งงานที่จะถูกจัดขึ้นในเร็ววันนี้อีก

พยัคฆ์หนุ่มนึกย้อนกลับไปก่อนหน้า ถึงจะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ยังจำคำขู่ของอีกฝ่ายได้ดี วันนั้นหลังจากออกว่าราชการแทนพระบิดาเรียบร้อยแล้ว ตาเฒ่าขายชาติก็ทำเช่นเดิม คือ รอให้บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ออกไปจากท้องพระโรงจนหมดแล้วจึงเข้ามาข่มขู่ตน แน่นอนว่าแม้ซานจะรู้แต่เขาก็มิอาจหลบเลี่ยงได้ เขาจะหนีไปที่ใดได้ ในเมื่อสุดท้าย วังแห่งนี้ก็คือบ้านของเขาอยู่ดี และอำมาตย์นั่นดันเป็นแขกที่เจ้าของบ้านอย่างพระบิดาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี

“กระหม่อมมีบางเรื่องอยากกราบทูลให้พระองค์ทราบพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นทันทีที่เหล่าองครักษ์ออกไปจนหมด และเหลือเพียงบุรุษหน้าตาคมสันเพียงผู้เดียวที่ไม่เคยห่างกายซานไปไหนเท่านั้น

“คราวก่อนที่กระหม่อมบอกพระองค์ว่า ความแน่วแน่ของพระองค์นั้น อาจจะเกิดจากความผิดพลาดในการเลือกพระอาจารย์ประจำพระองค์ของกระหม่อม” อำมาตย์เฒ่าค่อยๆ ก้าวขึ้นไปยังบัลลังก์เรื่อยๆ ดังเดิม

“กระหม่อมชักแน่ใจแล้วว่าเป็นความผิดพลาดของกระหม่อมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” เสียงรองเท้ากระทบขั้นบันไดดังขึ้นตามจังหวะที่ก้าวเดิน

“เพราะพระอาจารย์ผู้นั้นมิเพียงลืมสอนพระองค์ว่า ‘แม้แต่เทพเซียนยังต้องการคนบูชา’ เขายังลืมสอนพระองค์ด้วยว่า ‘ไร้ขวานย่อมขาดไม้’ พ่ะย่ะค่ะ”

พยัคฆ์หนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ได้แต่ขบกรามเข้าด้วยกันแน่น สิ่งที่ชายตรงหน้าพูดออกมานั้น ราวกับว่ารู้แล้วว่าเขากำลังแอบกระทำการใดอยู่

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์เฒ่าตอบ พร้อมทั้งยิ้มเยาะ

“เป็นดังที่พระองค์ทรงคิดอยู่ในพระทัยตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” เท้าของเขาหยุดลงบนบันไดขั้นสุดท้าย

“ทั้งๆ ที่กระหม่อมย้ำหนักหนาว่ามิควรแสดงท่าทีต่างๆ โจ่งแจ้งจนเกินไปนัก แต่พระองค์ก็ยังทรงมิสามารถควบคุมตัวเองได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราแสร้งหัวเราะ ขณะที่มองลูกพยัคฆ์ตรงหน้า สีหน้าท่าทางนั้นล้วนอ่านง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย

“และนี่คือสิ่งที่ทำให้รัชทายาทวัยเจ็ดชันษา สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้มากมายด้วยโทษฐานกบฏพ่ะย่ะค่ะ” เขาอธิบาย นัยน์ตาสีขุ่นทอประกายประหลาดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา

“รวมถึงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เหตุใดจึงได้ทรงอยากกำจัดขวานอย่างกระหม่อมนัก อันที่จริงหากไม่มีกระหม่อมคอยอยู่เคียงข้าง พระองค์จะต้องเผชิญความยากลำบากนานัปการอย่างที่มิสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตพูดออกมาได้หมดพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราหรี่ตาลงและจุ๊ปากออกมาอย่างขัดใจ

“กระหม่อมอยากให้ทรงรู้ไว้ว่า แม้กระหม่อมจะมิได้สนับสนุนองค์ชายแฮซู แต่นั่นเป็นเพราะมิมีทางเลือกอื่น หากพระองค์ยังทรงดื้อรั้นอยู่เช่นนี้ กระหม่อมคงมิสามารถปล่อยปละละเลยต่อไปได้อีก” ประกายมาดร้ายสะท้อนออกมาชั่ววูบ “กระหม่อมให้เวลาพระองค์มามากเกินพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทรงเลิกดื้อรั้นและทำสิ่งที่ควรทำเสียที มิเช่นนั้นจะหาว่ากระหม่อมใจร้ายกับพระองค์มิได้”

“เช่นนั้นหรือ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวขณะที่ถามด้วยเสียงเย็นชา

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะใช้ทุกวิธีเพื่อให้ลูกพยัคฆ์ที่ดื้อรั้นอย่างพระองค์ยอมจำนนเสียที” ชายชราจ้องตาอีกฝ่าย

การฟาดฟันด้วยสายตาดำเนินอยู่พักหนึ่ง จนสุดท้ายพยัคฆ์หนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่เต็มเปี่ยม “ข้าไม่มีวันเป็นเช่นนั้นแน่”

“พระองค์จะเป็นพ่ะย่ะค่ะ และจะต้องเป็น เพราะต่อไปทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้บ่วงที่ร้อยรัดพระองค์ไว้แน่นจนดิ้นไปไหนไม่หลุด”

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ แต่เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้เจ็บแผลที่หลังจนต้องร้องออกมา นางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างผนังห้องด้านหนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ารัชทายาทมิได้ทรงรับสั่งสิ่งใดก็ก้มหน้าลงตามเดิม

ซานขบกรามแน่นขณะคิดถึงปิศาจเฒ่า ความรู้สึกตอนถูกฟันยังฝั่งแน่นอยู่ทั้งในใจและกาย พยัคฆ์หนุ่มพยายามนึกถึงเหตุการณ์หลังถูกลอบทำร้าย ด้วยยังคิดไม่ออกว่าตัวเองกลับมาอยู่ในพระตำหนักประจำพระองค์ได้อย่างไร เขาสูดหายใจอีกครั้งก่อนที่ความรู้สึกเหนื่อยล้าจะถาโถมเข้ามาจนสุดท้ายก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงอาวุธปะทะกันดังขึ้นจนปวดโสตประสาท ชายหนุ่มพยายามยกมือขึ้นอุดหูไว้เพื่อกันเสียงนั้น ก่อนจะเห็นองครักษ์คู่กายกระโจนออกมาอย่างรวดเร็ว บุรุษผู้ผึ่งผายหมุนคว้างเป็นวงกลมขณะต่อสู้กับกลุ่มนักฆ่าจำนวนมากที่ล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง

“หนีไปพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนั้นดังขึ้นแม้ว่าริมฝีปากหยักสวยจะปิดสนิท และเจ้าของมันยังคงโรมรันกับพวกผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลายอย่างเอาเป็นเอาตาย

“หนีไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีดำสนิทเหลือบมาสบนัยน์ตาสีน้ำตาลของพยัคฆ์หนุ่มเพียงเสี้ยววิ แต่กลับสื่อความนัยได้เป็นอย่างดี มันเต็มไปด้วยความห่วงกังวลและการต้องการปกป้องคุ้มครอง

“หนีไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบตามไป” เสียงนั้นยังคงดังออกมา และแน่นอนว่าโดยที่เจ้าของใบหน้าคมสันมิได้ขยับปากเลยสักนิด

ซานพยักหน้ารับแทนคำตอบ เขาหันหลังกลับและพบเด็กสาวที่ยืนสั่นด้วยความหวาดกลัวจึงรีบฉุดข้อมือนาง แต่ต้องใช้พลังไปมากกว่าจะพานางออกวิ่งได้ ชายหนุ่มพยายามฝืนความเจ็บปวดเมื่อยล้าของร่างกาย รวมทั้งความรู้สึกเจ็บที่สีข้างซึ่งมีแผลฟกช้ำอยู่ เท้าของเขาก้าวไปได้ไม่เท่าไร ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แฝงความร้อนระอุซึ่งฟาดลงมาอย่างรวดเร็วที่แผ่นหลัง

“รัชทายาท” แม้ริมฝีปากหยักสวยมิได้ร้องออกมาเมื่อเหลือบเห็นภาพนั้น แต่ซานกลับเหมือนได้ยินเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยตะโกนก้องออกมาอย่างตื่นตระหนก เขากัดฟันพร้อมทั้งฉุดร่างบางของจีเอให้ออกวิ่งต่อ ถึงจะรู้สึกเจ็บแค่ไหน และรู้ว่าเลือดกำลังทะลักออกจากบาดแผลมากเพียงใด แต่เขาก็ยังเร่งฝีเท้าไปเรื่อยๆ เพราะต้องการจะรอดพ้นไปจากสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้

“ฮ่าฮ่าฮ่า พระองค์จะทรงหนีไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบพร่าของปิศาจร้ายดังขึ้น ซานพยายามหันมองไปทั่ว แต่กลับไม่พบเจ้าของเสียง บรรยากาศโดยรอบค่อยๆ มืดลง ฉับพลันเขาก็รู้สึกโหวงที่ฝ่ามือขึ้นมาจึงหันไปมองเด็กจีเอที่วิ่งตามอยู่ด้านหลัง แต่กลับพบแต่ความว่างเปล่า

“จีเอ” ซานตะโกนเรียกด้วยความเป็นห่วง

“จีเอ” เขามองหาเด็กสาวไปทั่วแต่มิพบสิ่งใดนอกจากความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด

“จี...” เสียงของเขาขาดหายไปก่อนที่เสียงหัวเราะของปิศาจร้ายจะกลับมาอีกครั้ง

“ฮ่าฮ่าฮ่า พระองค์ควรหยุดต่อต้านกระหม่อมเสียทีพ่ะย่ะค่ะ”

กลิ่นเหม็นคละคลุ้งของชาสมุนไพรลอยปะทะจมูก หากแต่ครั้งนี้ใบหน้าเหี่ยวย่นพร้อมดวงตาสีขุ่นมิได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเหมือนทุกที

“หยุดต่อต้านกระหม่อม แล้วพระองค์จะทรงได้มีความสุขบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยสัมผัสนุ่มนิ่มในมือของซาน

“ข้าต้องไปแล้ว” เสียงใสที่ดังขึ้นทำให้เขาหันกลับไปมองด้วยใจระทึก และพบกับใบหน้าที่เขาถวิลหามาเนิ่นนาน

“ข้าคงเป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้แล้ว” ใบหน้างดงามของนางแฝงแววประหลาดที่เขายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่ามันสะท้อนถึงความรู้สึกใด

“ทำไม” ซานหลุดปากถามออกไปอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขาเคยได้ยินคำตอบแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ ในใจคาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบอื่น คำตอบที่ต่างออกไป คำตอบที่จะทำให้เขาสามารถเข้าใจความคิดความรู้สึกของนางได้

“ข้ามี...” เสียงใสขาดหายไป พร้อมๆ กับเสียงแหบพร่าที่เข้ามาแทนที่

“หากถามว่าทำไม กระหม่อมจะตอบให้พ่ะย่ะค่ะ”

ซานยกมือขึ้นปิดหู ไม่อยากรับฟังเสียงของปิศาจเฒ่าอีกต่อไป หากแต่เสียงนั้นมิได้เข้ามาทางโสตสัมผัส แต่เหมือนดังก้องมาจากในหัวของเขาเอง

“เพราะพระองค์จะมิทรงได้สิ่งที่ต้องการ จนกว่ากระหม่อมจะได้พ่ะย่ะค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

นิ้วเหี่ยวย่นค่อยๆ ละออกจากข้อพระหัตถ์ของผู้สูงศักดิ์ที่ยังอยู่บนแท่นบรรทม เจ้าของร่างในอาภรณ์สีขาวไข่มุกทรงพระกาสะออกมามิหยุด แม้กระทั่งพระสุรเสียงก็แหบแห้งเหลือแต่เพียงเสียงลม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยของหมอหลวงได้แต่ส่ายน้อยๆ แทนการบอกว่าตนจนปัญญาที่จะรักษาพระอาการของบุคคลตรงหน้าเสียแล้ว

“ตรวจซ้ำอีกทีได้หรือไม่” พระสุรเสียงเปี่ยมพระเมตตาถามขึ้นด้วยทรงมิอยากละทิ้งความหวัง

“กระหม่อมตรวจซ้ำมาเป็นร้อยรอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราว่า “หากแต่เพราะพระอาการเกิดจากโรคประจำพระองค์ ไม่ว่าจะพยายามรักษาเช่นไร ก็มิอาจหายขาดได้พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านหมอหลวง” สีพระพักตร์ของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งวังหลวงเต็มไปด้วยแววกังวล

“ที่ทำได้ตอนนี้ มีเพียงประคองพระอาการไปเรื่อยๆ พ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นก้มลงต่ำ พร้อมทั้งถอนหายใจออกมา

“ท่านลองดูใหม่อีกครั้งได้หรือไม่” พระสุรเสียงที่เปล่งออกมาแฝงแววอ้อนวอน

“เรียนพระมเหสี กระหม่อมจนปัญญาแล้วพ่ะย่ะค่ะ โปรดลงโทษกระหม่อมที่โง่เขลา ไร้ความสามารถ” หมอหลวงมุนทิ้งตัวลงไปแนบพระบาทของสตรีที่นั่งอยู่ข้างแท่นบรรทม ด้วยรู้สึกผิดเต็มหัวใจที่มิอาจทำสิ่งใดเกี่ยวกับพระอาการของพระราชาจูซัมได้

“ท่านหมอหลวง ลุกขึ้นมาเถิด ในเมื่อท่านได้พยายามเต็มที่แล้ว เช่นนี้จึงมิใช่ความผิดของท่าน” นางตรัสและส่งสายตาให้ขันทีประจำพระองค์ของพระราชาเข้าไปประคองอีกฝ่าย

“ลุกขึ้นเถิดท่านหมอหลวง” ขันทีอาวุโสกล่าวขณะช่วยพยุง

หมอหลวงมุนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ก่อนจะซวนเซเล็กน้อย เขาเองก็แก่ชราไม่ต่างไปจากขันทีประจำพระองค์ ยิ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมา นอกจากจะต้องคอยดูแลพระอาการอยู่ข้างแท่นบรรทมเกือบตลอดเวลาแล้ว ยังต้องคอยไปดูแลรัชทายาทที่พระตำหนักตะวันออกด้วย ร่างกายที่ใกล้เสื่อมอายุขัยของเขาแทบมิได้พักผ่อนตามที่ควรจะเป็น จึงแสดงอาการประท้วงออกมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ท่านไปพักเถิด” พระมเหสีตรัส หลังจากเห็นท่าทางของคนตรงหน้า พระนางรู้ดีว่าหากยังฝืนต่อไป นอกจากจะไม่สามารถทำให้พระอาการของพระสวามีดีขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ต้องสูญเสียหมอหลวงผู้เก่งกาจไปอีกด้วย

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงชรากล่าว เขาถวายความเคารพตามธรรมเนียมและเดินตามขันทียุงออกไปจากพระตำหนัก

ชายสูงวัยผู้มีอายุไล่เลี่ยกันเดินเคียงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดอับสายตาจุดหนึ่ง ขันทีอาวุโสก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกระซิบ

“เรื่องนี้ ท่านต้องปิดไว้ให้มิด”

“ข้าทราบแล้ว” หมอหลวงรับคำ

“ต่อให้ตาย ก็ห้ามปริปากเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ขันทียุงกำชับ ด้วยกลัวว่าเรื่องจะหลุดรอดออกไปนอกพระตำหนัก เพราะหากเป็นเรื่องในสถานที่แห่งนี้ รวมถึงเหล่าข้าราชบริพารในอาณาเขตนี้ เขาย่อมสามารถควบคุมได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เรื่องพระอาการแพร่งพรายออกไป แม้จะเป็นเพียงแค่พระตำหนักใดพระตำหนักหนึ่งในเขตพระราชฐาน แต่ก็อาจจะทำให้เกิดการนองเลือดได้ง่ายๆ โดยเฉพาะ หากหลุดไปถึงหูสตรีผู้มีสิริโฉมงดงามที่สุดผู้นั้น

“ข้าทราบดี” หมอหลวงผู้อยู่มานานกล่าว

“มิใช่แค่ทราบ แต่ต้องจำให้ขึ้นใจและรักษาไว้เท่าชีวิต” ขันทียุงกำชับ “ตอนนี้พระอาการของรัชทายาทก็ยังมิดีนัก แม้จะมิได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่จะปล่อยให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างการแย่งชิงบัลลังก์ขึ้นมามิได้ ท่านก็รู้ใช่หรือไม่”

“ข้ารู้ดี” หมอหลวงก้มหัวรับ

“ดี อย่าทำให้เรื่องบานปลายเด็ดขาด” ขันทีอาวุโสกล่าว เมื่อเห็นท่าทางที่อ่อนล้าของคนตรงหน้าจึงตัดใจปล่อยให้กลับออกไป

“ท่านไปพักเถิด” เขาว่าพลางผายมือแทนการส่ง

หมอหลวงมุนค้อมกายเคารพอีกฝ่ายเล็กน้อย แล้วจึงเดินออกจากพระตำหนักประจำพระองค์ของพระราชา เขาซวนเซเป็นบางครั้ง แต่ในระหว่างที่กำลังใช้มือค้ำยันหินประดับสวนแทนการทรงตัว ก็พบบุรุษผู้หนึ่งเข้าเสียก่อน

“ท่านหมอหลวง” ชายผู้นั้นทักทายด้วยท่าทีนอบน้อม

“เป็นอะไรมากหรือไม่” เขาถามอย่างมีมารยาท

“มะ...ไม่ ข้ามิได้เป็นอะไร” หมอหลวงมุนเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก

“แต่ข้ามิคิดเช่นนั้น อย่างไรให้ข้าไปส่งท่านดีกว่า” ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมทั้งผายมือเชิญ หมอหลวงชราเห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงสูดหายใจลึกและเดินนำไป

หลังจากแพทย์ผู้แก่ชราออกจากพระตำหนักพระจำพระองค์ของพระราชาจูซัมไปได้ไม่นาน ร่างอรชรของสตรีที่ถูกขนานนามว่างามล้ำแผ่นดินก็เยื้องย่างเข้ามา

“ข้าจะเข้าไปพบฝ่าบาท” นางกล่าวขณะที่เชิดหน้าขึ้น แล้วใช้หางตามองนางกำนัลน้อยที่ยืนกั้นอยู่หน้าทางเข้าพระตำหนัก

“เอ๊ะ เจ้ามิได้ยินหรือไร” สนมจางเบิกตา หลังจากเห็นนางไม่ขยับเขยื้อน

“ข้าบอกว่าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท” หญิงงามย้ำ แต่เมื่อเห็นว่าข้ารับใช้ผู้น้อยยังมิขยับ ก็ให้รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

“เอ๊ะ นังคนนี้ หูหนวกหรือไร” โฉมงามตวาดแหว ในขณะที่สตรีตรงหน้ายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยน

“นังนี่ จะลองดีกับข้างั้นหรือ” ฝ่ามือบอบบางวาดออกไปในอากาศทันที ตามมาด้วยเสียงเนื้อกระทบเนื้ออย่างแรง และรอยแดงเป็นแถบบนใบหน้าของนางกำนัลผู้เคราะห์ร้าย

“หลีกไป” หญิงงามตะคอกและดึงตัวข้ารับใช้ให้พ้นประตู หากแต่ยังมิทันจะเหวี่ยงร่างของผู้โชคร้ายในมือให้พ้นทาง ประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงคุ้นเคยที่แทรกขึ้น

“ขอประทานอภัยพระสนม” ขันทียุงกล่าวแล้วค้อมตัวลงต่ำอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาททรงบรรทมอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

“เหตุใดจึงทรงบรรทมอีกแล้ว” โฉมสะคราญถาม มิได้เพราะเป็นห่วงพระสวามี แต่เพราะคิดไปด้วยความเคยชินว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่จะไม่ต้องพบตน

“เรียนพระสนม ช่วงนี้หมอหลวงได้ปรับพระโอสถใหม่ ทำให้ฝ่าบาททรงต้องพักผ่อนมากยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอาวุโสโกหกออกไป ด้วยรู้ดีว่าสตรีตรงหน้าย่อมนำความหายนะเข้ามาหากรู้เรื่องพระอาการที่แท้จริง ยิ่งนางแสดงออกอย่างชัดเจนอยู่ตลอดว่าต้องการราชบัลลังก์ให้แก่พระโอรสของนาง ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังก์ ซ้ำตอนนี้รัชทายาททรงได้รับบาดเจ็บมา เขาจึงต้องพยายามปกปิดมิให้สตรีตรงหน้ารู้ว่าตอนนี้เป็นโอกาสอันดีในการดำเนินแผนการช่วงชิงอำนาจมากเพียงใด และถึงนางจะเป็นเพียงผู้มีสิริโฉมงดงามที่ไม่ฉลาดเฉลียวจนมักกระทำแต่สิ่งขลาดเขลา แต่ความโง่เขลาก็เป็นอาวุธที่น่ากลัวได้ เพราะบางครั้งเจ้าตัวอาจทำโดยมิรู้เลยว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาคืออะไร อย่างเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนที่นางกระทำ หากมิเรียกว่าโง่เขลาเบาปัญญาจนเกินเยียวยา ก็มิรู้ว่าควรจะเรียกว่าอะไร แต่ดูเหมือนนางมิได้รู้ตัวเลยว่าเรื่องที่พยายามปกปิดไว้ พระราชาผู้เป็นพระสวามีจะทรงรับรู้มานานแล้ว

“เช่นนั้น เมื่อใดข้าจึงจะเข้าเฝ้าได้” หญิงงามถาม หน้าตาบูดบึ้งขึ้นน้อยๆ เพราะใจจริงที่มาในวันนี้ก็เพื่อจะมาเล่าเรื่องพระโอรสผู้เป็นดังแก้วตาดวงใจให้พระสวามีฟัง แม้จะมิทรงโปรดนางหรือองค์ชายแฮซู แต่หากยังปล่อยไปเรื่อยๆ เช่นนี้ เห็นทีต่อไปนอกจากจะไม่ได้ครองพื้นที่ในพระทัยแล้ว ยังอาจจะถูกลืมเลือนไปทั้งแม่ทั้งลูกก็ได้ ซ้ำตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำคะแนน เพราะนางรู้ว่ารัชทายาทไม่สามารถเสด็จออกจากพระตำหนักมาเข้าเฝ้าได้

“หากทรงตื่นบรรทม กระหม่อมจะส่งคนไปเชิญเสด็จที่พระตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงกล่าวและค้อมหัวลงแทนการส่งนาง

สนมจางถึงจะไม่พอใจ แต่นางรู้ว่ามิสามารถฝ่าขันทีตรงหน้าเข้าไปพบพระสวามีได้ และไม่คิดว่าการกระทำนั้นจะคุ้มค่าด้วย เพราะแม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงข้าราชบริพาร แต่ก็อยู่ข้างกายพระสวามีมานานกว่าตน จริงๆ คือ ขันทีตรงหน้า อยู่ในวังมานานกว่าพระสวามีของนางเสียด้วยซ้ำ หญิงงามจึงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมทั้งใช้หางตาเหลือบมองขันทีอาวุโสเพื่อแสดงท่าทีเหนือกว่า จากนั้นจึงสะบัดหน้าแล้วเดินเยื้องย่างกลับพระตำหนักไป

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว