รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก-บทที่ 7 เมื่อ ‘ความห่วงใย’ เปลี่ยนไป - ((100%)) -

โดย  วลัชสิตา / ระย้าแก้ว / วิลาสินี / สร้อยแสงดาว

รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก

บทที่ 7 เมื่อ ‘ความห่วงใย’ เปลี่ยนไป - ((100%)) -

.

.

.

..........

...

.

.

“พ่อคิราภ์ครับ”

เสียงของเด็กชายตัวป้อม ปลุกภวังค์ของเนตราและอคิราภ์ได้เป็นอย่างดี หญิงสาวรีบผละออกห่าง แล้วพยายามกลบเกลื่อนอาการผิดปกติไป

ขณะที่เด็กชายมดขมวดคิ้วมุ่น ด้วยนึกห่วงอาเนยของเขาขึ้นมาครามครัน ไม่แน่ใจนักว่าบิดาจะนึกโกรธอาสาวหรืออย่างไร จึงเอาแต่ทำหน้าดุมองเขม็ง แล้วยังท่าทางที่เหมือนจะเอาเรื่องนั่นอีก ยิ่งเห็นท่าทีของอาสาวที่นิ่งงันราวกับหวั่นหวาดต่อท่าทีของอีกฝ่าย เด็กร่างกลมป้อมจึงตั้งท่าปกป้องอาสาวคนสวยไว้ก่อนที่จะถูกบิดาดุ

สายตาคมคู่เดิมที่ใช้จับจ้องเนตราเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อถูกขัด เขาละสายตาจากหญิงสาวไปยังบุตรชายที่ยังนั่งบนเก้าอี้ตัวสูง ชายหนุ่มหันมองร่างบอบบางด้วยสายตาแพรวพราว ทว่าเธอพลาดที่จะได้เห็นเมื่อเอาแต่ก้มหน้า เพราะหวังจะกลบเกลื่อนความผิดปกติเมื่อครู่ ทั้งยังพยายามกำจัดความร้อนวูบวาบไปทั่วดวงหน้า แต่เนตราหารู้ไม่ว่าใบหน้าของตนนั้นแดงเรื่อเพียงใด ซึ่งถูกใจคนมองเสียเหลือเกิน

มือป้อมที่ยื่นเข้าหาบิดา ทำให้อคิราภ์ต้องขยับกายไปอุ้มบุตรชายไว้ จากนั้นจึงคว้ามือบอบบางของเธอให้เดินตามโดยไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ นำเธอไปยังคอกม้าอีกคอก ที่เขาใช้สำหรับอนุบาลลูกม้าเพิ่งเกิด รวมไปถึงแม่ม้าที่เพิ่งคลอด เพื่อให้นมและให้ความใกล้ชิดกับลูก

“พ่อคิราภ์ครับ ตัวนี้น่ารักจังเลยครับ”

“อยากได้รึเปล่าล่ะมด”

“ครับ”

ดวงตาเป็นประกายของบุตรชาย ทำให้อคิราภ์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ สำหรับเขาแล้ว...มดไม่ได้เป็นเพียงเด็กผู้ชายที่เติบโตในไร่ แต่เขายังเป็นชาวไร่โดยกำเนิด และเติบโตมาโดยมีภูมิความรู้ในเรื่องต้นไม้นานาชนิดภายในไร่ รวมไปถึงการเลี้ยงดูสัตว์ภายในไร่ แม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เขาก็ชอบชีวิตแบบนี้...ชีวิตที่ได้วิ่งเล่นภายในไร่ ช่วยงานคนงานและบิดา ดูการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิด

เนตรายิ้มน้อยๆ ขณะมองลูกม้าสลับกับคนในอ้อมแขนของอคิราภ์ ท่าทางของเด็กน้อยที่ผูกพันกับไร่ และภาคภูมิใจในไร่ของตัวเอง ถ้าให้เธอทำนายแล้วล่ะก็...เด็กผู้ชายคนนี้ไม่แคล้วได้เดินตามรอยบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ก๊อปปี้กันมาราวกับพิมพ์เดียว ทั้งนิสัย รสนิยม และการดำเนินชีวิต

“ถ้ามดอยากได้ พ่อจะยกให้ แต่มีข้อแม้ว่ามดต้องมาดูแลมันเอง ต้องเป็นเพื่อนกับมัน พูดคุยกับมัน เล่นกับมัน ถึงม้าจะเป็นสัตว์ แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิต...เวลามดโดนทำร้าย มดก็เจ็บใช่มั้ย ถ้ามดไปทำร้ายมัน มันก็เจ็บ และถ้ามดอยากได้มันเป็นเพื่อน ลูกก็ต้องรักมันเหมือนเวลาที่ลูกรักเพื่อน”

“พ่อคิราภ์จะให้มดจริงๆ นะครับ”

“จริงสิ พ่อเคยโกหกเราหรือไง”

เด็กน้อยส่ายศีรษะพลางยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจ

“แต่อย่าลืมที่พ่อบอกนะ”

“ครับพ่อคิราภ์ มดจะดูแลเจ้าตังเมเป็นอย่างดี”

“ตังเม?”

“ครับ มดจะเรียกมันว่าตังเม”

คนเป็นพ่อได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เขามองม้าเพศผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงที่สุดในคอกด้วยรอยยิ้ม มดขยับกายจะลงจากอ้อมกอดของบิดา ทำให้เขาต้องยอมปล่อยร่างป้อมนั้นลงยืนกับพื้น

มดเกาะรั้วกั้นคอก พลางมองอากัปกิริยาของอีกสหายใหม่ด้วยสายตาเป็นประกาย เช่นเดียวกับเนตราที่แย้มยิ้มน้อยๆ กับท่าทีของเด็กชาย โดยไม่ได้รู้เลยว่าท่าทีของเธอนั้น ตกอยู่ในสายตาของอีกคนที่กำลังทอดมองเธออย่างอ่อนโยน

ไม่ใช่เพราะท่าทีเช่นนี้ของเธอหรอกหรือ ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มนี้หรอกหรือ และไม่ใช่เพราะอากัปกิริยาที่เธอมีต่อลูกชายของเขาหรอกหรือ ที่ทำให้ใจแกร่งกำลังสั่นไหว อยากกระโจนเข้าหาเธอ ทว่าสิ่งที่เธอเผชิญมาก็ทำให้เขาได้แต่เตือนตัวเองให้ยับยั้งความรู้สึกของตน ก่อนหน้านี้เขาอาจไม่มั่นใจนัก แต่วันนี้...เขาเริ่มมั่นใจเสียแล้วว่าการที่เขาเฝ้ามอง ห่วงหาห่วงใย มันก่อให้เกิดความรักขึ้นภายในใจอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้ทุกพื้นที่ในหัวใจของเขามีเพียงภาพของเนตรา

แม้ตอนนี้เธอจะยังโศกเศร้าเสียใจกับรักแรก แต่อคิราภ์เชื่อว่าเขาจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ เขาจะรักษาบาดแผลภายในใจของเธอด้วยความรักของเขา และไออุ่นรักของทุกคนภายในไร่นี้ จะทำให้บาดแผลนั้นเลือนหายไป

.

.

.

- - - - - - - - มาอัปอีก 70% จ้า - - - - - - - -

.

.

......................

.

.

เนตราพยุงกายลุกจากที่นอน มือบางกุมศีรษะ ความรู้สึกเหมือนถูกค้อนอันใหญ่ทุบลงกลางศีรษะเหมือนมันจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เสียให้ได้ เธอหลับตาลงขณะที่ยังได้ยินเสียงเคาะประตูปังๆ พร้อมกับเสียงเรียกที่ดังไม่หยุดหย่อน

“อาเนยคร้าบ! อาเนยตื่นรึยัง อาเนยเป็นอะไรรึเปล่าครับ”

นายมดตะนอยจอมยุ่งเคาะประตูห้องอย่างไม่ลังเล และตะโกนดังไปทั้งบ้าน จนคนเป็นพ่อที่นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานชั้นล่าง อดไม่ได้ต้องเดินตามเสียงของบุตรชาย

“เสียงดังอะไรน่ะตามด เรากำลังจะทำให้พ่อทำงานไม่ได้นะเจ้าจอมยุ่ง”

“ก็อาเนยน่ะสิครับ ป่านนี้ยังไม่เห็นเลย มดตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้อาเนยสัญญาว่าจะไปดูเจ้าตังเม แล้วก็ไปเที่ยวกับมดท้ายไร่ มดเลยจะมาชวนอาเนยไปเล่นน้ำตกหลังไร่นู้นนน...”

“อาเนยเราไม่สบายรึเปล่า พ่อเห็นนั่งตากลมจนดึกจนดื่น” อคิราภ์ขัดบุตรชายที่กำลังจะพรรณาถึงการไปเล่นน้ำตกที่ว่าต่อ

“เมื่อวานตอนเย็น อาเนยยังไปดูมดเล่นน้ำกับพ่อคิราภ์อยู่เลยนี่ครับ”

อากัปกิริยานิ่งเงียบของบิดา ที่จูงมือเล็กให้เดินลงบันได ด้วยหวังให้คนที่ยังโศกเศร้าได้พักผ่อนให้เต็มที่ ทว่านายมดกลับตีความไปอีกแบบ จึงได้โคลงศีรษะไปมาอย่างแปลกใจ

“มดพูดอะไรผิดหรือครับพ่อคิราภ์”

“เปล่าหรอก เรานี่มันตัวยุ่งจริงๆ เลย เปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ไม่ได้หรือไง พ่อจะได้ไปด้วย วันนี้พ่อต้องทำงาน คงยุ่งจนเกือบทั้งวัน”

“เอ่อ...” ใบหน้ากลมทำหน้าครุ่นคิดเหมือนคนเจ้าแผนการก่อนจะผงกศีรษะรับคำ

“ถ้างั้นวันนี้จะไปดูลุงปั้นขุดแปลงเบญจมาศใหม่รึเปล่า”

“อ่า...แปลงเบญจมาศเหรอครับพ่อคิราภ์ ไหนว่าจะไม่ทำเพิ่มแล้วไงครับ” เด็กที่อยู่กับงานไร่งานสวนมาตั้งแต่เกิดเอ่ยถามบิดา

ดวงตากลมโตจ้องมองบิดาอย่างสนใจใคร่รู้ อคิราภ์จึงยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กชายช่างซักช่างถาม

“พอดีพ่อซื้อที่ของลุงเอกเลยขยายไร่เพิ่ม ก็เลยให้ลุงปั้นและคนงานไปขุดแปลง แล้วลงเมล็ดพันธุ์ของไร่เราไว้ก่อน”

“ที่ของลุงเอก? ก็ต้องเป็นของน้าอ้อยสิครับ”

“อืม น้าอ้อยกับลุงเอกยอมขายที่ให้พ่อ เอาล่ะ...จะไปดูลุงปั้น หรือจะไปเล่นกับเพื่อน หรือจะอยู่กับพ่อที่บ้าน เอาไงล่ะนายมดตะนอยจอมยุ่ง”

“มดไม่ได้ยุ่งนะครับ ไม่ดื้อด้วย” คนพูดทำหน้ายุ่ง ก่อนจะบอกความต้องการของตน “งั้นมดไปหาลุงปั้นที่ไร่ตรงโน้นนะครับ ฝากพ่อคิราภ์บอกอาเนยด้วย ว่าวันนี้นายมดตะนอยไม่ได้ดื้อกับอาเนย ไม่ดื้อกับพ่อคิราภ์ด้วยครับ”

“ไว้เรามาบอกเองสิ พ่อจะเป็นพยานให้”

“พ่อคิราภ์ไม่ชอบอาเนยอย่างที่ลุงดลบอกจริงๆ ด้วย” เด็กน้อยทำหน้ายุ่งอย่างขัดเคืองใจ

“หือ? ลุงดลบอกอะไร”

“ลุงดลบอกว่า...พ่อคิราภ์ไม่ชอบอาเนย ไม่พอใจอาเนย...อาเนยทำอะไรผิดเหรอครับ หรือว่าอาเนยดื้อกับพ่อคิราภ์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้วคุณพ่อก็ทำท่าจะดุอาเนยด้วย อาเนยทำให้พ่อคิราภ์โกรธเหรอครับ พ่อคิราภ์จึงไม่ชอบอาเนย เหมือนที่พ่อคิราภ์เคยไม่ชอบมดเพราะว่าโกรธกับ...แม่ของมด”

อคิราภ์มองใบหน้ากลมๆ ของนายมด ก่อนจะย่อตัวลงให้มีความสูงพอๆ กับลูกชาย เขารู้ว่าลูกชายยังต้องการแม่ และคิดว่าเขาไม่รักไม่ชอบ จึงได้หาพี่เลี้ยงมาคอยดูแลตั้งแต่แบเบาะจนถึงตอนนี้ แต่เป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายที่ไม่มีความละเอียดอ่อน

จริงอยู่ในช่วงขวบปีแรกของนายมด เขาแทบไม่ได้ดูดำดูดีลูกอย่างที่ควรทำ เพราะทุกครั้งที่เห็นโครงหน้าของนายมด ก็เหมือนเห็นหน้าของภรรยาที่ทรยศหักหลักความรัก ความไว้วางใจของเขา ทว่าเขาพูดได้เต็มปากว่า เขารักนายมด รักลูกชายที่มีสายเลือดของเขา แม้ว่าจะเกิดมาจากผู้หญิงที่ทรยศเขาก็ตาม

“มด...พ่อไม่เคยไม่รัก ไม่เคยไม่ชอบมดนะ พ่อรักมดเสมอ แต่พ่ออยากให้มีคนดูแลมดในเรื่องที่พ่อไม่สามารถดูแลได้”

“แล้วทำไมพ่อคิราภ์ต้องจ้างแต่พี่เลี้ยงสาวๆ สวยๆ คุณย่าบอกว่า...พวกนั้นจ้องจะแย่งความรักของพ่อคิราภ์ไปจากมด” เด็กชายตัวป้อมเอ่ยถาม พลางมองหน้าบิดาตาแป๋ว

แม้เนตราจะพูดให้เชื่อว่าบิดารักเขาแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับเด็กน้อย และแต่งแต้มสีสันที่สวยงามและเหมาะกับวัยบนผ้าขาวอย่างเขา จนทำให้เขาเลิกคิดว่าบิดานั้นไม่รักเขา กอปรกับช่วงหลังที่บิดาร่วมกิจกรรมกับเขา ทั้งเล่นน้ำตก ขี่ม้า และปั่นจักรยาน โดยมีอาสาวเป็นคนกลางในการผูกความสนิทสนมของพ่อลูกมากยิ่งขึ้น ทว่านายมดก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า เหตุใดบิดาจึงจ้างพี่เลี้ยงสาวๆ สวยๆ มาดูแลเขา ทั้งที่บิดาก็ดูแลเขาได้เป็นอย่างดีแท้ๆ

“ไม่มีใครแย่งความรักที่พ่อมีให้มดได้หรอก จำไว้นะมด ใครจะรักหรือไม่รักมดก็ไม่เป็นไร เพราะพ่อคนนี้จะรักมดเสมอ มดจะเป็นที่หนึ่งในใจของพ่อ”

“แล้วแม่ล่ะครับ มดเป็นที่หนึ่งในใจของแม่รึเปล่า” เด็กน้อยอดเอ่ยถามตามจิตใต้สำนึกลึกๆ ไม่ได้

คำถามซื่อๆ ของเด็กน้อย ทำให้ร่างบอบบางที่ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องส่วนตัวต้องชะงัก เช่นเดียวกับมือหนาที่กำลังลูบผมของลูกชายก็ชะงักไม่ต่างกัน

พ่อเลี้ยงหนุ่มคงฝังใจกับความรักครั้งนั้นมากเสียจนตระหนก และมีท่าทีชะงักแทบทันทีที่ถูกตามดถามถึง เนตราเม้มปากน้อยๆ ก่อนจะมองทั้งคู่เงียบๆ

ไม่มีใครรู้ความจริงภายในใจเช่นที่อคิราภ์รู้สึก เขารู้ตัวดีว่าเขาเพียงแค่เป็นห่วงความรู้สึกของบุตรชาย เขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนใดมาตลอดเกือบสี่ปี...หลังจากลิลินจากเขาไป ซึ่งเป็นระยะเวลาเท่ากับอายุของบุตรชาย อคิราภ์ไม่แปลกใจสักนิดที่จะมีใครๆ คิดว่าเขาคงจมปลักกับความรู้สึกผิดหวัง เขาเองก็เคยคิดเช่นนั้นจนกระทั่ง...

“มดมาเคาะประตูห้องอาเหรอ”

อคิราภ์เงยหน้ามองหญิงสาวที่ขัดภวังค์ความคิดของเขา และเป็นคนตอบคำถามในใจของเขาเช่นกัน เพราะเธอคือคนคนนั้น...คนที่ทำให้เขารู้ตัวว่าไม่ได้จมปลักกับความเจ็บปวดและความผิดหวังอีกแล้ว

“อาเนย!” นายมดเรียกชื่อหญิงสาวขณะปล่อยมือจากบิดาตรงไปหาเธอ

อคิราภ์จับจ้องหญิงสาวที่ยังเหลือร่องรอยความหม่นเศร้าในดวงตาคู่สวย ใบหน้าใสซีดเซียว แม้จะใช้เครื่องสำอางปิดบัง แต่ก็ไม่พ้นสายตาหลักแหลมที่จ้องจะสำรวจของเขาได้หรอก จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงจนอยากรั้งร่างบอบบางมากอดไว้กับอก ทว่าเขากลับทำได้เพียงยืนรอเธอเดินลงบันไดมาพร้อมนายมด

เขาเฝ้ามองเธออยู่เสมอ แม้จะเห็นว่าเธอดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แต่ความหม่นเศร้าก็ยังมีให้เห็น ความห่วงใยทำให้เขาอยากทำทุกอย่าง เพื่อบรรเทาความเศร้าโศกออกไปจากใจของเธอ

“มดไปดูลุงปั้นขุดแปลงนะ เดี๋ยวพ่อยืมตัวพี่เลี้ยงของเราไปช่วยงานสักหน่อย”

“ได้ครับพ่อคิราภ์ ตอนเที่ยงเจอกันนะครับ มดจะรีบกลับมาทานข้าวกับพ่อคิราภ์”

เด็กน้อยเดินมาหาอาสาวพลางฉุดมือให้เธอย่อตัวลง เนตราย่อตัวลงก่อนจะถูกเด็กชายตัวเล็กฝากรอยจูบไว้ข้างแก้มพลางส่งยิ้มมาให้

“มดจะกลับมาทานข้าวกับอาเนยนะครับ มดสัญญาว่าจะไม่ดื้อ”

หญิงสาวยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้ารับคำของนายมดที่ยิ้มร่า ก่อนจะวิ่งออกจากบ้านพลางเรียกหาสาวใช้ ให้นำรถจักรยานสี่ล้อมาให้

“น้าคำป้อ! จ้วยเอารถถีบหื้อมดตวย”

เนตรามองตามร่างกลมป้อมที่หยิบหมวกปีกกว้างของตัวเองขึ้นสวม แล้วผูกรองเท้าผ้าใบของตัวเองเตรียมพร้อมเข้าไร่ ขณะที่คำป้อเข็นรถจักรยานจากโรงรถมาให้

“ดีขึ้นแล้วเหรอ”

คำพูดเรียบๆ ที่ดูไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ เสมือนถามเพื่อดูอาการ ทว่าคำพูดของเขาก็เหมือนกับเข็มเล่มเล็กนับพัน ที่ตอกย้ำซ้ำเติมแผลในใจซึ่งยังคงเป็นแผลสดๆ ใหม่ๆ

“ค่ะ ดีขึ้นแล้ว”

อคิราภ์ลอบถอนหายใจ ท่าทางของเธอมันสวนทางกับคำตอบเสียเหลือเกิน ท่าทางเหมือนจะตายเสียให้ได้แบบนี้น่ะหรือดีขึ้นแล้ว แบบนี้เขาเรียกว่ายังไม่ดีขึ้นต่างหาก มือหนาทาบหลังมือกับหน้าผากเนียน ทำให้หญิงสาวขยับถอยห่างราวกับถูกของร้อน

“ตัวร้อนอยู่เลย พี่ว่ามานั่งเล่นในห้องทำงานพี่ดีกว่ามั้ย”

“แต่เนยยังไหวนะคะ” เธอเอ่ยพลางขยับกายเดินตามชายหนุ่มเข้าห้องทำงานเมื่อถูกจับจูงไม่ปล่อย

“งั้น...นั่งตรงนี้ แล้วถ้าไม่อยากอยู่ว่างๆ ก็หาอะไรอ่าน หรืออยากจะทำอะไรก็ทำ”

พูดจบเขาก็ไปยังที่โต๊ะทำงานของตน ทรุดกายนั่งบนเบาะรองนั่งพื้น เพื่อจดจ่อกับแฟ้มต่างๆ บนโต๊ะ ราวกับกำลังยุ่งเสียเต็มประดา เป็นเหตุให้เนตราเลิกคิ้วอย่างงุนงงและแปลกใจ ทว่าก็เลือกจะนิ่งเงียบด้วยการนั่งบนพื้นพรม แล้วเปิดเอกสารบนโต๊ะตัวเตี้ยตรงข้ามเขาอย่างที่เคยทำมาตลอด

.

.......................

.

.

อคิราภ์นั่งขัดสมาธิขณะหยิบแฟ้มเอกสารการติดต่อของลูกค้ารายใหม่มากางไว้ คิ้วเข้มขมวดเมื่อมองดูข้อเสนอ และรายชื่อบริษัทต่างๆ ในขณะที่เนตรากำลังตรวจดูบัญชี และจิ้มตัวเลขด้วยเครื่องคิดเลข ตัวเลขที่ไม่ตรงกันทำให้ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความสงสัย เธอตรวจซ้ำอีกครั้ง ทว่าผลก็ยังคงเช่นเดิม

“ขอโทษนะคะ”

“ครับ น้องเนยมีปัญหาอะไรหรือ”

ชายหนุ่มไม่เพียงถาม เมื่อเขาลุกจากเบาะรองนั่งของตัวเอง มายังโต๊ะของหญิงสาวที่เธอจับจองทำงาน

“ตัวเลขมันไม่ตรงกับในบัญชีค่ะ มันหายไปตั้งแต่บรรทัดนี้น่ะค่ะ”

อคิราภ์มองตามนิ้วของเธอที่ชี้ความผิดปกติ ชายหนุ่มอ่านรายการในแฟ้ม ก่อนจะลุกไปที่โต๊ะของตัวเองแล้วกลับมาอีกครั้ง

“นี่ครับ มันหักรายจ่ายตรงนี้ไปด้วย พี่คงลืมใส่ไปแน่ๆ เลย นี่ครับ ช่วยแก้ตัวเลขให้ด้วยนะ”

“ค่ะ”

“อ้อ! แล้วก็ไม่ต้องเรียกพี่แบบเกรงใจหรอกนะ น้องเนยกับนุชเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับ...”

“เรื่องอะไร” เขาเอ่ยถามพลางเลิกคิ้ว ทั้งที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวก้มหน้า เธอไม่อยากนึกถึงความเสียใจเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงอ้อมกอดอบอุ่นของอคิราภ์ในยามประคองเธอขึ้นรถ คอยดูแลเอาใจใส่เธอเสมอ...ในขณะที่อีกคนได้แต่พูดขอโทษ โดยที่ไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นแม้แต่น้อย นอกจากอคิราภ์จะเป็นเจ้าบ้านที่ดูแลเอาใจใส่คนในบ้านแล้ว เธอยังได้เห็นความมีน้ำใจที่เขามอบให้ลูกน้องทุกคน และความเมตตา เอื้ออารีแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในไร่อุ่นรัก

เนตราก้มหน้านิ่งจนคนรอฟังต้องเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง

“ว่าไงครับ เรื่องอะไร?”

“ทุกเรื่องที่ผ่านมาน่ะค่ะ โดยเฉพาะเรื่อคืนนั้น ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”

เนตราเงยหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อตอบคำถาม ไม่อยากให้คนตรงหน้าเห็นแววเศร้าที่ยังหลงเหลือ และทุกครั้งที่คิดถึง มันก็เหมือนแผลสดจากการถูกซ้ำเติมบนแผลเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า

อคิราภ์พรูลมหายใจ มือหนาประสานกันวางบนแฟ้ม ขณะมองใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาสนใจงานที่เขาให้ ความจริงเขาเข้าใจเรื่องนั้นดี แต่ไม่คิดว่าเธอจะยังหลงเหลือความรู้สึกมากขนาดนี้

“ไม่เป็นไรหรอก น้องเนยทำไปก่อนนะ พี่ขอไปคุยงานกับเจ้าดลหน่อย”

“ค่ะ” เนตรารับคำ ก่อนจะก้มหน้าทำงานอีกครั้ง

อคิราภ์หยิบโทรศัพท์ของตัวเองเดินออกจากห้องทำงาน มือหนากดโทร. หาญาติผู้น้อง เขารอสายเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงตอบรับของน้องสาว

“ว่าไงคะคุณพี่ชาย โทร. มานี่ใช่เรื่องเนยรึเปล่า”

“รู้ได้ยังไง ไอ้ดลบอกรึไง พี่บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปยุ่งกับมันน่ะ เรานี่ยังไง”

“อย่าดุนักสิคะ พี่ดลก็แค่เห็นว่าเนยเป็นเพื่อนของนุช เลยเล่าสู่กันฟังก็เท่านั้น ว่าแต่พี่คิราภ์มีเรื่องอะไรเหรอคะ”

“เรื่องเพื่อนเราน่ะ พี่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้รึเปล่าน่ะสิ อาการหนักน่าดู เมื่อคืนก็นั่งตากลมจนดึกดื่น พี่อดเป็นห่วงไม่ได้”

จนต้องเดินไปเดินมาเพื่อดูว่าเธอเข้านอนรึยัง

อคิราภ์ได้แต่ต่อคำพูดในใจ

“นุชได้ข่าวเรื่องนายปังกับแยมแล้ว ปังต้องแต่งงานกับแยมเพราะไปทำแยมท้อง ตอนนี้นายปังก็เริ่มมาเซ้าซี้กับนุชและพี่นงว่าเนยไปไหน ไปทำงานอะไร ไม่รู้ว่าแยมรู้รึเปล่าว่าว่าที่เจ้าบ่าวตัวเองยังพร่ำรำพันถึงแฟนเก่าน่ะ”

“นายปังอะไรนั่นยังรักน้องเนยอยู่นี่ แล้วทำไมถึงได้ไปทำผู้หญิงอีกคนท้องได้ล่ะ”

“จะโทษนายปังก็ไม่ถูกหรอกค่ะเรื่องนี้น่ะ แยมเองก็ชอบนายปังอยู่นานแล้ว นี่คงได้โอกาสหรือไงไม่ทราบ ถึงได้มาลงเอยโป๊ะเช๊ะ จนป่องแบบนี้ งานนี้ต้องโทษทั้งขนมปังขึ้นราและแยมเน่าค่ะ” นุชจรีเอ่ยด้วยอารมณ์

“พลาดท่าว่างั้นสิ ช่วยไม่ได้...ของดีหลุดมือล่ะสิคราวนี้”

“หลุดมือมาแบบนี้ พี่คิราภ์สนใจรึเปล่า นุชเชียร์เลยนะ”

นุชจรีแสร้งพูดทีเล่นทีจริง ทั้งที่ภายในใจหวังอยู่ลึกๆ ให้อคิราภ์ตอบตกลง เธอเชื่อว่าพี่ชายคนนี้จะดูแลเนตรา และทำให้เนตรารักได้ไม่ยากนัก

“พูดเป็นเล่นไป เนยก็อายุเท่าเราไม่ใช่รึไง พี่แก่กว่าตั้งเยอะ น้องเนยยังเด็กอยู่เลย”

“จะเท่าไหร่เชียวคะ ก็แค่รอบเดียว กำลังดีออกยี่สิบสามกับสามสิบสี่ คบเด็กๆ บ้างจะเป็นไรไป พี่คิราภ์จะได้รู้สึกกระชุ่มกระชวยไง เอาเป็นว่าเรื่องเนยน่ะนุชฝากด้วยนะ นุชรู้ว่าพี่คิราภ์จะหาวิธีทำให้เนยดีขึ้นได้ แค่นี้นะคะนุชไปประชุมก่อน สวัสดีค่ะพี่ชายสุดหล่อ”

กระชุ่มกระชวยงั้นหรือ?

อคิราภ์เอ่ยถามตัวเองพลางส่ายหน้า ทว่ากลิ่นหอมที่ยังติดจมูกไม่รู้คลายนี่สิ...กลิ่นยาสระผมที่กำจายในรถด้วยฝีมือของนายมดเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ยังไม่หายไปจากความทรงจำ เพียงแค่คิดถึง...เขาก็อยากจะสัมผัสเส้นผมนุ่มสลวยนั้น อยากจะดมดอมความหอมนั้น และอยากจะรู้นักว่ากลิ่นกายเธอจะหอมเฉกเช่นเดียวกับผมหรือไม่

“ป้อเลี้ยงเจ้า”

เสียงเรียกขัดจังหวะปลุกคนที่อยู่ในภวังค์ได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าขณะหันมองอีกฝ่าย

“มีอะไรหรือคำป้อ”

“แม่นายปิ๊กมาหาคุณมดเจ้า”

“แม่มาเหรอ เอาน้ำไปเสิร์ฟก่อน เดี๋ยวฉันตามไป บอกแม่ว่าฉันติดสายลูกค้าอยู่”

“ได้เจ้า”

.

.

.

.

.

.

.........

...

.

.

บทที่ 7 มาครบ 100% แล้วจ้าาาา

.

มาแล้ว...คุณแม่มาแล้วววว

จะมาแบบไหน? รอตอนหน้านะคะ

อ่านแล้วชอบก็อย่าลืมคอมเม้นต์ ให้กำลังใจ และกดติดตามกันน้าาาา

.

ใครที่อยากอ่านอีบุ๊ค หรือกำลังรออีบุ๊คกันอยู่

เรื่องนี้ยังไม่ได้อัปอีบุ๊คนะคะ รอกันอีกหน่อยน้า

กำลังรีไรต์โค้งสุดท้าย และกำลังร่างตอนพิเศษสุดพิเศษ 2 ตอน

จากนั้นจะเอาไปจัดหน้า ซึ่งไรท์ทำเองทุกขั้นตอน (ยกเว้นปก 555+)

เพราะงั้นรอกันอีกนิด ไม่นานเกินรอจ้า

**ตอนแรกไรท์บอกไว้ว่าจะลง 30 ตอน อาจจะยืดเป็น 31 หรือ 32 นะคะ

แต่ลงให้จนจบ(เว้นตอนพิเศษ) แน่นอนค่ะ

เพราะอาจมีฉากที่เพิ่มจากต้นฉบับ ทำให้ตอนเพิ่มไปด้วย

เอาเป็นว่าจะรีบเร่งมือนะคะ

.

.

ฝากไปกดติดตามเรื่องอื่นด้วยนะคะ

ยุทธการทลายคาน (พี่หมี+หนูแพร) >>> http://bit.ly/hongBEAR

อุ้งมือมาเฟีย (พี่หลง + เจินเจิน) >>> http://bit.ly/hongMAFIA

ร้อยเล่ห์บำเรอรัก (กวินท์ + แอลลี่) >>> http://bit.ly/hongVEG

.

ช่วยอุดหนุนอีบุ๊คกันด้วยน้า....

เสิร์หาจากชื่อนามปากกา "วลัชสิตา" ได้เลยนะคะที่เว็บไซต์ www.mebmarket.com หรือ www.fictionlog.com

.

.

ห้ามลืม!!

ไปกดไลก์เพจ เพื่อติดตามข่าวสาร และพูดคุยกันได้เลยยยย

ที่เพจ "วลัชสิตา ระย้าแก้ว วิลาสินี สร้อยแสงดาว" หรือ...
>> http://www.facebook.com/waluchsita <<

.

**ปล. ช่วงนี้กำลังมีเล่นเกมชิงหนังสืออยู่ อย่าลืมไปร่วมสนุกกันน้าาาา

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว