ภารกิจพลิกชะตาฟ้า-คุณหนูใหญ่ หม่าซ่วนฉี

โดย  Phoenix_C

ภารกิจพลิกชะตาฟ้า

คุณหนูใหญ่ หม่าซ่วนฉี

ยุคจีนโบราณ

หม่าซ่วนฉี คุณหนูใหญ่ตระกูลหม่า เป็นธิดาที่เกิดจากหม่าซ่วนตงจียงจวิน(แม่ทัพ)และเมิ่งฉีเซียงฟูเหริน(ฮูหยินใหญ่)มีต้าเกอซึ่งเกิดจากหมู่ชิน(มารดา)คนเดียวกัน ชื่อหม่าซ่งชิง เขาแก่กว่านางสามปีตอนนี้ผู้ถูกส่งไปฝึกยุทธ์ในสำนักศึกษาหลวงอีกทั้งนางยังมีพี่น้องซึ่งเกิดอี้เหนียงรอง หม่าเจียงจวินมีอี้เหนียงถึงสามคน

ตอนซ่วนฉีอายุเจ็ดหนาว จวนตระกูลหม่ากั๋วกงถูกโจมตีโดยเหล่านักฆ่าที่หมายจะสังหารหม่าซ่วนตง ขณะฟู่ชิน(บิดา)ของนางกำลังต่อสู้อย่างติดพันจนมิอาจไปไหนได้ มือสังหารที่คาดว่าได้สิ้นใจไปแล้วกลับลุกขึ้น และกำลังจะขว้างอาวุธลับอาบยาพิษใส่หม่าซ่วนตง ทว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อซ่วนฉีซึ่งซ่อนอยู่ใกล้ ๆ พุ่งตัวออกไปกัดข้อมือนักฆ่า อีกฝ่ายร้องลั่นก่อนเขาจะซัดฝ่ามือใส่ร่างเล็กจนกระอักเลือดต่อหน้าต่อตาผู้ให้กำเนิด

“ฉีเอ๋อ!”

ราวกับหัวใจสลายเมื่อร่างของธิดาอันเป็นที่รักแน่นิ่งไป หม่าซ่วนตงคำรามลั่น เขารีดรุดเข้าไปดูอาการบุตรสาวและลงมือสังหารนักฆ่าอย่างเหี้ยมโหด

ร่างของหม่าซ่วนฉีถูกนำไปรักษา อาการของนางเป็นตายเท่ากัน ครั้นหวงตี้ทรงทราบจึงรับสั่งให้ผู้ปรุงโอสถหลวงไปรักษาคุณหนูหม่าที่จวนมู่หรงกั๋วกง ทว่ากลับไร้ผล

หม่าซ่วนตงและหม่าฟูเหรินตัดสินใจตามหาผู้ใช้เวทย์โอสถจากทุกหนแห่งมาเพื่อทำการรักษาหม่าซ่วนฉี แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถรักษาได้เลยผู้ปรุงโอสถทั้งหลายทำได้เพียงประคับประคองอาการมิให้ทรุดลงกว่าเดิมเท่านั้น

กระทั่งวันเวลาผ่านไปเจ็ดวัน ความหวังที่จะให้นางฟื้นคืนสติเริ่มริบหรี่ลง ทว่าสวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนดี ขณะที่หม่าซ่วนตงและหม่าฟูเหรินกำลังเฝ้าดูแลบุตรสาวอยู่นั้น เด็กรับใช้ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องคุณหนูใหญ่

“เรียน ต้าเหย๋(นายท่าน) มีชายผู้หนึ่งอ้างว่าสามารถรักษาคุณหนูใหญ่ได้ ตอนนี้เขารออยู่หน้าจวนแล้ว ต้าเหย๋จะให้ข้าเชิญเขาเข้ามาหรือไม่ขอรับ” สองสามีภรรยาสบตากัน ความหวังซึ่งเกือบจะริบหรี่ถูกจุดขึ้นอีกครา หม่าฟูเหรินรีบบอกบ่าวรับใช้ให้เชิญคนผู้นั้นเข้ามา

เหล่าเหยีย(สามี)แม้มีความหวังเพียงน้อยนิด ข้าก็อยากคว้ามันไว้นะเจ้าคะ” หม่าซ่วนตงพยักหน้ารับพลางกุมมือหม่าฟูเหรินไว้

“ข้าเข้าใจ ข้าก็หวังเช่นเดียวกับเจ้า มิว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ข้าก็จะรักษาฉีเอ๋อให้ได้” หม่าซ่วนตงใช้มืออีกข้างลูบศีรษะหนวี่เอ๋อ(บุตรสาว)อย่างอ่อนโยน เมิ่งฉีเซียงเห็นสีหน้าเจ็บปวดของคู่ชีวิตจึงเอื้อมมือตนไปกุมมือเขาไว้แน่น

“เพราะฟู่ชินแท้ๆ เจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฟู่ชินสัญญาต่อให้ต้องตายก็จะรักษาเจ้าให้หาย”

ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เมื่อประตูเปิดออก บ่าวรับใช้ก็พาชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่งตัวภูมิฐานเข้ามาในห้อง หม่าซ่วนตงและเมิ่งฉีเซียงลุกขึ้นยืน

“ท่านคือ…”

เมื่อได้ยินคำถามชายหนุ่มจึงแนะนำตัว “คารวะหม่าเจียงจวินและหม่าฟูเหริน ข้าน้อยฮั่วปิงจง” ชื่อซึ่งถูกเอ่ยออกมาจากชายหนุ่มผู้มาเยือน ทำให้ทั้งคู่ตื่นตะลึง

“ท่านคือผู้ใช้เวทย์โอสถในตำนาน ฮั่วปิงจงใช่หรือไม่”

ฮั่วปิงจงฉีกยิ้มน้อย ๆ “ใช่แล้ว ข้าน้อยฮั่วปิงจง หม่าเจียงจวินกล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ใช้เวทย์โอสถธรรมดา ๆ เท่านั้น”

แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ปรุงโอสถเวทย์สายทองระดับเซียน (ระดับเก้า) ขั้นสูงสุด ซึ่งใต้หล้านี้มีเขาเพียงคนเดียวที่สามารถฝึกเวทย์โอสถได้ถึงขั้นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่แทบจะพลิกแผ่นดินตามหาเขา แต่มิมีผู้ใดสามารถหาพบ มีเพียงคำร่ำลือว่าเขาเป็นผู้ใช้เวทย์โอสถที่เก่งกาจ หากเขายอมรักษาคนผู้นั้น ขอเพียงยังมีลมหายใจ ต่อให้อาการหนักแค่ไหนก็ฟื้นได้

“ท่านปรุงโอสถฮั่ว ข้าได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน คาดมิถึงว่าท่านจะให้เกียรติมารักษาหนวี่เอ๋อ(บุตรสาว)ของข้า ท่านทราบได้อย่างไรว่าหนวี่เอ๋อข้าได้รับบาดเจ็บ” หม่าซ่วนตงถามด้วยความสงสัย

“เหล่าเหยีย(สามี)ท่านอย่าเพิ่งถามให้มากความเลย เชิญท่านปรุงโอสถฮั่วมาตรวจฉีเอ๋อก่อนเถอะ” หม่าฟูเหรินพูดจบ ฮั่วปิงจงจึงยิ้มน้อย ๆ อีกครั้ง ชายหนุ่มเดินเข้ามานั่งด้านข้างร่างบนเตียงพลางวางมือลงบนหน้าผากหม่าซ่วนฉี แล้วจึงใช้ปราณเวทย์ดูอาการก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

“หนวี่เอ๋อของข้าอาการเป็นเยี่ยงไรบ้าง” หม่าซ่วนตงรีบถาม

“นางได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝ่ามือวายุพิฆาต ถือว่านางยังดวงดีที่นักฆ่าผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสมาก่อนจึงมิอาจใช้ปราณเวทย์ได้อย่างเต็มที่ นางจึงโดนพลังเวทย์เพียงสองในสิบส่วนเท่านั้น” ฮั่วปิงจงทอดสายตามองร่างซึ่งสงบนิ่งคล้ายหลับใหล “แม้ว่านางจะเก็บชีวิตกลับมาได้ แต่นางยังเล็กนัก ฝ่ามือวายุพิฆาตทำให้อวัยวะภายในของนางได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างมาก ภายในสิบวันอวัยวะภายในของนางจะค่อย ๆ หยุดทำงาน” หม่าฟูเหรินได้ยินดังนั้นถึงกับทรุด

“ไม่ ไม่จริง ท่านปรุงโอสถฮั่ว ท่านสามารถรักษานางได้ใช่หรือไม่ ท่านบอกข้าทีว่าท่านสามารถรักษานางได้” เมิ่งฉีเซียงกรีดร้องร่ำไห้เมื่อทราบอาการของหนวี่เอ๋อส่วนหม่าซ่วนตงกำมือแน่น แววตาฉายความเจ็บปวด เขามองฮั่วปิงจงด้วยใบหน้าปวดร้าว

“ท่านผู้ปรุงโอสถฮั่ว ได้โปรดช่วยหนวี่เอ๋อของข้าด้วย ฉีเอ๋อยังเด็ก ขอเพียงท่านช่วยชีวิตนางได้ มิว่าท่านต้องการสิ่งใด ข้าหม่าซ่วนตงยินดีทำตามคำขอของท่านทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตข้าก็ให้ท่านได้”

“หม่าเจียงจวินกล่าวหนักเกินไปแล้ว ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะลิขิตสวรรค์ ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นตามเงื่อนไขของมัน การรักษาคุณหนูใหญ่ครั้งนี้ข้าคงต้องเรียนให้ท่านทราบก่อน ถึงข้าจะรักษานางให้หายได้ แต่หลังจากนี้นางมิอาจใช้เวทย์ใด ๆ ได้” ฮั่วปิงจงเอ่ย

สีหน้าของทั้งสองเริ่มดีขึ้น “ขอเพียงนางฟื้น มิว่าอะไรข้าก็รับได้ทั้งนั้น” หม่าซ่วนตงเอ่ยด้วยความยินดี ฮั่วปิงจงจึงหยิบโอสถเวทย์เม็ดสีทองขึ้นมา

“นี่คือโอสถเวทย์สุริยาจันทรา เมื่อนางกินเข้าไปเพียงหนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง)นางก็จะฟื้น โอสถเวทย์นี้ทั่วทั้งสี่แคว้นมีอยู่เพียงห้าเม็ดเท่านั้น หนึ่งเม็ดสามารถช่วยชีวิตนางได้เพียงห้าปี หลังจากนั้นข้าจะมารับนางไปรักษา แต่ท่านเจียงจวินต้องจำไว้ ภายในห้าปีนี้ห้ามนางเดินพลังหรือได้รับบาดเจ็บภายในอีก มิเช่นนั้นต่อให้ใช้โอสถเวทย์สุริยันจันทราอีกกี่ร้อยเม็ดก็มิอาจช่วยนางได้” เมื่อทั้งคู่ได้ยินคำอธิบายอาการยินดีเมื่อครู่กลับหายไปโดยพลัน พวกเขาหันมาสบตากันอย่างหนักใจ

หม่าซ่วนตงถามขึ้น “ท่านปรุงโอสถฮั่ว หากท่านมารับนางไปรักษานางจะหายขาดหรือไม่ และต้องใช้เวลานานเพียงใด”

“ข้ามิอาจตอบท่านได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวาสนาของนาง ถ้าเจียงจวินมิตกลงข้าคงต้องขอลา เพราะโอสถเวทย์สุริยันจันทรานี้หายากนัก หากกินเข้าไปแล้วมิทำการรักษาตามกำหนดเท่ากับทิ้งของดีให้เสียเปล่า” คำบอกของผู้ปรุงโอสถฮั่วทำให้หม่าฟูเหรินรีบตอบตกลง

“ตกลงข้าตกลง ขอเพียงท่านรักษานางได้ มิว่าท่านต้องการสิ่งใดข้ายอมได้ทั้งสิ้น” ฮั่วปิงจงพยักหน้า เขาหยิบโอสถเวทย์ออกป้อนให้กับร่างบนเตียง

เพียงหนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง) หม่าซ่วนฉีก็ฟื้นขึ้นมา รอยยิ้มของสองสามีภรรยาที่หายไปนานนับตั้งแต่บุตรสาวได้รับบาดเจ็บก็ปรากฏขึ้น เสียงแห่งความดีใจดังไปทั่วจวน

ฮั่วปิงจงมอบโอสถเวทย์ให้กับหม่าเจียงจวิน

“นี่คือโอสถหยินจื่อ จะช่วยฟื้นฟูร่างกายของนาง เจ้าให้นางกินทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน อาการของนางจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วอีกห้าปีข้าจะมารับนางไปรักษา” ผู้ปรุงโอสถหนุ่มกำชับ

ห้าปีผ่านไป

หม่าซ่วนฉีตอนนี้อายุครบสิบสองหนาว ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มส่อเค้าสาวงามแสนสดใส แม้นางจะมีสุขภาพไม่ดีนัก แต่ก็ได้รับความรักมากมาย ทุกคนต่างตามอกตามใจนาง ทำให้นางเริ่มมีนิสัยดื้อรั้นและเอาแต่ใจ ซ่วนฉีมักชอบปกป้องคนที่นางรัก โดยเฉพาะน้องสามหม่าหลิงเฟย เม่ยเมยคนเล็กซึ่งเกิดจากอี้เหนียงสามของหม่าเจียงจวิน

หม่าหลิงเฟยมักถูกกลั่นแกล้งจากเก้อเกอคนรองและเม่ยเมยคนรองผู้เกิดจากอี้เหนียงคนที่สอง เนื่องจากสุขภาพที่ไม่สู้ดีของซ่วนฉี ทำให้ไม่สามารถช่วยอะไรนางได้ ครั้นจะฟ้องฟู่ชิน หลิงเฟยก็ห้ามไว้ทุกครา หากยิ่งฟ้องนางจะยิ่งถูกกลั่นแกล้ง

เรือนหวาหลี่

เสียงเอะอะโวยวายเสียงดังจากภายในสวนทำให้หม่าซ่วนฉีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ลั่วเหยียน บ่าวรับใช้ประจำตัวนางวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา

“แฮ่ก แฮ่ก คุณหนูใหญ่แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ” ลั่วเหยียนวิ่งมานั่งหอบอยู่ข้างเตียงทำให้ซ่วนฉีอมยิ้มขบขัน

“ใจเย็น ๆ ลั่วเหยียน ค่อย ๆ พูดก็ได้ พักหายใจก่อน เดี๋ยวขาดใจตายพอดี” นางเอ่ยแซว

“คุณหนูใหญ่ เวลานี้มิใช่เวลามาพูดเล่นนะเจ้าคะ คุณหนูรองรังแกคุณหนูสามอีกแล้วเจ้าค่ะ ครานี้ถึงขั้นเลือดตกยางออกเลยนะเจ้าคะ คุณหนูรีบไปดูนางเถอะเจ้าค่ะ” ลั่วเหยียนรายงานจบหม่าซ่วนฉีก็รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที

“เจ้าว่าอะไรนะ” ด้วยอารามตกใจนางจึงสวมเพียงเสื้อคลุมทับชุดนอนแล้วรีบวิ่งมายังสวน หม่าซ่วนฉีมาทันเห็นหม่า หลิงจื่อกับอี้เหนียงรองกำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างจากหม่าหลิงเฟย บริเวณศีรษะของนางมีเลือดซึมเล็กน้อย ภาพนั้นทำให้หม่าซวนฉีเกิดโทสะ

“พวกเจ้าทั้งสองหยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกเจ้าทำอะไรกันเสียงถึงได้ดังลั่นจวนแบบนี้ แล้วเฟยเอ๋อศีรษะเจ้าไปโดนอะไรถึงได้เลือดตกยางออก” เสียงของนางทำให้สองแม่ลูกหันมาถลึงตาใส่หลิงเฟย

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเอ่ยอะไร ซวนฉีจึงถอนหายใจ นางหันไปทางหลิงเฟยแทน

“เฟยเอ๋อเกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้าเล่ามาเถิด ข้าคุณหนูใหญ่หม่าซ่วนฉีจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าเอง”

สองแม่ลูกยิ้มเหยียดให้กับซ่วนฉีซึ่งกำลังหันหลังให้พวกนาง ฮึ! ร่างกายอ่อนแอไร้เวทย์ยุุทธ์ แม้แต่แรงเชือดไก่ยังมิมีสะเออะมาปกป้องผู้อื่น วันใดหากมิมีใครอยู่ที่จวนเห็นทีคงต้องหาทางสั่งสอนนางเสียบ้าง จะได้รู้ว่าอี้เหนียงรองผู้นี้มิใช่คนที่เจ้าจะมาอวดดีได้

“มิมีอะไรเจ้าค่ะ(12)ต้าเจี่ย(พี่สาวคนโต) ข้าสะดุดล้มเอง” หลิงเฟยหลบสายตา

“ต้าเจี่ย ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่ว่านางสะดุดล้มเอง มิเกี่ยวอะไรกับพวกข้า” หลิงจือกระตุกยิ้ม

“ใช่แล้วคุณหนูใหญ่ เรื่องนี้มิเกี่ยวอะไรกับพวกเราแม่ลูกเลย” อี้เหนียงรองยิ้มอย่างเป็นต่อ ในเมื่อหม่าหลิงเฟยมิกล้าเอาเรื่องนางสองแม่ลูก เด็กง่อยนี่จะทำอะไรพวกนางได้ ครั้นเห็นว่าอยู่ไปก็หมดสนุกจึงหันไปพูดกับบุตรสาว

“จื่อเอ๋อ หมู่ชินว่าแดดเริ่มจะแรงแล้ว เรารีบเข้าเรือนกันดีกว่า เจ้าต้องเตรียมตัวไปสำนักศึกษามิใช่หรือ คุณหนูใหญ่ ท่านมิรีบไปเก็บของเล่าเจ้าคะ” อี้เหนียงรองปลายตามองยิ้ม ๆ ก่อนเอ่ยปากถากถาง

“อุ๊ย! ข้าลืมไปว่าร่างกายคุณหนูใหญ่อ่อนแอ มิอาจฝึกยุทธ์หรือใช้เวทย์ได้ ข้าต้องขออภัยด้วย” อี้เหนียงรองจิกกัด นางดึงหลินจื่อให้เดินตามพลางปรายตามองซ่วนฉีที่กำหมัดแน่นด้วยความสะใจ

ถากถางข้าเข้าไปเถอะ สักวันข้าจะทำให้พวกเจ้าสำนึกว่าการหัวเราะทีหลังนั้นเสียงดังกว่า ถึงเวลานั้นเจ้าจะมาสำนึกเสียใจก็สายเกิน

ขณะหม่าซ่วนฉีกำลังคับแค้นใจ เจียงลี่ถิงผู้เป็นอี้เหนียงสามและเป็นหมู่ชินของหลิงเฟยก็วิ่งเข้ามาหา

“เฟยเอ๋อของข้า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงเลือดออกเช่นนี้” อี้เหนียงสามสวมกอดบุตรสาวทั้งน้ำตา

“ข้ามิได้เป็นอันใด หมู่ชินมิต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ” หลิงเฟยฝืนยิ้ม

คุณหนูใหญ่ได้แต่ส่ายหน้า นางถอนใจเฮีอกใหญ่

“เม่ยเมยดูสภาพเจ้าตอนนี้เสียก่อน เลือดออกเสียมากมายยังมาบอกว่ามิเป็นอันใดมาก ข้ามิได้จะซ้ำเติม แต่เจ้าก็เหลือเกิน เมื่อครู่ข้าถาม เหตุใดจึงมิพูดออกไปเล่าว่าโดนพวกนั้นรังแก เอาแต่ปฏิเสธเช่นนี้ข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร” ซ่วนฉีทั้งหงุดหงิดทั้งแค้นใจที่ไม่อาจเอาเรื่องสองแม่ลูกนั่นได้

“ขอบคุณคุณหนูใหญ่มากนะเจ้าคะที่คอยปกป้องเฟยเอ๋อ แต่หากเฟยเอ๋อบอกคุณหนูใหญ่ อี้เหนียงรอง คุณชายรองและคุณหนูรองคงมาเล่นงานเราแม่ลูกหนักกว่าเดิม” เจียงลี่ถิงซับน้ำตา

“นี่ขนาดข้าอยู่ยังเป็นเช่นนี้ หากข้ามิอยู่พวกเจ้าจะเป็นเช่นไร”

“มิช้าคุณหนูรองก็เข้าสำนักศึกษาแล้ว คงมิมารังควานเราสองแม่ลูก อีกทั้งฟูเหรินก็กำลังจะกลับมา คุณหนูใหญ่ควรพักผ่อนรักษาตัวให้หาย มิต้องห่วงเราสองคนแม่ลูกหรอกเจ้าค่ะ” อี้เหนียงสามส่งยิ้มขอบคุณให้หม่าซ่วนฉี

“เฮ้อ ข้าก็หวังให้หมู่ชินจะปกป้องพวกเจ้าได้” พูดไม่ทันจบหัวใจของนางก็เหมือนมีใครเอามือมาบีบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้นมือกุมหน้าอกตนแน่น เหงื่อใสเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าที่ซีดขาว

“คุณหนูใหญ่ เป็นอะไรไปเจ้าคะ” เมื่อเห็นอาการของนายสาวลั่วเหยียนจึงรีบเข้าไปประคอง อี้เหนียงสามและหลิงเฟยรีบเข้ามาดูอาการของหม่าซ่วนฉี

“ขะ... ข้า ข้ามิเป็นอะไร เจ้าพาเฟยเอ๋อไปทำแผลเถิด” ซ่วนฉีเอ่ยพร้อมพยายามพยุงตัว

“ต้าเจี่ยเจ้าคะ สีหน้าท่านมิดีเลย อาการท่านดูย่ำแย่กว่าข้านัก” เฟยหลิงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง แม้นางจะเริ่มเวียนหัวจากบาดแผล

“เจ้าเองก็หน้าซีดเช่นกันแล้วรีบไปรักษาตัวเถอะ ข้าเป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง พักผ่อนเดี๋ยวเดียวก็หะ..." ไม่ทันเสียงกระท่อนกระแท่นเอ่ยจบสติของนางก็ดับวูบลงท่าม กลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือของสองแม่ลูก

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย perry
ขอบคุณมากเลยนะ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Momotaromon
สงสารซ่วนฉี
เมื่อ 1 ปี 2 เดือนที่แล้ว

รีวิว