[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 15

เสียงย่ำฝีเท้าตึง ๆ ที่ดังมาจากชั้นบน ทำให้พิชญาต้องรีบเช็ดน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนพวงแก้มอย่างรวดเร็วแล้วนำอาหารที่เตรียมไว้มาวางที่โต๊ะอาหารเพื่อรอท่า

“วันนี้พีชตื่นเช้าจังเลย นอนไม่หลับหรือ” น้ำเสียงห้าวดังขึ้นพร้อมกับที่เจ้าของเสียงก้าวเข้ามาสมทบที่โต๊ะ

“พีชฝันถึงแม่ก็เลยตื่นมาใส่บาตรให้ท่านน่ะค่ะ พีชทำข้าวต้มทะเลไว้ด้วย กำลังร้อน ๆ มาทานเลยสิคะ”

“พีชรู้ใจที่สุด” คำชมนั้นมาพร้อมกับที่เจ้าตัวโอบเธอจากเบื้องหลังโน้มกายลงมาประทับริมฝีปากบนพวงแก้มหญิงสาวแรง ๆ ก่อนยื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินยาวเกือบเท่ากล่องปากกาเปิดฝาแล้วมาตรงหน้าเธอ กระซิบถามแผ่วเบา “สวยไหม”

“ค่ะ” พิชญาอุบอิบรับคำขณะมองสร้อยข้อมือทำจากเพชรที่เข้าตัวเรือนร้อยต่อกันห่าง ๆ ตลอดทั้งเส้นด้วยความรู้สึกเฉยชา นึกดีใจที่อีกฝ่ายอยู่เบื้องหลัง เขาจึงไม่เห็นสีหน้าของเธอว่ามันมิได้มีร่องรอยยินดีเลยแม้แต่น้อย

“เพชรเม็ดเล็กไปหน่อย แต่ก็เหมาะกับพีชดี สวมไว้นะที่รัก และถ้าอยากได้อะไรมากกว่านี้ก็บอกมาได้เลย”

พิชญาหลับตาลงกล้ำกลืนความรู้สึกไว้สุดความสามารถ ขณะยื่นมือให้อีกฝ่าย “สวมให้พีชหน่อยสิคะ”

หญิงสาวยืดมือออกไปพินิจสายสร้อยบนข้อมือ เธอหายใจเข้าแล้วฝืนแต้มรอยยิ้มไว้บนใบหน้า จากนั้นหันกลับมาทางคนให้ กลั้นใจเขย่งตัวไปหอมแก้มคนใจดีฟอดใหญ่ “ขอบคุณค่ะ พีชชอบมากเลย”

หนุ่มใหญ่คลายอ้อมแขนออก แล้วเดินไปนั่งประจำที่โต๊ะอาหาร มือแข็งแรงหยิบช้อนมาเริ่มคนข้าวต้มในถ้วยให้คลายความร้อน พลางหยิบหนังสือพิมพ์มาวางข้าง ๆ

พิชญานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม สายตาที่มองผู้ชายตรงหน้าพยายามซ่อนความรู้สึกทุกประการไว้อย่างยากเย็น กระทั่งตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่มีต่อบุรุษผู้นี้คืออะไรกันแน่ รัก ชิงชัง รังเกียจ หรือขาดไม่ได้

“ปกติฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเลขที่เช็คที่ดึงออกจากสมุดไปใช้ พีชว่าอีกสองสามวันหมายเลขเช็คก็จะไล่ไปถึงใบที่พีชขโมยออกมาจากเล่มแล้วนะคะ ถ้ามีคนโวยวายขึ้นมาว่ามีเช็คหาย พีชกลัวว่าเราจะมีปัญหา”

“ถ้ามีคนมาปรึกษาว่าทำยังไงดีที่เช็คหาย พีชก็ให้คำแนะนำไปสิ ว่าให้เขาไปรายงานยายโมนาซะ” อีกฝ่ายตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ “อ้อ...แล้วไอ้ใบสำคัญจ่ายที่พีชทำขึ้นมาใหม่ อย่าลืมทำลายทิ้งด้วยล่ะ”

“ค่ะ” พิชญาอุบอิบรับคำอีกครั้ง “คืนนี้คุณจะมาค้างที่นี่ไหมคะ พีชจะได้เตรียมทำอาหารเย็นไว้เผื่อ”

“ไม่ละ มีงานที่ต้องสะสางอีกเยอะ อาทิตย์นี้อาจไม่ว่างแวะมาเลย ไว้อาทิตย์หน้าดีกว่า”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำสั้น ๆ ตามเคย เธอปรนนิบัติอีกฝ่ายจนอิ่มและหิ้วกระเป๋าเอกสารมาส่งเขาขึ้นรถเรียบร้อย มองจนเขาขับรถลับออกไปจากรั้วบ้านแล้ว จึงย้อนกลับเข้ามาที่โต๊ะอาหาร ดวงตาเศร้าหลุบลงมองสร้อยเพชรที่ข้อมือข้างขวา แล้วน้ำตาก็รินลงมาช้า ๆ

สำหรับผู้ชายคนนี้ เธอมีค่าเป็นเพียงแค่นางบำเรอคนหนึ่งที่เขาแวะเวียนมาตักตวงความสุขจากเรือนกาย แลกเปลี่ยนด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทั้งที่เธอต้องการอะไรที่ง่ายกว่านั้น เล็กน้อยกว่านั้น ทว่ามันกลับเป็นสิ่งเดียวที่เธอไม่เคยได้รับเลย...ความรัก !

เสียงเคาะประตูดังกระหน่ำเรียกให้โมนาจำต้องลุกขึ้นมานั่งสะลึมสะลือ แม้จะหาวหวอดด้วยความง่วงงุน แต่ก็ยังหยีตามองเวลาที่นาฬิกาบนผนัง “นี่มันเพิ่งหกโมงเองนะ จะรีบปลุกไปถึงไหนเนี่ย”

หญิงสาวเอนตัวลงนอนต่อ แต่เสียงเคาะประตูก็ดังมาอีกระลอก “เชรี ตื่นหรือยัง”

โมนากระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง แล้วเดินหน้ามุ่ยมาเปิดประตู “คุณน่าจะถามอะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านี้หน่อยนะ เคาะประตูซะขนาดนี้ ถึงยังไม่อยากตื่น ก็ต้องตื่นอยู่ดีแหละ”

“ยาสีฟันผมหมด ขอแบ่งใช้หน่อยสิ”

“อยู่ในห้องน้ำ ไปหยิบเอาเลย” โมนาทำท่าจะเดินกลับไปนอนต่อ แต่ก็ถูกคว้าข้อมือไว้ก่อน จึงหันกลับมางอแง “อะไรอีกล่ะ”

“ตื่นเหอะ เปลี่ยนชุดแล้วไปฟิตเนสกันดีกว่า อย่านอนเลย” ไม่พูดเปล่า โนแอลยังใช้สองมือหยิกแก้มเธออย่างมันเขี้ยวอีกด้วย “คุณนี่ดีนะ ตอนตื่นนอนหน้าเหมือนเวลาปกติเปี๊ยบเลย”

โมนาปัดมือใหญ่ออกจากใบหน้าด้วยความหงุดหงิด “โนแอล นี่คุณจงใจมาแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย”

“เปล่าแกล้งนะ แค่อยากมีเพื่อนไปฟิตเนสด้วยเท่านั้นเอง” เขารุนหลังเธอเข้าห้องน้ำ เอื้อมหยิบหลอดยาสีฟันติดมือไว้ “ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า ไม่ต้องอาบน้ำหรอก เดี๋ยวออกกำลังกายเสร็จก็ต้องอาบอีกรอบอยู่แล้ว ผมไปแปรงฟันก่อน เดี๋ยวจะเอายาสีฟันมาคืนคุณ” จอมบงการเชิญชวนแกมออกคำสั่งเสร็จก็ผลุบหายไปจากห้องน้ำของเธออย่างรวดเร็ว

เจ้าของบ้านยืนหน้าบึ้งอยู่หน้ากระจกชั่วครู่ สุดท้ายจึงหยิบที่คาดผมมาเก็บผมข้างหน้า เธอบีบโฟมใส่มือถูพอให้กระจายแล้วละเลงบนใบหน้า เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังอีกครั้ง จึงบอก “เข้ามาเลย ฉันไม่ได้ล็อก”

ครั้นได้ยินเสียงประตูเปิดออก หญิงสาวจึงชี้ไปที่เคาน์เตอร์ข้างตัวทั้งที่ไม่ลืมตา “วางไว้ตรงนี้แหละ”

“นั่นคุณทำอะไรน่ะ” แทนที่จะวางของคืนแล้วรีบออกไป พ่อจอมยุ่งกลับยืนเท้าเอวอยู่ข้าง ๆ ทั้งยังสั่ง “ล้างออกให้หมดเลย โหย...นี่ไม่เคยมีใครสอนคุณล้างหน้าอย่างถูกวิธีเหรอเนี่ย”

มือแข็งแรงกดศีรษะเธอไปที่อ่างล้างหน้าพร้อมกับเปิดก๊อกจนโมนาตกใจ “เฮ้ย ๆ ๆ ไม่ต้องกด ฉันล้างเองได้”

เพียงวักน้ำจากก๊อกรดใบหน้าสองสามหน ฟองแฟบ ๆ ที่ปาดกะพร่องกะแพร่งอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ก็ถูกทำความสะอาด โดยยังมีรอยอยู่ตามไรผมเล็กน้อย “เป็นบ้าอะไรของคุณเนี่ย จะฆ่าฉันหรือไง ถึงจะจับฉันกดน้ำน่ะ”

“คุณล้างหน้าแบบนี้ เดี๋ยวหน้าก็เหี่ยวหมดหรอก” พ่อหนุ่มเจ้าสำอางโวยพลางหยิบหลอดโฟมล้างหน้าของเธอไปพลิกดู “โฟมพวกนี้ เวลาใช้ต้องตีให้เป็นฟองก่อนสิ อณูละเอียดของฟองจิ๋ว ๆ จะได้ไปอยู่ตรงกลางระหว่างหน้ากับมือคุณ ช่วยซับแรงไม่ให้คุณรุนแรงกับผิวหน้า นอกจากนี้เนื้อโฟมที่เล็กมาก ๆ พวกนี้ก็จะเข้าไปตามซอกเล็ก ๆ ของผิวเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนด้วย เอาใหม่ ล้างใหม่เดี๋ยวนี้เลย”

คนถูกกล่าวหาว่ารุนแรงกับใบหน้าเบ้ปาก “คุณไม่ได้เป็นเกย์แน่นะ ทำไมรู้เรื่องพวกนี้เยอะจัง”

“ต้องมีแต่เกย์หรือไงถึงจะรู้จักรักตัวเองน่ะ คุณเกลียดที่ใคร ๆ ตัดสินคุณจากภายนอก แต่รู้ตัวหรือเปล่า คุณก็ชอบใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่นเหมือนกันนะ ของอย่างนี้ขยันเข้าเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ฟังพนักงานสาธิตจริง ๆ จัง ๆ แค่สิบนาทีก็ทำเป็นแล้ว ไม่ใช่สักแต่ว่าเดินไปชี้ ๆ ๆ แล้วก็จ่ายเงิน มีเงินเยอะ แต่ใช้ไม่ถูกวิธี ต่อให้เป็นเครื่องสำอางระดับเดียวกับที่ซูสีไทเฮาใช้ หน้าคุณก็ไม่เต่งตึงดึ๋งดั๋งหรอกนะ”

โมนาหน้าม่อย ยื่นหลอดโฟมให้ชายหนุ่ม “โอเค ๆ งั้นก็สอนมาละกัน”

“ตั้งใจดูนะ” กูรูด้านความงามบีบโฟมใส่ฝ่ามือข้างซ้ายพอสมควร จากนั้นหยดน้ำลงไปสามสี่หยด ใช้อีกมือตีแปะ ๆ เบา ๆ จนเกิดฟองขนาดใหญ่ แล้วเขาก็ใช้ปลายนิ้วขวาขยี้บนกลุ่มฟอง ถูซ้ำ ๆ แล้วหยดน้ำเพิ่มลงไปทีละนิด จนได้เนื้อโฟมฟูละเอียดพูนเต็มมือจึงยื่นมาให้โมนา “ทำไม่ยากใช่ไหมล่ะ”

“ขอฉันลองทำมั่งดีกว่า” คนมองชักสนุก จึงบีบโฟมแล้วทำตามกรรมวิธีของชายหนุ่มบ้าง โนแอลต้องคอยหยดน้ำเพิ่มให้เธอ ขณะนักเรียนหัวเราะร่าเมื่อได้โฟมพูนเต็มฝ่ามือตัวเองบ้างเช่นกัน

“โอ๊ย ! เจ๋งอะ ไม่เคยรู้เลยว่าโฟมจะทำแบบนี้ได้ด้วย ทีนี้ฉันก็ล้างหน้าได้เลยใช่ไหม”

“ใช่ นวดเบา ๆ บนใบหน้าตามร่องจมูก หน้าผาก แล้วก็ปลายคาง ไม่ต้องรีบ คุณควรล้างหน้าโดยใช้เวลาราว ๆ หนึ่งถึงสองนาทีนะ ไม่ใช่เอาโฟมถูหน้าแล้วก็ล้างออกอย่างเมื่อกี้ แบบนั้นผิดรู้หรือเปล่า”

“ฉันเคยเห็นโฟมฟู ๆ แบบนี้ในทีวีเหมือนกัน ยังนึกอยู่ว่าพวกพรีเซ็นเตอร์เขาเว่อร์จัง เพิ่งรู้วันนี้แหละว่ามันทำแบบนั้นได้จริง ๆ แล้วก็เป็นวิธีที่ถูกต้องด้วย” โมนานวดโฟมจนใบหน้าขาววอก เว้นไว้เฉพาะตรงดวงตา แล้วหันมาทางคนข้าง ๆ “นี่คุณขยี้มาแล้ว ก็ใช้ล้างหน้าคุณซะเลยสิ โฟมฉันหลอดละหลายพันนะยะ ไม่ใช่จะให้มาขยี้เล่น ๆ ได้อย่างนี้”

โนแอลส่ายหน้าทั้งขันทั้งระอา แต่ก็ใช้สะโพกกระแทกเจ้าของห้อง ดันให้เจ้าหล่อนขยับที่ว่างหน้ากระจกให้บ้าง “หลบไปหน่อยสิคุณ ล้างแล้วก็ไปยืนนวดหน้าอยู่ข้าง ๆ โน่น ให้ผมใช้กระจกบ้าง”

“นี่มันห้องฉันแท้ ๆ ทำไมคุณต้องมารุกรานด้วยล่ะ”

ใบหน้าที่เคยหล่อบาดใจของฝรั่งตัวโตบัดนี้ขาววอกด้วยเนื้อโฟมละเอียดเต็มใบหน้า โมนาเห็นแล้วอดหัวเราะคิกไม่ได้ และทั้งที่หน้ายังมีฟองโฟมฟูเต็มไปหมด แต่หญิงสาวก็รีบล้างมือแล้วเช็ดพอหมาด วิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน หยิบโทรศัพท์มากดถ่ายรูปคนเป็นเจ้านายและผู้อาศัยไว้อย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย ! ลบเดี๋ยวนี้เลยนะเชรี” คนถูกถ่ายรูปโดยไม่ตั้งตัวโวย

“ไม่ลบหรอก ตลกดีออก” โมนาเดินมายืนข้าง ๆ ปรับกล้องให้เป็นโหมดถ่ายตัวเอง แล้วยื่นมือออกห่างตัว ศีรษะเธอเอนเข้าหาชายหนุ่มเพื่อให้รูปอยู่ติดในเฟรมกล้องด้วยกัน “ถ่ายคู่กันไว้ด้วยดีกว่า ฉันว่ามันขำดีออก”

เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นซ้ำ ๆ เพียงโมนาปล่อยแขนเขา โนแอลก็ผละศีรษะออกห่างทันที เขารีบล้างมือแล้วบอกแค่ “ผมไม่กวนคุณละ เดี๋ยวผมไปล้างโฟมที่ห้องน้ำของผมเองก็ได้ แต่งตัวเร็ว ๆ นะ เดี๋ยวเราจะได้ไปฟิตเนสกัน”

โมนามองตามผู้ชายตัวสูงไปด้วยความฉงน แล้วจึงยักไหล่คล้ายพยายามจะปัดท่าทีแปลก ๆ ของอีกฝ่ายออกไป เธอกดดูรูปที่เพิ่งถ่ายเมื่อครู่ แล้วจู่ ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โมนารีบวางโทรศัพท์ไว้บนชั้นด้านหน้าราวกับมันเป็นของร้อน แล้วสาละวนทำตัวเองไม่ให้ว่างด้วยการเปิดก๊อกวักน้ำล้างหน้าทำความสะอาดโฟมฟูขาวออกจากใบหน้าจนหมดเกลี้ยง

ทั้งที่ใช้โฟมยี่ห้อนี้หมดไปแล้วตั้งไม่รู้กี่หลอด แต่คงเป็นอุปาทานจากความรู้ที่ครูสอนวิชาความงามคนใหม่เพิ่งประสิทธิ์ประสาทให้ หรือไม่ก็เพราะคุณสมบัติที่ดีเลิศของโฟมล้างหน้าก็สุดรู้ โมนาพบว่าเช้าวันนี้ใบหน้าเธอนุ่มนวลสดใสกว่าทุกวัน แถมยังมีรอยเลือดฝาดระเรื่อ ๆ เต็มพวงแก้มอีกด้วย !

วสันต์กำลังนำข้อมูลที่เจ้านายสั่งรวบรวมเป็นหมวดหมู่และนำเสนอกลับเข้าไปให้โนแอลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น เขารีบรับสายทันที

“คุณวสันต์ ช่วยเข้ามานี่หน่อย ผมมีเรื่องจะถามคุณสองสามข้อ”

หนุ่มใหญ่วางมือจากทุกสิ่งที่กำลังกระทำ ลุกเข้าไปในห้องเจ้านายทันที โนแอลไม่มีแฟ้มในมือ แต่เขาหมุนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ผู้มาใหม่เห็นชัด ๆ แทน

“นี่บัญชีเจ้าหนี้ของบริษัทในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณสังเกตเห็นความผิดปกติไหม”

วสันต์โน้มตัวเข้าไปดูรายละเอียดบนหน้าจอ แล้วส่ายหน้า “ไม่มีนี่ครับ”

“นี่ไง คอลเซ็นเตอร์เรียกใช้ช่างจากอู่เบสต์เซอร์วิสไปซ่อมรถให้ลูกค้าบ่อยมาก ทั้งที่อู่นี้เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นคู่ค้ากับเราแค่ไม่กี่เดือนเอง”

“เวลาลูกค้าโทร.เข้ามา พนักงานต้องระบุจุดรถเสียในแผนที่ แล้วระบบจะเลือกอู่ที่อยู่ใกล้ที่สุดขึ้นมาให้เองอัตโนมัติ ผมว่ามันคงเป็นเรื่องของความบังเอิญมากกว่าที่รถไปเสียอยู่ใกล้กับอู่เบสต์เซอร์วิสน่ะครับ”

“ผมคงคิดมากไปเอง ขอบคุณมากนะคุณสันต์ ขอโทษด้วยที่รบกวน”

“ไม่รบกวนหรอกครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” หนุ่มใหญ่ค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวออกจากห้องไป

โนแอลใคร่ครวญข้อเท็จจริงช้า ๆ เป็นไปได้ไหมว่าระบบมีปัญหา มันอาจไม่ได้เลือกอู่ใกล้ที่สุดอย่างที่ควรทำ แต่โมนาใช้ใครสักคนในแผนกไอทีเขียนโปรแกรมพิเศษ ทุกครั้งที่มีรถเสียในรัศมีของอู่เบสต์เซอร์วิส ก็ให้ ‘ระบบ’ โกงเรียกใช้เฉพาะอู่แห่งนี้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่อู่ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ตามที ด้วยวิธีนี้ โมนาสามารถเรียกขอส่วนแบ่งจากเจ้าของอู่เบสต์เซอร์วิสได้ง่าย ๆ เลย นี่กระมังวิธีที่เธอใช้ยักยอกเงินของบริษัท

ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่แน่ใจ เพราะถ้าโมนาใช้วิธีตามที่เขาคิดจริง เธอก็ไม่ได้ยักยอก ก็แค่พลิกแพลงให้ตัวเองได้ผลประโยชน์จากการเล่นกลกับระบบนิดหน่อยเท่านั้นเอง แม้ยังไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่ซีอีโอหนุ่มก็ไม่รอช้า เขาต้องประชุมกับทีมไอทีเพื่อเค้นความจริงในเรื่องนี้ให้ได้

โนแอลเปิดตารางนัดของบริษัท หมายจะเรียกประชุมพนักงานฝ่ายไอที โดยจงใจเลือกให้ชนกับเวลาที่โมนาไม่ว่าง เธอจะได้ไม่สามารถโผล่เข้ามาขัดขวางการค้นหาความจริงของเขา

แต่แล้วตารางนัดหมายตอนสิบโมงของวันนี้ก็ทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ โนแอลเหลือบดูเวลาที่ข้อมือซึ่งชี้ไปที่สิบเอ็ดนาฬิกาด้วยความผิดหวัง

เขาช้าเกินไป โมนานัดกับฝ่ายไอทีตัดหน้าเขาไปแล้ว !

บรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดอึมครึมอย่างหนัก ห้องที่เล็กอยู่แล้วทำให้หญิงสาวสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้อำนวยการฝ่ายการเงินยิ่งรู้สึกอึดอัดราวกับจะหายใจไม่ออก

“เธอสองคนรับสินบนจากอู่เบสต์เซอร์วิสเขียนโปรแกรมซ่อนอู่อื่น ๆ และให้ระบบเลือกอู่ของเขาขึ้นมาเป็นอันดับแรกใช่ไหม” ไม่ใช่แค่น้ำเสียง แต่แววตาคมกริบของโมนายังช่วยทำหน้าที่คาดคั้นผู้ต้องหาทั้งสองอีกด้วย

“ฉันให้หัวหน้าของพวกเธอตรวจโปรแกรมเลือกอู่ซ่อมรถแล้ว ทำให้รู้ว่าโปรแกรมเมอร์ที่เข้าไปแก้ไขโค้ดก็คือเธอสองคน จะยอมรับผิดแต่โดยดี หรือจะให้ฉันแจ้งความจับด้วยข้อหาฉ้อโกงดีล่ะ เลือกเอา”

“เราถูกจ้างมาอีกทีค่ะ” เมื่อถูกกดดันจนถึงที่สุด หนึ่งในสองก็รับสารภาพ

“ใครจ้างเธอมา” ถึงจะพอเดาได้อยู่แล้วว่าคำตอบต้องเป็นชัชวิน แต่โมนาก็ซ้อมค้างอีกที เผื่อจะได้หลักฐานที่แน่นหนา หรืออาจเจอเรื่องประหลาดใจซ่อนอยู่เบื้องหลัง

“คุณโมนาเห็นใจพวกเราเถอะนะคะ ต่อให้คุณไล่เราออก เราก็บอกไม่ได้จริง ๆ ”

“แค่ไล่ออกมันง่ายไป ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะแจ้งความดำเนินคดีกับเธอสองคน คิดดูดี ๆ นะว่ามันคุ้มเหรอที่จะปกป้องคนว่าจ้างพวกเธอ โดยการเอาอนาคตของตัวเองไปฝากไว้กับคนแบบนั้นน่ะ”

“พวกเราก็ไม่อยากหมดอนาคตด้านการงานหรอกนะคะ แต่ถ้าซัดทอดถึงเขา พวกเราตายแน่”

“ฉันรู้นะว่าคนที่จ้างพวกเธออยู่ในบริษัทนี่แหละ แล้วการที่เราประชุมกันแบบนี้ คนที่บงการพวกเธออยู่ก็น่าจะเดาได้ว่าเราคุยกันเรื่องอะไร เธอคิดว่าเขาจะเชื่อเหรอ ถ้าเธอยืนยันว่าไม่ได้ซัดทอดถึงเขาน่ะ”

เมื่อจำเลยทั้งสองยังเงียบ โมนาจึงใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายก็ตัดสินใจ “พวกเธอรู้ใช่ไหมว่าฉ้อโกงเป็นคดีอาญา โทษมีทั้งจำทั้งปรับเลยนะ”

“คุณโมนา” หนึ่งในสองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะพนมมือไว้ปลก ๆ น้ำตาไหลพรากเป็นทาง ทั้งยังสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร “อย่าบังคับพวกเราเลยนะคะ ขอร้องละค่ะ เราบอกไม่ได้จริง ๆ ”

หญิงสาวหนักใจกับสถานการณ์ตรงหน้า การจับปลาซิวปลาสร้อยบูชายัญไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย สองคนนี้เป็นแค่ฟันเฟืองเล็ก ๆ มีหน้าที่ทำงานตามคำสั่งซึ่งถ่ายทอดกันมาเป็นต่อ ๆ เธอไม่ต้องการมดงาน แต่อยากได้ตัวนางพญามดต่างหาก และต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายพร้อมหลักฐานคาหนังคาเขาด้วย ครั้นจะปล่อยสองคนนี้ลอยนวลไปก็ไม่ถูกต้อง หากมีบุคคลที่สามรู้เข้า เธอต้องโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดแน่นอน

ส่วนเรื่องใช้สองคนนี้เป็นสายลับสองหน้า ส่งต่อข้อมูลจากทางขบวนการนั้นตัดทิ้งได้เลย ขนาดให้ซัดทอดผู้บงการยังไม่กล้าเอ่ยปากพูด เรื่องอื่น...ยิ่งหมดหวัง

เสียงเคาะกระจกดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับที่ผู้มาใหม่ผลักประตูก้าวเข้ามาด้านในอย่างถือวิสาสะ

“ฮัลโหล ประชุมกันอยู่หรือครับ น่าสนใจจัง มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่า” เพียงสิ้นประโยคพนักงานทั้งสองคนก็มีสีหน้ายินดีอย่างเห็นได้ชัด

โมนารู้โดยไม่ต้องหันไปมอง ว่าคนที่เข้ามาขัดจังหวะคือใคร

“เธอสองคนออกไปได้แล้ว” ผู้มาใหม่ออกคำสั่ง และสองสาวก็ลนลานปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวกำมือแน่นพยายามกดความโกรธเอาไว้อย่างยากเย็น เธอผุดลุกขึ้นหันขวับไปทางชัชวินด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “คุณไม่มีสิทธิ์สอดมือเข้ามาในงานของฉัน”

“เรารู้เท่า ๆ กันน่าโม ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียว นับตั้งแต่คุณยก ‘แฟ้มนั้น’ ให้ผม มันก็กลายเป็นเรื่องของเราสองคนไปในพริบตา”

“ฉันจะไล่สองคนนั้นออก” โมนาประกาศ

ชายหนุ่มจุปาก ส่ายหน้าขบขันราวกับเห็นเด็กดื้อเอาแต่ใจ “ไม่เอาน่าโม จะทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ทำไม ไม่กลัวแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือ” ตอนท้ายเขาหัวเราะหึ ๆ ล้อเลียน อุ้งมือแข็งแรงเชยคางหญิงสาวขึ้นสบตาเขา “เรามาหาวิธีประนีประนอมเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติดีกว่า”

“คุณจะซื้อฉันให้ทุจริตบริษัทอีกคนงั้นเหรอ ไม่มีทาง ! ”

“ที่รัก ทำไมใจร้าย ตัดรอนกันรุนแรงอย่างนี้ล่ะ ฟังแล้วใจเสียจังเลย”

โมนาปัดมือเขาออก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกทั้งรักและแค้นปนกัน “คุณต้องการอะไรกันแน่”

“ลาออกจากบริษัทนี้ซะโม แล้วทุกอย่างก็จบ คุณก็ไม่ต้องมาเปลืองชื่อเสียงที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตขึ้นด้วย”

“คิดว่าฉันโง่หรือไง ถ้าฉันยอมออกง่าย ๆ ก็เข้าทางคุณเลยสิ จากนี้ไปก็จะไม่มีใครอยู่ขวางทาง คุณคงจะยิ่งยักยอกโกงกินกันสะดวกสบายเลย”

“ไม่หรอกโม ถ้าคุณยอมลาออก ผมก็จะวางมือจากเรื่องนี้เหมือนกัน เป็นไง ข้อเสนอของผมยุติธรรมไหม”

หญิงสาวเงยขึ้นสบตาเขานิ่ง ๆ มองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคล้ายกำลังค้นหาความจริงใจ “รู้ไหมว่าอะไรที่ฉันเสียใจที่สุด” เธอเปลี่ยนเรื่องดื้อ ๆ มือเลื่อนขึ้นมาแตะใบหน้าชายหนุ่ม “ตรงที่ฉัน...มองคนผิดไปขนาดนี้ได้ยังไง แค่คุณไม่เคยรักฉันเลย มันก็เจ็บพอแล้ว นี่ยังกลับกลายเป็นว่าคุณมีวัตถุประสงค์แอบแฝงถึงได้เข้ามาคบหากับฉัน คุณคงแอบหัวเราะเยาะฉันลับหลังสนุกไปเลยสินะ”

ชัชวินยกมือขึ้นมากุมมือเธอที่ยังแตะค้างอยู่ที่แก้มเขา รั้งมือของโมนาไว้ที่เดิม “ผมรักคุณจริง ๆ นะโม ไม่เคยคิดจะใช้ประโยชน์จากคุณเลย ทั้งหมดที่ผมทำก็เพื่อเราสองคนทั้งนั้น”

โมนาหัวเราะหึ ๆ ละม้ายเพิ่งได้ฟังเรื่องชวนหัวที่สุดจบลง

“เก็บคำพูดนี้ไว้บอกแฟนคุณเถอะ อย่ามาเสียเวลาหลอกฉันเลย” เธอดึงมือออกจากการเกาะกุม และมุ่งหน้าไปที่ประตู แต่ชัชวินก็คว้าแขนรั้งเธอไว้

ผู้อำนวยการสาวยังไม่ทันสะบัดมือออก ประตูก็เปิดอีกครั้ง โนแอลก้าวเข้ามาภายในแล้วงับประตูปิดตามหลังทันที แค่แวบเดียวที่สังเกตเห็นสีหน้าเย็นชานั้น หญิงสาวก็รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ

“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า” เขาถามเป็นภาษาอังกฤษเช่นเคย

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เราเพิ่งประชุมเสร็จ กำลังจะแยกย้ายกันอยู่พอดี”

“ผมเห็นในตารางนัดว่าผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีมีประชุมกับแผนกไอที เลยว่าจะมาสมทบสักหน่อย ทำไมผู้ร่วมประชุมถึงกลายเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโครงข่ายไปได้ล่ะ” โนแอลถาม

“เป็นเรื่องปกติที่ผมกับโมต้องประชุมสรุปงานกันเป็นระยะ เพราะหากอู่ไหนเรียกเก็บค่าบริการมาไม่ตรงกับที่ตกลง การเงินก็ต้องแจ้งให้ทราบ ผมจะได้เจรจากับเครือข่ายให้ถูกต้องไงครับ” ชัชวินอธิบายด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ผมแปลกใจว่าทำไมตารางนัดไม่ตรงตามจริง” โนแอลยังคงคาดคั้น

“ฉันประชุมกับฝ่ายไอทีเสร็จแล้ว พอดีคุณชัชผ่านมา แล้วฉันมีเรื่องจะถาม ก็เลยเชิญมาสอบถามกันให้จบ ๆ ไปก็แค่นั้นเอง ฉันยังมีงานค้าง ขอตัวก่อนนะคะ” โมนาตัดบทแล้วรีบหลบฉากออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

โนแอลประเมินสถานการณ์แล้วก้าวยาว ๆ ตามโมนาไปกระชั้นชิด เขายัดเยียดตัวเองเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของเธอเช่นเคย แล้วงับประตูเข้าด้วยกัน โดยไม่เสียเวลารูดม่านปิด

“คุณเพิ่งคุยกับฝ่ายไอที งั้นผมอนุมานว่าคุณน่าจะสังเกตเห็นเหมือนกัน ว่าลียองมียอดการเรียกใช้บริการจากบริษัทเบสต์เซอร์วิสที่เพิ่งมาเป็นคู่ค้ารายใหม่สูงมาก คุณพอจะสันนิษฐานสาเหตุได้ไหม”

โมนาผงะไปเสี้ยววินาที และเขาซึ่งจับตามองอยู่แล้วก็สังเกตเห็นทันที

“คุณรู้เรื่องนี้ แล้วก็รู้ดีด้วย ! คุณปิดบังอะไรผมอยู่ใช่ไหมลิซ่า” นับจากวันที่เล่นบทจีบโมนา เขาใช้สรรพนามเรียกเธอด้วยภาษาฝรั่งเศสทั้งต่อหน้าและลับหลังเสมอ เพิ่งจะมาวันนี้ที่ชายหนุ่มเปลี่ยนกลับไปเรียกชื่อเธอเหมือนช่วงแรกที่รู้จักกัน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเท้ามือบนโต๊ะ โน้มตัวลงมาตรงหน้าโมนาคาดคั้นด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกด้วย

“ไม่มีนี่คะ คุณคิดมากไปแล้วละค่ะเจ้านาย” โมนาหลบตาเขา เสหันไปทางคอมพิวเตอร์ ทำทีลากเมาส์เพื่อคลิกเปิดอีเมลแทน

“อย่าคิดว่าคุณฉลาดอยู่คนเดียวนะลิซ่า หยุดมันซะก่อนที่จะถลำตัวลึกไปกว่านี้ และสายเกินกว่าจะกลับตัวกลับใจ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนระแคะระคายแน่นอน ถึงคุณจะมีความหมายกับผมมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าคุณมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนั้น ผมจะไม่ปล่อยให้คุณลอยนวลแน่นอน”

โมนาวางมือจากการคลิกเมาส์อย่างไร้จุดหมาย เธอเงยขึ้นสบตาเขานิ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ฉันไม่มีอะไรจะพูดค่ะโนแอล ฉันไม่รู้ด้วยว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ขอโทษนะคะ แต่นี่เป็นห้องทำงานส่วนตัวของฉัน เชิญคุณออกไปได้แล้วค่ะ”

ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างท้าทาย แตกต่างกับบรรยากาศอบอุ่นอ่อนหวานเมื่อเช้าราวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โนแอลเป่าลมพรูด้วยความผิดหวัง “คุณรักผู้ชายคนนั้นถึงขนาดยอมร่วมมือกับเขาเพื่อทุจริตบริษัทเลยเหรอ”

“ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไม่ด่วนสรุปไปเองมั่ว ๆ แบบนั้นค่ะ”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะแล้วหมุนตัวไปเปิดประตูก้าวช้า ๆ ออกไปด้วยความทดท้อในใจ

ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินไม่ทันได้ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกรู้สากับเรื่องนี้ พนักงานฝ่ายบัญชีคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารและรายงาน

“เมื่อวันศุกร์คุณโมเซ็นเช็คและอนุมัติใบสำคัญจ่ายไม่ครบ มีชุดหนึ่งที่หลงตาไปค่ะ”

โมนารับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียด ตรวจสอบใบเรียกเก็บจากคู่ค้าเทียบยอดเงินและหมายเลขเช็คว่าตรงกับในใบสำคัญจ่ายจนมั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จึงตวัดปากกาลงนามอย่างรวดเร็ว จากนั้นหยิบตราบริษัทจากลิ้นชักมาประทับกำกับ

“โทษทีนะนิสา วันนั้นฉันวุ่น ๆ เรื่องประชุมหลายอย่าง คงเปิดผ่านหน้านี้ไปโดยไม่ตั้งใจ เธอเลยต้องทำงานสองรอบ คราวหน้าฉันจะระวังมากกว่านี้ ขอบใจมากที่ตรวจเอกสารทุกฉบับซ้ำอีกครั้ง รอบคอบจริง ๆ ” แม้จะเป็นเจ้านาย แต่โมนาก็กล้ารับผิดหากทำผิด ทั้งยังชื่นชมเมื่อพนักงานทำงานเรียบร้อยอีกด้วย

นิสาละล่ำละลักปฏิเสธคำชม เมื่อโมนาเซ็นชื่อเรียบร้อย หญิงสาวก็รับแฟ้ม หมุนตัวออกจากห้อง ครั้นผ่านโต๊ะพิชญา นิสาปรายตามองผ่านอีกฝ่ายพร้อมกับผงกศีรษะนิดเดียว เป็นเครื่องหมายอันรู้กันที่บอกว่า...ไม่มีปัญหา !

------------------------------------------------

sds



หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Thofa Srivoralakhna
Thanks you
เมื่อ 6 เดือน 6 วันที่แล้ว

รีวิว