~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 13 หลุมพราง~~

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 13 หลุมพราง~~

เด็กหนุ่มเดินตามหลังชายชราอยู่ไม่ห่าง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ทาสทุกคนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าส่งเสียงร้องอวดครวญบ้างล้มลงอย่างทุลักทุเล เสียงแซ่ฟาดลงกลางแผ่นหลังเจ็บแสบแสนสาหัสราวกับมนุษย์เหล่านี้มิใช่คน ชายผมขาวกะพริบตาถี่ส่งสัญญาณให้ทาสจำเป็นอย่างศัลย์รู้ตัวก่อนอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้น

เสียงโห่ร้อง ประโคมด้วยเสียงกลองศึก เสมือนทหารนับหมื่นกำลังเข้าโรมรันหมายชิงตัวทาสกลับคืน ลูกธนูราวกับฝนห่าพุ่งปักร่างทหารกองหน้าที่ไม่ทันระวังล้มตายนับสิบ ส่วนพวกทาสพากันหมอบหลบตามโพรงหญ้าเป็นไปตามที่ชายชราคาดการณ์ไว้ เด็กหนุ่มทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้เหล่าทาสหลบไปอีกทางเพื่อไม่ให้ถูกลูกธนู แล้วรีบไปหลบภัยในกองทหารอีกฝ่ายที่พยายามจะช่วยเหลือทาสเหล่านี้

การสู้รบเป็นไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายไหนมีกำลังพลน้อยกว่าย่อมที่จะล่าถอยไปในที่สุด เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะกึกก้องไปทั่วสารทิศประกาศแสนยานุภาพแห่งความยิ่งใหญ่

“ครั้งนี้เจ้าทำดีมาก” ผู้เป็นนายกล่าวชมก่อนจะพยุงแขนชายชราให้ลุกขึ้น

“ขอรับ ท่านดามอส ข้าน้อยยอมพลีชีพเพื่อท่านเสมอ”

“ดามอส!!! หรือนี่” ศัลย์ร้องขึ้นจนชายชราต้องแนะนำ

“เจ้าเด็กคนนี้เป็นทาสที่ถูกจับตัวมาด้วยขอรับ ข้าเองเห็นว่ามันฉลาดดีก็เลยจะเอามันมาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมขอรับ”เด็กหนุ่มส่ายหน้าตาลุกวาว

“ว่าไงนะ ลุง จะบ้ากันใหญ่แล้ว”

“เจ้านี่พูดจาแปลกดี เอาเถอะถ้าท่านเห็นดีข้าเองก็คงไม่ขัดส่วนทาสที่เหลือให้ดูแลเป็นอย่างดีแล้วคัดคนดีมีฝีมือเข้ารับการฝึกโดยเร็ว เด็ก ผู้หญิง และคนแก่ให้ไปดูแลช่วยกันขนย้ายเสบียงหรือหุงหาอาหารไป อีกไม่นานสงครามต้องเกิดขึ้นแน่ เราต้องใช้กำลังพลอีกมหาศาล” ผู้เป็นนายภายใต้หน้ากากสีน้ำตาลไหม้สั่งการ

“ขอรับ ท่านดามอสเดี๋ยวข้าจะสั่งการลงไป รับรองว่าศึกครั้งนี้เราต้องได้ชัยชนะอย่างแน่นอน” ชายชรายกแขนขวาจรดที่หน้าผากยอตัวลงให้เข้าซ้ายปักลงดินแล้วตั้งแขนไว้ที่เข่าขวาเพื่อเคารพผู้เป็นนาย

เจ้าเมืองซานโตสกระโจนขึ้นขาพาดบนหลังม้า กระชับสายบังเหียนกระตุกเท้าให้ม้าศึกควบไปข้างหน้า ชายชรารีบทำตามคำสั่งของเจ้าเมืองในทันที

“สิ้นเรื่องแล้ว เดี๋ยวเจ้าตามข้ามา” ชายชราเดินอย่างกระฉับกระเฉงจนดูแปลกดา

“ท่านไม่หลังงอแล้ว แถมยังเดินเร็วกว่าผมด้วย”เด็กหนุ่มท้วงขึ้นจนอีกฝ่ายต้องหยุดปลายเท้า

“อย่าสงสัยให้มากความรีบตามข้ามาโดยเร็ว”ชายชราคว้ามือเด็กหนุ่ม

“ลุงจะพาผมไปไหน”

“ไปสมัครเป็นทหาร”

“ว่า...ว่าไงนะลุงจะให้ผมทำอะไรนะ” ศัลย์ทวนคำถาม

“เจ้าได้ยินถูกต้องแล้ว และข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้องเก่งและเป็นเจ้าเมืองแทนข้าได้อย่างแน่นอน เจ้าลูกชาย” ชายชราหัวเราะดังลั่นแต่ศัลย์ได้แต่ส่ายหน้า

“ผมไม่เอาด้วยนะลุง เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว และผมเองก็ใช้อาวุธทุกอย่างไม่เป็นด้วยครับ”เด็กหนุ่มยักไหล่ถอนหายใจยาว

“เรื่องนั่นไม่ยาก พอสมัครเสร็จ เจ้าก็เข้ารับการฝึกได้เลย อย่างมากก็น่าจะประมาณสองปี สามปี ออกรบสักสามสิบสี่สิบครั้งก็น่าจะขึ้นเป็นเจ้าเมืองได้ไม่ยากยิ่งข้าคอยหนุนด้วยแล้วล่ะก็ทางสะดวก ไปเจ้าหนูเดี๋ยวข้าจัดการทุกอย่างให้เองเจ้าแค่ฝึกฝนตัวเองให้เก่งรบให้ชนะ เจ้าจะสบายไปทั้งชาติเลย”ชายชราหัวเราะในลำคอ

“ให้ข้าไปขุดดิน เลี้ยงหมา หาปลายังจะดีซะกว่า”

“เอาเถอะ ไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าเจ้าได้ฝึกอาจจะติดใจก็ได้”

“จะเอายังไงก็เอากัน ไหน ๆ ก็หลงเข้ามาแล้วลองเป็นทหารสักครั้งเผื่อจะได้กลับออกไปสักที”เด็กหนุ่มพึมพำ

“นั่นเจ้าว่าไงนะ ข้าได้ยินไม่ชัด”

“เปล่า เปล่าครับ ผมแค่บอกว่าลองฝึกดูก็ได้ครับลุง”ศัลย์รีบแก้ตัว

“รีบตามมาได้แล้ว”เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว

“ครับลุง”

เสียงโลหะมันวาวกระทบกัน ทหารร่างกำยำฟาดฟันฝึกซ้อมกันอย่างเหงื่อไหลไคลย้อย บ้างถือทวน ดาบ หอก โล่ป้อง ส่งเสียงอึกกระทึกราวกับเข้าโรมรันข้าศึกในสมรภูมิรบจริง ๆ เด็กหนุ่มได้แต่ยืนมองนึกภาพตัวเองได้ยืนถือดาบฝึกซ้อมกับพวกทหารเหล่านี้มีหวังต้องขาดเป็นสองท่อนแน่

“ไอ้หนู เดินมาทางนี้” ชายชราร้องเรียก

“ครับลุง”

“กางฝ่ามือออกแล้วทับลงบนแผ่นหินนั่น แล้วสลักชื่อลงไป” ชายชราแนะนำก่อนจะพึมพำในลำคอ

ทันทีที่ฝ่ามือทาบลงบนแผ่นหินแสงสว่างบรรเจิดขึ้น นิ้วทั้งห้ายุบลงไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นหิน อำนาจบางอย่างผลักให้ฝ่ามือของเด็กหนุ่มลอยขึ้นจนเห็นรอยจารึกที่ปรากฏเป็นดาวห้าแฉกสว่างเรืองรองอยู่ตรงหน้า ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างค่อย ๆ ยกแผ่นหินขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างอย่างช้า ๆ อมยิ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือธรรมชาติและคงยากที่จะมีใครได้มาสัมผัสกับสิ่งนี้

“เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวของเจ้าถูกจารึกไว้ในแผ่นศิลานั่นจนหมดสิ้นและจะถูกเก็บไว้ในที่ลับเฉพาะมีเพียงราชันแห่งเทพและตัวเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์เอามันออกมาได้ ตัวข้าเองก็ยังไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้ ส่งศิลานั่นมาให้ข้า” ศัลย์รีบทำตามคำสั่งในทันที

“ตั้งแต่ข้าเจอเจ้า ข้าเองยังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริง” ชายชราเอ่ยถามจนศัลย์เองก็ลืมเสียสนิทว่าตัวเองสลักชื่อลงในศิลานั่นว่าอะไร

“ครับ ครับ ลุง ผมชื่อว่า” เด็กหนุ่มยืนใช้มือเกาหัวอยู่พักใหญ่หันไปมองสายตาเจ้าของคำถามจนคิดออกจนได้

“เอาล่ะนะเป็นยังไงเป็นกันตัดไม้หันอากาศและยอยักษ์การันต์ออกไป เพิ่มสระอิและสระอาเข้ามา

ผมชื่อ ศิลา!!! ครับลุง” เด็กหนุ่มพึมพำก่อนจะเปล่งเสียงดัง ๆ ออกมา

“ชื่อ ศิลา อย่างนั้นรึ แต่ทำไมต้องคิดนานขนาดนั้นแค่ชื่อตังเองหรือกลัวไปซ้ำกับใครเข้า”ชายผมขาวรู้สึกแปลกใจในท่าทีการแสดงออกที่ดูมีลับลมคมใน ส่วนศัลย์เองใช้โอกาสนี้แลกคำถามกลับไป

“แล้วลุงล่ะชื่ออะไร” ศัลย์ย้อนถามกลับไปแต่ชายชรากลับอมยิ้มเล็ก ๆ แล้วพูดขึ้นว่า

“เออแน่ะรู้จักย้อนถามข้ากลับมาแบบนี้ค่อยดีหน่อย นึกว่าเจ้าจะไม่ถามชื่อของข้าซะแล้ว กล้าถามมาข้าก็จะบอก ข้าชื่อศัสตรา ใคร ๆ จะชอบเรียกข้าว่า พ่อเฒ่าศัสตรา”

“พ่อเฒ่าศัสตรา!!! เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนแต่จำไม่ได้”ศัลย์พึมพำอยู่คนเดียว

“นั่นเจ้าว่ายังไงนะ หรืออยากจะออกรบแล้ว แต่ยังไม่ได้ ถ้าขืนออกไปตอนนี้มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว” พ่อเฒ่าถามเองตอบเองและศัลย์เองก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ศัสตรา แปลว่า อาวุธ แสดงว่าท่านลุงต้องเก่งเรื่องอาวุธ ช่วยแนะนำข้าด้วยเถิดจะเป็นพระคุณยิ่ง” เด็กหนุ่มพยายามใช้คำพูดให้เข้าใจกันแบบง่าย ๆ แต่บางครั้งก็ทำให้ชายแก่ทำหน้างงได้เหมือนกัน

“ใช่! ข้าใช้อาวุธได้แต่ใช่ว่าจะเก่งไปทุกอย่างเหนือฟ้ายังมีฟ้า และเจ้าจะเป็นตัวแทนของข้าในอนาคตอันใกล้ อย่ามัวร่ำไรอยู่อีกเลย ตามข้ามาจะพาไปที่พักตลอดระยะเวลาที่เจ้าอยู่ที่นี่ และข้าเองจะต้องเดินทางต่อไปเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงแล้วข้าจะกลับมาดูความสำเร็จของเจ้านะศิลา” ชายชราฉีกยิ้มหัวเราะในลำคออย่างมีเล่ห์กลชวนให้ศัลย์เองเริ่มไม่วางใจในสถานที่แห่งนี้เสียแล้ว

วันแรกของการฝึกเริ่มขึ้นแล้ว ชายชราในชุดเสื้อเกราะสีดำมันวาวเสมือนแม่ทัพใหญ่บัญชาการรบโยนอาวุธชิ้นหนึ่งให้เด็กหนุ่มคว้าเอาไว้ในมืออย่างแม่นยำ

“ดาบหรือท่านลุง”ศิลาพลิกหมุนอาวุธดูจนรอบด้านแต่ก็ยังทำหน้างงๆอยู่ดี

“ใช่ มันคือดาบแต่เป็นดาบไม้ไผ่สำหรับนักรบฝึกหัดอย่างเจ้าหากวันใดที่การฝึกนั้นจบลงดาบไม้ในมือของเจ้าจะกลายเป็นดาบโลหะที่คู่ควรกับคนที่ถือมันไว้ในมือ”เด็กหนุ่มกวัดแกว่งมันเล่นไปมาในอากาศ

“เดี๋ยวก่อนท่านลุงผมอยากได้เสื้อเกราะแบบนั้นบ้าง หนาซะขนาดนั้นสงสัยดาบจะฟันไม่เข้าแน่ๆ” ชายหนุ่มใช้ไม้ในมือเคาะเกราะมันวาวจนเสียงกังวาน

“นักรบฝึกหัดอย่างเจ้ายังไม่มีสิทธิ์จะได้ครอบครองชุดเกราะใด ๆ จนกว่าจะผ่านการฝึกและพร้อมที่จะเข้าฟาดฟันศัตรูในสมรภูมิรบเท่านั้น”

“มีแค่ดาบไม้ไผ่อันเดียวเท่านี้นะท่านลุง ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ”

“หากเจ้าผ่านทั้งสิบสามด่านไปได้อย่าว่าแต่ชุดเกราะเลย อาวุธที่คู่ควรกับเจ้ามันจะลอยตามมาเอง”

“สิบสามด่านเลยหรือครับท่านลุง”

“ใช่ แต่เจ้าจะมีเพื่อนร่วมเดินทางไปอีกนับร้อยแต่สุดท้ายก็ไม่เคยเหลือเกินสิบคนที่ได้กลับออกมา”

“หวังว่าผมจะเป็นหนึ่งในสิบคนนั้นนะครับลุง”เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย

“ข้าคงจะส่งเจ้าได้แค่นี้ และจงจำไว้ว่า อำนาจเป็นเพียงเงา อย่าเศร้าเมื่อลาจาก”

“ครับลุง ผมจะจำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าแต่ว่าทำไมขาของผมมันสั่นแบบนี้”

“ถึงเวลาแล้ว”ชายในชุดเกราะดำผายมือไปที่จุดหมาย

แผ่นดินสั่นไหวจนแตกแยกเป็นแนวยาว ปลายแหลมของยอดเขาใต้พิภพค่อย ๆ โผล่พ้นจนเห็นตะหง่านสูงจนลิบตา ความลาดชันหมุนเป็นเกลียววนรอบเสมือนทางเดินให้เหล่านักรบฝึกหัดได้มุ่งสู่สิบสามด่าน ศัลย์เงยหน้ามองสูดลมหายใจ เหล่านักรบฝึกหัดเดินเรียงแถวจนสุดตา

“ขอให้เจ้าจงโชคดี ทั้งสิบสามด่านนี้ จะเป็นเสมือนบททดสอบอันล้ำค่า จงอย่าประมาทและใช้ไหวพริบแก้ปัญหาแล้วเจ้าจะกลายเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปจากข้า”ชายชราหัวเราะในลำคอก่อนที่ร่างนั้น ๆ จะค่อย ๆ เลือนหายไป

“อ้าว!หายไปไหนแล้ว ท่านลุง ท่านลุง นึกจะไปก็ไป แล้วจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ล่ะลุง”ศัลย์ตะโกนลั่นแต่ไร้การตอบรับใดๆ

“แล้วนั่น ดูเหมือนจะเข้าไปข้างในกันหมดแล้ว เดี๋ยวทางเข้าเกิดปิดขึ้นมางานเข้าแน่เรา รีบไปดีกว่า”ชายหนุ่มกำดาบไม้ไผ่ไว้แน่นสับปลายเท้าจนฝุ่นตลบ

ณ. บ้านฟ้าสวย

หญิงสาวกระแทกปลายนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดยืนยันสถานะ เสียงตอบรับดังขึ้น หญิงสาวอมยิ้มร้องเย้ดังลั่น ข้อความ ยินดีต้อนรับสีขาวบนพื้นดำสนิทเลื่อนไปทางซ้ายอย่างช้าๆ เสมือนยืนยันให้ผู้เล่นเตรียมพร้อมสู่เกมออนไลน์แต่ดูเหมือนสาวน้อยจะดีใจมากไปซะหน่อยจนเครื่องเป็นแบบนี้

“ทำไมมันเงียบหายไปนานแบบนี้นะหรือเครื่องจะพังอีกแล้ว”หญิงสาวบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

“นึกแล้วเชียว เล่นโปรโมชั่นไม่กลัวขาดทุนแบบนี้นึกว่าจะได้เล่นฟรี 10 ชั่วโมงอย่างสบายใจแต่ก็มีปัญหาจนได้น่าเบื่อที่สุด”สาวน้อยฟุบลงนอนบนโต๊ะคอมพิวเตอร์อย่างเมื่อยล้าเป็นที่สุด

“ทำไมถึงง่วงนอนแบบนี้นะ”หญิงสาวอ้าปากหาวจนเปลือกตาแนบชิดสนิทกัน

หญิงสาวค่อยๆลืมตายืดตัวเหยียดแขนบิดความอ่อนล้า กวาดสายตาไปรอบ ๆ ดวงตากลมโตถึงกับเบิกกว้างขึ้นเมื่อภูเขาสูงชันมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพยายามขยี้ตาเท่าไร่มันก็ยังสูงเด่นอยู่เช่นนั้น

“อยากจะเป็นทาสจนวันตายหรือไง นั่งบื้ออยู่ได้” เสียงนั้นทำให้สาวน้อยต้องเหลียวหลังมอง

“ว่าแล้วยังมาจ้องหน้าข้าอีกเดี๋ยวกัดให้คันเล่นซะเลย”

“มดพูดได้!!! เรากำลังคุยกับมดหรือนี่” หญิงสาวร้องลั่นจนเหล่าบรรดาสัตว์ตัวจิ๋วต่างผวาไปตั้งหลัก “อย่าคิดจะมารังแกกันนะ พวกเราถึงแม้ตัวจะเล็กแต่กัดเจ็บเหลือใจ สงสัยจะพึ่งเข้ามาครั้งแรกนะสิ” “แล้วที่นี่มันที่ไหนกันดูแปลกๆพิลึก ถ้าให้ทายต้องเป็นสถานที่ลึกลับคล้ายดินแดนในเทพนิยายสมัยสงครามรบพุ่งแบ่งแยกดินแดนอะไรทำนองนี้แน่”สาวสวยยักไหล่ก่อนจะรอฟังคำตอบจากผู้ร่วมสนทนา

“เจ้าทายถูกแล้วที่นี่เป็นดินแดนแห่งสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ ใครมีอำนาจและไพร่พลมากกว่าย่อมได้ครอบครองซึ่งทุกสิ่ง ขนาดทาสบางคนยังกลายมาเป็นแม่ทัพคนสนิทขององค์ราชันได้เลย”

“หรือว่าเราจะเข้ามาอยู่ในเกมนั่นแล้ว”สาวน้อยพึมพำอยู่คนเดียว

“หวังว่าเจ้าจะได้เป็นนักรบหญิงคนแรกที่ผ่านสิบสามด่านทมิฬบนยอดเขานั่นได้และลงมาได้อย่างปลอดภัย และหวังว่าเจ้าและข้าจะได้พบกันใหม่ไปล่ะ”เจ้าสัตว์ตัวจิ๋วหายลับสู่ห้วงลึกแห่งรู

“อ้าว! นั่นนึกจะไปก็ไป แล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไปหรือว่าจะต้องขึ้นไปบนยอดเขานั่นจริง ๆ ทำไมตัวเรามันสั่น ๆ ชอบกลหรือว่า”ฟ้าสวยรีบก้มลงมองที่พื้นดิน

สาวสวยรีบกระโจนออกจากที่ที่ตนนั่งอยู่ทันที ความร้อนทำให้วัตถุบางอย่างที่ฝังอยู่บนพื้นผิวสีขาวนวลเริ่มสั่นและแตกร้าวเสมือนมีบางอย่างพยายามดิ้นรนให้โผล่พ้นขึ้นมา ฟ้าสวยอ่าปากค้างกับสิ่งที่เห็นสัตว์ประหลาดโผล่หัวออกมาจากไข่ที่ตนเองนั่งทับมันไว้อย่างไม่รู้ตัวซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นรูปเป็นร่างกางปีกสั่นหัวสลัดเหยื่อเหนี่ยว ๆ ให้หลุดออกไป

ดวงตากลมโตจ้องมองที่หญิงสาว กระพือปีกเข้าหาส่งเสียงร้อง แม แม จนฟ้าสวยเองอดไม่ได้ที่จะลูบลงบนหัวของมัน ใครจะไปรู้ว่า จะมีมังกรตัวไหนมาไข่ทิ้งไว้แถวนี้จนทำให้มันคิดว่าสาวสวยเป็นแม่ของมัน

“มังกรสีชมพูมีด้วยหรือนี่ ตัวเล็กๆก็ยังน่ารักอีกหน่อยมันคงจะตัวใหญ่น่าดู อีกหน่อยเราไม่กลายเป็นอาหารของมันหรือนี่”ฟ้าสวยลูบหัวของมันอย่างเอ็นดูแต่ก็ยังรังเลใจ

“แม! แม!” มังกรน้อยส่งเสียงร้อง

“สงสัยจะคิดว่าเราเป็นแม่ของมัน อีกหน่อยก็น่าจะพูดได้ ขนาดมดยังคุยกับเรารู้เรื่องเลย แล้วจะไปตามหาแม่มันได้ที่ไหนกันล่ะนี่ดีไม่ดีแม่มันอาจจะคิดว่าเราขโมยไข่ของมันมาพ่นไฟใส่จนไหม้เกรียมยิ่งคิดยิ่งปวดหัววิ่งหนีไปเลยดีกว่าเรา”ฟ้าสวยสับปลายเท้าจนฝุ่นตลบมุ่งสู่ยอดเขาทันทีปล่อยให้มังกรตัวน้อยมองตามอย่างฉงนใจ

ณ. ด่านทดสอบ...

เสียงชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดอยู่เป็นจังหวะ หน้าอกผายขึ้นลงเม็ดเหงื่อไหลย้อยท่วมกายยืนมองเหล่าทาสที่ต้องการเปลี่ยนสถานะของตนแม้ว่าทุกครั้งจะกลับมาไม่ถึงสิบคนก็ตามที

ประตูหินผาทางเข้าสู่ด่านแรกของการทดสอบขยายเปิดกว้างแยกออกจากกันจนผู้คุมประจำการฐานแห่งนี้ก้าวปลายเท้ากระแทกอาวุธลงพื้นพาให้เหล่าผู้กล้าผวาตื่นยืนสั่นไปตามๆ กัน น้ำเสียงอันดุดันของชายในชุดเกราะดำทมิฬเปล่งวาจาขึ้น

“เจ้าทาสทั้งหลายจงฟังข้า การทดสอบกำลังจะเริ่มขึ้นและที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสิบสามด่านที่พวกเจ้าทุกคนต้องเผชิญแต่จะมีสักกี่คนที่อยู่จนครบทั้งสิบสามด่านและก้าวเท้าลงจากหุบเขานี้ไปได้”

“ข้าขอถามอะไรหน่อย” ศิลายกมือและร้องถามขึ้นจนเหล่าทาสหันมามองเป็นตาเดียว

“เจ้าหนุ่มมีอะไรยังนั้นรึ”

“เมื่อไหร่จะทดสอบ ข้าว่าราคาคุยมากกว่า จัดมาเลยเอาแบบเนื้อ ๆ น้ำไม่ต้อง”ชายหนุ่มถอนหายใจแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับขมวดคิ้วกระแทกอาวุธ

“ชะ! ชะ! เจ้านี่ ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะทนไปได้สักกี่น้ำแต่ก็เอาเถอะก่อนที่จะไม่ได้สบถอะไรออกมาอีก”

“ข้าจะเดินเข้าไปแล้วนะ ช่วยหลีกทางด้วย”ศิลาก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าเพียงเสี้ยววินาทีเป็นอันต้องหยุดเหลียวหลังตามเสียงที่แผดตามมาด้านหลัง

“รอด้วย ช่วยด้วย มังกร มังกร มันจะเผา มันจะ เหนื่อย เหนื่อย”หญิงสาวลื่นไถลหัวทิ่มปักพื้นจนฝุ่นตลบอบอวลอยู่ท่ามกลางเหล่าทาสที่ส่ายหน้าไปตาม ๆ กัน

“เจ้าเป็นใครกัน” ทหารในชุดเกราะร้องถาม

“ฟ้าสวย! น้องสาวข้าเอง”ชายหนุ่มร้องขึ้น รีบไปพยุงหญิงสาวให้ยืนขึ้นหญิงสาวอมยิ้มส่งสายตาให้ชายหนุ่มก่อนจะปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามตัวจนคลุ้งไปทั่วบริเวณ

“เจ้าหนีจะอะไรมาข้าไม่สนแต่จะร่วมทดสอบด้วยอย่างนั้นรึ”

“ทดสอบอะไรกัน พูดเรื่องอะไร”ฟ้าสวยหันไปสบตาชายหนุ่ม

“ไม่มีอะไรหรอกเอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง จะให้ทำอะไรก็ว่ามาเลยท่านนักรบชุดเกราะ”ศิลาพูดตัดบทเพราะเหล่าทาสเริ่มเขม็งตาใส่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อที่เขาและฟ้าสวยที่ถ่วงเวลา

“ด่านที่ 1 จับให้ได้ ไล่ให้ทัน เข้าไปข้างในแล้วจะรู้เอง” นายทหารขยับหลีกทางผายมือให้เหล่าทาส

ชายหนุ่มสบตาหญิงสาวเพื่อให้เดินตามมาด้านหลังอย่างช้า ๆ ส่วนทาสคนอื่น ๆ สับปลายเท้าแซงไปข้างหน้า ถ้ากระโดดข้ามได้พวกทาสเหล่านั้นคงทำไปแล้ว ยิ่งเดินเข้าไปมากขึ้นเท่าไหร่ดูเหมือนแสงสว่างจะริบรี่ลงเรื่อย ๆ จนมืดสนิท เสียงร้องของผู้ที่ชอบเดินไม่ระวังเหยียบเท้ากันจนสบถคำต่าง ๆ นานาออกมาจนน่ารำคาญใจ เสียงร้องตะโกนแว่วมาจากด้านหน้าจนจับใจความได้ว่า ทางตัน ทั้งหมดหันหลังกลับทันทีก่อนจะเร่งฝีเท้าย้อนกลับไปทางเดิมแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดในเมื่อหมากเกมนี้ต้องดำเนินต่อไปจนครบทั้งสิบสามด่าน

แสงสว่างวาบขึ้นมาจากเบื้องล่างสาดแสงกระจายไปทั่วสารทิศราวกับใต้หล้ามีรูกลวง ๆ นับร้อยให้แสงเดินทางผ่านขึ้นมาเพื่อเป็นบททดสอบของผู้มาเยือน เงาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างปรากฏขึ้นราวกับมันพยายามปีนป่ายให้พ้นจากรูกลวง ๆ เบื้องล่าง และตอนนี้จำนวนของมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเหล่าทาสทั้งหลายต่างเป่าปากตาโตนับจำนวน

“มันคือตัวอะไรกันแน่ ถึงได้มากมายขนาดนี้” สาวสวยร้องถามจนอีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“มันคล้าย ๆ สัตว์จำพวกจิ้งเหลน กิ้งก่า หางยาวแบบนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่นึกไม่ออกมันติดอยู่ที่ปาก”ชายหนุ่มพยายามคิดอยู่นานจนในที่สุดก็มีคนช่วยเฉลยให้หายคล่องใจ

“ก็แย้ไงล่ะ มันชอบอยู่ในรู และวิ่งเร็วมาก มีขนาดใหญ่กว่ากิ้งก่า เนื้อของมันอร่อยจนขึ้นภัตตาคารเชียวนะจะบอกให้” นายทหารชุดเกราะดำปรากฏกายขึ้นอีกครั้งช่วยไขข้อข้องใจให้กระจ่าง

“อย่าบอกนะว่าจะให้จับแย้พวกนี้” ศิลาพูดขึ้น ทหารในชุดเกราะหัวเราะในลำคอ

“ใช่แล้ว! พวกเจ้าทุกคนต้องจับแย้พวกนี้” นายทหารย้ำคำ

“จะบ้าหรือไงกัน แน่ใจหรือว่านี่คือบททดสอบ ถ้าแน่จริงให้ลงไปจับในรูเลยสิ” ฟ้าสวยเอ่ยขึ้น

“ถ้าทำเช่นนั้นได้ก็ดี เพราะพวกเจ้าทุกคนจะต้องจับมันให้ได้มากที่สุด และไม่ต่ำกว่า 50 ตัว แล้วต้องเอาไปใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ด้านโน้นที่มีรูกลมๆพอให้หัวของมันโผล่ขึ้นมาและครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ หากใครทำได้ในเวลาที่กำหนดก็ผ่านสู่ด่านต่อไปทันที"นายทหารหยิบกะลามะพร้าว 5 ใบขึ้นมาวางไว้ใกล้ๆ โหลแก้วที่มองเห็นทะลุทุกด้าน

“อย่าบอกนะว่า” ชายหนุ่มอุทานพร้อมหันหน้าไปทางนาฬิกาจับเวลาทั้ง 5 ใบ

“ใช่แล้ว หากมันจมครบห้าใบเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงเวลาของพวกเจ้าจบลง มาทางไหนกลับไปทางนั้น อย่าลืมว่านี่คือด่านแรกเท่านั้นหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะผ่านไปได้ด้วยดี และครบทั้งสิบสามด่านปลดเปลืองความเป็นทาสได้ พร้อมแล้วเชิญ” แสงสว่างวาบขึ้นจากรูกลมๆจนเห็นดวงตากลอกกลิ้งนับร้อยพร้อมทดสอบเหล่าทาส

“นี่มันบททดสอบอะไรกัน สรุปแล้วที่นี่มันที่ไหน พอตื่นขึ้นมาก็เจอไข่มังกรดันฝักตัวออกมาเป็นมังกรสีชมพูวิ่งหนีแทบแย่ สุดท้ายก็มาให้จับแย้ ที่นี่มันส่วนไหนของโลก ทำไมมันถึงแปลกๆยังกับย้อนเวลาไปในยุคสงคราม ช่วยตอบหน่อย ช่วยตอบที ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”ฟ้าสวยถอนหายใจ

“ตอนแรกเราก็ยังสับสนอยู่เหมือนกันว่าที่นี่มันคือที่ไหนกันพอตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นทาสไปแล้วเกือบ

เอาชีวิตไม่รอดเหมือนกันทุกอย่างก็เลย ปล่อยไปตามยถากรรม หาทางเอาชีวิตให้รอดเพื่อหาทางกลับบ้าน”

“แต่เราจำได้ว่าเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลทุกคนเป็นห่วงมากและคิดว่าเกมออนไลน์เป็นสาเหตุ

เหมือนกับเด็กๆทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อ”

“ใช่ไม่ใช่ยังไงเราจะต้องผ่านทั้งสิบสามด่านไปให้ได้และต้องอยู่รอดต่อไปจนกว่าเกมนี้จะจบลง”ชายหนุ่มกำหมัดขวายกขึ้นระดับอก

สัตว์์สี่เท้าหางยาวผงกหัวไปมาต้อนรับเหล่านักล่าที่จ้องมองพวกมันให้ชันคอพ้นรูขึ้นมาหมายจับเด็ดหัวให้อยู่หมัด กะลาถูกวางลงบนผิวน้ำ มันค่อยๆจมลงทีละน้อย เกมที่หนึ่งเริ่มขึ้นแล้ว สมาชิกแย้ทุกตัวพร้อมหนีการไล่ล่าแต่ภายใต้รูกลมๆมิใช่มีแค่พวกมันเท่านั้นกลับมีสัตว์เลื้อยคลานต่างสายพันธุ์และมากกว่าสี่เท้ามาให้เหล่าทาสแยกโสตประสาทกันเล่นๆ

“งานนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เล่นกันแบบนี้ใครจะผ่านไปได้ง่ายๆ ทั้งงู ทั้งจิ้งจก แถมแมงป่อง ใครจะกล้าไปเสี่ยงมีหวังได้จบชีวิตก่อนแน่” ฟ้าสวยถอนหายใจแบะปาก

“ไม่ลองก็ไม่รู้ บางทีสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นภาพลวงตาก็ได้ เราต้องตั้งสติจับแค่แย้เท่านั้น เอาล่ะกะลาใบแรกลงบนผิวน้ำแล้ว ไปกันเลยฟ้าสวย” ชายหนุ่มวิ่งเข้าหา รูกลม ๆ ตะครุบได้เพียงหางเท่านั้น มันไวปานวอก

กะลาใบแรกจมลงอย่างสนิท ตามด้วยใบที่สอง เหล่าบรรดาทาสต่างปาดเหงื่อไล่ล่าสัตว์สี่เท้าที่ไวปานวอก พวกมันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่บรรดามนุษย์น่าโง่ที่คว้าพวกมันได้เพียงหาง บ้างก็คว้าได้จิ้งจก งู แถมถูกแมงป่องฝังเหล็กในในปวดกายเล่นๆ จนทาสบางกลุ่มเริ่มถอดใจ

ศิลาและฟ้าสวยก็ไม่ต่างกับเหล่าทาสพยายามไล่จับก็ยังไม่มีวี่แววที่พวกมันจะลงไปโผล่หัวในกระบอกไม้ไผ่จนต้องหยุดหอบให้หายเหนื่อย และแล้วกะลาใบที่สามก็ลงสู่ผิวน้ำ

“จะเอายังไงกันดีล่ะศัลย์ เราพยายามไล่จับพวกมันแต่ก็คว้าได้แค่หางสงสัยคงจบชีวิตแน่คราวนี้”

“ในเมื่อเราจับมันด้วยมือเปล่าไม่ได้ เราก็น่าจะจับมันด้วยวิธีอื่น แย้มันวิ่งเร็วแถมชอบอยู่ในรู” ชายหนุ่มหันไปเห็นถังน้ำขนาดใหญ่ที่มีรอยรั่วซึมจนน้ำไหลนองเป็นทางยาว

“มัวคิดอะไรอยู่ กะลาใบที่สามกำลังจะจมแล้ว” ฟ้าสวยถอนหายใจยาว

“คิดอะไรออกแล้ว ตามเรามาเดี๋ยวได้สนุกแน่ คราวนี้พวกมันต้องเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่แต่โดยดีจนเราไม่ต้องเหนื่อยออกแรง รับรองครบตามจำนวนแน่”

ศิลาหยิบไม้ไผ่ลำเล็กๆ ที่ถูกตัดจนกลายเป็นท่อนๆ ขนาดเท่ากระบอกข้าวหลามแต่ถูกผ่ากลางจนเห็นเนื้อขาว ๆ ข้างใน มันถูกกองไว้ข้าง ๆ ไม้ไผ่ลำใหญ่กรงขังพวกแย้ ชายหนุ่มรีบหยิบแล้วกระแทกเข้าไปที่รอยรั่วซึมของถังน้ำจนมันแตกและกลายเป็นรูขนาดใหญ่พอดีกับลำของไม้ไผ่ น้ำไหลทะลักพุ่งไปยังจุดหมายทันที

“ใช่สิ พวกมันอยู่ในรู หากน้ำท่วมรูมันก็ต้องหนีตายออกมา ส่วนสัตว์อื่นมันก็จะหนีน้ำขึ้นไปอยู่ที่สูง แต่เดี๋ยวก่อน เราจะจับแย้ลงกระบอกไม้ไผ่ได้ยังไงล่ะศัลย์”

“เราก็ดึงไม้ไผ่มาวางไว้ที่รูให้มันวิ่งหนีน้ำและเข้าไปเอง ส่วนสัตว์อื่นเราต้องให้เธอช่วยเอากิ่งไม้ไผ่ที่มีใบไล่มันไปให้ไกลๆ แค่นี้คงจะได้แย้ตามจำนวน เอาล่ะรีบทำกันเลยก่อนที่กะลาใบที่สี่และห้าจะจมลง”

ทุกอย่างเป็นตามที่คิด พวกมันขึ้นจากรูแล้ววิ่งเข้ากระบอกไม้ไผ่ และไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่รูเดียวจะมีแย้อยู่ถึงสิบตัว ทำให้การไล่ล่าแย้ครั้งนี้ผ่านฉลุยครบห้าสิบตัว และกะลาใบที่ห้าก็จมลงได้อย่างพอดี ทหารชุดเกราะถึงกับเข่าอ่อนเอาดาบเล่มใหญ่ค้ำยันพื้นแทบไม่ทัน ยกมือขึ้นขยี้ตา

“ไชโย เราผ่านแล้ว ส่วนทาสที่เหลือก็คงจะผ่านเช่นเรา”ฟ้าสวยกระโดดโลดเต้นด้วยความสะใจ

“เราจะต้องช่วยทาสเหล่านี้ ให้ผ่านไปพร้อม ๆ กับเรา เพื่อวันข้างหน้า ทาสพวกนี้อาจช่วยทำงานใหญ่ให้กับเรา” ศิลายักคิ้ว

“ไปกันเถอะนั่นประตูเปิดแล้ว” สาวสวยดึงแขนชายหนุ่มไปยังด่านต่อไปทันที

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว