[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 10

ใครว่ามีแต่คนญี่ปุ่นที่เป็นชาตินิยม ! โมนารู้ซึ้งว่าคนทุกชาติทุกภาษารักบ้านเกิดก็วันนี้ เพราะขณะค้นหาโรงเรียนสอนอาหาร หนุ่มปารีเซียงก็คลิกเข้าเว็บไซต์สถาบันสอนทำอาหารชื่อดังของฝรั่งเศส แถมยังประกาศด้วยน้ำเสียงภาคภูมิผยองยิ่ง

“ผมแนะนำเลอกอร์ดองเบลอ ดุสิตฯ ที่นี่มีหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการครัวไทยด้วย น่าเรียนมาก”

โมนาอ่านตามรายละเอียดที่อีกฝ่ายนำเสนอแล้วอยากทุบเขาสักอั้ก

“หลักสูตรละสี่แสนสอง ! คุณจะบ้าเรอะ นั่นน่ะเหมาะสำหรับคนอยากเป็นเชฟ มีพรสวรรค์ มีใจรัก และมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ฉันไม่มี เอาแบบสามสี่พันที่คนอื่นเขาเรียนกันไม่ได้หรือไง ถึงจะรวย แต่ฉันก็ไม่บ้าจี้ทุ่มเงินครึ่งล้านเพื่อหัดทำอาหารให้คุณกินหรอกนะ”

“พูดมาได้ว่าผมไม่คู่ควรให้คุณทุ่มเงินครึ่งล้านไปหัดทำอาหารให้กิน รู้หรือเปล่าว่านอกจากแม่กับขะ...” เขาชะงักเล็กน้อย แล้วเสเปลี่ยนเรื่องทันที “คุณเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากนะ ที่จะมีโอกาสได้ทำกับข้าวให้ผมกินน่ะ”

โมนาหรี่ตาจับผิด “เมื่อกี้คุณพูดไม่จบประโยคนะ นอกจากแม่แล้ว มีผู้หญิงอีกคนเคยทำกับข้าวให้คุณกินเหรอ ใครอะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม” เขาบอกปัด หน้าบึ้ง

“อะไรอ่า...ลำเอียงนี่นา” หญิงสาวงอแง “ทีคุณยังรู้ความลับทุกเรื่องของฉันเลย แต่คุณกลับไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองให้ฉันฟังสักเรื่อง น่า...นะโนแอล เล่าให้ฟังหน่อย ฉันอยากรู้เรื่องคนที่ทำกับข้าวให้คุณกินคนนั้น”

“เธอมีคนรักใหม่ไปแล้ว จบปะ” ตอนท้ายเขาทำเสียงห้วน ๆ สั้น ๆ ตัดบทชนิดไม่ถนอมน้ำใจคนฟังสักนิด

“โธ่...อย่าเพิ่งจบสิ เพิ่งเริ่มเรื่องเอง เธอเป็นคนยังไงเหรอ เอ๊ะ ! หรือต้องใช้คำว่าเขา” หญิงสาวทำหน้าเป็นล้อเลียน เอื้อมไปหยิบหมอนจากโซฟาใกล้ ๆ มากอดแล้วตั้งใจรอฟังอีกฝ่ายเล่าตาแป๋ว

“ก็ต้องเป็น ‘เธอ’ สิ” เขาแก้คำเสียงเขียว ชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่จึงเริ่มเล่าช้า ๆ “ขิมเป็นผู้หญิงตัวเล็ก อ่อนหวาน ผมซอยสั้นทะมัดทะแมง ยิ้มหวานเย็น ๆ ของเธอทำให้โลกสดใสขึ้นง่ายดาย แต่เธอกลับเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครนัก ดวงตาเธอมักจะมีรอยเศร้า ๆ บางอย่างอยู่เสมอ เราเจอกันตอนขิมไปเรียนที่ปารีส เธอเป็นเชฟกรองด์ดีโปลมของเลอกอร์ดองเบลอที่ฝรั่งเศส คนที่จะได้รับประกาศนียบัตรกรองด์ดีโปลมได้ จะต้องเรียนจบทั้งขั้นพื้นฐาน ปานกลาง แล้วก็ระดับสูงครบทั้งด้านอาหารคาวและหวาน”

ริมฝีปากของโมนาบิดเบ้ด้วยความหงุดหงิด “มิน่า คุณถึงจะให้ฉันไปเรียนเลอกอร์ดองเบลอ นี่จะให้ฉันเป็นตัวแทนแฟนเก่าทำอาหารให้กินหรือไงยะ เชอะ ! ฝันไปเถอะ”

“ไม่มีใครเป็นตัวแทนของขิมได้ทั้งนั้นแหละ ! ” โนแอลเสียงเข้ม สีหน้าไม่พอใจ ไร้ร่องรอยล้อเลียนอย่างเคย

โมนาอึ้งไปเสี้ยววินาที เป็นเพราะท่าทีขี้เล่นและความใจดีที่เขาคอยช่วยเธอไม่ให้โดนดูถูกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เธอเห็นผู้ชายคนนี้เป็นเสมือนเพื่อนสนิท ที่แซวเล่น หยอกล้อ เล่นหัวกันได้มาตลอด เพิ่งจะมาบัดนี้ที่เธอได้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ ของเขา ไม่น่าเชื่อว่าโนแอลจะเคยรักผู้หญิงคนหนึ่งถึงขนาดเก็บไว้ในความทรงจำโดยไม่ยอมให้ใครแตะต้องเช่นนี้ โมนายิ้มจ๋อย

“ขอโทษ ฉันลืมคิดไปว่าเรื่องบางเรื่องอ่อนไหวเกินกว่าจะเอามาล้อเล่น”

“ช่างเถอะ ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก”

“ช่างได้ไง คุณโกรธฉันนี่” โมนาจิ้มนิ้วที่แขนเขา “ดีกันเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่พูดถึงเธอแบบนั้นอีก”

โนแอลมีสีหน้าอึดอัดใจ “มันก็ไม่ใช่ว่าพูดถึงไม่ได้หรอก ผมเพียงแต่...”

“ไม่เป็นไรค่ะโนแอล ฉันเข้าใจจริง ๆ นะ คุณไม่ต้องอธิบายหรอก ทุกคนย่อมต้องมีพื้นที่ส่วนตัวไว้เก็บเรื่องราวบางอย่างไว้กับตัวเองทั้งนั้นแหละ”

“ไม่ใช่ว่าผมอยากจะเก็บเรื่องนี้ไว้จนใครก็แตะต้องไม่ได้หรอก บางที...ที่ผมไม่อยากพูดถึง อาจเป็นเพราะผมก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทุกวันนี้รู้สึกยังไงกับเธอกันแน่” ดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้าเลื่อนมาสบกับเธอนิ่ง ๆ ก่อนเริ่มต้นเล่าช้า ๆ คล้ายกำลังชะลอเหตุการณ์ในอดีตให้มาเกิดขึ้นตรงหน้าเธอ

“ผมเจอขิมครั้งแรกที่ร้านหนังสือ เธอกำลังหาซื้อดิกชันนารีภาษาฝรั่งเศสอยู่ ทีแรกผมนึกว่าเธอเป็นเด็กมัธยม เพราะขิมตัวเล็กมาก เธอทั้งผอมบางแล้วก็ไว้ผมสั้น ๆ ดวงตาเธอเศร้าแม้แต่ตอนที่กำลังยิ้ม” เขายิ้มเขินเมื่อเสหลบตาคนฟัง “ผมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน”

โมนาอ้าปากค้าง รำพึงราวกับเด็กหญิงที่กำลังฟังเทพนิยายแสนหวาน “รักแรกพบเลยเหรอ ว้าว...โรแมนติกชะมัดเลย”

“ผมไปดักรอเธอที่ร้านหนังสือหลายวัน แต่ก็ไม่เคยพบอีกเลย มันคงเป็นพรหมลิขิตแน่ ๆ เพราะวันที่สามผมเกิดไม่สบายขึ้นมา ก็เลยไปซื้อยา...”

“อย่าบอกนะว่าคุณไปเจอเธอที่ร้านขายยาแทนน่ะ”

“ใช่ ! ที่เธอไม่ได้ไปร้านหนังสือก็เพราะเพิ่งหายป่วย ส่วนวันนั้นที่เราได้เจอกัน เธอกินยาหมดแล้ว และเพื่อนร่วมห้องติดหวัดจากเธอ ก็เลยเขียนใบสั่งยาฝากเธอมาซื้อให้แทน เพื่อนเธอเป็นหมอน่ะ”

“นี่มันโรแมนติกยิ่งกว่านิยายที่ฉันเคยอ่านอีกนะเนี่ย”

“คงเพราะมันไม่ใช่นิยายมั้ง ตอนจบถึงไม่ได้แฮ็ปปี้เอนดิ้ง”

“อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะคะ”

“ขิมบอกผมตลอดเวลาว่าเธอไม่พร้อมจะรักใคร ผมคิดเอาเองว่ามันเป็นแค่คำพูดของคนที่อยากตั้งใจเรียนให้จบก่อน แล้วค่อยเริ่มต้นมีความรัก แต่ความจริงก็คือ...เธอไม่พร้อมจริง ๆ แม่กับพี่ชายส่งขิมไปเรียนที่ปารีส เนื่องจากเธอสูญเสียความทรงจำชั่วคราว เธอไม่ยอมรับรักผม เพราะกลัวว่าเมื่อฟื้นความทรงจำได้ อาจพบว่าตัวเองมีคนรักอยู่แล้ว และเธอก็ไม่อยากทำร้ายคนถึงสองคน ขิมปฏิเสธผม ไม่เคยให้ความหวังผมเลยสักครั้ง แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าเธอจะต้องเห็นความรักของผมในสักวัน”

“แต่วันนั้นไม่เคยมาถึงใช่ไหมคะ” คนชอบเทพนิยายหน้าเศร้าโดยไม่รู้ตัว

“หลังขิมเรียนจบ ผมตัดสินใจขอเธอแต่งงาน เธอปฏิเสธ บอกตรง ๆ ว่าผมไม่แปลกใจสักนิด ออกจะทำใจไว้ว่าต้องได้รับคำตอบอย่างนั้นอยู่แล้วด้วยซ้ำ”

โมนาเอื้อมไปกุมมือชายหนุ่มอย่างปลอบโยน “คุณโอเคใช่ไหม”

“โอเคสิ ผมถามในสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ผมก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างสิ” รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าหล่อเหลานั้น วันนี้กลับดูเศร้าหมองอย่างประหลาด

เจ้าของห้องปล่อยมือหนุ่มปารีเซียงแล้วตบบ่าเขาเบา ๆ แทน “ต้องแบบนี้สิ ถึงค่อยสมกับเป็นโนแอล เดอแบร์มองต์ ที่ฉันรู้จักหน่อย”

เสียงหัวเราะหึ ๆ ดังในคอ ก่อนเขาจะเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาสดใสดังเดิม สลัดร่องรอยหมอง ๆ ออกจากใบหน้าและแววตา “เพื่อนร่วมห้องชวนเธอไปเที่ยวเยอรมนีก่อนกลับเมืองไทย[1] แล้วโชคชะตาก็พัดพาเธอออกจากชีวิตผมโดยสิ้นเชิง ขิมไปพบใครคนนึงที่นั่น คนที่หล่นหายไปจากความทรงจำของเธอเกือบสี่ปี สองคนนั้นรักกันจนผมรู้ดีว่าคงไม่มีวันรักขิมได้อย่างผู้ชายคนนั้น ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เธอส่งข่าวหาผมบ้างนาน ๆ ครั้งว่ายังมีความสุขดีอยู่ ซึ่งได้รับรู้แค่นี้ ผมก็พอใจแล้ว”

“คุณเท่ชะมัดเลยโนแอล” โมนายกนิ้วโป้งให้เขา “ต้องอย่างนี้สิถึงจะเรียกว่ารักแท้ รักที่ไม่ต้องครอบครอง แต่คือการเห็นคนที่เรารักมีความสุขก็พอแล้ว”

“แต่ถ้าเลือกได้ ผมอยากเป็นคนคุ้มครอง ดูแล แล้วก็ปกป้องรักแท้ด้วยตัวของผมเองมากกว่านะ” เขาหัวเราะแห้ง ๆ เห็นชัดว่ามิได้ขันจริง ๆ แต่ประชดตัวเองมากกว่า

“คุณเคยบอกฉันว่า สักวันฉันต้องเจอใครสักคนที่ดี รักฉันในแบบที่ฉันเป็น แล้วก็มีค่าพอให้ฉันรัก คุณก็เหมือนกันนะคะ สักวันคุณต้องเจอผู้หญิงคนที่ใช่อีกครั้งแน่นอน แล้วคุณก็จะรักเธอมากกว่าที่เคยรักผู้หญิงในความทรงจำคนนั้นด้วย”

“ผมโชคดีใช่ไหม ตรงที่ไม่ต้องรีบหาใครคนที่ว่าให้เจอในเก้าสิบวันเหมือนคุณน่ะ”

“ย่ะ ! พ่อคนโชคดี พอหายเศร้าก็ปากเสียเหมือนเดิมเลยนะ” โมนาตีแขนเขาด้วยความหมั่นไส้ แล้วหมุนเก้าอี้กลับไปทางหน้าคอมพิวเตอร์ดังเดิม “เรื่องของคุณดราม่าเคล้าน้ำตาชะมัด หาโรงเรียนสอนทำอาหารต่อดีกว่า เอ...หาที่ไหนดีน้า เอาแบบใกล้รถไฟฟ้าละกัน จะได้เดินทางง่ายหน่อย คุณว่าดีไหม”

“แล้วแต่คุณสิ คุณเป็นคนเรียนนี่นา” โนแอลหันไปที่หน้าจออีกครั้ง แล้ว ‘ว่าที่นักเรียนโรงเรียนการเรือน’ กับ ‘คนเตรียมตัวเป็นแม่ช้อยนางรำจำเป็น’ ก็ช่วยกันค้นหาโรงเรียนสอนทำอาหารไทยที่ตรงตามความต้องการของโมนากันต่อ เกือบห้าทุ่มกว่าทั้งคู่จึงแยกย้ายกันไปนอน เพื่อเตรียมตัวไปสมัครเข้าเรียนในวันรุ่งขึ้น

“ฉันประทับใจมากที่คุณประกาศต่อหน้าคนเกือบครึ่งออฟฟิศว่ารักยายอ้วนนั่น เป็นการเดินเกมเหนือเมฆที่น่าทึ่งจริง ๆ ” ผู้พูดสวมกระโปรงผ่าสูงนั่งไขว่ห้างโดยไม่สนใจว่ารอยแหวกจะอวดให้เห็นขาเรียวจนเกือบถึงขาอ่อน

“บอกตรง ๆ ว่าผมก็แปลกใจเหมือนกัน เรื่องที่ผมคุยกับโมตามลำพัง ทำไมถึงมีบุคคลที่สามรู้ได้”

“คุณนี่ซื่อจัง ยายนั่นเป็นก้างชิ้นใหญ่ของเรา ฉันก็ต้องรู้เขารู้เราไว้สิ”

ชายหนุ่มหรี่ตาใคร่ครวญแค่เสี้ยววินาทีก็เข้าใจ “นี่คุณติดอุปกรณ์ดักฟังไว้ในห้องโมนางั้นเหรอ”

“ฉันก็ต้องหาวิธีสืบความเคลื่อนไหวและคำพูดของแม่นั่นทุกประโยคสิ เมื่อไหร่ที่มันทำท่าจะรู้มากเกินควร ฉันจะได้จัดการทันท่วงที คุณเองก็เถอะ ใช้ประโยชน์จากยายอ้วนนั่นให้คุ้ม ๆ หน่อยนะ”

“ระดับผมแล้ว คงไม่ต้องรอให้ใครมาสอนหรอก” ชัชวินบอกด้วยน้ำเสียงผยอง

หญิงสาวตบมือลงที่โซฟาข้างตัว ตวัดตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาเย้ายวน “มานั่งตรงนี้สิคะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้ว่ามีเรื่องไหนอีกบ้างที่คุณยังต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้น”

“บอกแล้วไงว่าผมไม่ต้องการเรื่องอื่น ขอแค่ส่วนแบ่งที่ผมควรได้รับก็พอแล้ว”

เมื่อเชื้อเชิญแล้วเขาไม่มาหา เธอจึงลุกขึ้นมาใกล้ ๆ เสียเอง หญิงสาวสวมกอดเจ้าของร่างสูงจากด้านหลัง แนบหน้ากับแผ่นหลังของเขา พลางไล้ปลายเล็บที่เคลือบด้วยสีชมพูหวานไปตามแนวลาดไหล่บึกบึนแผ่วเบา “แน่วแน่มั่นคงดีจัง ฉันชอบคนแบบนี้นะ”

เขาบิดตัวให้พ้นจากการอ้อมกอดของอีกฝ่าย พลางก้าวออกห่าง แล้วมุ่งตรงเข้าประเด็นแทน “คุณมาหาผมวันนี้ จะคุยเรื่องอะไรก็ว่ามาสิ”

หญิงสาวยักไหล่ “เด็กบอกว่า ‘ไอ้ฝรั่งนั่น’ เรียกแฟ้มผลประกอบการย้อนหลังไปดู คุณวสันต์ไปป้วนเปี้ยนแถวห้องเก็บเอกสารพักใหญ่แล้ว ฉันอยากจะแน่ใจว่าในนั้นไม่มีอะไรสาวมาถึงเรา”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะเท่าที่ผมรู้มา โนแอลไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เรา เขาคิดว่าโมเป็นคนทำเรื่องทุจริตทั้งหมดนั่นต่างหาก”

ดวงตาเรียวซึ้งเบิกกว้างนิด ๆ ด้วยความประหลาดใจ ก่อนลงเอยด้วยการหัวเราะสะใจ “ต๊าย ! นี่คุณยังไม่เลิกหลอกตัวเองว่าไอ้หมอนั่นเข้าหายายอ้วนเพราะเหตุผลอื่นอีกเหรอ เขาจีบยายโมจริง ๆ ต่างหากล่ะ ไม่แปลกหรอกนะ ผู้หญิงอ้วน ๆ มีเงินพอกเต็มตัว ใครก็ต้องอยากตกถังข้าวสารทั้งนั้นแหละ ฝรั่งก็คนเหมือนกัน ความโลภมันไม่เข้าใครออกใครหรอก”

“คุณไม่เชื่อผมก็ตามใจ” ชัชวินเหยียดริมฝีปากอย่างเยาะหยัน “ผมเตือนคุณแล้วนะ อย่าให้ความอวดดีของคุณต้องมาทำให้ส่วนแบ่งของผมหายไปล่ะ บอกก่อนว่าผมไม่ยอมแน่”

“ลมหายใจเข้าออกของคุณมีแต่เรื่องเงินหรือยังไงนะชัช” หญิงสาวกระฟัดกระเฟียด หน้าบูดบึ้ง

“ใช่ ! เพราะมันเป็นความปรารถนาเดียวที่เรามีตรงกัน ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ต้อนรับให้คุณมายืนอยู่ตรงนี้”

“ฉันไม่เชื่อหรอก ว่ามีเงินแค่อย่างเดียวที่เรียกร้องความสนใจจากคุณได้ คอยดูนะ สักวันฉันจะต้องหาให้พบให้ได้ว่ามีอะไรอีกที่ทำให้คุณละสายตาไม่ได้เลย”

“ก็คงมีอีกหลายอย่างแหละ แต่มั่นใจได้เลยว่าคุณไม่ใช่หนึ่งในนั้นแน่นอน” ชัชวินยกมุมปากขึ้นเปลี่ยนใบหน้าเขาให้เข้มคมเปี่ยมเสน่ห์อย่างน่าทึ่ง ก่อนเขาจะก้าวเข้ามาปัดริมฝีปากผ่านพวงแก้มอีกฝ่ายอย่างฉาบฉวย พลางกระซิบเบา ๆ ที่ริมหูหญิงสาว “ผมแถมให้ เผื่อคืนนี้คุณอาจจะหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ”

หญิงสาวยกมือกุมพวงแก้มด้วยความตกใจ ดวงตาเรียวมองตามชายหนุ่มมาเปิดประตูห้องไว้รอท่า แล้วเธอก็ได้สติ ใบหน้างามแปรเป็นสีก่ำ ขณะเจ้าตัวคว้ากระเป๋าสะพายเดินกระแทกเท้าตึง ๆ ออกจากห้อง เธอหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของห้อง ยกมือขึ้นแตะแก้มเขาเบา ๆ ขณะงึมงำเสียงพร่า

“สักวันฉันจะทำให้คุณรักฉันให้ได้เลยชัช”

ทั้งที่แยกกับเจ้าของห้องนานแล้ว แต่โนแอล เดอแบร์มองต์ กลับยังนอนไม่หลับ เขาถอนหายใจแผ่วเบานั่งเอนพิงหัวเตียงอยู่ท่ามกลางความมืด เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็เห็นบอกเวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่มาสองชั่วโมงแล้ว

น่าเศร้า...ทั้งที่สั่งตัวเองให้พยายามกลบฝังเรื่องเก่า ๆ ไว้ในความทรงจำที่ลึกที่สุด แต่เอาเข้าจริงเขากลับทบทวนทุกเหตุการณ์ได้ง่ายดาย เพียงเปิดฝากล่องความทรงจำ ทุกภาพในวันวานก็โลดแล่นอีกครั้งราวกับมีชีวิตชีวาจริง ๆ ผู้หญิงที่อยู่ใกล้หัวใจเขาที่สุด แต่กลับเป็นคนที่เขาไม่เคยแม้แต่กอดสักครั้ง น่าขันน้อยอยู่หรือเมื่อผู้ชายที่เกิดและเติบโตในเมืองที่มีอิสระและเสรีภาพทางเพศแทบจะติดอันดับต้น ๆ กลับรู้จักอดออมหัวใจ ถนอมสตรีที่ตนรักยิ่งกว่าผู้หญิงทุกคนที่เคยผ่านมา

ชายหนุ่มมองฝ่าความมืดไปยังความว่างเปล่าตรงหน้า ความอ่อนหวานงดงามของความสุขในวันวานผุดขึ้นในใจ อุปาทานทำให้ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ รวยรินมาตามสายลม เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึก แต่แล้วดวงตาก็กลับเบิกโพลงเมื่อนึกได้ว่ากลิ่นที่แตะอยู่ตรงปลายนาสิกมีบางอย่างผิดปกติ !

โนแอลหย่งเท้ามาหมุนคันเปิดประตูอย่างเงียบเชียบ แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้แทบจะวิ่งเข้าไปยีหัวใครบางคนให้สาแก่ใจ เพราะห้องครัวเล็กของคอนโด บัดนี้มิได้ว่างเปล่า แต่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังหันหลังให้เขาก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับอะไรสักอย่างบนเคาน์เตอร์ข้างอ่างล้างจาน

ชายหนุ่มย่องเข้าไปยืนทางด้านหลังมีเพียงโต๊ะอาหารคั่น แล้วกระแอมเบา ๆ ตั้งคำถาม “ทำอะไรอยู่น่ะ”

“เฮ้ย ! ” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับที่เจ้าของเสียงหันขวับมา มือที่กำลังปฏิบัติภารกิจลับเลื่อนหลบจากสายตาเขาทันที “โอ๊ย ! ทำไมมาเงียบ ๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียงอย่างนี้ล่ะโนแอล ฉันตกใจหมดเลย”

“คุณต่างหาก ออกมาทำอะไรในครัวกลางดึกอย่างนี้” เขาเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปในครัว แสงจากไฟดาวน์ไลท์สาดลงไปยังจานเซรามิกสีขาวที่วางอยู่ตรงหน้าราวเจตนาประจาน ไส้กรอกเวียนนาชิ้นเล็กเต็มจาน ขณะซองเปล่าถูกวางอยู่ข้างเตาไมโครเวฟ “โอ้ลาล่า กินไส้กรอกตอนตีสองเนี่ยนะ ไม่คิดว่ามันเป็นมื้อที่หนักไปหน่อยเหรอคุณ”

“ทำไงได้ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว เมื่อหัวค่ำทั้งโยคะทั้งวิ่งตั้งนาน แต่คุณให้ฉันกินสลัดผักนิดเดียวเอง”

“คุณทำแบบนี้บ่อยแค่ไหน”

“ก็...ไม่บ่อยนะ นี่เพิ่งเป็น...เอ่อ...” ดวงตากลมแป๋วก้มหลบตาเขา ก่อนเจ้าตัวอุบอิบสารภาพ “ก็...ทุกวันแหละ ออกกำลังกายมันหิวจะตายนี่นา”

ถ้าทำได้ โนแอลก็อยากจับผู้หญิงตรงหน้ามาตีนัก “ทำไมไม่บอกผม รู้หรือเปล่าว่าตื่นมาแอบกินอย่างนี้ มันแย่ยิ่งกว่าคุณกินมื้อหนักหลังออกกำลังกายอีกนะ”

“ฉันไม่อยากให้คุณเสียความตั้งใจน่ะ” เธอยังมีหน้ามายิ้มปะเหลาะเอาใจเขาอีก

ชายหนุ่มถอนหายใจ บอกไม่ถูกว่าควรระอาหรือหมั่นไส้ดี มิน่า...เจ้าหล่อนออกกำลังกายมาสองสัปดาห์เต็มแล้ว แต่กลับไม่ผอมลง น้ำหนักไม่ลด เอวไม่กระชับแม้แต่เซนต์เดียว

“ไปคอยที่โต๊ะ เดี๋ยวผมหาของให้คุณทานเอง ไส้กรอกมีแต่เนื้อ โปรตีน แล้วก็เกลือ กินก่อนนอนไม่ดีหรอก”

“วุ่นวายเปล่า ๆ น่าโนแอล ฉันกินมาตั้งหลายหนแล้ว กินอีกสักมื้อก็คงไม่เป็นไรหรอก”

โนแอลไม่พูดอะไร แค่ขึงตาดุ พลางหยิบจานไส้กรอกที่อุ่นเรียบร้อยแล้วมาห่อพลาสติกบางใส ยัดเข้าตู้เย็นอย่างรวดเร็ว เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาวัตถุดิบ ก่อนปิดตู้เย็นแล้วส่ายหน้า

“ไม่มีของที่เหมาะจะกินตอนนี้เลย คุณไปเปลี่ยนชุดเหอะ เดี๋ยวเราข้ามถนนไปฟู้ดแลนด์กัน” เขาหมายถึงซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารซึ่งเปิดให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

“คุณไม่ด่าฉันแน่นะ”

“ด่าแล้วคุณไม่หายหิว แถมยังอาจเป็นโรคกระเพาะด้วย ไปเหอะ ไว้เราค่อยมาสะสางเรื่องนี้กันทีหลัง”

โมนาส่งยิ้มเอาใจมาให้ แล้วจึงวิ่งจี๋ไปที่ห้องนอน เธอเป็นผู้หญิงที่เขาอยากจัดให้เป็นสถิติอันดับต้น ๆ ในการแต่งตัวจริง ๆ เพราะใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ชุดนอนแบบเรียบแขนยาวขายาวละม้ายเด็กคอนแวนต์ก็ถูกผลัดมาเป็นเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงวอร์มสีเข้ม ปล่อยผมสยายเหมือนเมื่อครู่ แถมใบหน้าก็ยังไม่มีรอยแป้งหรือเครื่องสำอางเพิ่มขึ้นสักนิด

“ไม่กลัวเจอคนรู้จักเหรอ ถึงคิดจะออกไปข้างนอกสภาพนี้น่ะ”

“ดึกป่านนี้ คนอื่นคงนอนกันหมดแล้วละ”

“รู้ก็ดีนะ” เขาเปรยด้วยความระอา แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์ติดมือ พลางส่งกุญแจห้องให้โมนาดูแล “ไปกันได้แล้ว คุณจะได้รีบกิน รีบนอน พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้ากันนะ”

“แค่สมัครเรียนเอง เราตื่นเช้าไปสมัครแล้วกลับมานอนต่อก็ได้ วันหยุดทั้งทีต้องนอนให้คุ้มเนอะ” โมนาเงยขึ้นส่งยิ้มให้เขาอย่างสดชื่นแจ่มใส

คนมองชะงักไปชั่วขณะ พร้อมกับถามตัวเองว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีผู้หญิงกี่คนที่ไม่เคยห่วงสวยยามอยู่กับเขา ผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยต้องปรุงแต่งใด ๆ เพื่อให้สะดุดตาหรือได้รับการเหลียวแลจากเขา

คำตอบที่ได้รับช่างน่าขันจนโนแอลอดยิ้มไม่ได้

ถูกละ...นอกจากแม่และขิมครามแล้ว โมนาเป็นผู้หญิงคนที่สามซึ่งไม่เคยต้องพยายามสวยเพื่อให้เขาประทับใจ มันช่างเป็นความบังเอิญที่น่าชังนัก เมื่อผู้หญิงคนนี้นี่แหละจะเป็นคนที่สามเช่นกันที่เขาต้องทำอาหารให้รับประทาน และยังเรียกร้องจะกินกับข้าวฝีมือเธอด้วยเหตุผลที่ซ่อนเร้นอีกต่างหาก

ผู้หญิง...ที่แตกต่างจากอีกสองคนโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นคนที่เขา ‘ไม่ได้รัก’ แล้วก็ ‘รักไม่ได้’ ไปในเวลาเดียวกันด้วย !

โมนามองสเต๊กปลาแซลมอนย่างราดซอสเลมอนแบบง่าย ๆ ที่พ่อครัวจำเป็นนำมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะด้วยสีหน้าชื่นชม เธอรีบเตรียมส้อมกับมีดสองชุดมาส่งให้ชายหนุ่มราวกับเด็กกำลังจะได้กินขนมถูกใจ

โนแอลเลื่อนจานอาหารไปตรงหน้า ‘คนอยากผอม’ พลางรับอุปกรณ์ของตัวเองไปวางไว้บนโต๊ะอย่างไม่แยแส “ผมไม่กิน คุณกินตามสบายเหอะ”

“โห...คุณย่างมาตั้งสองชิ้น ให้ฉันกินคนเดียวหมดนี่เลยเหรอ”

“คุณกินหมดเหรอ”

“ไม่รู้สิ ต้องลองดูก่อน”

“ไม่ต้องกินหมดก็ได้นะ ไม่ผิดกฎหมายหรอก ผมไม่ว่าด้วย” เขารีบบอก กลัวใจแม่คุณอยู่เหมือนกัน

โมนาหัวเราะเสียงใส

“โอเค งั้นฉันกินเลยนะ” มือที่จับมีดและส้อมจัดการกับอาหารตรงหน้าก่อนเจ้าตัวเอ่ยจบประโยคเสียอีก

โนแอลรินไวน์แดงใส่แก้วก้านสูงมาวางไว้ข้างจาน ขณะในมือตนเองถืออีกแก้วไว้ แล้วเริ่มต้นสอน “เวลารับปลาเข้าไปในปากแล้ว อย่าเพิ่งรีบเคี้ยว ปล่อยให้ลิ้นของคุณได้ทำความรู้จักกับรสชาติก่อนสักสองวินาที เมื่อซอสซึมลงในลิ้น รับรสครบถ้วนแล้วว่ามีความหวาน หอม เปรี้ยว เค็มยังไงบ้าง คุณก็เคี้ยวช้า ๆ ใช้กระพุ้งแก้ม ฟัน และลิ้น รับสัมผัสของเนื้อปลาว่ามันหยาบ นุ่ม ละเอียดมากน้อยแค่ไหน เคี้ยวจนเนื้อปลาเริ่มแตกตัวแล้วค่อยกลืน”

นักเรียนหัวดีทำตามที่เขาสอนทีละขั้นตอน เพียงกลืนอาหารแล้วก็เงยขึ้นเบิกตาโตพร้อมกับยกนิ้ว “โอ้โห...คำนี้อร่อยกว่าคำเมื่อกี้ตั้งเยอะแน่ะโนแอล”

“คุณนี่มัน...” ชายหนุ่มส่ายหน้าระอา “คุณรู้ไหมทำไมอาหารฝรั่งเศสราคาสูง เหตุผลก็เพราะเราปรุงจากวัตถุดิบชั้นดี คัดเลือกรสชาติที่เหมาะสมมาประกอบกันในหนึ่งจาน ดังนั้นคุณจึงควรดื่มด่ำกับรสชาติ รสสัมผัส และความสวยงามของการจัดจานให้สมกับที่มันได้ผ่านการกลั่นกรองจากเชฟมาแล้ว ไอ้ประเภทตักเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนน่ะ ไว้ทำกับพิซซ่า หรือไก่ทอดจากร้านแฟรนไชส์เถอะ อาหารแต่ละอย่างมีวิธีกินไม่เหมือนกัน จำไว้”

โมนาไม่เถียง แต่ตัดเนื้อปลาคำใหม่ใส่ปาก โดยตั้งใจทำตามที่ชายหนุ่มบอกเมื่อครู่อีกครั้ง “มันอร่อยขึ้นจริงด้วย ฉันไม่ได้อุปาทานไปเองนะ”

โนแอลเลื่อนแก้วไวน์มาตรงหน้าเธอโดยไม่มีคำอธิบาย

“กินปลาต้องดื่มไวน์ขาวไม่ใช่เหรอ” ดอกเตอร์ใช่จะเก่งแต่เรื่องตัวเลข เธอยังมีความรู้รอบตัวเรื่องอื่นด้วย

“มันเป็นแค่กฎกว้าง ๆ น่ะ จริง ๆ แล้วเรามีรายละเอียดมากกว่านั้น การเลือกไวน์กับอาหารต้องดูไม่ให้รสชาติข่มกันเอง อาหารรสจัดควรทานคู่กับไวน์เบา ๆ อาหารจืดหน่อยกินกับไวน์ขาว พวกเนื้อสีแดงส่วนใหญ่กินกับไวน์แดงได้ หลักการจริง ๆ มีอีกหลายข้อ แต่ที่ผมบอกคุณได้ก็คือ แซลมอนสเต๊กควรทานคู่กับไวน์แดง ลองจิบดูสิ”

“ไม่มีอะไรในแก้วไวน์แน่นะ” โมนาล้อเลียนถึงเหตุการณ์ที่โรงแรมคีรีธารา

“ผมใส่ยานอนหลับไว้ในปลาแล้ว ไม่ต้องห่วง” โนแอลรับมุกด้วยเสียงหัวเราะ พลางพยักพเยิดไปที่แก้วไวน์ให้เธอถือขึ้นมา เขาหมุนก้านแก้วในมือตัวเองเป็นการสาธิตเพื่อให้ของเหลวสีแดงเข้มเคลือบแก้วด้านในทั่ว ๆ

“เรามักแกว่งแก้วให้น้ำไวน์สัมผัสกับอากาศ เพื่อดึงเอากลิ่นและรสออกมาให้ได้มากที่สุดก่อน”

โมนาหัวเราะคิกคักเมื่อพยายามเลียนแบบคุณครูแล้วเกือบทำไวน์กระฉอกออกจากแก้ว

คนสอนส่ายหน้าไม่บ่นอะไร นอกจากบอกต่อ “ดื่มช้า ๆ ให้ไวน์ไหลเข้าไปในปากเคลือบลิ้นและตุ่มรับรสที่กระพุ้งแก้ม คุณจะได้กลิ่นหอมของไวน์ขึ้นจมูก แล้วค่อยกลืนลงไป”

นักเรียนวิชาการเข้าสังคมทำตามที่เขาสอนอย่างนึกสนุก ที่ผ่านมาใช่ว่าโมนาไม่เคยร่วมโต๊ะอาหารมื้อหรู ๆ หรือเข้าภัตตาคารแพงหูฉี่ เพียงแต่เธอก็แค่ทำไปตามมารยาทสังคมอันเหมาะสม แต่ไม่เคยเรียนรู้ขั้นตอนการดื่มด่ำละเลียดดื่มกินอย่างที่หนุ่มปารีเซียงกำลังสอนอยู่นี่เท่านั้นเอง

“ไวน์ของคุณหอมกว่าที่ฉันเคยดื่มนะ อร่อยดี”

“ที่ผ่านมา อย่างคุณน่าจะเรียกว่าซัดโฮกมากกว่า อย่างที่กำลังทำอยู่นี่ต่างหากถึงเรียกว่า ‘ดื่ม’ น่ะ” เขาแก้คำพูดให้ด้วยสีหน้าเหมือนผู้ใหญ่รำคาญที่ต้องบ่นเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แก่เด็กในปกครอง

โมนาไม่สนใจ ยังคงค่อย ๆ หั่นปลาเข้าปากและเคี้ยวช้า ๆ สลับกับดื่มไวน์หอมกรุ่นอย่างเพลิดเพลิน แต่รับประทานปลาไปเพียงครึ่งชิ้นกับไวน์แก้วเดียว โมนาก็เริ่มรู้สึก...อิ่ม

พ่อครัวใหญ่จำเป็นไม่ว่าสักคำ เขาห่อของที่เธอทานเหลือเก็บใส่ตู้เย็นแล้วหันมาบอกแค่

“เห็นไหม พอเคี้ยวช้า ๆ ก็อิ่มเร็วขึ้น ถ้าจะเป็นสาวปารีเซียง คุณต้องเรียนทุกอย่างใหม่หมดเลย”

“ฉันไปบอกตอนไหนว่าอยากเป็นสาวปารีเซียง” คนตาปรือจะปิดไม่ปิดแหล่เถียงฉอด ๆ

“ผู้หญิงฝรั่งเศสไม่เคยอ้วน ถ้าอยากผอมก็ต้องหัดทำตัวเหมือนผู้หญิงปารีเซียง”

“ก็ได้ ปารีเซียงก็ปารีเซียง ฉันไปนอนแล้วนะ” โมนาพยักหน้าส่ง ๆ

“อย่าเพิ่งนอนเลย คุณกินอิ่มใหม่ ๆ เดี๋ยวก็เป็นกรดไหลย้อนหรอก มานี่ มานั่งดูหนังกันก่อนดีกว่า ให้อาหารย่อยสักพัก แล้วค่อยไปนอน” เจ้านายลากข้อมือหญิงสาวมานั่งที่โซฟา ส่วนตัวเองเดินไปยังชุดโฮมเธียเตอร์ฝั่งตรงข้าม เลือกแผ่นดีวีดีหนังแอ๊คชั่นใส่เครื่อง กดปุ่มให้เริ่มเล่น แล้วหันกลับมาทางเจ้าของห้อง

“บอกว่ายังไม่ให้นอนไง ไปล้างหน้าเดี๋ยวนี้” จอมเผด็จการไม่บังคับอย่างเดียว แต่ยังคว้าต้นแขนดึงโมนาลุกขึ้นยืนด้วย

“กินแล้วนอนเพิ่มขึ้นอีกแค่วันเดียว มันคงไม่ทำให้ฉันเป็นกรดไหลย้อนขึ้นมาปุบปับหรอก ขอนอนก่อนเถอะนะ แล้วพรุ่งนี้จะไม่กินก่อนนอนแล้ว สัญญาเลยเอ้า ! ” ดวงตากลมโตคู่นั้นหลุบลงสนิทขณะอ้อนวอน

คนรักสุขภาพหรือจะฟัง เขาทั้งฉุดทั้งผลักลากโมนาเข้าไปในห้องน้ำสำเร็จจนได้ ระหว่างคอยเธอล้างหน้า ชายหนุ่มถือโอกาสชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ที่เข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของอีกฝ่าย กวาดตาสำรวจรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว พร้อมกับวางแผนกะเกณฑ์ไว้ในใจว่าเขาจะเริ่มต้น ‘ค้น’ จากที่ไหน เพื่อให้พบสิ่งที่ต้องการเร็วที่สุด !

คงเพราะความง่วงไม่เข้าใครออกใคร แม้จะล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น แถมยังมีผ้าเย็นโปะใบหน้ากระตุ้นให้เธอตื่นตลอดเวลา แต่เมื่อภาพยนตร์ฉายไปไม่ถึงสิบนาที โมนาก็เอนพิงพนักโซฟาหลับไปอย่างสบาย

ชายหนุ่มเหลือบมองคนข้าง ๆ แล้วอมยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาส่ายหน้าขันคนขี้เซา หยิบรีโมตมาปิดโทรทัศน์ แล้วลุกเข้าไปที่ห้องนอนเธอ อุ้มผ้านวมจากบนที่นอนมาคลุมให้หญิงสาวแผ่วเบา

เจ้าของเรือนร่างสูงเท้าเอวมองคนที่หลับปุ๋ยอยู่ตรงหน้าแล้วถอนใจด้วยความกังวล ภาวนากับเทพเทวาทุกพระองค์ที่รู้จัก ขอให้สิ่งที่เขาสงสัยอย่าได้เป็นความจริงเลย เพราะมันคงน่าเสียดาย หากเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา จะต้องกลายมาเป็นหัวหน้าขบวนการฉ้อฉลทุจริตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ลียองเคยมีมา

[1] จากเรื่องรอยตะวัน โดยสิริณ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

สนใจอ่านเรื่องราวของขิมคราม

ติดตามอ่านจาก รอยตะวัน ได้เลยค่ะ

sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ

sds


รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Patcharee Siriwong
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Yoko
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว