รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก-บทที่ 4 ทัวร์ไร่อุ่นรัก - ((100%)) -

โดย  วลัชสิตา / ระย้าแก้ว / วิลาสินี / สร้อยแสงดาว

รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก

บทที่ 4 ทัวร์ไร่อุ่นรัก - ((100%)) -

.........

...

.

.

ฝูงวัวที่กำลังเล็มหญ้า และถูกไล่ต้อนจากคนงานซึ่งกำลังบังคับม้าให้ต้อนวัวหนุ่มที่รั้นออกจากกลุ่ม หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยถามเจ้าของไร่

“ที่นี่เลี้ยงวัวนมหรือวัวเนื้อคะ”

“ทั้งสองอย่าง แต่จะเน้นวัวนมมากกว่า น้องเนยเห็นไอ้วัวที่กำลังแตกกลุ่มนั่นรึเปล่า”

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับเมื่อเขาชะลอม้าที่กำลังวิ่ง

“มันเพิ่งอายุได้หนึ่งปี และก็เป็นวัวหนุ่มคึกคะนอง เปรียบแล้วก็คงเหมือนวัยรุ่นที่อยากจะแหกคอก ทำผิดกฎกติกานั่นล่ะ พี่คิดไว้ว่าจะให้มันเป็นพ่อพันธุ์ แต่ไม่รู้ว่าจะไหวรึเปล่า มันดื้อรั้นพอดู บางทีถ้ามันดื้อรั้นมากเกินกว่าจะควบคุม เราจำเป็นต้องส่งมันไปตอน”

ใบหน้าของเนตราอึ้งเล็กน้อย แต่เธอต้องยอมรับว่าคนบางคนชอบที่จะได้รับประทานเนื้อวัว รวมถึงเธอด้วยที่โปรดปราน แม้จะไม่ได้รับประทานบ่อยนัก นอกเสียจากเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่การได้รู้ได้เห็นเช่นนี้ก็ให้นึกสงสารสัตว์ใหญ่ที่ต้องเป็นอาหาร

“สวัสดีครับป้อเลี้ยง วันนี้คุณธนดลจะเข้ามาดูวัวแม่นบ่”

อคิราภ์เพียงพยักหน้ารับคำลูกน้องที่กำลังต้อนวัวให้ไปกินหญ้าอีกทาง อีกฝ่ายยิ้มตอบก่อนจะปล่อยให้เจ้านายพาคุณผู้หญิงคนสวยชมไร่ต่อไป

“ตรงนี้เป็นสวนส้มทั้งหมด โซนนั้นเป็นส้มเขียวหวาน”

เนตรามองตามนิ้วของชายหนุ่มที่ชี้ไปตามทาง อคิราภ์มองแก้มใสที่มีเส้นเลือดฝาดขณะผินมองตามมือของเขา ดวงหน้าใสเหมือนเด็กทารกของเธอไม่มีเครื่องสำอางใดๆ บนใบหน้า ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพอใจอยู่ลึกๆ

รอยกดลึกที่มุมปากบ่งบอกว่าชายหนุ่มกำลังอารมณ์ดี ทำให้คนงานที่ผ่านไปมาพากันยิ้ม ขณะที่เนตรามองใบหน้าคนงานอย่างแปลกใจก่อนเห็นร่างกลมเล็กๆ ของนายมดที่คุยจ้อกับคนงาน ภาษาคำเมืองที่เด็กน้อยพูดคล่องปรื๋อ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ภาคเหนือ และเป็นคนเหนือแต่กำเนิด ทว่าไม่เคยพูดภาษาเหนือเลยสักคำ แม้จะฟังได้ แต่ก็พูดไม่ได้สักนิด

“ตรงนั้นเป็นส้มอะไรคะ” หญิงสาวชี้ไปยังตำแหน่งเป้าหมาย

“ส้มสายน้ำผึ้งครับ ส่วนโน่นน่ะเป็นส้มแมนดาริน”

หญิงสาวเอียงคออย่างแปลกใจ อคิราภ์จึงเอ่ยต่อ

“ส้มสายน้ำผึ้งกับโชกุนคือส้มสายพันธุ์เดียวกัน แต่ส้มโชกุนจะปลูกทางภาคใต้ ส่วนส้มสายน้ำผึ้งจะปลูกภาคเหนือ ไว้สุกเต็มที่ก็จะได้ชิม พี่รับประกันว่าเนยจะติดใจ”

“ขอบคุณค่ะ”

“เดี๋ยวลงไปด้านล่างจะเป็นไร่ดอกไม้แล้ว เนยน่าจะชอบ”

“ดอกเบญจมาศใช่มั้ยคะ นุชบอกว่าไร่เบญจมาศของคุณคิราภ์สวยที่สุดในแถบนี้”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงใช่ เดิมทีไร่อุ่นรักมีแต่เบญจมาศ ก่อนที่พี่จะขยับขยายให้ปลูกส้ม และทำฟาร์มฟวัว ฟาร์มม้า”

“แล้วคุณจัดการเรื่องบัญชีเองเหรอคะ”

“ครับ คนงานที่นี่ไม่มีใครได้เรียนสูงนัก ไม่ว่าจะสนับสนุนแค่ไหน สุดท้ายก็รักที่จะทำงานในไร่เสียมากกว่า”

“ให้เนยช่วยมั้ยคะ เนยจบด้านนี้มา ช่วยไม่คิดเงินเลย คุณคิราภ์ให้เงินเดือนเนยมากกว่าพี่เลี้ยงปกติเสียอีก”

“แต่...”

“นะคะ นี่ก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว เวลามดไปเรียนเนยก็ว่าง แต่ถ้ามดอยู่บ้าน เนยก็จะดูแลมดเป็นอย่างดี”

“ตามใจก็แล้วกัน ลองดูก่อน แต่ถ้าไม่ไหวพี่จะไม่ให้ทำนะ”

“ขอบคุณค่ะ”

เมื่อเนตราเห็นแปลงดอกไม้ที่กำลังรับน้ำจากสปริงเกอร์ซึ่งถูกติดตั้งทั่วทั้งแปลง เธอก็ยิ้มออกมาพร้อมๆ กับที่เจ้ากาสะลองหยุดลง อคิราภ์โหนตัวลงจากม้า ก่อนจะอุ้มร่างบอบบางของหญิงสาวลงมา

พ่อเลี้ยงหนุ่มจัดการให้ม้าได้พักที่ร่มเงาใต้ไม้ใหญ่ จากนั้นจึงจับจูงมือหญิงสาวให้เดินตามเข้าไปในแปลงดอกไม้ แม้แดดจะไม่ได้ร้อนมากนัก แต่เพราะความเป็นห่วงคนตัวเล็ก ทำให้คนตัวโตคอยสังเกตสีหน้ายามที่เธอเดินตาม แม้กระทั่งตอนควบม้าไปส่งเธอที่ไร่ส้มที่เธอนัดแนะกับลูกชายของเขา

“เดี๋ยวตอนเที่ยงจะมารับไปทานข้าวนะ”

“ขอบคุณค่ะ”

“แล้วก็สวมหมวกไว้ล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ค่ะ”

เนตรารับคำก่อนจะหมุนกายเดินตามนายมดที่ส่งเสียงเรียกไกลๆ อคิราภ์ชะเง้อมองเห็นร่างกลมป้อมของบุตรชายก็อดจะยิ้มไม่ได้ แม้รอยยิ้มของเขาจะดูเหมือนกระตุกมุมปากก็ตามที

.

............

...

.

.

หลังการรับประทานอาหารเที่ยงที่มีนายมดปั่นจักรยานกลับมา และเนตรานั่งม้ามาพร้อมเจ้าของไร่ แม้การรับประทานอาหารเที่ยงจะง่ายแสนง่าย ทว่าทุกคนก็อิ่มเอม

อคิราภ์กำชับลูกชายไม่ให้ออกไปป้วนเปี้ยนแถบฟาร์มวัวซึ่ งธนดลจะพาสัตวแพทย์มาตรวจโรค และไม่ให้เข้าไปใกล้คอกม้าที่กำลังเป็นสัด นายมดจึงตั้งท่าจะไปไร่ส้ม แต่ก็โดนห้ามอีกจนได้เมื่อเขาสั่งว่าห้ามไปเพราะแดดลงจัด เป็นเหตุให้นายมดปั้นปึ่งทว่าก็ยอมอยู่กับบ้านนิ่งๆ

“อาเนยครับ ทำไมพ่อคิราภ์ไม่ให้มดไปไร่ส้มล่ะ แดดไม่ได้แรงเสียหน่อย”

“มดรักพ่อคิราภ์รึเปล่า”

“รักครับ”

“แล้วมดรักไร่ รักคนงาน รักทุกคนที่นี่รึเปล่า”

“รักครับ มดรักพ่อคิราภ์ รักลุงปั้น รักน้าคำป้อ รักยายวรรณ รักป้านิ้ง รักทุกคนที่นี่ รักอานุช อานง ย่านิด ย่าอิง ปู่รัตน์ รักอาเนยด้วยครับ”

ร่างเล็กอ้วนกลมยืนบนโซฟา ก่อนจะโอบคอเนตราที่นั่งยิ้มกับคำพูดออดอ้อนของเขา เธอยีผมสีน้ำตาลอ่อนของนายมดที่ดูเหมือนจะได้มาจากมารดาอย่างที่นุชจรีเคยบอก

“แล้วถ้ามดไม่สบายเพราะไปตากแดด พ่อคิราภ์ก็จะเป็นห่วงมด แล้วต้องทิ้งงานที่ไร่มาเพื่อดูแลมด แล้วยังคนงานอีก ทุกคนก็ต้องเป็นห่วงมด”

“แล้วแม่จะเป็นห่วงมดรึเปล่าครับ”

เนตรามองดวงตากลมที่เต็มไปด้วยความหวังของคนถามแล้วต้องลอบถอนหายใจ

“มดได้เจอแม่บ้างรึเปล่า”

เด็กน้อยส่ายหน้าพลางซบหน้ากับซอกคอของหญิงสาว

เนตราได้แต่ครุ่นคิดเมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกโศกเศร้า แม้เด็กน้อยจะเข้มแข็งเป็นอย่างมากที่ไม่มีน้ำตาให้เห็น ทว่าเด็กก็คือเด็ก อย่างไรก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่ดี อยากได้ความรักจากทั้งพ่อและแม่ อยากจับจูงมือพ่อและแม่ไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

“แล้วมดไม่เคยถามพ่อคิราภ์หรือไง”

“ถามครับ พ่อคิราภ์บอกว่าแม่ไม่ว่างเลย แต่ย่าอิงบอกว่าพ่อคิราภ์ทะเลาะกับแม่ แม่ก็เลยไม่มาหามด ไม่อยู่กับพ่อคิราภ์ ย่าอิงบอกอีกว่าพี่เลี้ยงของมดจะแย่งพ่อคิราภ์ไปจากแม่”

เนตราขมวดคิ้วมุ่น ผู้ชายหน้าดุ ขรึมๆ เงียบๆ แบบนั้นน่ะหรือจะนอกใจผู้หญิงที่รัก ยิ่งเป็นแม่ของลูกด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ เธอไม่มีทางเชื่อเช่นนั้น

“แต่พ่อคิราภ์รักมดไม่ใช่หรือครับ”

คนถูกเอ่ยถึงหลบฉากเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนรักของน้องสาวและเสียงเล็กของบุตรชาย เขาตั้งใจจะมารับร่างบอบบางไปเดินเล่นระหว่างที่ลูกชายนอนตอนเที่ยง เพราะหากเป็นปกตินายมดคงนอนเที่ยงไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อได้ยินเรื่องผู้หญิงที่เขาไม่อยากเอ่ยถึง ไม่อยากคิดถึง ทว่ามันเป็นคำถามที่ออกมาจากลูกชายของเขา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าเนตราจะแก้ปัญหาอย่างไร เธอจะเล่าความจริงที่นุชจรีเล่าให้เธอฟัง หรือให้ความหวังลูกชายเขาต่อไป

“แต่มดอยากเจอแม่”

“ฟังอาเนยนะครับ มดมีคนที่รัก มีคนที่คอยเป็นห่วงมากมาย มีคนให้ความรักกับมด มดไม่ดีใจหรือครับ มดรู้มั้ยว่าบางคนไม่มีใครรักเลย พ่อแม่ก็ไม่รัก แต่นี่มดมีพ่อคิราภ์ที่รักมด”

“แต่พ่อคิราภ์ไม่ยอมให้มดพูดถึงแม่”

“ตอนนี้มดอาจไม่เข้าใจ แต่เมื่อมดโตขึ้นมดจะเข้าใจพ่อคิราภ์นะครับ เอาเป็นว่าตอนนี้มดมีพ่อที่รักมดมากที่สุดในโลก ไม่ดีใจหรือครับ”

“ดีใจ แต่มดอยากมีแม่คอยไปรับไปส่งที่โรงเรียนเหมือนเพื่อนๆ บ้าง มดไม่เคยมีแม่ให้ไหว้ในวันแม่เลย”

เนตรามองใบหน้ากลมๆ ดวงตาฉายแววเหงาและโดดเดี่ยว เธอครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนจะตัดสินใจ

“ถ้างั้นให้อาเนยไปรับไปส่งมั้ยครับ อาเนยจะไปส่ง แล้วก็ไปรับมดทุกวันเลย”

ใบหน้าเล็กเอียงคอมอง พลางขยับร่างกลมของตัวเองลงมานั่งข้างเนตรา ใบหน้ากลมๆ มีแววครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ก็ยิ้มเผล่

“ตกลงครับอาเนย แต่อาเนยต้องไปรับไปส่งมดทุกวันห้ามขาดเลยนะครับ”

เนตราเลิกคิ้วอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับ มดจึงกดจมูกเล็กๆ ลงข้างแก้มนุ่มของหญิงสาว ทั้งยังโอบกอดคอเธอไว้ไม่ยอมปล่อย

“แต่มดต้องสัญญากับอาก่อนนะ”

“ยังไงเหรอครับ” เด็กน้อยเอียงคอถาม

“มดต้องไม่ดื้อ ขยันเรียน ทำการบ้านทุกวัน เชื่อฟังผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อคิราภ์ อาเนย และยายวรรณ ไม่งั้นอาเนยจะไม่อยู่คอยไปรับไปส่งมด”

“ครับ มดสัญญาครับอาเนย”

“งั้นต้องเริ่มเชื่อฟังอาเนยด้วยการไปนอนได้แล้ว เพราะไม่งั้นเย็นนี้จะไม่มีแรงไปวิ่งเล่น ตกลงมั้ยครับ”

“ครับอาเนย” เอ่ยจบร่างกลมๆ ก็รีบวิ่งปรู๊ดขึ้นห้อง ไม่รอให้โดนดุ

ใบหน้าสวยเปื้อนรอยยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนจะต้องหยิบโทรศัพท์มือถือที่ส่งเสียงออกมาดู เบอร์โทรศัพท์ปลายสายที่หมั่นโทร. หานี้ แม้จะลบไปแล้วตั้งแต่วันวานที่เลิกกันไป ทว่าเธอกลับจำมันได้เป็นอย่างดี

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่หมองเศร้าลง ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน มือบอบบางกำโทรศัพท์ไว้แน่น ทว่าเสียงกระแอมทำให้เธอต้องสะดุ้ง หญิงสาวกล้ำกลืนความเศร้าลงไป ก่อนจะส่งยิ้มให้คนร่างสูงที่กำลังมองเธอด้วยดวงตาคมปราบ

“นายมดขึ้นไปนอนแล้วล่ะสิ พี่เห็นวิ่งขึ้นไปข้างบน”

“ค่ะ ขึ้นไปเมื่อกี้เอง”

“นายมดถามเรื่องแม่เหรอ”

“ค่ะ แต่เนยคิดว่าเป็นเรื่องของคุณ คุณควรอธิบายกับมดเอง ไม่ใช่หน้าที่ของเนย”

“แต่น้องเนยก็ไม่ได้ให้ความหวังเขานี่”

“เนยไม่รู้ว่าคุณกับเธอจะกลับมาปรับความเข้าใจกันรึเปล่า แต่หากไม่ ก็ไม่ควรให้ความหวัง เพราะการสัญญาหรือให้ความหวังอะไร แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นแบบนั้น มันทำให้คนรออย่างมีความหวังเจ็บปวด...เจ็บปวดมาก”

น้ำเสียงท้ายประโยคของเนตรานั้นบ่งบอกความรู้สึกเป็นอย่างดี เพราะเธอกำลังรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่วันที่ได้รับรู้การกระทำของปัทวี เธอก็ไม่อยากได้ยินใครสัญญา ไม่อยากให้ใครมาให้ความหวัง ให้เธอต้องรอคอยอีกต่อไป เพราะหากมันไม่สามารถเป็นจริงได้ คนที่เจ็บปวดก็เป็นเธอที่ทำหน้าที่รอความหวังและสัญญาเหล่านั้น

“ไปเดินเล่นกันมั้ย พี่ว่าง”

“ไหนว่าพี่ดลมาดูวัวที่ฟาร์มไงคะ”

“ครับ แต่มันมาดูบ่อยๆ มาตามจีบสัตวบาลน่ะ”

“จีบสัตวบาล? แต่สัตวบาลเป็นผู้ชายนะคะ”

“พี่พูดเล่นน่ะ”

“พี่ดลไม่มีแฟนเหรอคะ”

“ไม่มีหรอก หรือจะมีก็ไม่รู้ ทำไมเหรอ...น้องเนยสนใจไอ้ดลหรือไง”

คำถามรวนๆ ของชายหนุ่มเรียกใบหน้าเหลอหลาของคนถูกถามเป็นอย่างดี นี่เขาประจำเดือนผิดปกติหรือไงถึงได้มาตีรวนเธอ เมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่แท้ๆ บ้าจัง!

เนตราคิดอย่างสงสัย ทว่าความสงสัยของเธอก็ถูกปัดทิ้งไป เมื่ออคิราภ์จับจูงมือเธอให้เดินไปด้วยกัน ร่างสูงหยุดที่เจ้าม้าหนุ่มซึ่งกำลังพ่นลมออกจากจมูก

ร่างบอบบางลอยหวือไปอยู่บนหลังม้า ก่อนที่ร่างสูงจะตามมา เธออยากหันไปค้อนเขานัก เมื่อกี้มาตีรวนใส่เธอ นี่ก็มาบังคับโน่นนี่ ไม่ใช่การบังคับด้วยคำพูด ทว่าลงมือทำโดยไม่ถามความเห็นเธอต่างหาก ให้ตายสิ! เขาเป็นผู้ชายประเภทไหนกันนะ ตอนจะดีก็ดีซะไม่มีที่ติ ตอนจะเฉยก็เฉยจนน่าตบจริงๆ

อคิราภ์กดมุมปากจนเป็นรอยยิ้ม ร่างนุ่มนิ่มของเธอเบาเสียยิ่งกว่าปุยนุ่น ก่อนจะคิดถึงบุตรชายที่อยากมีแม่เหมือนเพื่อนในวัยเดียวกัน หากผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของนายมด ก็คงเรียกว่าแม่เนย...แม่เนยงั้นเหรอ? ชายหนุ่มส่ายหน้ากับความคิดของตัวเองอย่างขำๆ ผู้หญิงที่เพิ่งโตอย่างเนตรามีเด็กวัยสี่ขวบมาเรียกว่า ‘แม่’ เธอคงมีลูกตั้งแต่ยังไม่โตเต็มวัยกระมัง

ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ กับความคิดพิลึกพิลั่นของตัวเองอีกครั้ง เขาจับสายบังเหียนและกระทุ้งส้นเท้าเล็กน้อย เพื่อให้ม้าหนุ่มออกเดินอย่างช้าๆ ปล่อยให้เนตราได้ชมบรรยากาศ เช่นเดียวกับที่เขาอยากผ่อนคลายอารมณ์เคร่งเครียดกับงานเช่นกัน

.

.

.

.

.

- - - - - - - - - มาอัปอีก 50% แล้วค่า - - - - - - - -

.

.

.........

...

.

.

เสียงน้ำตก และลมธรรมชาติที่พัดมา ช่วยคลายความร้อนตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาให้เย็นลง ต้นปีบต้นใหญ่ที่มีดอกเต็มโคนต้นทำให้หญิงสาวยิ้มน้อยๆ

ใบหน้าสดใสขึ้นจากเมื่อครู่ทำให้อคิราภ์ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เพราะคำพูดของนุชจรีที่สั่งผ่านปลายสายเมื่อตอนสายๆ ซึ่งฝากฝังให้เขาช่วยดูแลเนตรา ทำให้เธอกลับมาเป็นหญิงสาววัยใสเหมือนเมื่อก่อน จากภาพถ่ายในวันรับปริญญา บ่งบอกได้ว่าหญิงสาวข้างกายเขานั้นร่าเริงเพียงใด ทว่าความรักแสนขื่นขมกลับทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งอย่างแสนสาหัส ความรัก...สิ่งที่ใครๆ ให้นิยามว่าสวยงามยิ่งนัก ทว่า...ณ ที่ตรงนี้ กลับมีคนถึงสองคนที่ทุกข์ตรมเพราะมัน

อคิราภ์ได้แต่ครุ่นคิดถึงคำฝากฝังของนุชจรี ก่อนจะรำพึงออกมาอย่างคิดไม่ตก

“พี่จะช่วยได้ไงกันล่ะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้คนที่กำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติหันมองอย่างแปลกใจ ทว่าเมื่อเห็นเขากำลังจับจ้องใบหน้าของเธอ เนตราจึงเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“คะ? ช่วยอะไรคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก น้องเนยชอบที่นี่รึเปล่า”

เขาเปลี่ยนเรื่อง พลางมองไปเรื่อยๆ อย่างชั่งใจ ก่อนจะถอดรองเท้าผ้าใบ พับขากางเกงยีน ทรุดตัวลงนั่งหย่อนขาแช่น้ำเย็นสบาย แล้วเงยหน้ามองหญิงสาวที่กำลังเอียงคออย่างครุ่นคิดราวกับเด็กขี้สงสัย

ทว่าเพียงครู่เดียวเธอก็ถอดรองเท้าของตัวเองแล้วนั่งเคียงข้าง เนตรานั่งหย่อนขาพลางเอี้ยวตัวมาหยิบดอกปีบที่หล่นมาหมุนเล่น

อคิราภ์เหม่อมองไปในน้ำ เขาแทบจะไม่ย่างกรายมานั่งเล่นที่น้ำตกเลยหลังจากอดีตภรรยาหิ้วกระเป๋าจากไป ทิ้งลูกชายวัยสามเดือนเศษให้เขาเลี้ยงดูเพียงลำพัง หล่อนไม่มีความเป็นแม่เลยสักนิด ไม่สนใจไยดีเลยสักนิดว่านายมดจะเป็นอย่างไร และนั่นทำให้เขาไม่ยอมเอ่ยหรือเล่าเรื่องนี้ให้บุพการีฟัง แต่นุชจรีและนงนุช...ญาติผู้น้องที่เขารักเสมือนน้องสาวท้องเดียวกันกลับรับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะพวกเธอเคยถามเขาถึงพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปของผู้หญิงคนนั้น ภายหลังจากคลอดบุตรชายได้ไม่ถึงเดือน

เขาจำได้ว่าเขารู้สึกงุนงงไม่น้อย ที่ลิลินกล่าวหาเขาว่าไม่เคยสนใจไยดีหล่อน เห็นไร่และสิ่งมีชีวิตในฟาร์มสำคัญกว่า เพราะความจริงแล้วเขาไม่เคยสักครั้งที่จะไม่สนใจหล่อน ทว่าความจริงที่ปรากฏก็คือ หล่อนไม่ได้รักเขาตั้งแต่แรก ลิลินเข้ามาในชีวิตเขาเพียงเพราะหลงรักผู้จัดการไร่รูปงามพูดน้อย แต่เพราะชีวิตที่อยู่อย่างพอมีพอกินไปวันๆ ทำให้หล่อนยอมรับคำขอแต่งงานของเขา หล่อนปั่นหัวเขาให้หลง...ให้รัก เพื่อใช้ชีวิตท่ามกลางทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่ตกทอดของเขาอย่างสุขสบาย

ความจริงที่ลิลินเป็นคนพูดออกมานั้น ยิ่งกว่ามีมือดีมากดสวิตช์เปิดไฟให้สว่างจ้า ดวงตาที่มืดบอดเพราะความหลง...ความรัก ถูกความจริงผลักออกมาจากกะลาอันมืดมิด เขาเห็นแสงสว่าง ยอมรับความจริงที่หล่อนกล้ายอมรับ แม้คำพูดเหล่านั้นจะบาดหัวใจของเขาจนเป็นแผลเหวอะหวะ ทว่านั่นทำให้เขาตัดสินใจปล่อยหล่อนไปอย่างไม่คิดจะรั้ง เขาเคยโกรธ...แค้น...จนเกือบจะฟ้องหย่ากับหล่อนในข้อหามีชู้ แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องมันดังไปทั้งจังหวัด และหล่อนก็ยอมเซ็นใบหย่าคืนอิสรภาพแก่เขาอย่างง่ายดาย

แม้ในช่วงแรกที่ลิลินจากไป เขาโหมทำงานหนักเพราะความชอกช้ำ ทว่าเวลาที่ล่วงเลยไปในทุกวัน ทุกค่ำคืน ทำให้เขายอมรับความจริง และเปิดใจมองโลกด้านอื่นๆ เขาหันมาให้ความสำคัญกับบุตรชายตัวน้อยที่ยังแบเบาะ และกำพร้าแม่ เขาจะไม่ยอมให้หล่อนทำร้ายนายมด...ลูกชายของเขา...ของเขาเพียงคนเดียว

สีหน้าเคร่งขรึมของอคิราภ์ ทำให้เนตราได้แต่ลอบมอง เธอยอมรับไม่น้อยว่าผู้ชายคนนี้น่ามองจริงๆ และคงมีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงไม่น้อย ยิ่งเคราเขียวๆ ที่เพิ่งขึ้นยิ่งน่ามอง ทั้งโครงหน้าที่แข็งกระด้าง ดวงตาคู่คมสีเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางแดงราวกับผู้หญิง หากได้รับจุมพิตจากผู้ชายคนนี้จะรู้สึกอย่างไรหนอ?

ความคิดของหญิงสาวทำให้เจ้าตัวตกใจ เนตรารีบก้มหน้าซ่อนรอยแดงระเรื่อบนผิวแก้มที่เริ่มร้อนผ่าว เธอคิดได้อย่างไรกันเรื่องจุมพิตจากผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จัก และผู้ชายคนนี้ยังเป็นพี่ชายของเพื่อนรักอีกด้วย ที่สำคัญเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับเธอเลยนอกจากนายจ้างกับลูกจ้าง

เนตราได้แต่สะบัดศีรษะ แก้มขาวยิ่งแดงเรื่อราวกับผลทับทิมสุก แม้จะเคยจูบกับปัทวี แต่เธอไม่เคยคิดอุตริขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และดูเหมือนมันจะทำให้หญิงสาวแปลกใจกับความคิดของตัวเอง

“น้องเนย”

“คะ!”

เนตราสะดุ้งเฮือก แผ่นหลังบอบบางตั้งตรงอย่างตกใจ เธอรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาจะได้ยินความคิดบ้าๆ ของเธอเสียเหลือเกิน ยิ่งเห็นสายตาคมกริบที่มองมา ยิ่งทำให้หัวใจสั่นไหวด้วยความตระหนก เมื่อตอนนี้เธอไม่ต่างจากวัวสันหลังหวะที่เผลอไปคิดอุตริ ยิ่งเห็นใบหน้าของเขาดูตึงๆ ราวกับคนโกรธจัด หรืออดทนอดกลั้นข่มอารมณ์อย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวรีบหลบสายตาพลางก้มหน้าลงมองมือบนหน้าตัก

“ไม่สบายรึเปล่า หน้าแดงเชียว”

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าที่ร้อนผ่าว คนเตือนแอบขำอยู่ในใจ ไม่รู้สาวเจ้าคิดอะไรระหว่างที่เอาแต่จ้องหน้าเขาอย่างไม่วางตา ก่อนจะก้มหน้าซ่อนแก้มแดงๆ ที่เริ่มลามไปถึงต้นคอระหง แล้วเธอยังสะบัดหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งเห็นอาการสะดุ้งกึ่งตื่นตระหนกของเธอ ก็ยิ่งทำให้เขาอยากจะหัวเราะหนักจนต้องกลั้นขำจนปวดแก้ม

“ว่าไงครับ ไม่สบายเหรอ”

คนถามชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ ราวกับต้องการกลั่นแกล้งคนที่หัวใจกำลังเต้นแรง

“ปละ...เปล่า...เปล่าค่ะ เนย...เนยขอตัวนะคะ คุณ...พี่...คุณคิราภ์จะเข้าไร่รึเปล่าคะ เอ่อ...เนย...เนยขอตัวเข้าบ้านก่อนนะคะ”

เนตราอ้ำอึ้งพลางพูดรัวๆ เร็วๆ ถูกบ้างผิดบ้าง ราวกับคนตื่นตระหนก เธอรีบชักขาหมายจะเดินเข้าบ้าน ทว่าเมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วมองเธอนิ่ง ดวงตาคมส่องประกายจ้าจนน่าตกใจ เธอก็แทบก้าวขาไม่ออก

“รีบไปไหนเหรอ”

“คือว่า...”

“เนยกำลังโกหกอะไรรึเปล่า”

เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างเอาเรื่อง ยิ่งทำให้คนถูกถามก้มหน้าจนร่างสูงเห็นเพียงเส้นผมสีสวยของเธอ

“คือเนย...เนย...”

เนตราหาคำตอบไม่ได้ ไม่ว่าจะถามตัวเองสักกี่ครั้ง เมื่อหาเหตุผลไม่ได้ เธอจึงได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ใบหน้าสวยก้มจนคางจรดอก ชายหนุ่มมองผมสวยที่ละไปตามดวงหน้าใสหมดจด แล้วทัดปอยผมกับหลังหูอย่างอ่อนโยน ก่อนจะชะงักเพียงเล็กน้อย

“น้องเนยเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปคุยงานกับเจ้าดล แล้วก็ต่อไปเรียกพี่ว่าพี่ก็ได้ ยังไงน้องเนยก็เป็นเพื่อนของนุช เรียกเหมือนที่นุชเรียกพี่นั่นล่ะ”

“ค่ะ”

เนตรารีบรับคำก่อนจะรีบสาวเท้าเร็วๆ ไปตามทาง ตรงไปยังบ้านหลังกะทัดรัด และทันทีที่ก้าวเข้าบ้านได้ เธอก็มุ่งไปยังห้องพักของตัวเอง ความสับสนภายในหัวใจเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็น สายตาตอนที่เขาสบมาราวกับไฟที่สปาร์กลงกลางใจอย่างไรอย่างนั้น

มือบางจับหน้าอกซ้ายที่ยังรู้สึกได้ถึงแรงกระหน่ำหนักๆ ของจังหวะการเต้นของหัวใจ เธอหลับตาแน่นพลางหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อผ่อนความรุนแรงของจังหวะหัวใจที่ราวกับกำลังกระหน่ำรัวอย่างไม่หยุดยั้ง

.

.

.

.

.........

...

.

.

บทที่ 4 มาครบแล้วเน้ออออออ

.

น้องเนยเพิ่งอกหักไม่ใช่เหรอ?

จะมาหวั่นไหวอะไร้....

แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆ พี่คิราภ์ที่แสนดีขนาดนี้

ก็ไม่แปลกใจเนอะ

อ่านแล้วชอบก็อย่าลืมคอมเม้นต์ ให้กำลังใจ และกดติดตามกันน้าาาา

.

ปล. เรื่องนี้ยังไม่ได้อัปอีบุ๊ก อัปแล้วจะมาบอกแน่นอนจ้า

.

.

ฝากไปกดติดตามเรื่องอื่นด้วยนะคะ

ยุทธการทลายคาน (พี่หมี+หนูแพร) >>> http://bit.ly/hongBEAR

อุ้งมือมาเฟีย (พี่หลง + เจินเจิน) >>> http://bit.ly/hongMAFIA

ร้อยเล่ห์บำเรอรัก (กวินท์ + แอลลี่) >>> http://bit.ly/hongVEG

.

ช่วยอุดหนุนอีบุ๊คกันด้วยน้า....

เสิร์หาจากชื่อนามปากกา "วลัชสิตา" ได้เลยนะคะที่เว็บไซต์ www.mebmarket.com หรือ www.fictionlog.com

.

.

ห้ามลืม!!

ไปกดไลก์เพจ เพื่อติดตามข่าวสาร และพูดคุยกันได้เลยยยย

ที่เพจ "วลัชสิตา ระย้าแก้ว วิลาสินี สร้อยแสงดาว" หรือ...
>> http://www.facebook.com/waluchsita <<

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Nuch1417
ขอตามมาอ่านค่ะ
เมื่อ 10 เดือน 6 วันที่แล้ว

รีวิว