[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 11

นับจากวันที่โมนาตัดความสัมพันธ์ ชัชวินมีโอกาสปรับความเข้าใจกับหญิงสาวเพียงแค่ครั้งเดียว แถมผลการพูดคุยยังจบลงด้วย ‘ไม่ดี’ อีก ผ่านมาเกือบสามสัปดาห์แล้ว เมื่อสบโอกาสที่เธอเชิญให้เข้าพบในช่วงบ่ายวันศุกร์ถัดมา ชัชวินจึงก้าวผ่านประตูห้องทำงานส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีเข้ามาด้วยสีหน้ายินดี เขางับประตูปิด ตามด้วยรูดม่านในห้อง แล้วเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เปิดหัวข้อสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“ยอมให้ผมเข้าพบแล้วหรือคนดี”

“ค่ะ” โมนาหมุนแฟ้มเอกสารให้ชายหนุ่มดู แล้วถามเข้าประเด็นทันที “ฉันตรวจสอบบัญชีของบริษัทมาพักใหญ่แล้ว พบว่ามีรายจ่ายหลายรายการที่คุณปลอมแปลงใบเสร็จมาขอตั้งเบิก รู้ใช่ไหมคะว่านี่มันเข้าข่ายทุจริตน่ะ”

“โธ่...โม เอาเรื่องงานไว้คุยกันทีหลังได้ไหม ผมอยากคุยเรื่องของเราก่อน”

“ไม่มีเรื่องของเราให้คุยค่ะ ถ้าคุณหาคำอธิบายที่ดีให้ไม่ได้ ฉันจะแจ้งความดำเนินคดีค่ะ”

“อย่าเอาคุกมายัดใส่กันง่าย ๆ อย่างนี้สิโม ผมไม่สนุกด้วยหรอกนะ”

“ฉันก็ไม่สนุกเหมือนกัน ว่าไงคะ ฉันรอฟังคำอธิบายอยู่นะ”

ชัชวินหน้าเคร่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ แปรไปเป็นกระด้างเย็นชาทีละนิด “เราเจรจาเรื่องนี้กันได้นะโม อย่าบังคับให้ผมต้องทำอะไรรุนแรงเลย”

“คุณขู่ฉัน” เธอสานสายตากับเขา ไม่มีวี่แววเกรงกลัวสักนิด “คิดว่าทำได้จริงเหรอ ไอ้ความรุนแรงที่ว่าน่ะ”

“อย่าท้าทายผมเลยโม ได้ไม่คุ้มเสียหรอก” ชัชวินลุกขึ้นยืนค้ำสองมือบนโต๊ะ คุกคามเธอด้วยท่าทางและน้ำเสียง “เอกสารพวกนั้นคุณอนุมัติจ่ายเงินไปตั้งแต่ตอนที่เราคบกันแล้ว ใครจะเชื่อว่าคุณไม่มีเอี่ยวกับเงินที่ถูกเบิกออกมา คนทั้งบริษัทรู้กันทั่วว่าเราบินไปต่างประเทศบ่อยแค่ไหน ดูเหมือน ‘ที่มา’ ของเงินจะมี ‘ที่ไป’ ลงตัวพอดีเลยนะ”

“นี่คุณจะแบล็กเมล์ฉันงั้นเหรอ”

“ผมแค่หาทางเจรจาประนีประนอมอย่างสันติต่างหาก เพราะถ้ามันอื้อฉาวขึ้นมา ผมจะบอกว่าคุณนั่นแหละที่บอกช่องโหว่พวกนี้ให้ผมรู้ และสั่งให้ผมปลอมเอกสารมาโกงบริษัท ไม่คุ้มหรอกถ้าดอกเตอร์โมนา วิมาลิน จากอเมริกาจะถูกข้อหายักยอกบริษัท เพราะอีกหน่อยคงไม่มีใครกล้าจ้างคุณไปทำงานอีกแน่นอน”

โมนาเงยขึ้นสบตาชายหนุ่มนิ่ง ๆ น่าแปลก...ถ้อยคำของเขาข่มขู่และเจตนาโยนความผิดทั้งหมดให้เธอ แต่โมนากลับ ‘ไม่’ รู้สึกว่าดวงตาของเขามีร่องรอยเกรี้ยวกราดเลยสักนิด

แล้วความจริงอันน่าเศร้าก็ผุดเข้ามาในใจ คงเพราะผู้ชายคนนี้ไม่เคย ‘รู้สึกรู้สา’ อะไรกับเธอแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่รักเลย เกลียดเขาก็ไม่เกลียดด้วยซ้ำ คนที่เฉยชาต่อกันได้ขนาดนั้น แต่ก็ยังแสร้งทำท่าว่ารักกันได้ ช่างเลือดเย็นเหลือเกิน

“คุณคบกับฉัน เพื่อหาโอกาสโกงบริษัทโดยที่ฉันไม่ทันระวังใช่ไหม”

โมนาซ่อนความสะเทือนใจไว้ไม่มิด ทั้งน้ำตาก็เอ่อกบตาโดยไม่ทันควบคุม เจ้าตัวรีบก้มหน้ากรีดน้ำตาทิ้ง ไม่ต้องการให้ชัชวินสมเพชเธอไปมากกว่านี้

ชายหนุ่มยืดตัวตรง ยึดแฟ้มของโมนาไปถือไว้แทนคำตอบ “ขอบคุณนะที่เชิญผมมารับของสำคัญด้วยตัวเอง ไว้ผมแก้ไขรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ผมจะเอาแฟ้มนี้มาคืน” ชัชวินหมุนตัวเดินไปยังประตู

ยังไม่ทันจับคันเปิด เสียงโมนาก็ดังมาจากเบื้องหลัง “ฉันไม่ยอมปล่อยให้คุณลอยนวลไปได้ง่าย ๆ หรอกนะ”

“ผมรู้ว่าคุณฉลาด ไม่งั้นคงเป็นดอกเตอร์ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นในฐานะของคนรักกันนะ ขอแนะนำว่าอย่าคิดโง่ ๆ แบบนั้นอีกเลย เพราะผมคงต้องขัดขวางคุณทุกวิถีทาง”

“คุณต้องการเงินมากแค่ไหนถึงจะหยุดทำเรื่องแบบนี้ เงินมันสำคัญสำหรับคุณมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“อย่าถามเลย เพราะคุณไม่ได้อยากฟังคำตอบ ไม่ว่าผมจะพูดยังไง คุณก็คิดว่ามันคือข้ออ้างอยู่ดี คนมีเงินใช้ไม่ขาดมืออย่างคุณคงไม่มีวันเข้าใจหรอก” เขาพูดทิ้งท้าย ก่อนเปิดประตูเดินจากไป

โมนากุมศีรษะด้วยความหนักใจ แวบหนึ่งอดโกรธตัวเองไม่ได้ที่ผลีผลามไม่รอบคอบ เธอคิดว่าชัชวินจะยอมรับผิดแต่โดยดี และรีบนำเงินที่ทุจริตกลับมาคืนบริษัท แต่ดูเหมือนเขาจะเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเธอไม่สามารถเอาผิดเขาได้ ชายหนุ่มจึงดูหยิ่งผยองจนน่าหวาดหวั่นเช่นนี้

ผู้อำนวยการสาวสลัดศีรษะปัดความกังวลออก เธอต้องหาหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้มามัดตัวชัชวินและพวกพ้อง ไม่มีประโยชน์ที่จะจมอยู่ในบ่อน้ำของความทุกข์ สู้เอาเวลาไปทำเรื่องที่เกิดประโยชน์ดีกว่า

เนื่องจากลียองเป็นบริษัทข้ามชาติที่บริหารงานเป็นอิสระจากบริษัทแม่ ส่งเพียงผลการดำเนินงานและกำไรไปรายงานในแต่ละไตรมาสก็พอแล้ว และเพราะซีอีโอมักต้องเดินทางไปประชุมทั้งในและต่างประเทศอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเป็นไปอย่างสะดวกและคล่องตัว บอร์ดบริหารที่ฝรั่งเศสจึงมีมติอนุมัติให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินสามารถลงนามจ่ายเช็คในวงเงินที่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทได้ด้วย แต่หากยอดสั่งจ่ายมากกว่าหนึ่งล้านหนึ่งบาทขึ้นไป ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินจะต้องลงนามร่วมกับซีอีโอและประทับตราบริษัทในเช็ค ทางธนาคารจึงจะยอมสั่งจ่ายตามที่ลียองแจ้งความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้แล้ว

ทุกวันศุกร์พิชญาจะตรวจสอบค่าใช้จ่ายบริษัท และจัดทำใบสำคัญจ่ายที่มูลค่าไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ลงรายละเอียดของเช็คที่สั่งจ่ายทั้งชื่อธนาคาร หมายเลขเช็ค รวมถึงระบุจำนวนเงินส่งให้เจ้านาย ซึ่งโมนามีหน้าที่ตรวจสอบทวนข้อมูลในใบสำคัญจ่ายให้รายละเอียดทุกอย่างตรงกับใบเรียกเก็บจากคู่ค้า จากนั้นจึงลงนามและประทับตราบริษัทในเช็คเพื่อสั่งจ่ายตามขั้นตอนต่อไป

เสียงกริ่งเบา ๆ เป็นสัญญาณว่ามีสายภายในเรียกเข้า ทำให้โมนาซึ่งกำลังอ่านเอกสารอยู่จำต้องหันไปเหลือบมองชื่อคนโทร.เข้าจากหน้าจอเล็ก ๆ ของโทรศัพท์ หญิงสาวเผลอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อ และรีบเอื้อมมือไปรับสาย

“ขอรบกวนเวลาคุณสักยี่สิบนาทีสิ ผมอ่านเอกสารการเงินฉบับนึงแล้วมีคำถาม เดี๋ยวไปหาคุณที่ห้องได้ไหม”

โมนาชั่งใจมอง ‘สำเนา’ การทุจริตของชัชวินบนโต๊ะ ไม่ดีแน่หากปล่อยให้เขามาเห็นของพวกนี้ เธอต้องกำจัดข้อบกพร่องใด ๆ ก็ตามที่จะแปดเปื้อนชื่อเสียงดอกเตอร์โมนา วิมาลิน ให้หมด ไม่ควรให้ใครรับรู้เรื่องเช่นนี้เด็ดขาด !

“เดี๋ยวฉันไปหาคุณที่ออฟฟิศดีกว่าค่ะ จะให้ไปตอนนี้เลยไหมคะ”

“โอเค งั้นมาเลย ผมจะคอย” เขารับคำแล้ววางสายไปง่าย ๆ

ผู้อำนวยการสาวเหลือบมองแฟ้มที่กางอยู่ตรงหน้าเล็กน้อย มีเช็คอีกหลายใบรอให้เธอลงนามสั่งจ่าย ทว่าขืนช้าเดี๋ยวโนแอลเกิดอดทนรอไม่ไหวบุกมาที่ห้องจะยิ่งยุ่ง คิดสะระตะดีแล้ว เธอจึงตัดสินใจพับแฟ้มวางแอบไว้ข้าง ๆ โดยแวะที่โต๊ะพิชญาสั่งการ “เอกสารที่จะส่งให้สรรพากร ฉันเซ็นแล้วนะ เดี๋ยวส่งต่อไปดำเนินการได้เลย ส่วนแฟ้มเช็ค ฉันยังเซ็นไม่หมด ทิ้งไว้ในห้องก่อน เดี๋ยวฉันกลับมาอ่านต่อ”

พิชญาค้อมศีรษะรับคำ คอยจนเจ้านายลับกายเข้าไปในห้องทำงานของซีอีโอตรงสุดทางเดินแล้ว จึงถือสมุดเล่มหนึ่งเข้าไปในห้องผู้อำนวยการ ดวงตาหวานเศร้ากวาดมองรอบห้องพลางถอนหายใจยาว หญิงสาวเปิดแฟ้มไล่ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละหน้าจะมีใบสำคัญจ่ายสอดอยู่คู่กับเช็ค โมนาจะตรวจใบสำคัญจ่ายก่อนว่าพนักงานบัญชีสองคนเซ็นชื่อกำกับในฐานะผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว จึงค่อยลงนามในเช็คพร้อมประทับตราบริษัท เอกสารทั้งสองฉบับจึงจะถูกนำไปดำเนินการต่อตามขั้นตอน

พิชญาพลิกหาหน้าที่สั่งจ่ายเป็น ‘เช็คเงินสด[1]’ จากนั้นดึงเช็คและใบสำคัญจ่ายที่เซ็นชื่อครบถ้วนแล้วออกจากแฟ้มมาพับสอดใส่กระเป๋ากระโปรง รีบสลับเอกสารแบบเดียวกันอีกชุดหนึ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าจากสมุดมาวางแนบกับใบเรียกเก็บจากคู่ค้าชุดเดิมแทน สุดท้ายจึงหยิบแฟ้มที่ตั้งใจเข้ามาเอา พร้อมกับถือสมุดเล่มเดิมติดมือออกมา กระบวนการทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงสองนาที เช็คเงินสดมูลค่าเก้าแสนบาทลงนามและประทับตราเรียบร้อยแล้วฉบับหนึ่งก็หายไปจากระบบโดยที่ไม่มีใครรู้เลย !

โนแอลหมุนแฟ้มที่มีเครื่องหมายเน้นข้อความหลายแห่งไปข้างหน้าผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน พลางถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ให้เป็นการคาดคั้นหรือจับผิด

“สอนอ่านงบพวกนี้หน่อยสิเชรี ผมดูแล้วไม่เข้าใจ” เขาชี้ตารางในเอกสาร แต่สายตาจับจ้องมองสีหน้าของหญิงสาวอย่างตั้งใจ

ดอกเตอร์ด้านการเงินจากอเมริกาชะโงกหน้ามาดูเอกสาร พอเห็นข้อความชัด ๆ ก็ชะงัก และเพียงรู้สึกตัว เธอก็รีบแต่งยิ้มแต้มไว้บนใบหน้า เงยขึ้นถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางเป็นกันเอง

“คุณไปเอาเอกสารนี่มาจากไหนเหรอ”

หากไม่ได้จับสังเกตสีหน้าของเธออยู่ เขาคงมองไม่เห็นกิริยาที่โมนาผงะไปเล็กน้อย ยิ่งเมื่อเธอปรับท่าทีให้เป็นธรรมชาติก็ยิ่งไม่หลงเหลือพิรุธใดให้เอะใจเลย

“คุณวสันต์หามาให้น่ะ ถามทำไมเหรอ”

“ฉันแปลกใจน่ะ ปกติพวกนี้เป็นเอกสารลับ ฉันคิดว่ามันมีตัวจริงอยู่ที่ฉันแค่ชุดเดียวซะอีก”

“ผู้ช่วยส่วนตัวของผมต้องทำสำเนาเอกสารทุกฉบับที่ซีอีโอลงนามและนำไปเก็บในห้องเอกสาร มันเป็นกฎใหม่ที่ทางฝรั่งเศสเพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้ว ตอนผมอยู่ปารีส เราทำเป็นหนังสือเวียนแจ้งมาที่ซีอีโอของทุกประเทศน่ะ”

“อ๋อ...ฉันมันผู้น้อยอยู่นอกวงนี่เอง เลยไม่เคยเห็นคำสั่งนั้น” โมนาหัวเราะขัน ๆ แต่คนมองกลับสังเกตเห็นร่องรอยกังวลที่เจืออยู่ในแววตาของเธอชัดเจน

“กล้าพูดเนอะ ผอ.ฝ่ายการเงินบอกว่าตัวเองเป็นผู้น้อยเนี่ย” เขาหยิบปากกาเคาะหน้าผากเธอเบา ๆ อย่างล้อเลียน “เอ้า ! อธิบายมาได้แล้วคุณครู นักเรียนรอฟังอยู่”

โมนายู่หน้าใส่เขา เป็นกิริยาที่คนมองชักจะชินเสียแล้ว เพราะเธอทำบ่อยขึ้นทุกทียามไม่ได้ดังใจ

“ไม่เห็นจะยากเลย ก็แค่บัญชีแยกประเภทที่ทำรายละเอียดแบ่งไว้ว่ามีใครเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ของบริษัทบ้าง ลูกหนี้ส่วนใหญ่ของลียองก็คือพวกค่ายรถ พอมีคนซื้อรถ ค่ายรถจะส่งทะเบียนมาให้ลียองอีกทอด ฝ่ายบัญชีก็จะบันทึกในระบบว่ามีลูกหนี้เกิดขึ้น ส่วนเจ้าหนี้ก็เป็นพวกอู่รถ บริษัทยกลากรถ พวกคู่ค้าที่เป็นทีมให้บริการของลียอง เวลาเขาออกไปช่วยซ่อมรถให้ลูกค้าก็จะเรียกเก็บเงินมาที่ลียอง ฉันไม่เข้าใจว่าคุณจะงงตรงไหน”

“หลายเดือนที่ผ่านมาค่ายรถเป็นหนี้เราเพิ่มขึ้นอัตราเฉลี่ยราว ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่พวกอู่ซ่อมรถกลับเรียกเก็บเงินเพิ่มสูงถึง ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ มันไม่สมดุลกันเลยนะ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ลียองประเทศไทยคงเข้าสู่วิกฤติเท่าทุนภายในไม่ถึงหนึ่งปี และในอีกไม่เกินสิบแปดเดือนก็อาจกลายเป็นขาดทุนเลยด้วย”

“การที่คนใช้รถใช้ถนนจะมีเหตุฉุกเฉินต้องเรียกใช้บริการของลียอง มันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้นี่คะ”

“คุณอาจต้องปรึกษากับฝ่ายขาย แนะนำให้แสงดาวขึ้นราคาค่าบริการกับค่ายรถ เพราะรถเขามีปัญหาบ่อยเกินไปแล้ว เมื่อเรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เขาต้องจ่ายแพงขึ้น”

โมนาถอนหายใจ “ฉันรู้นะว่ามันดูไม่ดีที่จะพูดอย่างนี้ เหมือนไม่เป็นมืออาชีพเลยที่ไม่รู้จักแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน แต่ตอนนี้ผู้อำนวยการฝ่ายขายเกลียดหน้าฉัน สาเหตุก็มาจากคุณนั่นแหละ โอเคปะ”

“ผมไม่เห็นรู้สึกว่าแสงดาวพิศวาสผมถึงขนาดที่ต้องเกลียดคุณเลย เขาไม่เห็นเดือดร้อนใจสักนิดที่ผมไม่แยแสเขา แต่หงุดหงิดมากที่ผมสนใจคุณ ผมว่าเป้าหมายของเขาคือเกลียดชังในทุกเรื่องที่คุณทำมากกว่านะ ถามจริง...คุณเคยไปทำอะไรให้เขาแค้นฝังหุ่นขนาดนี้กันแน่”

“ใช่ว่าฉันโรคจิตอยากให้มีคนมาเกลียดมาชังฉันหรอกนะ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยไปทำอะไรให้เขาไม่ชอบหน้า ฉันก็อยู่ของฉันดี ๆ ไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนให้เขาสักหน่อย”

เมื่อเห็นโนแอลพยักศีรษะอย่างครุ่นคิดไม่เอ่ยสิ่งใดอีก โมนาจึงวกกลับมาที่เรื่องเดิม “คุณมีเรื่องจะถามฉันอีกไหม ฉันเหลือเอกสารต้องอ่านเพียบเลย”

“ไม่มีแล้ว ขอบคุณมากที่มาอธิบายให้ฟัง ว่าแต่...เมื่อเช้าผมไม่เห็นคุณเตรียมกระเป๋าใส่เสื้อผ้ามาเลย อย่าบอกนะว่าเย็นนี้จะโดดไม่ยอมไปฟิตเนสน่ะ”

โมนายิ้มแหย “ฉันมีนัดกับเพื่อน ขอเบี้ยวฟิตเนสวันนึง เจอกันที่บ้านละกัน”

“นัดกับเพื่อนเหรอ งั้นก่อนกินอะไรก็ให้คิดเยอะ ๆ ด้วยนะว่าคุณต้องสกายวอล์คเกอร์หรือโยคะกี่นาที กว่าจะเผาผลาญพลังงานได้หมดน่ะ”

“ย้ำซะจัง คุณนี่น่าเบื่อชะมัด”

“ย้ำสิ ขืนคุณอ้วนเป็นตุ่มต่อขาอย่างนี้ เมื่อไหร่ผมจะหาแฟนให้คุณได้สำเร็จล่ะ ผมไม่ได้ตามไปคุมอย่างนี้ ไม่อยากนึกภาพเลย คุณคงฟาดเต็มคราบแหง ถ้ายังไงก็จำเคล็ดลับที่ผมสอนไว้ด้วยล่ะ จำไว้ให้แม่น ๆ เลย สัญญานะ”

“โอเค ๆ สัญญา ฉันจะเคี้ยวช้าเอาโล่เลย พอใจหรือยังยะ”

พนิดาและตุลยาผลัดกันมองนาฬิกาที่ข้อมือซ้ำ ๆ เพราะเลยเวลานัดมาเกือบชั่วโมงแล้ว แต่โมนาก็ยังไม่มาปรากฏตัวเสียที ทั้งที่ปกติหญิงสาวเป็นคนตรงต่อเวลา และไม่เคยเบี้ยวนัดเพื่อนโดยไม่บอกล่วงหน้าอย่างนี้มาก่อน

“ด้าลองโทร.หาถังถังอีกครั้งซิ ตุ่นว่านี่มันชักจะผิดปกติแล้วนะ” ตุลยาเพื่อนร่วมเผชิญอาถรรพ์ซุ้มเล็บมือนางกับโมนาพยักพเยิดไปที่โทรศัพท์ด้วยสีหน้ากังวล

พนิดาโทร.ออกซ้ำเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน และผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนเดิม “ฉันว่าถังถังมันจงใจหลบหน้าเรานะ มันปิดเครื่อง ไม่ใช่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ”

“หรือเราจะบุกไปหาถังถังที่คอนโดฯ ดี” ตุลยาออกความเห็น

“อย่าดีกว่า การที่ถังถังหลบหน้าเรา อาจแปลว่ามีเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากให้เรารู้ ขืนเราบุกไปที่คอนโด อาจทำให้ถังถังอึดอัดก็ได้นะ” พนิดาปรามด้วยเหตุผล เพราะหลายปีที่คบหาเป็นเพื่อนกัน โมนามักจะมีช่วงเวลาที่หายตัวไปจากกลุ่มเพื่อนฝูง ไม่ส่งข่าว ติดต่อไม่ได้อยู่เนือง ๆ ซึ่งทุกคนก็เข้าใจดี เพราะความเป็นเพื่อนสำหรับพวกเธอ ไม่ได้วัดว่าต้องเจอกันบ่อยแค่ไหน แต่มีความหมายตรงทุกครั้งที่กลับมาเจอกัน บรรยากาศเดิมจะคงอยู่ และทุกคนก็สนิทสนมกันได้ราวกับไม่เคยห่างไกลไปไหนเลยต่างหาก

หลังจบมื้ออาหาร ขณะสองสาวกำลังจะสั่งของหวาน เงาสูงของผู้ที่ทั้งคู่กำลังคอยอยู่ก็ทาบทับมาที่โต๊ะ

“อย่าโกรธฉันนะด้า ตุ่น ทีแรกฉันกะจะเบี้ยวนัดพวกแก แต่ฉันกลัวพวกแกเป็นห่วง ก็เลยตัดสินใจมาเอาป่านนี้น่ะ” โมนาว่าเสียงอ่อยพลางนั่งลงยังเก้าอี้ที่ว่าง

“มีอะไรหรือเปล่าถังถัง ทำไมถึงไม่อยากมาเจอพวกเรา” ตุลยาข้องใจ

โมนาชั่งใจครู่เดียว แล้วจึงโพล่งออกมาโดยไม่มีการอารัมภบท “ผู้ชายที่ฉันเคยเล่าให้ฟังตอนงานแต่งด้าว่าเป็นแฟนฉันน่ะ เราเลิกกันแล้ว” โมนาสบตาเพื่อนทีละคน ก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทั้งสองฟังอย่างละเอียด แล้วลงท้ายด้วยการสรุป

“ฉันเพิ่งรู้วันนี้แหละว่าเขาไม่ใช่แค่นอกใจฉันไปมีผู้หญิงคนอื่นและหวังปอกลอกเงินของฉัน ความจริงแล้วเขาไม่เคยรักฉันด้วยซ้ำ แต่เห็นฉันเป็นสะพานทอดไปสู่การโกงบริษัทต่างหาก”

“ใจเย็นก่อนนะถังถัง บางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้” พนิดารีบปลอบเมื่อเห็นเพื่อนสาวคนเก่งฮึดฮัดเหมือนอยากอาละวาดเต็มที

“เขารับสารภาพขนาดนั้นแล้ว ยังจะมีเรื่องเข้าใจผิดตรงไหนได้อีก” โมนาเอนพิงพนัก แววตาแห้งแล้ง “ฉันไม่อยากมาเจอพวกแก เพราะรู้ว่าถ้ามาแล้วก็คงอดไม่ได้ต้องเล่าเรื่องห่วย ๆ นี่ให้ฟัง ฉันรู้นะว่าพวกแกจะไม่สะใจ ไม่สมเพชฉันหรอก แต่ฉันก็อดอายไม่ได้อยู่ดีว่ะ เสียหน้าชิบเป๋งเลย อ้วนอย่างนี้แล้วยังหวังว่าจะมีผู้ชายหล่อ ๆ มารักอีก หวังสูงไม่เจียมตัวเลย” โมนางึมงำ

“ใครมันตาต่ำไม่รักแกก็ช่าง แต่จำไว้ว่าพวกเรารักถังถังนะ” ตุลยาดึงโมนาไปกอดพร้อมกับลูบหลังเบา ๆ

รอยสัมผัสอบอุ่นจากคนที่ปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจ ทำให้โมนารู้สึกไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอย่างที่ผ่านมา หญิงสาวกอดเพื่อนนิ่ง ๆ เพื่อเติมโพรงว่างในหัวใจให้เต็มตื้นขึ้น

“ฉันสบายใจขึ้นแล้ว ขอบใจแกสองคนมากนะ” โมนาขืนตัวออกจากอ้อมกอดของตุลยา ส่งยิ้มยืนยันอีกคำรบ แล้วจึงหันไปยกมือเรียกพนักงาน

“เอ้อ...น้องคะ ขอเมนูด้วยค่ะ”

กองชมอ้าปากค้าง ขณะพนิดาอดรนทนไม่ได้ “องค์ลงหรือวะถังถัง ทำไมอารมณ์แกเปลี่ยนเร็วอย่างนี้ล่ะ”

“ฉันหิว” คำตอบสั้นแต่ได้ใจความครบถ้วน เจ้าตัวกางเมนูเปิดอ่านทีละรายการอย่างใคร่ครวญ แล้วเงยขึ้นถาม “ตุ่นว่าสตูไก่ไม่ติดหนังกับหมูอบราดซอสเกรวี่อย่างไหนแคลอรีน้อยกว่ากัน”

“แกเคยห่วงเรื่องแคลอรีด้วยเหรอ” ตุลยาฉงนหนัก เพราะปกติโมนามักตะลุยเปิดเมนูแล้วจิ้ม ๆ ๆ ทุกรายการที่ต้องการมากกว่า

โมนาหงุดหงิดเมื่อไม่ได้คำตอบ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปจากเมนูแล้วกดปุ่มยุกยิกอยู่คนเดียว

“แกทำอะไรน่ะถังถัง” ตุลยาสงสัย เมื่อเพื่อนคนที่เคยพูดเก่งที่สุดในกลุ่ม จู่ ๆ ก็กลับทำท่าทางแปลก ๆ เช่นนี้

“ฉันหาตัวช่วยอยู่” โมนาปล่อยให้เพื่อนสงสัยไม่ถึงครึ่งนาที คำอธิบายก็มาถึงในรูปของเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์

“มาละ ! ” โมนาพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม ก่อนกดปุ่มรับสาย แถมยังเอาโทรศัพท์ไปแนบหูโดยไม่ทักทายสักคำ แค่ไม่ถึงอึดใจ เพื่อนคนที่อวบที่สุดในกลุ่มก็ ‘หัวเราะ’ !

“ฉันกะแล้วว่าคุณต้องไม่เห็นด้วยกับทั้งสองเมนู โอเค ขอบคุณมาก แค่นี้นะ” เธอตัดการติดต่อแล้วสั่งทวนความจำเพื่อพนักงาน “เอาสเต๊กปลาดอรี่ย่างเกรียม ๆ เสิร์ฟน้ำสลัดมาข้าง ๆ นะคะ อย่าราดมาล่ะ”

เพียงพนักงานรับรายการเรียบร้อยและค้อมศีรษะเดินพ้นโต๊ะไป สองสาวก็ตั้งป้อมซักทันที

“เมื่อกี้แกคุยกับใคร” กองเชียร์ถามขึ้นแทบจะพร้อมกันเลยทีเดียว

“ฉันกำลังอยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัด เมื่อกี้ฉันคุยกับผู้คุมให้อนุมัติรายการอาหารเย็นไง”

“ผู้คุมที่ว่า ถังถังหมายถึงเทรนเนอร์ฟิตเนสเหรอ” ตุลยาทำท่าสนใจ

“เขาไม่ใช่เทรนเนอร์ของฉัน” โมนากลอกตาไปมาอย่างจนคำอธิบาย สุดท้ายจึงอุบอิบ “เขาเป็นเพื่อนที่ออฟฟิศน่ะ เรามีข้อตกลงกันนิดหน่อย คือเขาจะช่วยให้ฉันผอม สวย มีเสน่ห์ แล้วก็สอนวิธีอ่อยผู้ชายให้ฉัน”

“แล้วแกต้องแลกเปลี่ยนอะไรกับเขา” พนิดาเท้าข้อศอกลงบนโต๊ะ ตั้งใจฟังเต็มที่

“แพนด้า แกรู้ได้ไงว่าฉันต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

“นี่มันมุกคลาสสิกในละครนะถังถัง แกไม่รู้ได้ไงวะ” เจ้าสาวที่เพิ่งเข้าหอเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนโวย

“ฉันเคยดูละครที่ไหนเล่า พวกแกก็รู้” โมนาโวย เพราะถูกส่งเข้าคอนแวนต์แบบโรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก แถมยังต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ มิตรแท้ของเธอจึงเป็นซีรี่ส์ต่างประเทศมากกว่าละครไทย

ตุลยาพยักหน้า “โอเค แกไม่รู้ว่านี่มันเหมือนมุกในละคร ตุ่นเข้าใจ ว่าแต่ข้อแลกเปลี่ยนที่ถังถังต้องทำให้ชายหนุ่มปริศนานี่คืออะไร ไหนบอกมาดิ๊”

โมนาถอนใจ “ฉันต้องหาที่พักให้เขา ซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน ล้างจาน แล้วก็ทำอาหารให้เขากิน”

“นี่มันสัญญาทาสชัด ๆ เลยนะถังถัง” พนิดาครวญแทน “ขนาดฉันยังไม่ต้องทำให้ผัวขนาดนี้เลยนะ”

ตุลยาตีแขนคนมีสามีแล้วทันที “เฮ้ย ! ที่นี่มีเราแค่สามคน จำไว้ว่าคนแต่งงานแล้วจัดเป็นชนกลุ่มน้อย ไว้รอให้เราอยู่กันครบทั้งแก๊ง แล้วแกค่อยพูดคำว่าผัวออกมา แกพูดแกไม่อาย แต่ตุ่นฟังแล้วตุ่นเขินเว้ย”

พนิดาหัวเราะแก้เก้อ “เออ ๆ โทษที ฉันลืมตัวไปหน่อย ต่อเลยถังถัง ผู้ชายคนนี้รู้ไหมว่าแกรวย”

“รู้ดิ” โมนารีบส่ายหน้าปรามเมื่อเพื่อนทำท่ารู้ทัน “หยุดเลย ไม่ใช่อย่างที่พวกแกคิดแน่นอน เขาไม่ได้คิดมาปอกลอกฉันแน่ ๆ เราเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น นึกออกไหมที่เขาเรียกว่าเรามีผลประโยชน์ต่างตอบแทนน่ะ”

“ไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นใครนะ บอกได้เลยว่าเขาฉลาดไม่เบา ที่ขุดข้อแลกเปลี่ยนมาต่อรองจนถังถังยอมทำตามได้น่ะ” พนิดาทำสีหน้าครุ่นคิด

ตุลยาฉุกใจ ชี้ไปยังสูทตัวหลวมที่สาวอวบสวมเป็นประจำ “แล้วเนี่ยเหรอ ที่ถังถังบอกว่าเขาจะทำให้แกผอม สวย มีเสน่ห์น่ะ ตุ่นไม่เห็นว่าแกจะเปลี่ยนไปตรงไหนเลย”

“ฉันยังไม่ผอมเลย จะรีบซื้อเสื้อผ้าใหม่ทำไม เปลืองเงิน”

“อืม...ก็มีเหตุผลนะ” ตุลยาพยักหน้าเห็นด้วย

“ปฏิบัติการกระโดดลงคานของฉันตอนนี้เท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่น่าสนใจหรอก ขอรู้เรื่องแกดีกว่าตุ่น ทางลัดสลัดโสดของแกไปถึงไหนแล้ว เล่าให้ฟังบ้างสิ”

เมื่อถึงคราวตัวเองต้องเป็นคนแถลงบ้าง ตุลยาจึงยิ้มแหย สายตาเพื่อนคาดคั้นจนไม่อาจบิดพลิ้ว จึงจำต้องเริ่มต้นด้วยการเท้าความ “ถังถังกับแพนด้าจำพี่บีได้ไหม”

สองสาวพยักหน้าหงึก ๆ ทันควัน ใครบ้างจะลืมลง พี่บีหรืออชิระคือหนุ่มรุ่นพี่ที่ตุลยาเคยปิ๊งสมัยเรียนปีสอง โชคร้ายที่วาเลนไทน์ปีนั้น ขณะตุลยาตั้งใจจะสารภาพรักกับชายหนุ่ม แต่เพื่อนกลับต้องไปเห็นภาพบาดตาที่เขากอดกับพี่สาวของตัวเองเต็มตา ตุลยาอกหักยับเยิน เรียกได้ว่ารักษากันมาแรมปีกว่าจะหายจากความเจ็บปวด จู่ ๆ เพื่อนเอ่ยถึงอย่างนี้...ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว

ตุลยายิ้มแหยเมื่อสารภาพเสียงอ่อย "ตอนนี้พี่บีเป็นเจ้าของบริษัทที่ตุ่นทำงานอยู่”

“หา ! ” สองสาวอุทานพร้อมกัน

เจ้าของเรื่องพยักหน้าจ๋อย “ใช่ มันแย่อย่างที่ถังถังกับแพนด้าคิดนั่นแหละ และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ตุ่นเพิ่งรู้ตัวว่ายังทำใจเรื่องเขาไม่ได้เลย จะลาออกก็ไม่ได้ พี่บีท้าทายว่าถ้าตุ่นลาออก แปลว่าตุ่นไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา แถมยังปรามาสด้วยว่า คนที่ถูกเด้งออกจากงานถึงสิบสองครั้งในเวลาแปดปี ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับเข้าทำงานอีกแล้ว นอกจากบริษัทของเขา”

“เป็นสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุดเลยนะตุ่น อยู่ใกล้ก็เจ็บ จะหนีไปอยู่ไกล ๆ ก็ไม่ได้” โมนาโอดแทนเพื่อน

“อืม” ตุลยาถอนใจ “ตุ่นต้องยอมทนทำงานที่นั่นไปก่อน คิดว่าใกล้ ๆ กันเป็นบริษัทโมเดลลิ่ง บางทีอาจมีนายแบบหล่อ ๆ สักคนที่เป็นรักแท้ของตุ่นหลงอยู่ในนั้น แต่ที่ไหนได้ สรุปแล้วมีแต่พวกเก้งกวางทั้งบริษัท”

“นั่นปะไร ฉันกะแล้ว” พนิดาถอนใจ นึกไม่ผิดว่าต้องเป็นอีหรอบนี้

“พวกแกไม่ต้องเป็นห่วงนะ ความจริง...ตอนนี้ก็มีใครบางคนเข้ามาในชีวิตตุ่นเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่ามันจะไปได้ไกลถึงไหน”

“งั้นก็ดีสิตุ่น ไม่ว่าคนคนนี้จะเป็นใคร ฉันเชียร์เต็มที่ แกจะได้ไม่ต้องปวดใจเพราะพี่บีอีก” โมนาให้กำลังใจ

“ตุ่นต้องตัดใจจากพี่บีให้ได้ เพราะเขาเป็นผู้ชายต้องห้ามสำหรับตุ่น” ตุลยาย้ำให้ตัวเองฟังดัง ๆ

คำบอกเล่านั้นทำให้โมนาต้องเอื้อมมาบีบกระชับมือเพื่อนไว้ด้วยแววตาเห็นใจ “เอาน่า ตุ่นอย่าคิดมากอีกเลย อดีตก็ปล่อยมันไปซะ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้ตุ่นก็มีใครบางคนที่อาจจะเป็นเจ้าบ่าวในอนาคตโผล่เข้ามาในชีวิตแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดมือล่ะ ขอแค่มีความหวังเพียงเศษเสี้ยว เราสองคนจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด...ใช่ไหมตุ่น”

“แน่นอนอยู่แล้วถังถัง เวลายังเหลืออีกเยอะ หนทางยังอีกยาวไกล เราต้องไปถึงเส้นชัยแน่ ๆ ตุ่นจะลองพยายามดูอีกสักตั้ง” ตุลยาหมายมาดด้วยรอยยิ้มมั่นใจ

มีเพียงพนิดาที่เอนพิงพนักเก้าอี้มองสองสาวที่อยู่ในโลกของความฝันด้วยความหนักใจ จริงอยู่ว่าเก้าสิบวันมันนานพอที่จะให้ผู้หญิงตกหลุมรักกับใครสักคนได้ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะเป็น ‘ความรัก’ ไม่ใช่แค่ความหลงใหล หรือแค่การคว้า ‘ใครก็ได้’ เพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นคาน

ในฐานะของคนที่แต่งงานแล้ว แม้จะมีประสบการณ์ชีวิตครอบครัวแค่สองสามสัปดาห์ แต่พนิดารู้ว่า การขึ้นคานนั้นดีกว่าเป็นม่ายหย่าสามี เพราะสาวโสดทั้งสองกรณีล้วนต้องเหงาอยู่คนเดียว ต่างกันตรงที่เคสแรก...พูดได้เต็มปากว่า ‘เลือกเยอะ’ ส่วนคนหลัง ไม่ว่าเหตุผลของการร้างราจะเป็นข้อไหน ความหมายทั้งหมดก็รวมได้แค่ว่า ‘เลือกคนผิด’ !

[1] องค์กรหรือนิติบุคคล ‘ไม่นิยม’ สั่งจ่ายเช็คเงินสด เนื่องจากไม่ปลอดภัย เพราะผู้ถือเช็คนำไปขึ้นเงินสดได้เลย แต่บางครั้งคู่ค้าขอผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษ หากเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญกับบริษัท องค์กรก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข


sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ

sds


รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เฟิง เฟิง
okkkkkkkkkkkkk
เมื่อ 7 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Yoko
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว