(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร-บทที่ 147 ความยากลำบาก

โดย  จาตุรนต์ ตาแว่นฟ้า โพธิ์ศรี

(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร

บทที่ 147 ความยากลำบาก

[TL. ห้วงความรู้ คือพลังอีกรูปแบบหนึ่งจะได้มาตอนเข้าสู่ระดับรู้แจ้งมั้งครับผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ก็น่าจะคล้ายๆกับพลังจิตวิญญานที่ได้มาตอนเข้าสู่ระดับหายนะแหละ]

บทที่ 147 ความยากลำบาก

ฉื่อหยาน พิงอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือ เขานั่งสมาธิ และฟื้นฟูพลังปราณลึกลับของเขาอย่างช้าๆ

เพื่อที่จะปิดผนึกเปลวเหมันเยือกแข็ง , แหวนสายโลหิตจึงดูดกลืนพลังทั้งหมดของเขาไป ทำให้ฉื่อหยาน ไม่เหลือพลังแม้แต่อย่างเดียวในร่างก่าย ทำให้ตอนนี้เขาเหมือนกับคนธรรมดา คนที่ไม่เคยฝึกบ่มเพราะหรือฝึกฝนต่อสู้

ในช่วงไม่กี่วันนี้ พลังปราณลึกลับในตันเถียนของเขาได้ฟื้นฟูขึ้นมาเล็กน้อย

อย่างเงียบ ๆ เขาโคจรพลังของเขา ฉื่อหยาน ก็หมดกังวล เขาเชื่อว่า ภายในสิบถึงสิบห้าวัน พลังปราณลึกลับทั้งหมดของเขาต้องฟื้นฟูสมบูรณ์แน่นอนและเขาก็จะกลับมาเป็นเช่นเดิม

ทุกวันๆ กล้ามเนื้อและกระดูกถูกทั้งหมดของเขาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังความเย็น และในที่สุดพลังที่หลับไหลในแหวนสายโลหิตก็ไหลออกมา

ส่วนใหญ่แล้วมันคือพลังความเย็นที่รั่วไหลออกมาจาก กระดูก เลือด เส้นชีพจรและไขกระดูกของเขา ร่างของฉื่อหยานเต็มไปด้วยพลังความเย็นและร่างกายของเขาได้กลายเป็นทนต่อความเย็นได้

พลังความเย็นส่วนใหญ่อยู่ในเลือดของเขา

ตั้งแต่ตอนที่เขา บังเอิญดูดซับพลังความเย็นเข้ามาในเลือดของเขาในขณะที่เขาใช้บ้าคลั่งในนภาที่สอง เลือดของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป . สามารถพบร่องรอยของความเย็นได้ในเลือดของเขา ดูเหมือนว่าพลังความเย็นที่แข็งแกร่งจะไหลอยู่ในเลือดของเขา

ตลอด 3 ปีที่เขาต่อสู้กับเปลวเหมันเยือกแข็ง ร่างกายของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์ด้วยพลังความเย็น พลังความเย็นในร่างกายเขาได้กลายเป็หนาแน่นขึ้นตลอดช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ตลอด 3 ปี เขาไม่กล้าที่จะผ่อนคลายแม้แต่วินาทีเดียว ด้วยความตึงเครียดสูงและการต่อสู้ในจิตใจกับเปลวเหมันเยือกแข็ง ทำให้เขาก้าวเข้าสู่นภาที่สองของระดับหายนะ นอกจากนี้มันยังทำให้การควบคุมพลังและพลังจิตวิญญานของเขาก้าวขึ้นสูงอีกระดับหนึ่ง

ซ่อนตัวอยู่ที่มุมของเรือ สีหน้าของฉื่อหยาน ดูเรียบเฉย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาในการฟื้นฟูพลังปราณลึกลับ เขาจะใช้เวลาทุกวินาทีเพื่อทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างของเขาตลอดสามปีที่เขาต่อสู้กับจิตวิญญานเรื่อยมา

การทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการก้าวหน้าในอนาคตของเขา เขาเข้าใจจุดนี้เป็นอยาสงดี เขาไม่คิดว่ามันเป็นความอัปยศกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือลำนี้ จริงๆ แล้ว เขารู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้เขาสามารถฝึกฝนได้ตลอดทั้งวัน

บางครั้ง ฉื่อหยานตั้งสมาธิเข้าไปในแหวนสายโลหิตเพื่อสังเกตเปลวเหมันเยือกแข็งที่อยู๋ภายในแหวนสายโลหิต เขารู้ว่าภายใต้วังวนประหลาดนั่น เปลวเหมันเยือกแข็งพยายามที่จะหลบหนีออกมาจากแหวนสายโลหิต ซึ่งมันยังคงไม่สามารถออกมาได้

ช้าๆ ฉื่อหยาน ก็รู้สึกมั่นใจ เขารู้สึกว่าแหวนสายโลหิตนั้นลึกลับเป็นอย่างมาก มันสามารถผนึกเปลวไฟนภา เปวเหมันเยือกแข็งได้

เปลวเหมันเยือกแข็งเป็นหนึ่งในเปลวไฟนภา มันเป็นเปลวไฟที่มีพลังความเย็นแรกที่เกิดขึ้นมาพร้อมโลกใบนี้ จิตสำนึกของมันชั่วร้ายและเก่าแก่เป็นอย่างมาก และการมีตัวตนของมันก็วิเศษยิ่งนัก

ถ้าใครสามารถลบล้างจิตสำนึกเปลวเหมันเยือกแข็ง , และหลอมรวมมันเข้าห้วงความรู้ของตัวเองได้ มันก็จะเปลี่ยนแปลงห้วงความรู้ของเขา ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นกับห้วงความรู้ และเขาก็จะกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มคนที่อยู่ระเดียวกัน

ฉื่อหยานคิดได้ดังนี้

แต่ก็น่าเสียดายที่มีเพียงนักรบในระดับรู้แจ้งเท่านั้นที่สามารถสร้างห้วงความรู้ได้ ห้วงความรู้เป็นอาคมที่มีประสิทธิภาพไร้ขีดจำกัด , ด้วยสิ่งนี้คุณสามารถทำสิ่งต่างๆที่น่าอัศจรรย์ได้มากมาย หากไร้ซึ่งห้วงความรู้ มันจะเป็นเรื่องยากมากที่จะหลอมรวมเข้ากับเปลวเหมันเยือกแข็งได้ , และเมื่อเขาหลอมรวมกับมันร่างกายของเขาก็จะถูกยึดโดยเปลวเหมันเยือกแข็งแทน

เพื่อที่จะผสานเข้ากับเปลวเหมันเยือกแข็ง นอกจากจะต้องมีห้วงความรู้แล้ว คุณยังต้องรวบรวมสมบัติและสิ่งของที่มีพลังหยางร้อนที่รุนแรงอีกเก้าชิ้น ด้วยสมบัติและสิ่งของเก้าชิ้นนี้ คุณจะสามารถทำให้จิตสำนึกของเปลวเหมันเยือกแข็งให้อ่อนแอลงได้ และจะต้องใช้โอกาสนี้ในการหลอมรวมกับมัน

ห้วงความรู้และสมบัติ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยสองสิ่งที่เขายังไม่ได้ครอบครอง ฉื่อหยานจึงไม่กล้าผลีผลามทำอะไร

จากการต่อสู้มาตลอดเวลาสามปี มันทำให้เขาเข้าใจถึงความน่ากลังของเปลวเหมันเยือกแข็งเป็นอย่างดี ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขามีพลังเชิงลบจำนวนมากในเส้นชีพจรของเขาและแหวนสายโลหิตที่น่าอัศจรรย์ เขาคงจะรอดได้ไม่ถึงสามวันด้วยซ้ำ เขาจะต้องถูกเปลวเหมันเยือกแข็งยึดร่างแน่นอน

ดวงอาทิตย์ตก และ ดวงจันทร์กับดวงดาวก็ค่อยๆ แขวนขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

ดาวเป็นจุดๆอยู่บนท้องฟ้า ในที่สุดพลังแห่งดวงดาวที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ไหลมาจากท้องฟ้าเงียบๆ พวกมันถูกดูดซึมเข้าไปยังทุกๆรูขุมขนบนร่างของฉื่อหยาน แล้วหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญานดวงดาวที่อยู่ในหัวใจของเขา

จิตวิญญานดวงดาวได้ดูดซับพลังจากดวงดาว และในหัวของเขาก็ปรากฏแสงระยิบระยับขึ้นอีกครั้ง และฉื่อหยานก็สัมพัสได้ถึงพลังแห่งดวงดาวอีกครั้ง

เงยหัวขึ้น ฉื่อหยานจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่มีดสงดาวระยิบระยับ สีหน้าของฉื่อหยาน ดูเย็นชา มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้น

เฉินตั่ว ซูหยานฉิง , ตงฟางเห้อ กู่เจียงเก้อ . . . . . . .

ชื่อทั้งสี่เหล่านี้ถูกสลักลงในหัวใจของเขา .ฉื่อหยานดวงตากลายเป็นเย็นชาและพลังความเย็นก็ดูเหมือนจะทะลักออกมาจากร่างของเขา

ในวินาทีสุดท้ายบนเกาะเหมินลั่ว พวกมันทั้งสี่คนได้ร่วมมือกันโจมตีเพื่อฆ่าเขา ขณะที่เขากำลังตกลงไปในหลุม เขาเห็นการโจมตีที่หลากหลายออกมาจากพวกมัน หากเปลวเหมันเยือกแข็งไม่ได้สร้างน้ำแข็งไว้ที่หลุมหละก็ แน่นอนเขาคงจะตายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วด้วยการโจมตีของพวกมันทั้งสี่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตงฟางเห้อ และ กู่เจีงเก้อ เพราะ พวกมันกล้าที่จะมีความคิดสกปรกกับเซี่ยซินหยาน มำให้ฉื่อหยานเกลียดพวกมันมากที่สุด

" ตึกตึกตึก , , ! "

ลินดาผมสีเกากวัดแหว่งไปมา และเสียงเบียดกันของก้นนางก้ดังค่อยๆดังขึ้น นางเดินขึ้นจากด้านล่างของเรือ

ในเวลากลางคืน , ลินดา ด้วยดวงตาที่งดงามสดใส นางจ้องมองออกไปบนดาดฟ้า และพูดเบา ๆ " ทุกคน ระวังตัวด้วย เรากำลังจะออกจากหมู่เกาะเทียนซั่ว . ข้าได้ยินมาว่ามีสัตว์อสูรอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ดังนั้น จงตื่นตัวระมัดระวังไว้สะ . "

บนดาดฟ้านักรบจำนวนมากกว่าโหลกำลังห่าวออกมา พวกเขามีดวงตาที่เซื่องซึม

แม้ว่า คาร์มอนมักจะรบกวนฉื่อหยานตลอดสองวันที่ผ่านมา แต่เนื่องจากการปกป้องของลินดา มันจึงไม่ได้มีโอกาสลงมือจริงๆ ตอนนี้เมื่อมันได้ยินเสียงของลินดา บอกว่ามีสัตว์อสูรที่ในบริเวณนี้ คาร์มอนก็ยืนด้วยใบหน้าจริงจังและตะโกนออกมา : " ทุกคนฟังทางนี้ ลินดา บอกว่ามีสัตว์อสูรอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ลินดานั้น เคยผ่านเส้นทางนี้มาหลายครั้งแล้ว ข้าเชื่้อว่าต้องเป็นจริงแน่ ทุกคนตื่นได้แล้ว ลุกขึ้น ลุกขึ้นสะ ! "

คาร์มอนตะโกนออกมาและเดินไปรอบ ๆบนดาดฟ้า , เตะไปที่นักรบที่มีแววตาเซื่องซึม

คาร์มอนตะโกนและค่อยๆเข้ามาใกล้ฉื่อหยาน มันเหลือบมองฉื่อหยาน และตะโกนอย่างเย็นชา " เจ้าก็เช่นกัน ! ! " ในขณะที่พูด คาร์มอนก็เตะออกไป

เมื่อมันเตะไปที่คนอื่น มันจะควบคุมพลังของตัวเอง และมันก็ไม่ได้ใช้แรงมาก แต่ตอนนี้เท้าของมันเตะไปยังฉื่อหยานนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก ถึงแม้มันจะช้า แต่มันก็มีพลังมากกว่าปกติ

ฉื่อหยานจ้องมองไปที่มันด้วยดวงตาของเขา ทันทีที่เขารู้สึกว่า ลูกเตะที่ คาร์มอนเตะมานั้นมีพลังปราณลึกลับอยู่มาก ถ้าคนธรรมดาถูกเตะด้วยด้วยความแรงเท่านี้ แน่นอนว่าจะต้องบาดเจ็บสาหัส

ฉื่อหยาน แสยะยิ้มในใจของเขา ก่อนที่ เท้าของคาร์มอนจะไปถึงตัวเขา เขาก็ลุกขึ้น และรีบเดินไปหาลินดา

" ปัง ! "

เท้าของคาร์มอนเตะลงไปบนกล่องใหญ่ที่ฉื่อหยานนั่งพิงอยู่

กล่องใหญ่ที่โดนเตะก็กระเด็นถอยไปครึ่งเมตร

หน้าฉื่อหยานกลายเป็นบึ้งตึง เขายืนอยู่ข้างๆ และจ้องไปที่คาร์มอนอย่างเงียบๆ .

โดยมีนักรบทั้งหมดแอบหัวเราะเยาะ นี่ทำให้พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไร

เห็นได้ชัดว่า ลูกเตะของคาร์มอนนั้นได้เพิ่มพลังปราณลึกลับลงไปมากกว่าคนอื่นถึงกับทำให้กล่องใหญ่กระเด็นถอยไปครึ่งเมตร

นักรบทุกคนรู้ดีว่า ภายในกล่องนั้นมีหินแกรนิตที่มีน้ำหนักมากอยู่ และทุกชิ้นก็หนักกว่าหินธรรมดา คาร์มอนสามารถเตะกล่องใหญ่แบบนี้ให้กระเด็นไปด้วยเท้าข้างหนึ่งของเขาเช่นนี้ ถ้าเป็นฉื่อหยานที่ถูกเตะหละก็ กระดูกของฉื่อหยานคงจะแตกละเอียดไปแล้ว

" คาร์มอน เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ? " ลินดาที่สังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้ ใบหน้าที่งดงามของนางก็เปลี่ยนไป นางตะโกนด้วยความโกรธว่า " เจ้าอยากจะฆ่าคนรึไงกัน ! ฉื่อหยานไปทำอะไรให้เจ้ากัน ? ทำไมต้องลงมือกับเขารุนแรงเช่นนั้น ? "

" ข้าเปล่า" คาร์มอนยักไหล่ แล้วพูดเรียบๆ " ฉื่อหยานเองก็เป็นนักรบ แม้ว่ามันจะเป็นนักรบธรรมดา มันก็สมควรรับมือกับลูกเตะของข้าได้ ข้าแค่อยากทดสอบ เพื่อดูว่า ระดับการบ่มเพาะอยู่ในระดับใด ข้าไม่ได้เตะเพื่อต้องการจะฆ่ามันอยู่แล้ว เรายังอยู่ไกลจากเกาะเมฆาไม่เท่าไหร่ ดังนั้นถ้ามันบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ เราก็สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของมันได้ เราไม่รู้พื้นเพของผู้ชายคนนี้ มันจะดีที่สุดสำหรับเรา ถ้ามันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่งั้นใครจะไปรู้ว่ามันจะทำอันตรายเราหรือไม่ จริงไม๊ ? "

คาร์มอนมองไปที่นักรบรอบๆ และตะโกนว่า " เราไม่รู้พื้นเพของผู้ชายคนนี้ และเรายังจะปล่อยให้คนแบบนี้อยู่บนเรืออีกรึ จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามันได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถขยับได้ หรือว่าจะปล่อยมันให้อยู่สุขสบายเช่นนี้ ? "

ภายใต้คำพูดของมัน นักรบทั้งหมดก็มีการแสดงออกที่แตกต่างกันไป ผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คาร์มอนทั้งหมดก็พยักหน้าเบาๆ และส่วนบรรดาผู้ที่ศรัทธา ลินดา ก็ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ พวกเขามองเอาแต่มองไปที่ลินดา

" ไม่รู้พื้นเพของเขางั้นรึ " ลินดา หัวเราะออกมา "หึหึ เขาไม่ได้พูดหลอกรึว่าเขาเป็นชาวประมงในบริเวณเกาะใกล้เคียง ? "

" ถ้ามันเป็นชาวประมงบนเกาะใกล้เคียงจริง ทำไมเจ้าถึงไม่ไปส่งมันยังเกาะแถวนี้หละ ? มีเรือที่เข้ามาและออกไปจากหมู่เกาะแถวนี้มากมาย มันสามารถไปที่เรือลำอื่นเพื่อกลับไปได้ แต่ทำไมมันถึงยังอยู่บนเรือของเรา " คาร์มอนเยาะเย้ย " มันเองก็ใช่ว่าไม่มีสมอง " ด้วยการสังเกตุของข้าไม่นานมานี้ เมื่อเขาเห็นลินดากำลังพูดคุยกับฉื่อหยาน นางดูเหมือนจะมีความคิดบางอย่าง

มันนั้นไม่รู้ว่าลินดาพยายามจะสืบหาประวัติของฉื่อหยานที่ละนิด มันคิดแต่เพียงว่า นางนั้นชอบฉื่อหยาน และมันเองก็รู้สึกอิจฉาว่า ทำไมเรื่องเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นกับมัน

" เขาจะลงจากเรือของเราเมื่อถึงเกาะเมฆา ตกลงหรือไม่ ? " หน้าสวยของลินดาก็เริ่มบิดเบี้ยวนางเสยผมของนางไปด้านข้างและ จ้องไป ที่นักรบบนเรือและ นางก็พูดอย่างเย็นชา " พวกเจ้าก็รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันดี เจ้าก็รู้ว่าใครคือคนที่รับผิดชอบงานนี้ เจ้าไม่รู้หลอกรึใครเป็นเจ้าของเรือลำนี้ ? ถ้าเจ้าไม่ต้องการจะทำงานต่อ เมื่องานเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าก็ลงไปจากเรือของข้าสะ "

" น้องลินดา ใจเย็น ๆ เจ้าพูดอะไรพวกเราจะฟังทุกอย่าง "

" ถูกต้อง น้องลินดา เราจะไม่ขัดขืนคำสั่งของเจ้าเลย . "

" น้องลินดา ข้าติดตามเจ้ามานานหลายปี ทุกที่ที่เจ้าไป ข้าเองก็ไปด้วย ได้โปรดอย่าไล่ข้าเลย "

นักรบที่อยู่ข้างลินดาทั้งหมดก็ยิ้มเพื่อแสดงความจงรักภักดีของพวกเขา แม้แต่คนที่ตอนแรกรู้สึกไม่เห็นด้วยก็ยังทำหน้าขมขื่นและร้องขอความเมตตาเมื่อพวกเขาเห็นลินดาโกรธ

ลินดานั้นสูงส่งมากในสาวกชั้นนอกของพรรคสามเทพ ตระกูลของลินดาขุมพลังมากมายในพรรคสามเทพ

บวกกับ ตัว ลินดา เองที่มีศักยภาพโดดเด่น ไม่มากเกินไปเลยที่นางจะเป็ยสาวกชั้นกลางในพรรคสามเทพ ในสายตาของคนอื่นนั้น ตัวตนของลินดานั้นสำคัญกว่าคาร์มอนนัก .

แม้ว่าตามปกติ ลินดา จะเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อนางโมโห แน่นอนว่าจะไม่มีใครกล้าที่ยุ่งกับนาง

แม้ คาร์มอนเอง เมื่อมันเห็นลินดาโกรธ มันก็ยิ้มอย่างบิดเบี้ยว : " สำหรับเจ้าเด็กแปลกหน้านี่ มันคุ้มกันแล้วรึ ? "

" หุบปากสะ ! " ลินดา สาดสายตาเย็นชาที่มันและตะโกนออกมา : " สนใจไปที่การระวังสัตว์อสูร "

" ซู่ ! ซู่ ซู่ "

ตอนนั้นเอง บนพื้นผิวน้ำก็เกิดเป็นน้ำสาดกระเสนไปทั่ว มีเงามืดว่ายไปมาอยู่ใต้ทะเลอย่างรวดเร็ว และว่ายไปทั่วทุกทิศทางของเรือ

" มันคือสัตว์อสูร " ลินดาใบหน้าที่งดงามก็เปลี่ยนไป นางช่วยไม่ได้ที่จะร้องออกมา " ทุกคนระวังตัวด้วย ! นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับสัตว์อสูรที่นี่ ! "

ฉื่อหยานขมวดคิ้ว เขาจ้องมองลงไปในทะเล ด้วยสีหน้าเรียบเฉยปราศจากความกังวล

_______________________________________

ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1195 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว