(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร-บทที่ 61 ผู้นำรุ่นที่ 3

โดย  จาตุรนต์ ตาแว่นฟ้า โพธิ์ศรี

(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร

บทที่ 61 ผู้นำรุ่นที่ 3

บทที่ 61 ผู้นำรุ่นที่ 3

เหล่าผู้คนในสมาคมการค้าต่างมีชีวิตชีวา

ตระกูลใหญ่ทั้งห้าต่างก็ยังตามหาชายที่ชื่อ ติงหยาน อยู่ และศาลาหมอกเองก็ยังคงตามหา หยางไห่ เช่นกัน แต่พวกเขานั้นไม่ได้ออกค้นหาอย่างอุกอาจเท่าใดนัก พวกเขาเลือกใช้วิธีจ่ายเหรียญคริสตัลเสียมากกว่า . หากใครก็ตามที่ทราบเกี่ยวกับคนที่ชื่อ หยางไห่ และมีหลักฐานยืนยันเพียงพอ เขาก็สามารถมาที่ศาลาหมอกเพื่อรับหนึ่งพันเหรียญคริสตัลม่วงได้

ตั้งแต่ที่งานประลองกำลังจะถูกจัดขึ้น ก็มีผู้คนเข้ามาที่สมาคมการค้ามากมาย ถึงแม้ว่าการกระทำของตระกูลทั้งห้าและศาลาหมอกจะทำให้เกิดความวุ่นวายก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังคงมาที่แห่งนี้เพื่อเข้าร่วมงานประลอง

ไม่นานนัก , ร้านอาหารและโรงเตี้ยมต่างๆในเมืองเทียนหยุนต่างเต็มและไม่มีพื้นที่ว่างพอ

เหล่านักรบและทหารรับจ้างที่มาจากป่าทมิฬ , บึงมรณะ และ ภูเขาเมฆา ที่มารวมตัวกันในเมืองเทียนหยุนแห่งนี้ บ้างครั้งก็ผิดใจกัน จนก่อให้เกิดความขัดแย้ง และฆ่าฟันกันเอง

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน มีการต่อสู้มากมายเกิดขึ้นในเมืองเทียนหยุนแห่งนี้ ทุกๆเช้า , พนักงานทําความสะอาดมักจะพบศพที่พึ่งตายได้มานานในคูน้ำเสมอ

อีกสามวันจะเป็นวันประลอง

ในตอนเช้า ซั่วชู ที่กำลังหลับตาพักผ่อน เมื่อเขาได้ยินเสียงของซั่วฉือพูดมาจากด้านนอกเขาก็พูดขึ้น " ห๊า... ตาเฒ่านั่นมาแล้วงั้นรึ ? "

" ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วอย่าเรียกข้าว่าตาเฒ่า ต่อหน้าผู้อื่น " เป็นเสียงของชิเสี่ยวที่ดังเข้ามา

" ตาเฒ่าท่านอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยหน่า นี่มันเป็นนิสัยเก่าของข้า และ ข้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ " ซั่วฉือนั้นพูดออกมาอย่างไม่รู้สึกกลัวเลย นางหัวเราะอยู่ข้างนอกประตู

ซั่วชูก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขารีบลุกขึ้นและวิ่งออกไปต้อนรับแขกผู้มาเยือน " ในที่สุดเจ้าก็มา ! " เขาพูดออกไป

. . . . . . .

ที่ตระกูลฉื่อ

ในห้องแรงโนมถ้วงมีหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย้นยืนอยู่ . นางถือพู่กัน และแต้มไปที่คิ้วของฉื่อหยานพร้อมกับฉื่อหยานที่ยืนนิ่งอยู่อย่างเงียบๆ และสนใจไปที่การแต้มพู่กันของหญิงชรา .

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราก็เอาหลังมือของนาง ไปลูบที่ใบหน้าของฉื่อหยานอย่างใกล้ชิด นางมองไปที่ฉื่อหยาน สักพักแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ " ในระหว่างที่ข้ามาที่นี่ทุกๆวัน ทุกครั้งๆรูปลักษ์ของเขาก็จะเปลี่ยนไปเสมอ ในตอนนี้ข้ามั่นใจว่า แม้แต่คนใกล้ตัวหรือคนสนิทของเขาก็ไม่อาจจำเขาได้ . รูปลักษ์ของเขาในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนมากนัก ไม่มีใครจะสามารถจำเขาได้อย่างแน่นอน "

ฉื่อหยานผิวของเขาเข้มขึ้นพร้อมกับคิ้วที่หนาเตอะ รูปร่างของเขาดูแข็งแรงเป็นอย่างมาก .

หากเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน ตอนนี้เขาดูเยือกเย็น และมีความอดทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านลักษณะหรืออารมณ์ , ทุกอย่างของเขาล้วนเปลี่ยนแปลงไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขากลับมาที่ตระกูล เขาก็เติบโตและสูงขึ้นกว่าเดิม ดูเหมือนกับนักรบที่แข็งแกร่ง บวกกับที่เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงรูปลักษ์จากยอดฝีมือด้านศิลปะ หากเทียบกับตอนที่เขาอยู่ในป่าทมิฬแล้ว ตอนนี้เขาดูเหมือนคนอื่นเสียมากกว่า

ฉื่อเจี้ยน จ้องไปที่ ฉื่อหยาน สักครู่ พยักหน้าและบอกว่า " ยอดเยี่ยม ! แค่นี้ก็หมดปัญหาแล้ว "

ฉื่อหยาน สังเกตตัวเองในกระจก และแสดงความพอใจออกมา " เยี่ยม ! หืม ไม่ใช่ว่าการประลองได้เริ่มไปแล้วงั้นรึ ? "

" จะเริ่มในอีก 3 วันต่างหาก ดังนั้นใน3วันนี้เจ้าไม่ต้องฝึกหนักก็ได้นะ เจ้าควรจะพักเสียบ้าง " ฉื่อเจี้ยนพูดก่อนจะจากไป แต่จู่ๆเขาก็คิดบางอย่างขึ้นได้ แล้วใบหน้าของเขาก็จริงจังและหันมาพูดอีกครั้ง " ที่บอกให้เจ้าไปพักผ่อนหนะ เจ้าอย่าคิดว่าข้าโง่เชียว ! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้งั้นรึว่าเจ้าฮันไปจะทำอะไรกัน ! หึม ถ้าเจ้าไปสูญเสียเลี่ยวแรงกับพวกหญิงสาวหละก็ ข้าจะถลกหนังเจ้าคอยดู ! "

" ท่านหยุดบ่นข้าได้แล้ว " ฉื่อหยานดูหงุดหงิดและพูดออกมาว่า " ข้าจะไปอาบน้ำก่อน แล้วจึงค่อยไปดื่มกับฮันจงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านจะอนุญาตหรือไม่ ? "

" ก็ได้ "

. . . . . . .

ศาลาฤดูใบไม้ผลิ

ที่นี่เป็นร้านอาหารที่รู้จักกันดีในเมืองเทียนหยุน ที่นี่ไม่เพียงแต่มีอาหารที่อร่อย แต่พวกเขามีชื่อเสียงในด้านสุรา ด้วยสุราที่มีชื่อว่า เปลวอัคคี สุรานี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสามคมการค้า

นอกจากนี้ ใกล้ๆกับศาลาฤดูใบไม้ผลิ ยังมีทะเลสาบจันทราอยู่ด้วย ในชั้นที่สามของศาลาฤดูใบไม้ผลินั้น นอกจากจะดื่มด่ำอาหารและสุราที่อร่อยแล้วยังสามารถเพลิดเพลินกับวิวที่สวยงามได้ด้วยเช่นกัน นั่นนับเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเลยก็ว่าได้

แต่ถ้าคุณสามารถมีหญิงสาวที่งดงามมาอยู่ในอ้อมแขนได้เวลาเดียวกัน นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถขึ้นไปชั้นที่สามของศาลาฤดูใบไม้ผลิได้ หากคุณมีเพียงแค่เงินแต่ไม่มีอำนาจ คุณก็จะสามารถขึ้นไปได้แค่ชั้นที่สองเท่านั้น

ชั้นสามของศาลาฤดูใบไม้ผลิมักจะถูกจับจองโดยตระกูลใหญ่ทั้งห้าเสมอ แต่หากคนจากตระกูลใหญ่ทั้งห้ามาถึง และพวกเขาไม่ได้ถูกพาขึ้นไปยังชั้นที่สามและให้พวกเขาอยู่เพียงแค่ชั้นปกตินั่นจะถือได้ว่าเป็นการไม่ให้เกียตรพวกเขาอย่างมาก .

ฮั่นจงได้พาฉื่อหยานมาที่ศาลาฤดูใบไม้ หลังจากที่พวกเขามาถึง พนักงานต้อนรับผู้เป็นหญิงสาวที่น่ารักก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม " นายท่านฮัน ได้โปรดขึ้นไปชั้นบนก่อน”

ฮั่นจงมองตาหยี่ไปทางหญิงสาว " เสี่ยวเฝิง ส่วนนั้นของเจ้ามันช่างใหญ่จริงๆ ! " เขาหยุดพูดและก็มองไปที่หน้าอกของหญิงสาวด้วยความปรารถนาบางอย่าง

" นายท่านฮันท่านนี่แย่จริงๆ ท่านมักจะมองไปที่ส่วนนั้นของข้าอย่างเดียวเลย " หญิงสาวยิ้มอย่างเอียงอาย นางชี้ขึ้นและกล่าวว่า : " มีแขกท่านอื่นอยู่ด้วยเช่นกัน เป็นนายท่านกับนายหญิงจากตระกูลโม่และตระกูลหลิง นายท่านฮัน ท่านจะรังเกียจหรือไม่ "

" อย่าได้กังวล " ฮันจงยิ้มและหยุดแกล้งสาวน้อยนางนั้น เขาจับไปที่ไหลของฉื่อหยาน และพาเดินตรงขึ้นไปชั้นสาม

" เฮ้ ! " ชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดนักรบคล้ายกับทหารเรือนั่งอยู่ที่นั่งในชั้นสามพูดขึ้น และ มองตาหยีมาที่ฮั่นจง และพูดเยาะเย้ย " ข้านึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็สุนัขจากตระกูลฉือนี่เอง”

ที่นั่งด้านขวาหันไปยังทะเลสาบพระจันทร์ มีคนนั่งอยู่ 4 คน เป็นชาย 2 และเป็นหญิงสาวที่ดูมีเสน่ห์มากอีก2คน

หนึ่งในกลุ่มนั่นมองอย่างเย็นชาและหยิ่งพยองมาที่พวกเขา และในกลุ่มนั้นเองก็ปราฏกโม่หยานหยูอยู่ด้วยเช่นกัน แต่นางนั้นไม่ได้มองมาทางนี้เลย ดวงตาของนางจ้องมองอย่างนิ่งสงบไปที่ดวงอาทิตย์ที่อยู่เหนือแม่น้ำจันทราเหมือนกับว่านางกำลังเหม่อลอยคิดอะไรบางอย่างอยู่

" โฮ้ๆ นี่ย่อมเป็นพยาธิจากตระกูลโม่เป็นแน่ๆ ข้านั้นดวงซวยจริงๆ . . . " ฮันจงส่ายหัว เขาก็เลิกสนใจไปที่พวกมันและลากฉื่อหยาน หาที่นั่งดีๆและ เขาก็ตะโกนว่า " เจ้าหลง เอา ' เปลวอัคคี 'สี่เหยือก และอาหารที่ดีที่สุดมาให้ข้า , เร็วเข้า ! .

" มาแล้วครับ ! " เสียงตอบรับที่ชื่นมื่นดังขึ้น

ในเวลานี้ , โม่หยานหยูที่กำลังจ้องมองทะเลสาบพระจันทร์อยู่ เหมือนกับว่านางพึ่งจะรู้สึกตัว นางหันหน้ากลับมา และมองไปที่ฮันจงกับฉื่อหยาน นางมองออกไปอย่างดูถูกเหยียดหยาม จากนั้นหันกลับไป และหันไปมองน้ำในทะเลสาบเช่นเคย ไม่มีใครรู้ได้ว่านางนั้นคิดสิ่งใดอยู่

อยู่ตรงข้ามกับโม่หยานหยูเป็นหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

ชายหนุ่มคนนี้มีรอยยิ้มที่เป็นมิตร ในขณะที่เขากำลังพูดกับคุณชายจากตระกูลโม่ เขาก็แอบสนใจไปที่โม่หยานหยูเป็นพักๆ ราวกับพยายามจะให้นางนั้นหันมาสนใจคำพูดของเขา อย่างไรก็ตาม เขาก็ทำไม่สำเร็จ

" เชาเฟิง เสี่ยวหยูเพิ่งถูกท่านพ่อลงโทษมา ในตอนนี้นางอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดีนัก เจ้าอย่าได้ถือสานางเลย " โม่ซานพูดปลอบ แล้วบอกว่า " อย่าได้สนใจ เรามาดื่มกันให้มากเถอะ งานประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ช่วงนี้พวกเราต้องพักผ่อนและดูแลตัวเองให้ดีไว้ "

" พี่ซาน ท่านกำลังหาเรื่องใส่ตัวงั้นรึ ? " หลิงเยว่เยว่ มองอย่างเจ้าเลห์ไปทางโม่ซาน พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง " ข้าได้ยินว่าไม่นานมานี้พี่ซานไปพักที่ ' ย่านหอนางโลม ' อยู่บ่อยครั้ง ท่านต้องจะเพิ่มประสบการณ์ของท่านที่มีอยู่น้อยนิดใช่หรือไม่ ? "

" แคร๊ก แคร๊ก แคร๊ก... " โม่ซานสำลักสุราออกมาและกล่าวออกมาอย่างช้าๆ " เยว่เยว่ เจ้าต้องเชื่อข้านะ ข้าบริสุทธิ์ ! ข้าไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนั้นแม้แต่นิดเดียว นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าไป และก็เพราะข้านั้นโดนล่อลวง เยว่เยว่ เจ้าต้องเชื่อข้านะ "

" หึหึ ใครจะอยากรู้หละว่าท่านพูดจริงหรือโกหก " หลิงเยว่ยังคงยิ้ม แต่แววตาของนางแสดงออกอย่างมีเล่ห์ใน " เมื่อสักครู่นี้ ข้าได้ยินคำชื่นชมจากเหล่าพี่สาวของข้ามา พวกเขาบอกว่า . . . คู่หมั้นของข้านั้นมีสนมน้อยอยู่หลายสิบคนอยู่แล้วและยังจะมาแต่งงานกับข้าอีก พวกนางบอกกับข้าว่า ข้านั้นจะมีสาวใช้มากมายแน่นอนในอนาคต โอ้ ท่านคิดดูสิข้าจะมีความสุขแค่ไหน "

" แคร๊ก แคร๊ก แคร๊ก... "

สีหน้าของโม่ซานกลายเป็นแข็งทื้อ และมันก็กล่าวว่า " ใครกันที่นินทาข้าลับหลังเช่นนี้ ? ถ้าข้ารู้ว่ามันเป็นใครหละก็ ข้าจะถลกหนังมันทั้งเป็น ! "

" เอาล่ะๆ เยว่เยว่ " หลิงเชาเฟิงถลึงตามองน้องสาวของเขา " พี่ซานนั้นผู้ชายอกสามศอก บางครั้งการรักษามารยาทก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ ข้าเชื่อว่าพี่ซานนั้นโดนล้อลวงจริงๆ ! "

" แน่นอนสิ ก็ท่านกับเขาสมรู้กันนินา " หลิงเยว่พูดเบา ๆสูดลมหายใจเข้า และพึมพำออกมาว่า " ใครๆก็รู้ ว่าพวกท่านหนะไปด้วยกัน นั่นต้องแน่นอนอยู่แล้วที่ท่านจะเข้าข้างเขา . "

เมื่อได้ยินเช่นนี้ โม่หยานหยูก็มองไปที่หลิงเชาเฟิง และ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางนั้นรู้สึกไม่ชอบใจอย่างมาก แต่นางไม่ได้พูดอะไร และ หันกลับไปที่ทะเลสาบพระจันทร์อีกครั้ง สีหน้าของนางเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

" ข้าจะจัดการกับเจ้าแน่ เมื่อเรากลับไปที่ตระกูล "

หลิงเชาเฟิงถลึงตามองอย่างใจจดใจจ่อไปที่หลิงเยว่และ เขาเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีจากนั้นก็หันไปพูดกับโม่ซาน " พี่ซาน ตอนนี้ฉือเทียนหยุนได้เข้าสู่นภาที่สามของระดับก่อตั้งแล้ว และตอนนี้เองมันแข็งแกร่งกว่าฉื่อเทียนเค้ออีกเ่วย และข้าก็ยังได้ยินมาว่าในช่วงหลายวันมานี้มันนั้นได้พยายามฝึกฝนอย่างหนัก ในการประลองครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา มันเองก็ไม่ได้มาเข้าร่วม แต่ครั้งนี้ข้าว่ามันต้องมาแน่ นอน ถึงแม้ว่าท่านจะสามารถชนะฉือเทียนเค้อได้ทุกๆครั้ง แต่ตอนนี้ท่านประมาทไม่ได้แล้วนะ "

" อย่าได้กังวล พวกรุ่นที่สามของตระกูลฉื่อไม่ได้่อยู่ในสายตาของข้าหลอก " โม่ซานยิ้มด้วยความจองหอง มองอย่างเย็นชาผาดไปที่ฮั่นจง และพูดว่า " คอยดูเถอะ ในการประลองในปีนี้ ใครก็ตาที่เข้ามาขัดขวางข้า ข้าจะจัดการมันให้หมดทุกคน ! "

" ดี ! ข้าเชื่อว่าท่านทำได้ เพราะว่าท่านนั้นเป็นวีรชนผู้กล้าหาญอย่างแท้จริง ! " หลิงเชาเฟิงหัวเราะ มันยกถ้วยในมือของมันขึ้นและกล่าวว่า " มาเถอะพี่ซาน ! ชน ! "

. . . . . . .

" ทั้งสี่คนนั่น ย่อมต้องเป็น หลิงเชาเฟิง หลิงเยว่ โม่ซาน และ โม่หยานหยู แน่นอน. พวกมันทั้งหมดเป็นผู้นำในรุ่นที่สามของตระกูลโม่และตระกูลหลิง และอาจจะเป็นคู่แข่งของเจ้าในการประลองก็ได้ ในหมู่พวกมัน หลิงเชาเฟิงกับ โม่หยานหยูนั้นได้หมั้นหมายกัน และโม่ซานกับหลิงเยว่เองก็ได้หมั้นหมายกันแล้วเช่นกัน โม่ซานกับหลิงเชาเฟิงทั้งสองอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง . โม่หยานหยูนั้นจะแย่ลงมาหน่อย แต่ยังคงมีการบ่มเพราะในนภาที่สองของระดับก่อตั้ง "

ฮั่นจงพูดเบาๆและอธิบายสถานการณ์ให้ ฉื่อหยานฟัง เขาหยุดสักพัก แล้วกล่าวว่า " แต่คนที่เจ้าไม่ควรประมาทนั้นคือหลิงเยว่ ! เราได้ข่าวมาสักพักแล้วว่า หญิงสาวคนนี้ได้เข้าสู่ระดับมนุษย์เมื่อครึ่งปีก่อน และตอนนี้นางแข็งแกร่งที่สุดในรุ่นที่สามของตระกูลหลิง ในการประลองในปีนี้ ตระกูลหลิงได้จัดการให้หลิงเยว่เยว่ ประลองกับซั่วฉือ เห็นได้ชัดว่า พวกมันต้องการให้หลิงเยว่นั้นเอาชนะซั่วฉือ ตระกูลหลิงนั้นได้ใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเพื่อ ซื้อเม็ดยาที่มีราคาแพงมากที่สุดไปให้นาง และยังซื่อสมบัติลับหลายชิ้นเพื่อให้นางใช้ปกป้องตัวเอง ซั่วฉืออาจจะมีปัญหาก็ได้ในเวลานี้ " .

" อย่าได้กังวลเลย " ฉื่อหยานยิ้ม เอาแขนผาดที่โต๊ะพร้อมกับจ้องไปที่หลิงเยว่ และพูดด้วยเสียงเบาๆ " ซั่วฉือนั้นแข็งแกร่งกว่านางมากนัก ดูท่าแล้วนางต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย . "

เมื่อไม่นานมานี้ซั่วฉือได้รับเม็ดยาเต่ามังกร และ [ คัมภีร์หินลาวา ] อีกทั้งยังได้ ' เกราะเต่ามังกรไว้ครอบครองอีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ฮั่นจงยังไม่รู้

โดยอาศัยของเหล่านั้นทั้งหมดซั่วฉือก็มีโอกาสชนะถึงเก้าในสิบส่วนแล้ว และนอกจากนี้ ระดับการบ่มเพาะของซั่วฉือนั้นยังสูงกว่าหลิงเยว่เอีกเล็กน้อยด้วย .

" เจ้าเด็กตรงนั้น เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรงั้นรึ ? "

ในตอนนั้นเอง หลิงเยว่ก็ยืนขึ้นและพูดเยาะเย้ยไปที่ฉื่อหยาน " เจ้าบอกว่าข้าไม่สามารถเทียบได้กับซั่วฉือใช่หรือไม่ ? เจ้าคิดว่าข้าจะไม่ได้ยินที่เจ้าพูดงั้นรึ ? ข้าจะบอกให้ ข้านั้นได้ยินอย่างที่เจ้าพูดอย่างชัดเจน ! สมแล้วที่เป็นคนจากตระกูลฉือถึงได้พูดจาลับหลังสกปรกเช่นนี้ ! "

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ.

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว