(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร-บทที่ 89 ขึ้นรูปไข่มุกพลังหยิน

โดย  จาตุรนต์ ตาแว่นฟ้า โพธิ์ศรี

(นิยายแปล) เทพเจ้าล่าสังหาร

บทที่ 89 ขึ้นรูปไข่มุกพลังหยิน

บทที่ 89 ขึ้นรูปไข่มุกพลังหยิน

วังวนทั้งสามทลอยอยู่เหนือศีรษะของฉื่อหยานเหมือนกับก้อนเมฆ

ประกายแวปผ่านวังวนและพลังหยินความเย็นก็กลั่นอยู่ในวังวนเหล่านั้น , จากนั้นก็เกิดเป็นโครงร่างเป็นจุดสีเทาๆ

อากาศเหนือผืนดินเต็มไปด้วยความหนาวเย็นของพลังปราณหยิน และมันยังคงเป็นเช่นนี้อยู่นาน แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือวังวนทั้งสามที่กลายเป็นโครงร่างบางอย่างซึ่งมันก็ได้ดูดกลืนพลังปราณหยินอย่างมหาศาลเข้ไปเป็นครั้งสุดท้าย

สีหน้าของฉื่อหยานจริงจัง ราวกับว่าเขาได้เข้าไปในดินแดนลึกลับบางอย่าง .

วังวนที่อยู่เหนือศีรษะ ก็ปลดปล่อยบางอย่างออกมาเป็ดจุดเล็กๆสีเทา ซึ่งทั้งหมดนั้นได้เข้าไปอยู่ในร่างของฉื่อหยาน

เพราะการที่ร่างกายฉื่อหยานสร้างโครงร่างบางอย่างขึ้นมาทุกคนจึงแปลกใจ!

ร่างกายของเขาตอนนี้เหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนจุดเล็กๆสีเทาที่อยู่ด้านบน !

จุดสีเทาส่องแสงวูบว่าบออกมา และพุ่งเข้าไปในร่างของฉื่อหยาน

ฉื่อหยานถูกปกคลุมด้วยแสงสีเทาและบรรยากาศที่หนาวเย็นก็แผ่ออกมาจากเขากระจายไปทั่วทุกทิศทาง

ใครก็ตามที่ได้อยู่ใกล้ฉื่อหยาน ช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกเย็นยะเยือก การไหลเวียนพลังปราณลึกลับของพวกเขาจะชะลอตัวลงและพวกเขาจะต้องโคจรพลังปราณลึกลับเพื่อป้องกันมัน มิเช่นนั้นพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากพลังปราณหยินที่หนาแน่นี้แน่นอน

มันเหมือนกับว่าฉื่อหยาน ได้แปลงร่างเป็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์และดูดกลื่นพลังปราณหยิน

ฉื่อหยานนั่งนิ่งเป็นหินในขณะที่สามกวังวนลอยอยู่เหนือหัวของเขาและกำลังดูดกลืนพลังปราณหยินบนหุบเขาพลังหยินอย่างบ้าคลั่ง เขาปรับแต่งพลังปราณหยินอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนมันให้เป็นพลังปราณหยินที่บริสุทธิ์ ,และเปลี่ยนให้มันไปบำรุงการบ่มเพาะพลังของเขา

เส้นชีพจรทั้งสองตรงหน้าอกของฉื่อหยาน เทียนเค้อ เฉินเค้อ และ หยินตู๋ เริ่มกลายเป็จุดสีเทาอ่อนและวิ่งไปมาในร่างกายของเขา

จุดแสงสีเทาเหล่านี้เป็นโครงสร้างพลังปราณหยินที่บริสุทธิ์ จุดแสงจำนวนมากทั้งหมดปรากฏขึ้นในวังวนพลังหยินทั้งสามและได้กลั่นให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ตอนนั้นเองมันก็เริ่มต้นการรวบรวมพลังงานที่จุดศูนย์กลางของวังวนพลังหยิน .

ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ในศูนย์กลางของวังวนพลังหยินทั้งสามก็ปรากฏไข่มุกขนาดเท่าเม็ดเข้าขึ้นมา 3 เม็ดจากในวังวน

เมื่อเขาตรวจและพบว่าพลังปราณหยินได้ก่อตัวเป็น ไข่มุก สีหน้าของฉื่อหยานก็สั่นสะเทือน

เขาเริ่มสังเกตุไปที่รอบๆตัว และเมื่อเขารู้ว่ามีอะไรผิดปกติ เขาก็ควบคุมวังวนพลังหยินให้กลับมาอย่างต่อเนื่อง และปล่อยพลังปราณหยินเหล่านั้นให้กลับสู่ธรรมชาติ

" เจ้าไม่จำเป็นต้องหยุด " เซี่ยซินหยานยืนอยู่ข้างๆฉื่อหยาน ดวงตาคู่สวยของนางส่องประกายออกมา " ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ และเจ้าก็็คงได้ยินแล้วว่า อสรพิษนภาเก้าหัวกำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ แต่พวกเราจะรับมือกับมันเอง ส่วนเจ้าก็ดูดซับพลังปราณหยินธรรมชาติเหล่านี้ต่อไปสะ "

แน่นอนฉื่อหยานได้ยินเสียงของเซี่ยซินหยาน แต่เขาก็ไม่ตอบนาง

" แม่นางเซี่ย ถ้าฉื่อหยานไม่หยุดตอนนี้ อสรพิษนภาเก้าหัวจะต้องโจมตีเขาก่อนแน่ " กู้หลงกล่าวอย่างรีบร้อน .

ซัวฉีและชิเสี่ยวยังมองไปที่เซี่ยซินหยาน ด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่รู้ว่าที่นางพูดนั้นหมายถึงอะไร

" อสรพิษนภาเก้าหัว มีอยู่ด้วยกัน 9 หัว สามหัว สามารถพ่นไฟได้ อีกสาม สามารถพ่นพิษได้ และที่เหลืออีกสามก็สามารถควบคุมพลังปราณหยินในพื้นที่แห่งนี้เพื่อใช้โจมตีได้”

ดวงตาคู่สวยของเซี่ยซินหยานส่องประกายออกมา นางอธิบาย " สามหัวที่สามารถควบคุมพลังปราณหยินธรรมชาติได้นั้น นับได้ว่าเป็นปัญญาอย่างมากและพวกมันยากที่เราจะรับมือ แต่ตอนนี้เราสามารถได้เปรียบได้ หากฉื่อหยานยังคงดูดซับพลังปราณหยินธรรมอยู่เช่นนี้ นั่นหมายความว่า เมื่ออสรพิษนภาเก้าหัวมาถึง พลังปราณหยินที่มันจะใช้จู่โจมนั้นจะถูกฉื่อหยานดูดซับไป ! ด้วยวิธีนี้สามในเก้าหัวจะอ่อนแอลงอย่างมาก ! "

เมื่อได้ยินอย่างนั้นซัวฉีและชิเสียวดวงตาของทั้งสองก็ส่องประกายออกมา . และพยักหน้าพร้อมกัน " ไม่เลว ! "

" และเมื่อทั้งสามหัวนั่นหมดฤทธิ์ ก็จะเป็นเรื่อง่ายที่จะจัดการอสรพิษนภาเก้าหัว ซัวฉีนั้นไม่เกรงกลัวพิษอยู่ล้ว และเจ้าเองก็ยังมีม่านสีเงิน ดังนั้นตอนนี้เราต้องใส่ใจเพียงแค่หัวทั้งสามที่พ่นไฟได้เท่านั้น เพราะฉื่อหยาน การต่อสู้นี้จะง่ายขึ้นสำหรับเรา " เซี่ยซินหยานกล่าวอย่างใจเย็น

ซัวฉีและชิเสี่ยวพยักหน้าอย่างเงียบๆ พวกเขาทั้งสองตกลงตามคำแนะนำของเซี่ยซินหยาน

" นายน้อยท่านเห็นด้วยหรือไม่ ? " ฮันเฟิงก็ลืมตาขึ้น และมองไปที่เซี่ยซินหยานอย่างเย็นชา " ถึงแม้ว่าเราจะสนใจเป็นอย่างมากในประตูสวรรค์ , แต่ชีวิตของนายน้อย นั้นสำคัญกว่า ! "

" ขณะที่เขาเป็นเหยื่อล่อ เขาสามารถเก็บเกียวผลประโยชน์ได้เช่นกัน . " เซี่ยซินหยาน ขมวดคิ้ว และพูดต่อ " ถ้าเขาตื่นขึ้นมาหละก็ ถึงเขาจะสาามารถทำมันได้ทุกที่ทุกเวลา แต่เขาจะต้องใช้เวลาอย่างมากในการรวบรวมพลังปราณหยินอีกครั้ง "

" ตูม ตูม ตูม ! "

เสียงคำรามเหมือนสายฟ้าฟาดดังเข้ามาใกล้ขึ้น

ไกลออกไปเหมือนกับโลกสั่นสะเทือน เกิดเป็นลมกรรโชกอย่างรุนแรง และรูปร่างที่น่ากลัวก็ค่อยๆปรากฏขึ้น

" เตรียมรับมือ ! " ชิ เสี่ยว ตะโกน

. . . . .

หนึ่งในทางเข้าของพื้นที่พลังหยิน

สีหน้าของ เป่ยหมิงชาง สั่นเล็กน้อย มันมองไกลออกไปยังวังวนที่เหมือนกับควัน ซึ่งมันกำลังลอยอยู่บนอากาศ ดวงตาเย็นชาของมันปรากฏร่องรอยความสับสนออกมา

" ท่านปู่ พวกมันได้เริ่มลงมือแล้วงั้นรึ ? " เป่ยหมิงเช้อ ถาม

เป่ยหมิงชางส่ายหัวแล้วกล่าวว่า " ไม่ มันเป็นเพียงพลังปราณหยินธรรมชาติที่ผิดปกติเท่านั้น มันได้ไปรวมกันที่ชิเสี่ยวและกลุ่มของมันตรงนั้น อสรพิษฟ้าเก้าหัวจะต้องไปหาพวกมันแน่ ข้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น "

" เช่นนั้นเราก็ไปที่นั่นกันเถอะ "

" เดี๋ยวก่อน ! รอจนกว่าการต่อสู้จะจบก่อน "

. . . . .

อีกด้านหนึ่ง ผู้คนจากโลกมืดกำลังจ้องมองไปที่วังวนทั้งสามที่ลอยอยู่เหนือหัวฉื่อหยาน . . . พวกมันยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

" นายท่าน นั่นมันเหมือนกับ . . . เหมือนกับว่า พลังปราณหยินธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างและมันทั้งหมดก็ไปรวมตัวกันต่อที่จุดเดียว ? อาจเป็นไปได้ว่าอสรพิษฟ้าเก้าหัวจะเริ่มโจมตีแล้วหรือไม่ " บัณทิตหนุ่มเดาออกมา

" อสรพิษฟ้าเก้านั้นสามารถควบคุมพลังปราณหยินธรรมชาติได้ แต่ไม่สมควรมากเพียงนี้ เพื่อควบคุมให้พลังปราณหยินไหลไปสู่จุดหนึ่ง ข้าคิดว่าอสรพิษฟ้าเก้าคงไม่สามารถทำได้ด้วยพลังปราณหยินเช่นนั้นแน่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงจากภายนอกหุบเขาพลังหยิน มันต้องเป็นฝีมือของกลุ่มชิเสียวแน่ " จักพรรดิ์แห่งโลกทมิฬ กล่าวด้วยเสียงเข้ม

" เราควรจะไปดูหรือไม่ ? "

" ไม่ เราจะรอข่าวจากเป่ยหมิงชางก่อน . ถ้า เป่ยหมิงชาง ไม่ได้ให้สัญญาน เราก็จะอยู่เฉยๆแล้ว เรายังมีนายหญิงอยู่ ดังนั้น ถ้าประตูแห่งสวรรค์ปรากฏขึ้นจริงๆ นายหญิงของเจ้าจะต้องส่งสัญญานมาแน่ เราอย่าได้รีบร้อนไป "

" เข้าใจแล้ว "

. . . . .

ไข่มุกพลังหยินทั้งสามก็ค่อยๆก่อตัวขึ้น ด้วยพลังปราณหยินธรรมชาติจำนวนมากที่ไหลอยู่ในไข่มุกทั้งสาม มันก็ส่องแสงสว่างขึ้น และสว่างขึ้น

ไข่มุกพลังหยินอยู่ตรงกลางของวังวนพลังหยิน นอกจากในเส้นชีพจรของฉื่อหยานแล้ว พวกมันก็หมุนอยู่ในอากาศ และเมื่อใดก็ตามที่จุดประกายสีเทาดูดซับพลังปราณหยินเข้ามา ไข่มุกพลังหยินก็จะดูดซับจุดสีเทานั่นอีกที

เมื่อไข่มุกพลังหยินขึ้นรูปอย่างแท้จริงในที่สุดพวกมันทั้งสามก็ประทับลงบนเส้นชีพจรของฉื่อหยาน

ฉื่อหยานรู้ว่าสึกถึงมันได้ใน ส่วนลึกของจิตใจของเขา เขานั้นได้ยินคำพูดของเซี่ยซินหยานชัดเจร และถึงแม้เขารู้ว่าฮันเฟิงและกู่หลงเป็นห่วงเขามากเพียงใด เขาก็ยังไม่ยอมหยุดการเคลื่อนไหวของวังวนหยิน .

เขาสังหรณ์ว่าไข่มุกพลังหยินในเวลานี้พวกมันสำคัญเป็นอย่างมาก , และบางทีตอนนี้พวกมันได้ปรากฏขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว แล้วมันก็ได้เข้าสู่เส้นชีพจรของเขา

เมื่อวังวนทั้งสาม ปรากฏตัวขึ้นเหนือศีรษะของเขา ตอนนั้นเขาก็ตกใจเช่นกัน

เมื่อทั้งวังวนพลังหยินทั้งสามได้เริ่มดูดซับพลังปราณหยินธรรมชาติ ฉื่อหยานก็แน่ใจแล้วว่า [ ตำราทมิฬ ] ที่เป็นวิชาระดับมนุษย์ ซึ่งเขาได้ฝึกเพียงแค่บทที่หนึ่ง นั้นสิ่งที่ธรรมดา

วิชาระดับมนุษย์สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เช่นนี้รึ ?

เขาสามารถเข้าใจมันได้เลย

" โฮกกก ! โฮกกก ! โฮกกก ! "

เสียงคำรามที่เหมือนสายฟ้าฟาดดังไปทั่วพื้นที่พลังหยิน

อสรพิษฟ้าเก่าหัวเป็นสัตว์อสูรระดับสูง ซึ่งมันมีระดับถึง 7 ตำนานกล่าวว่ามันเป็นสัตว์อสูรโบราณกลายพันธุ์ มันเป็นลูกผสมที่เกิดจากมังกรและงูหลาม มันมีความสามารถในการรักษาและวิวิฒนาการ ดังนั้นเมื่ออสรพิษฟ้าเก้าหัวได้กลืนกินพลังปราณหยินเพียงพอแล้ว มันจะปลดปล่อยพิษและไฟออกมาจากร่างอีกครั้ง เมื่อมันได้บรรลุถึงระดับ 8 หรือ 9

ด้วยเหตุผลนี้อสรพิษฟ้าเก้าหัวจึงตัดสินใจที่จะใช้เวลาเป็นจำนวนมากในการดูดซับพลังปราณหยิน มันนั้นรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังปราณหยิน และบริเวณรอบนอกของบึงมรณะก็ยังถูกปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ มันต้องการที่จะครอบครองสถานที่นี้เพื่อให้มันสามารถใช้อากาศที่เป็นพิษและสามารถดูดซับพลังปราณหยิน สำหรับการบ่มเพาะของมันได้

แล้วในที่สุด เหนือยอดเขาพลังหยินบนท้องฟ้าปรากฏเป็นร่างของอสรพิษฟ้าเก้าหัวขึ้น

อสรพิษนภาเก้าหัวมีรูปร่างใหญ่โตเหมือนภูเขา ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเงินและหนามแหลมคม หัวทั้งหมดเก้าของแต่ละหัวยาวถึงยี่สิบเมตร แต่ละหัวของมันเหมือนกับงูเหลือมยักษ์ และมีเขี้ยวสีขาวที่น่าขนลุก แต่ละหัวของมันหายใจออกมาเป็นหมอกพิษ พลังปราณหยิน หรือเปลวไฟ

" โจมตี ! ! ! "

เมื่อซัวฉีเห็นมันใบหน้าของเขาก็แข็งถือและเขาก็ออกคำสั่งทันที

มันกรดินทันทีก็โผล่ออกมาจากผืนดิน ร่างของซัวฉี ส่องแสงวูบว่าบออกมาและ เขาก็สิงร่างเป็นหนึ่งเดียวกับมังกรดิน

เมื่อซัวฉีได้รวมร่างกับมังกรดิน ร่างกายของเขาก็ครอบคลุมไปด้วยเกราะดินแข็ง หัวของซัวฉีกลายเป็นเหมือนกับมังกรดิน ใบหน้าและร่างกายของเขาขยายตัวขึ้นสองเท่า

"ซัวฉีเกิดมาจากมังกรโคลนระดับแปดและนักรบเพศหญิง มังกรโคลน นั้นเป็นเจ้าแห่งบึงมรณะอย่างแท้จริงและมันก็สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ นอกจากนี้ มันเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่แห่งนี้ ตำนานกล่าวว่า ตอนนั้น มังกรโคลน เป็นราชาแห่งสัตว์อสูรของที่แห่งนี้และไม่มีนักรบคนใดกล้าล่วงเกินศักดิ์ศรีของมันแม้แต่นิด มังกรโคลนเป็นสัตว์อสูรระดับ 8 กับ เปรียบเทียบได้กับนักรบในระดับ วิญญาน แต่เมื่อหลายพันปีก่อน มันก็ได้ตกตาบตายในบึงมรณะแหางนี้ หลายปีหลังจากตาย ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น , อสรพิษฟ้าเก้าหัวก็ได้ปรากฏตัวขึ้น และขับไล่ซัวฉีไปบังบริเวณด้านนอกของบึงมรณะ อีกทั้งมันยังครอบครองพลังปราณหยินเพื่อบ่มเพาะแต่เพียงผู้เดียว , ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ซัวฉีเกลียดชังมันเป็นอย่างมาก "

เมื่อซัวฉีรวมร่างกับมังกรดิน และพุ่งเข้าใส่อสรพิษฟ้าเก้าหัว ชีเสี่ยวจ้องมองอย่างเงียบๆและ บอกถึงความของแค้นซัวฉีและอสรพิษฟ้าเก้าหัว

" สัตว์อสูรระดับ 8 ! " สีหน้าของเซี่ยซินหยานดูประหลาดใจเล็กน้อย " ไม่สงสัยเลยว่า ซัวฉีนั้นสามารถควบคุมหมอกพิษได้อย่างไร และยังได้เคลื่อนไหวผ่านโคลนได้อย่างอิสระอีก ดังนั้นเขาสมควรเป็นลูกผสมระหว่าง มังกรโคลนและมนุษย์สินะ”

" ถ้าเขาไม่ได้รู้วิธีการควบคุมหมอกพิษ และโคลน เขาจะต้องถูกฆ่าตายโดยอสรพิษฟ้าเก้าหัวไปนานแล้ว ที่บริเวณขอบนอกของบึงมรณะ ตราบใดที่ซัวฉีซ่อนอยู่ในหนองน้ำ ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการซัวฉี”

" เจ้าสองคน ! จะลงมือได้หรือยัง ! "

อีกด้านหนึ่ง ซัวฉีในร่างของมังกรดิน เขาตะโกนเร่งออกมาจากภายในเปลวเพลิงที่ถูกพ่นออกมาจากอสรพิษฟ้าเก้าหัว

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว