หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่37: นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (2)(แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่37: นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (2)(แก้ไข2) 100%

(ไป๋เฟินเสียนเฟย/ต๋าน่าหลันซือซือ: กระทั่งสกุลเจียง ก็ยังหาซื้อตำราเหล่าหลัน!!!)

บทที่37:นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (2)(แก้ไข2) 100%

เมื่อขุนนางที่เกี่ยวข้องเดินทางมาขอความร่วมมือสมาคมนายวาณิชย์อู่เหวินฝูจึงรับเรื่อง แล้วจัดวาระประชุมประมุขเก้าสกุลขึ้น อย่างไรหัวหน้าในสายตระกูลใหญ่แต่ละรุ่น เป็นเพียงปุถุชนเช่นชาวเมืองทั่วไป แม้ร่ำรวยจนสามารถฟุ่มเฟือย ก็มีนิสัยดีเลวอยู่ ดังนั้นพอเล็งเห็นเจตนาทางการ ทั้งวิเคราะห์ประกอบคำทำนายหายนะจากหลันเซียนเชิง ย่อมเกิดความเคลื่อนไหวกันบ้าง ในจำนวนประมุขเก้าคน เลยมีฝ่ายคิดทำการค้าบนความทุกข์ร้อนของมวลชนเช่นกัน

เหนียนเยี่ยนเป็นชายวัยกลางคนที่รับสืบทอดสกุลเหนียนจากบิดา เขาผ่านวิธีเรียนรู้โหดร้ายของครอบครัว ทำให้ดำรงตำแหน่งประมุขในที่สุด ทักษะถนัดเหนียนเยี่ยนคือภาษา แต่เล็กก็สามารถเรียนรู้วิธีออกเสียง รวมถึงท่องจำอักษรได้ปริมาณมาก จึงมักติดต่อพ่อค้าชนชาติอื่นอย่างคล่องแคล่ว และคราวนี้ทุกคนยังวางใจประมุขสกุลเหนียน ทำหน้าที่ประสานงานราชการกับขบวนคาราวานต่างแดน

ก่อนการประชุมจะจบลง ในหัวเหนียนเยี่ยนเต็มไปด้วยโครงการสำคัญ ทั้งหมดล้วนนำมาซึ่งกำไรก้อนมหาศาล นับจากตนเองขึ้นไปเก้าชั่วคน หรือนับถอยลงมาเก้าชั่วคน ชื่อเหนียนเยี่ยนคงกลายเป็นที่เคารพยกย่องแน่แล้ว แม้ติดขัดเล็กน้อยที่ขุนนางขั้นสามหรือจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือ คือผู้รับผิดชอบฝ่ายทางการ คนผู้นี้เลื่องลือด้านปฏิบัติงานเถรตรงนัก

ทว่าจูเสินฝู่ก็เป็นเพียงขุนนางประจำเฉิงเซี่ยงฝู่ มิใช่ข้าราชสำนักวังหลวง!

หลังถกปัญหาและวางแผนอย่างดีแล้ว ประมุขทั้งแปดสกุลค่อยแยกย้ายกลับเคหสถาน เหลืออู่เหวินฝูที่อยู่ในหงอวี้ลหวี่เตี้ยน เพราะรอหลัวเฉิงนำรายงานชายแดนมาส่งถึงมือ เขาจะได้วิเคราะห์ตามความเหมาะสม ว่าควรตัดสินใจอย่างไรให้สมดังเหล่าหลันปรารถนา

พออ่านรายงานสถานการณ์ที่ได้รับแล้ว เตี้ยนเหล่าต้ามีหูตากว้างไกล ทั้งความสามารถไม่ด้อย เขาย่อมสัมผัสเค้าความวุ่นวายในอนาคตอันใกล้ จึงลูบเคราคิดทันที

“หากเกี่ยวพันหลายทอด คงไม่ใช่เรื่องปลอดภัยแล้ว”

“อู่เหวินเหลาป่านโปรดวางใจ หลัวเฉิงคนนี้ แต่แรกก็ได้อู่เหวินเหลาป่านเมตตาให้มีหลัวจ่างกุ้ยทุกวันนี้”

เขาขมวดคิ้วมองคนสนิทที่คล้ายยืนยันจะไปแดนไกลอยู่

“ข้าไม่เคยทวงบุญคุณ เจ้าคงคิดหาประสบการณ์ใหญ่ประเภทหนึ่ง หลัวเฉิง ข้อดีของเจ้าคือมีไหวพริบและเฉลียวฉลาด ทำให้แก้ไขเหตุคับขันได้ แต่เรื่องอันตรายเช่นนี้ เจ้าไม่คุ้นเคย ต้องระวังตัวให้มาก”

“หลัวเฉิงน้อมรับความห่วงใย และขอลาอู่เหวินเหลาป่านวันนี้ขอรับ”

หลัวจ่างกุ้ยประสานมือ ก่อนค้อมกายนอบน้อม เหมือนศิษย์พึงปฏิบัติต่ออาจารย์ ทั้งกตัญญูเหมือนบุตรชายพึงปฏิบัติต่อบิดา

“ไปเถอะ หากจวนแจนัก ก็ถอยออกมา อย่าเห็นแก่ตัวฝืนดึงดันเกินไป คำนึงถึงกิจการสกุลอู่เหวินให้มาก ถ้าขาดคนมีความสามารถเช่นเจ้า ย่อมล่มจมทันทีที่ข้าปล่อยวางแน่"

กล่าวทำนองนี้แล้ว หลัวเฉิงไม่กล้าตอบเป็นอื่น

“ขอรับ!”

เมื่อเหนียนเยี่ยนเลี้ยงความโลภอยู่เต็มท้อง หัวย่อมอาศัยความสงบของห้อง เค้นคิดทุกทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่ก็มีข้ารับใช้เคาะประตูขัดจังหวะ เขาย่อมผุดลุก ตวาดอย่างหงุดหงิดออกไป

“มีอะไร!”

ชายร่างล่ำสันเข้ามาพร้อมสีหน้าพิพักพิพ่วน ค่อยประสานมือรายงาน

“ภายหลังทุ่มเทค้นหาอยู่สามวัน จึงพบตัวเหนียนส้าวเย่(นายน้อย สกุลเหนียน)แล้วขอรับ”

สังเกตจากท่าทางลูกน้อง เหนียนเยี่ยนยังชิงเดือดดาลก่อน

“พบตัวที่ไหน รีบไสหัวมันมาหาข้า!”

“เอ่อ...กล่าวเสียงดังไม่ได้ขอรับ เป็นเหิงชุนเกอกว่าง(โรงฟังเพลงชื่อวสันต์ยืนยง)”

ประดุจเส้นเลือดทั่วร่างสามัคคีปูดโปนขึ้นมา เหนียนเยี่ยนจึงนัยน์ตาแดงก่ำ โมโหจนแทบเสียสติ ใครๆ ทั่วฉางอันรู้กันดีว่าโรงฟังเพลงวสันต์ยืนยง ชุบเลี้ยงแต่นางโลมเพศชาย!

เขาแต่งภรรยาหลายคน แต่มีบุตรชายน้อยคน เหนียนเยียนเจ๋อเป็นลูกชายคนแรกเกิดจากภรรยาเอก เมื่อเยาว์วัย เหนียนเยี่ยนก็ประคบประหงมเลี้ยงมา ไม่คาดความรักทำให้คนเติบโตอย่างไม่ได้เรื่องได้ราว ส่วนบุตรชายคนเล็กเกิดจากอนุภรรยา กลับมีความสามารถสูงกว่า

“มันไปทำอะไรที่นั่น!”

ลูกน้องวัยฉกรรจ์อึกอัก

“เอ่อ...ยามนี้ เป็น...เป็นชุนจี้(ศิลปินวสันต์หรือนายโลม)...”

เหนียนเยี่ยนถึงขั้นบันดาลโทสะตวาดชื่อบุตรชาย

“เหนียนเยียนเจ๋อ!”

เขาหอบหายใจหนัก ก่อนกัดฟันพูด

“มันก็ดีแต่หาเรื่องทำลายชื่อเสียงข้า ถ้าวันนี้ไม่ดัดนิสัยให้สำนึก วันหน้าจะดูแลตระกูลเหนียนได้หรือ!”

เปรียบเทียบกับเหนียนเยียนจิ้ง ที่บัดนี้ออกเดินทางกับคาราวานต่างแดน น่ากังวลอย่างมากว่าสุดท้ายเหนียนเยียนเจ๋อคงถูกน้องชายแย่งตำแหน่งไป ทั้งที่ใจเขาปรารถนามอบสมบัติและอำนาจตระกูลกับบุตรชายคนโต

ทว่าจะปล่อยทายาทสกุลเหยียนอยู่ในเหิงชุนเกอกว่างในฐานะชายโลมไม่ได้!

“พาตัวมันกลับมา!ไม่ว่าใช้วิธีไหน ก็พาตัวมันกลับมาให้ได้”

“ขอรับ!”

ยังไม่ทันที่ลูกน้องจะหมุนตัวไปทำตามคำสั่ง เหนียนเยี่ยนกลับหยุดเขาเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน!ข้าเลี้ยงเยียนเจ๋อมา นิสัยใจคอก็แลทะลุ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เยียนเจ๋อจะไปที่นั่น เจ้าสืบความมาให้เรียบร้อย ไม่ว่ามันเป็นใครล่อลวงเยียนเจ๋อ ไม่ว่ามีจุดประสงค์อะไร ข้าจะต้องเล่นงานมันให้จงได้ มิเช่นนั้น ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าเหนียนเยี่ยน!”

“ขอรับ!”

“แล้วจำไว้ ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญให้จัดการอยู่ ต้องเป็นเจ้าที่ดูแลเยียนเจ๋อ จนกว่าข้าจะกลับมาซักความจริงและฟังความที่เจ้าสืบพบ ไปได้!”

“ขอรับ!”

ยามลูกน้องพากลุ่มคนทีท่าแข็งกร้าวจากไป เหนียนเยี่ยนก็สะบัดชายชุดก้าวเท้ามาถึงประตูเรือน

“ข้าจะเดินทางไปหวังฝู่ เตรียมการให้เร็ว!”

“ขอรับๆ”

เด็กหนุ่มค้อมกายรับคำสั่ง แล้ววิ่งไปทางโรงม้าในจวน ไม่นานเหนียนเยี่ยนถึงนั่งดีดลูกรางอยู่ในใจ แม้กายโอนเอนตามจังหวะล้อรถ แต่ความคิดเขาก็มั่นคงประหนึ่งเสาค้ำฟ้า ราคาธัญพืชต้องสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอร่วมมือกับพันธมิตรที่คุ้นเคยและวางใจ พ่อค้าผู้มากเส้นสายกลใน ย่อมสามารถเก็งกำไรปริมาณมาก ทั้งหลุดพ้นโทษทัณฑ์ได้ จึงถือจะเป็นปีทองคำกับสกุลเหนียน!

ในวันหนึ่งๆ ภายนอกวังหลวงเคลื่อนไหวกันหลายกระแสกระทั่งเบื้องหลังกำแพงหินสูงยี่สิบฉื่อ(4.54 - 4.62 เมตร) ก็มีผู้คนคึกคักด้วยศรัทธานิยม น่าหลันซือซือปิดตำราตี้จือเล่มที่สี่ แม้ใช้มือบรรจงเขียนต้นฉบับสิบสองเล่มเอง นางยังต้องส่งเผิงซู่ออกไปตามหาจนครบ ทำให้เกิดเหตุลำบากคล้ายคลึงเจ้านายกงอื่น เพราะจุดแตกต่างที่นี่ ดูแล้วไม่ต่างจากทำตัวล่อเป้า ตะโกนเรียกพญายมมาคร่าวิญญาณก่อนเวลาเท่าไหร่

ความปรารถนาที่พ้องกันของผู้คนจำนวนมาก สร้างคลื่นลมชวนอลหม่านขึ้นไม่น้อย ทว่าอาศัยพระปรีชาของเฉียงหวงตี้ เล่ห์เหลี่ยมที่เขาเคยแสดงฝีมือให้ทุกฝ่ายครั่นคร้าม ต่อให้ไม่อาจยกย่องว่าเฉียงหมินหลงคือบิดาที่ดี สามีที่คู่ควร แต่พิจารณาหัวข้อส่วนรวมแล้ว เฉียงหลงหวงตี้เหมาะกับฐานะผู้นำแผ่นดินที่ยอดเยี่ยมแห่งยุค

ผนวกด้วยความร่วมมือจากสมาคมนายวาณิชย์ ภายใต้การกำกับของอู่เหวินเหลาป่านแล้ว ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงตกถึงมือชาวนาชาวไร่ เมื่อการเงินภาคพื้นฐานเข้มแข็ง ก็หมายถึงแว่นแคว้นยิ่งเป็นปึกแผ่น ทั้งมีส่วนจูงใจผู้ประกอบอาชีพค้าขายโดยเรียงน้ำผึ้งกรวดเป็นแนว ทำให้มดงานกระตือรือร้นเดินทางมา

น่าหลันซือซือแน่ใจว่า ราชโองการที่เฉียงหมินหลงเตรียมประกาศในเร็ววัน จะส่งผลให้ธัญพืชต่างแดนหลั่งไหลเข้าท้องพระคลังอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนหน้าที่ภัยพิบัติสีดำเข้าจู่โจมพืชผลประชาชน เขาคงสานต่อแผนการของนางโดยแยบคายต่อไปแล้ว

เบื้องต้นชาวเมืองที่เชื่อถือคำทำนายจะมีอาหารยังท้อง อย่างประหยัดก็อยู่หนึ่งเดือนถึงสามเดือน โดยไม่ออกมาเรียกร้องให้หลวงช่วยเหลือ ทั้งนี้ขึ้นกับความสามารถในการแสวงหาและจัดสรรของพวกเขา ขณะเดียวกันช่วงเวลาที่ซิย่ะสร้างความเดือดร้อนในแคว้น เหล่าผู้นำอาณาเขตใกล้เคียงถ้าหวังรุกรานแผ่นดินจิ้น ย่อมไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เพราะกองเสบียงมีปริมาณมากพอเลี้ยงกองทัพออกศึกอยู่

กว่านางจะเจอทางออกเช่นนี้ สูญเสียพลังสมองไปไม่น้อยเลย!

สองวันก่อนน่าหลันซือซือเข้าเฝ้าหวังหวงโฮ่วยามเฉิน(7.00-9.00) ค่อยทราบว่า สตรีฝ่ายในหลายคนแอบถือเคล็ดเหล่าหลันอยู่ ครั้นหวังสีเจี่ยเยื้องย่างออกมาข่มพิษบุปผาสารพัดดอก พวกนางกลับปิดปากเงียบ ราวกับไม่รู้จักโชคลางไร้สาระอีก

พอทุกข้างฝ่ายทยอยแยกย้าย นางก็ไปเข้าเฝ้าเจียงซูหยูที่เทียนโส้วกง ชีรันจึงนำขบวนคนประจำไป๋ฮวากงคอยอยู่หน้าหงข่งเชี่ยเหมินทุกวัน เพราะน่าหลันซือซือไม่วางใจให้ผู้อื่นถือของหวานสำหรับหวงไท่โฮ่ว ใครจะกล้าเอาชีวิตพระมารดาจักรพรรดิมาเสี่ยงเคราะห์กรรมกัน

ดังนั้นไป๋เฟินเสียนเฟยเลยมีเสี่ยวกงปี้หน้าใหม่ติดตาม เจียเก๋อผู้นี้อุปนิสัยซื่อตรง กิริยามารยาทเรียบร้อย อาจสั่งการไม่คล่องแคล่วเท่าเผิงซู่หรือชีรัน ทว่าทำให้นางสบายใจพอควร บ้านเกิดเด็กสาวอยู่ทิศอาคเนย์(ตะวันออกเฉียงใต้) สาเหตุที่เข้าทำงานภายในวังหลวง ก็เพราะมีญาติพี่น้องตั้งรกรากในฉางอัน เวลากลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวที่เขตส่านโจว(อำเภอซานเหมิน มณฑลเหอหนาน)พวกเขาชอบคุยฟุ้งเกี่ยวกับเมืองหลวงโอ่อ่า และความร่ำรวยที่พบตลอดเส้นทาง

เจียเก๋อหน้าตางดงามที่สุดในหมู่พี่น้อง เลยมีโอกาสตามญาติกลุ่มนี้มาแสวงลาภยศสรรเสริญ จนค้นพบว่าแท้จริงแล้ว สถานที่ยิ่งงามตระการตาเท่าไหร่ ยิ่งอันตรายทวีคูณขึ้นเท่านั้น เจียกงปี้จึงเข้ามาเรียนรู้ไม่ง่าย และกลับออกไปไม่ง่ายเช่นกัน สุดท้ายนางค่อยมีโอกาสรับใช้นายหญิงใจดีอย่างไป๋เฟินเสียนเฟย เพื่อคอยอายุเหมาะสมออกเรือน แล้วค่อยแต่งงานออกจากวังหลวง

เมื่อไม่ปรารถนาแก่งแย่งชื่อเสียงเหมือนคนอื่น เด็กสาวจึงทราบดีและเต็มใจปฏิบัติ ยามใดที่ชีรันปรากฏตัว นางต้องถอยให้กงปี้รุ่นพี่ผู้นี้เคียงข้างเสียนเฟย น่าหลันซือซือไม่ทันขึ้นเกี้ยว ก็พบสตรีสูงศักดิ์โปรยรอยยิ้มอ่อนหวานแต่ไกล นางเลยย้อนกลับมาย่อเข่า

“ไป๋เฟินเสียนเฟยถวายพระพรเจียงกุ้ยเฟยเพคะ”

เจียงเลี่ยงซูโน้มกายไปแตะแขนนางลุกขึ้น ถือเป็นวิธีเผยขั้นความสนิทชนิดหนึ่ง

“เหม่ยเมยคงเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าหวงไท่โฮ่วอยู่...”

น่าหลันซือซือย่อมยิ้มสดใส

“เพคะเจียงกุ้ยเฟย”

“ไปพร้อมกับเจี่ยเจียเถิด เจี่ยเจียมีความจะสนทนาเล็กน้อย”

จากนั้นกุ้ยเฟยคนงามก็พาเสียนเฟยขึ้นเจียนอวี๋ประจำเทียนซงกง มีขบวนข้าราชบริพารสองตำหนักติดตามมา ภายในเกี้ยวที่โคลงเคลงจากฝีเท้าคนแบก เจียงเลี่ยงซูยื่นตำราเล่มหนึ่ง นางมองอย่างไร กลับคุ้นตาเป็นอย่างมาก

“นี่คือตำราหนึ่งในชุดที่โด่งดังมากขณะนี้ คนทุกชนชั้นล้วนนิยมถือครอง ราคาวางจำหน่ายไม่ต่ำไม่สูง แต่การได้มาไม่ง่าย หนึ่งชุดประกอบด้วยสิบสองเล่ม เล่มนี้เป็นอักษรตี้จือปีเกิดของเหม่ยเมย ให้เจ้าของปีรับไปอ่านคงสร้างคุณค่ากว่าเก็บรักษาเอาไว้เฉยๆ เหม่ยเมยเห็นด้วยหรือไม่”

น่าหลันซือซือเผยสีหน้าตื้นตันใจทันใด

“ทูลเจียงกุ้ยเฟย ขอบพระทัยที่เอาใจใส่หม่อมฉันถึงเพียงนี้เพคะ หากเป็นเช่นนี้ เท่ากับตำราตี้จือเป็นที่ทราบไปทั่วแล้วหรือเพคะ”

แม้นางยังไม่ยื่นมือรับตำราหรือตอบคำถาม เจียงเลี่ยงซูกลับอารมณ์แจ่มใสอยู่

“เหม่ยเมยอาจไม่ได้พบหน้าญาติพี่น้อง ทำให้ไม่ทราบว่าตำราชุดนี้ของหลันเซียนเชิง เนตรเทวาแห่งฉางอันเป็นที่นิยมกันมาก และทั้งสิบสองเล่ม เจี่ยเจียก็ได้ครอบครัวช่วยกันรวบรวมให้”

อา...ใช่แล้ว ต๋าน่าหลันซือซือ อย่างไรยากพ้นตำแหน่งสตรีโดดเดี่ยวที่สุดในวังหลัง ถ้าเป็นวิญญาณดวงเดิมถือครองร่างกายอยู่ นางคงไม่พ้นถูกกระตุ้นจนเปี่ยมพลังริษยาใส่เจียงกุ้ยเฟย แต่...แววตาโฉมสะคราญก็กระจ่างใสประหนึ่งอำพันแก้วสองดวง

“ขอสารภาพเพคะ เนื่องจากหม่อมฉันขาดที่พึ่งทางใจ จึงได้ให้คนไปหามาสี่เล่มแล้ว เป็นปีเกิดหม่อมฉัน จิ่นติ้งหวัง จิ่นลี่หวังกับชีกงปี้เพคะ”

เจียงเลี่ยงซูยิ้มเอ็นดู ขณะมือเรียวสวยวางตำราลง ประหนึ่งมันเสื่อมความสำคัญ

“เห็นทีคนของเหม่ยเมย จะมีความสามารถไม่ด้อย”

น่าหลันซือซือหัวเราะอายๆ ออกมา

“ทูลเจียงกุ้ยเฟย ก็แค่โชคดีที่ได้มาช่วงแรกจำหน่ายเพคะ”

เมื่ออีกฝ่ายมอบหัวข้อฟังราบรื่น นางมีแต่เต็มใจใช้งาน

“หม่อมฉันศึกษาตำราทรงคุณค่าแล้ว ก็ยังพบว่าพ่ายแพ้แรงเย้ายวนโชคชะตาอยู่มากเพคะ”

เจียงกุ้ยเฟยยกแขนเสื้อขึ้น ปล่อยเสียงหัวเราะกังวานใส นับว่าไพเราะดุจสั่นกระดิ่งแก้ว แต่กลับหมิ่นแคลนชาติกำเนิดนางได้ ประหนึ่งซัดอาวุธลับกระแทกจุดตาย

“คิกคิก คิดอ่านเช่นนี้ออกมาได้ สมกับเป็นเหม่ยเมยนัก”

เสียดสีโดยนัยว่านางกำเนิดจากเผ่าไร้อารยะ เมื่อเกี่ยวข้องโชคลางแล้ว เลยไร้ความสามารถจำแนก ว่าอะไรควรยึดถือ อะไรควรละทิ้ง โฉมงามจึงเป็นฝ่ายหัวเราะตาม ท่าทีคล้ายคิดน้อยอย่างสมจริง

“หม่อมฉันเริ่มต้นจริงจังแต่วันแรกเลยเพคะ อาศัยฐานะเจ้านายแห่งไป๋ฮวากง จากวันนั้นจนวันนี้ ก็เก็บสะสมได้ปริมาณไม่น้อยแล้วเพคะ อดคาดหวังไม่ได้จริงๆ พอรัชศกหมิงหลงที่สิบเอ็ดมาเยือน หม่อมฉันอาจพบลาภใหญ่ตามคำทำนายของเหล่าหลัน”

แวบหนึ่งที่ความอ่อนโยนของเจียงเลี่ยงซูสั่นคลอน แต่นางก็เห็นแค่สีหน้ารื่นเริงจากน่าหลันซือซือ ทำให้ผ่อนคลายกิริยาลงไป

“เจี่ยเจียก็เชื่อว่า เหม่ยเมยจะสมดังปรารถนา”

ไป๋เฟินเสียนเฟยเลยแสดงกิริยาตื่นเต้น

“หม่อมฉันจำใจล่วงเกินเจียงกุ้ยเฟยแล้วเพคะ ทรงเริ่มปฏิบัติตามตำราบ้างหรือยังเพคะ”

เจียงเลี่ยงซูยกแขนเสื้อบังปากหัวเราะซ้ำ ดวงตาก็วาดโค้งเป็นเส้นเรียวดั่งเสี้ยวจันทร์

“คิกคิก เหม่ยเมยตื่นเต้นเกินไปแล้วจริงๆ เสียดายเจี่ยเจียต้องช่วยแบ่งเบาภาระหวังหวงโฮ่ว เวลาว่างหายากนัก”

น่าหลันซือซือหน้าสลดลง

“เป็นหม่อมฉันไร้ความสามารถแท้ๆ ไม่เพียงไม่รู้จักแยกแยะ ยังบังอาจชวนเจียงกุ้ยเฟยสนพระทัยคำทำนายเลื่อนลอยเหล่านี้อีก หม่อมฉันขออภัยโทษด้วยเพคะ”

เจียงกุ้ยเฟยย่อมแสดงน้ำใจกว้างขวาง ไม่ถือสาผู้ความรู้ด้อยกว่า จึงเปี่ยมพลังกรุณาอย่างมาก

“อย่าตำหนิตัวเองรุนแรงไป เป็นเหม่ยเมยอย่างทุกวันนี้ เจี่ยเจียพอใจแล้ว”

ขณะสตรีสองคนหันหน้ากากรอยยิ้มเข้าหากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างฝ่ายต่างรู้สึกคล้ายมองคนโง่งมนั่งสนทนากันอยู่บ้าง ไม่เพียงเจียงกุ้ยเฟย นับวันความคิดน่าหลันซือซือ ยังกลมกลืนกับบรรยากาศจอมปลอม เรียกได้ว่าใกล้เกินเยียวยาแล้ว

ยามเข้าเฝ้าเจียงซูหยูที่เทียนโส้วกงแล้วน่าหลันซือซือค่อยแจ้งวัตถุประสงค์เจียงกุ้ยเฟย ที่เริ่มสนทนาตำราตี้จือสิบสองเล่มกับนาง ไม่ทราบเจียงหวงไท่โฮ่วทรงร่วมมือกี่มากน้อย จึงเหมือนหนุนนำคลื่นใต้น้ำกระแสเล็กไปกระทบหวังหวงโฮ่ว

เจียงเลี่ยงซูถวายกล่องไม้แกะสลัก เป็นรูปฝูงกระเรียนทองคำสิบตัว กำลังร่ายรำเฉลิมฉลองอยู่ริมธาร ยิ่งเข้าใกล้ จมูกยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อนจากเนื้อกฤษณา ภายในกล่องยังบรรจุตำราตี้จือเอาไว้หนึ่งเล่ม คาดว่าคืออักษรประจำปีเกิดเจียงซูหยู สีพระพักตร์ก็แสดงความชมชอบชัดเจน

แล้วเจียงกุ้ยเฟยจึงชี้แนะวิธีใช้กล่องมงคล ว่าหากนำตำราตี้จือออกไป ให้ปิดฝากล่องลงสลัก จะพบช่องลับตรงก้อนหินที่ดึงขึ้นมา ทำให้กลายเป็นช่องทางรูปกรวย เอาไว้สะสมเคล็ดธัญพืชตามตำราได้ งานฝีมือเปี่ยมเอกลักษณ์เช่นนี้ คือผลงานนายช่างสกุลอู่เหวิน

เพราะอารมณ์ตื่นเต้นแกมสนใจตำราตี้จือ เจียงซูหยูเลยจิบชาเหลืองจวินซันหยินเจินพลางเปิดหนังสือ คุณภาพผลผลิตรัชศกหมิงหลงปีที่สิบนี้ นับว่าเทียบเท่าปีเก็บเกี่ยวที่สามที่หายาก หวังหวงโฮ่ว เจียงกุ้ยเฟยและนาง ล้วนได้รับพระราชทานมาถนอมเก็บจำนวนหนึ่ง

ระหว่างสะใภ้รองอย่างพวกนางนั่งส่งยิ้มกันไปมา พระนางก็พลิกหน้ากระดาษอ่าน ส่วนซาลาเปาแฝดกับรัชทายาทน้อย ยังเล่นไพ่ไม้ไผ่สนุกสนาน แม้แว่วเสียงเด็กๆ ก่อกวนสมาธิ เจียงซูหยูกลับไม่ตรัสตำหนิสักครึ่งคำ ทุกคนย่อมฟังทัศนคติเปี่ยมเหตุผลของจิ่นติ้งหวัง ผสมแนวคิดแข็งแรงของจิ่นลี่หวังอย่างนับถือแกมขบขัน สุดท้ายค่อยเป็นจิ่นคงหวงไท่จื่อไกล่เกลี่ยพวกเขา รัชทายาทน้อยคนนี้ ไม่เสียทีที่ปกครองฝูงผีเด็กมานานปีจริงๆ

ครั้นเจียงหวงไท่โฮ่วอ่านตำราพอใจแล้ว ย่อมหันมาถามเจียงกุ้ยเฟย

“ผู้รังสรรค์ตำราเล่มนี้ เป็นใครกัน”

เจียงเลี่ยงซูทูลตอบเสียงอ่อนหวาน

“หม่อมฉันทราบมาว่าเป็นหญิงชราสกุลหลัน ช่วงเวลาตกระกำลำบาก นางได้ประมุขสกุลอู่เหวินอุ้มชู จึงสร้างชื่อเสียงอยู่หน้าหงอวี้ลหวี่เตี้ยนแต่ปักษ์ชิงหมิง รัชศกหมิงหลงปีที่ห้า ชาวเมืองรู้จักนางในนาม‘หลันเซียนเชิง’ก่อน เมื่อนางมอบคำปรึกษาที่ราวกับล่วงรู้โองการฟ้าดิน พวกเขาค่อยยกย่องเป็น‘หลันเซียนเชิง เนตรเทวาแห่งฉางอัน’เพคะ”

พอฟังการข่าวที่ได้ข้อมูลละเอียดของเจียงเลี่ยงซู คนมีชนักปักหลังอย่างน่าหลันซือซือ ยังหลุบตาดูน้ำชาสีทองใส อดรู้สึกหนาวกระดูกไม่อยู่ นี่อีกฝ่ายก็สืบทราบกระทั่งเวลาที่ถูกต้องเลยนะ!

“แต่...น่าเสียดายสุขภาพของนางย่ำแย่ตามอายุ หลังปักษ์ลี่ชิว รัชศกหมิงหลงปีที่เก้าเป็นต้นมา จึงไม่ได้ให้คำปรึกษาใครอีก...”

เจียงกุ้ยเฟยทอดจังหวะ แววตาอ่อนโยนส่งมาหาน่าหลันซือซือ

“ใกล้เคียงที่หวงช่างทรงมีราชโองการ พิทักษ์ความยุติธรรมให้เหม่ยเมยเพคะ”

ท่ามกลางสายตาสงสารความลำบากในอดีตจากสตรีสกุลเจียงทั้งสอง น่าหลันซือซือมีแต่ฉีกยิ้มสรรเสริญความหวังดีของเจียงเลี่ยงซู ทั้งที่นางขัดยอกอยู่กลางอก เคราะห์ดียิ่งนักที่บุคคลตรงหน้าคือเจียงหวงไท่โฮ่ว ไม่ใช่เฉียงหลงหวงตี้!

“ประมุขสกุลอู่เหวินยังประกาศว่า นางใช้เวลาพักรักษาเขียนตำราทำนายทายทักหนึ่งชุด และนำอักษรตี้จือทั้งสิบสองตัวจำแนกเส้นทางชีวิตผู้คน ตำราโชคชะตาชุดนี้ จึงกลายเป็นที่ต้องการอย่างล้นหลามเพคะ”

เจียงซูหยูฟังอย่างสนใจแล้ว ค่อยแสดงความเห็น

“อายเจียแม้ถือหลักพระธรรมเป็นที่ตั้ง อ่านแล้วยังคล้อยตามจนจบ หลันเซียนเชิงเป็นสตรีที่น่าสนทนาด้วยสักหน นางสามารถชักกลสื่อความกึ่งจูงใจให้ทุกชนชั้นประพฤติชอบโดยแยบคาย อายเจียก็เพลิดเพลินขั้นเกือบหลงลืมไปว่า เนื้อหาทั้งหมดนี้เหมือนเรื่องงมงายประเภทหนึ่ง”

พระนางทอดพระเนตรตำรา คล้ายให้เห็นตัวตนเหล่าหลัน ก่อนถอนใจลึกซึ้ง

“หลังจากพิจารณารอบคอบแล้ว อายเจียกลับอยากสนับสนุนการถือเคล็ดเรียบง่ายนี้ ไม่เพียงก่อเกิดความสุขสบายใจแก่ผู้ปฏิบัติ พวกเขาก็สร้างกุศลที่ละเว้นการเบียดบังชีวิตอื่น ต่างกับบางลัทธิที่นิยมนำชีวิตสัตว์หรือคนบูชาเทวรูป หรือบางหมู่คณะที่ระดมทรัพย์สินจำนวนมากสร้างสถานชุมนุมอันหรูหรา พวกเขาล้วนอาศัยพลังศรัทธาสนองกระแสกิเลสตนเอง ซูเอ๋อ ถ้าตำราตี้จือหนึ่งชุดมีสิบสองเล่ม อายเจียย่อมอยากอ่านที่เหลือด้วย”

ดวงตาเจียงเลี่ยงซูสะท้อนประกายสดใสออกมา

“หม่อมฉันนำติดตัวมาหนึ่งชุด จะให้คนนำมาถวายทันทีเพคะ”

แล้วกุ้ยเฟยคนงามค่อยสั่งความนางกำนัลข้างกาย เด็กสาวย่อเข่าขออนุญาตเจียงหวงไท่โฮ่ว ก่อนเดินออกไปที่เจียนอวี๋ของเทียนซงกง จากนั้นกลับมาพร้อมกงปี้น้อยอีกคนหนึ่ง พวกนางสองคนถือถาดทองรองผ้าไหมสีแดงทอง บนนั้นเป็นตำราตี้จือ แบ่งกองหนึ่งห้าเล่ม อีกกองก็หกเล่ม

ผู่เยว่จวนรับถาดจากเด็กสาวทีละคน ก่อนทูลถวายเจียงซูหยู อารมณ์พระนางยามนี้ค่อนข้างสำราญ จึงมอบก้อนทองแก่คู่เสี่ยวกงปี้ ส่วนเจ้านายอย่างเจียงเลี่ยงซู แน่นอนว่าคงคู่ควรรางวัลซึ่งสูงมูลค่ากว่า

“อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง ช่วงเหมันต์หนาวเหน็บ ผ้าทอขนสัตว์ใส่แล้วกายอบอุ่น แต่จะอึดอัดยามฝนแรกกลั่นตัวตก ดังนั้นหอเครื่องทรงจึงนำผ้าทอหลายพับให้อายเจียคัดเลือก ผู่เยว่จวนนำที่เหลือออกมาให้เจียงกุ้ยเฟยพิจารณา!”

“เพคะหวงไท่โฮ่ว”

หลังจากนั้นไม่นาน ผู่กูกูก็นำขบวนคนขนพับผ้าทอเนื้อเบาเข้ามา

“ซูเอ๋อ วันนี้เสียสละตำราหายากให้อายเจีย ก็เข้ามาเลือกผ้าทอที่ชื่นชอบไปตัดชุดใหม่สักสามสี่พับ ดีหรือไม่”

และที่เกินคาดคือเจียงซูหยูแผ่กระแสการุณย์มาเผื่อนางด้วย เห็นจะทรงตระหนักบาปกรรมที่บุตรชายก่อกับเด็กสาวอ่อนชั้นเชิงเช่นต๋าน่าหลันซือซือบ้างแล้ว

“ไป๋เฟินเสียนเฟย อายเจียพอใจรสชาติเครื่องหวานของเจ้ามาก จงมาเลือกไปเป็นรางวัลสองพับ...”

พวกนางล้วนพร้อมใจกันยินดี ลุกขึ้นย่อเข่าประสานเสียงขอบพระทัย เจียงซูหยูก็ยิ้มเอ็นดู กำชับให้สะใภ้ทั้งสองค่อยๆ พิจารณาพับผ้าตามสบาย ทำให้เด็กๆ ที่เล่นไพ่ไผ่ หันมาสนใจความเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่

พอเจอสายตาผู้เยาว์จ้องจากปลายโต๊ะ เจียงหวงไท่โฮ่วยิ่งขบขัน

“ลวดลายกับสีสันผ้าทอเหล่านี้ เหมาะสมจะตัดชุดสตรีกว่าบุรุษ อายเจียคาดว่าอีกไม่นาน หอเครื่องทรงคงส่งผ้าทอชุดใหม่ให้พวกเจ้าเลือกถึงตงกง และไป๋ฮวากงอย่างแน่นอน”

ระหว่างที่เด็กชายสามคนทำตาโตจ้องผ้าทอเนื้อวิจิตรหลายผืน เจียงหวงไท่โฮ่วกลับสังเกตวิธีเลือกพับผ้าของไป๋เฟินเสียนเฟยอยู่ นับว่านางกำจัดกิริยาเด็กสาวคนเถื่อน และเติบโตเป็นยอดพธู ผู้มีสายตาเทียบเคียงเจียงกุ้ยเฟยได้ดี ทั้งสองจึงคัดสรรแต่ผืนที่ดีที่สุดในกองออกมา

แต่พระนางยังเกินหยั่งรู้ว่า นี่ไม่ใช่ความสามารถของน่าหลันซือซือ แต่เป็นอานิสงส์ที่ผีพระชายาทั้งสามคอยช่วยเหลือทั้งสิ้น ลำพังสายตาเนื้อหยาบของนางหรือ เห็นจะแยกแยะเพียงผืนนี้สวย ผืนนั้นก็สวย ทุกผืนต่างงามลานใจไปหมด

ส่วนผีจ้าวฮองเฮาที่ไม่ได้ปรากฏร่างด้วยขณะนี้ วิญญาณลู่กุ้ยเฟยกล่าวว่า พระนางอารมณ์ไม่ใคร่แจ่มใส เพราะมีข่าวชัดเจนจากชายแดนพายัพ จ้าวอี๋หยาจึงเสด็จไปคอยปรึกษานางที่พระตำหนักดอกไม้ขาวแล้ว

พอเลือกพับผ้าเสร็จสิ้น เจียงหวงไท่โฮ่วกับเจียงกุ้ยเฟย ค่อยสนทนาเกี่ยวกับการถือเคล็ดตี้จือ เจียงเลี่ยงซูสบโอกาสชี้นำญาติผู้ใหญ่ว่า น้องสาวคนดีเช่นไป๋เฟินเสียนเฟยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และเริ่มสะสมธัญพืชประจำปีเกิดไปแล้ว

ซาลาเปาน้อยแก้มยุ้ยได้ยินรีบพยักหน้ารับ ก่อนแข่งกันชูไม้ชูมือนับจำนวน ขณะที่จิ่นคงหวงไท่จื่อเกิดความรู้สึกอยากจะทำบ้าง แลเป็นที่เอ็นดูอย่างมาก เจียงซูหยูย่อมประทานโถล้ำค่าให้พวกเขาสะสมกุศลคนละใบ จากนั้นค่อยได้เวลาแยกย้ายจากเทียนโส้วกง

ระหว่างเดินทางกลับไป๋ฮวากง น่าหลันซือซือนั่งตีความเจตนาเจียงเลี่ยงซูในเกี้ยวกับผีพระชายาสามตนอย่างจริงจัง ทุกคนเล็งพ้องกันว่าก้ำกึ่งเจียงกุ้ยเฟยผู้นี้ จะจงใจประจานความงมงายของนาง ไม่ก็นำเสนอน่าหลันซือซือให้เจียงหวงไท่โฮ่วคุ้มครอง แต่ต่อให้เอียงใจฟากไหน ล้วนเกิดประโยชน์แก่กุ้ยเฟยทั้งสิ้น

เมื่อมาถึงไป๋ฮวากง น่าหลันซือซือก็เร่งรีบเข้าห้องตำรา อนุญาตให้แค่ชีรันอยู่ด้วย ขณะที่เผิงซู่รับหน้าจัดหาตำราหลันเซียนเชิงจนครบสิบสองเล่ม แล้วนางยังสั่งเจียเก๋อร่วมแรงกับเผิงกงปี้ หว่านล้อมข้าราชบริพารทั่วไป๋ฮวากงให้สะสมเคล็ดตามปีเกิดตนเอง

น่าหลันซือซือเจตนาพึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของเจียงซูหยู ชิงลงมือก่อนหน้าเฉียงหมินหลงจะอำพรางวิธีกวาดเสบียงแห้งเข้าท้องพระคลัง ด้วยการอ้างชื่อพระชายาคนโปรด เป็นบุญที่นางได้วิญญาณกระจายตนสิงสู่ทั่ววังหลวงต่างหูตาแท้ๆ!

ในเมื่อเขาถนัดกลยุทธ์รักถนอมกันเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ต๋าน่าหลันซือซือคนเก่า จะร่วงโรยอย่างอกไหม้ขมที่ตำหนักเย็น!

พอนางมีคำสั่งออกไปวันนี้แล้ว ห้องเครื่องคงรายงานปริมาณธัญพืชและอาหารแห้งที่เพิ่มขึ้น ไม่นานข่าวคงแพร่กระจายทั่วฝ่ายใน ยกเว้นเฉียงหมินหลง เจียงซูหยู และเจียงเลี่ยงซู พวกเขาคงช่วยกันดูแคลนต๋าน่าหลันซือซือที่เจริญวัยอย่างด้อยการศึกษา พึงขาดวิจารณญาณว่ากำลังงมงายในโชคลาง ทั้งถือเคล็ดคนเดียวไม่พอ ยังบังคับข้าราชบริพารทั่วกงเชื่อถือตามด้วย

คิดมาถึงขั้นนี้ หญิงงามอดเหยียดยิ้มไม่ไหว กลุ่มคนที่ว่าเวลาอยู่ในตำหนักตน สองมือล้วนหยอดธัญพืชตามตำราเหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น กี่หนแล้วที่จ่ายเงินทองออกเป็นหีบซื้อกระบอกเก็บเคล็ด กระทั่งหงอวี่ลหวี่เตี้ยนมีทุนส่งธัญพืชกับอาหารแห้งแก่ผู้ยากไร้

แต่ที่น่าหลันซือซือยังกังวลอยู่ คือสถานการณ์แท้จริงแถวชายแดน หรือเขตปกครองกองกำลังสกุลหวัง วันนี้ผีจ้าวฮองเฮาน่าจะพบเบาะแสความจริงแล้ว จึงมีสีพระพักตร์โกรธแค้นอย่างมาก

จากข่าวที่รวบรวมได้ในเมืองหลวง นับแต่ต้องทัณฑ์ประหารล้างตระกูล สกุลจ้าวที่เคยรุ่งเรืองเคียงข้างสกุลหวัง ก็กระจัดกระจายไปตามชายแดนเหนือและตะวันตก กลุ่มที่มีกำลังเข้มแข็งอาศัยสันทรายตั้งชุมโจรรังควานหมู่บ้านนอกด่าน บางคราวกำเริบเสิบสานบุกปล้นจี้จวนขุนนาง ทางการพยายามปราบปรามอยู่ ทว่าสืบหาแหล่งกบดานของพวกเขาไม่พบ

น่าหลันซือซือเกิดลางสังหรณ์ ความจริงอาจไม่ใช่อย่างที่ฟัง บัดนี้ความแค้นฝังลึกของจ้าวฮองเฮาก็รุนแรงเกินระงับแล้ว ย้ำให้ทราบว่าที่นางกังขาอาจมีมูลความจริง เมื่ออำนาจทหารสกุลจ้าวล่มสลาย สกุลหวังย่อมยืนหยัดต่างรั้วอาณาจักร

อ้างอิงเรื่องเล่าจ้าวฮองเฮาที่เกิดขึ้นห้ารัชกาลก่อน ลูกหลานสกุลหวังกำเนิดด้วยชะตารุ่งโรจน์ เส้นสายข่าวสารจากชายแดนอยู่ในกำมือของพวกเขาเจ็ดแปดส่วน จะกล้าอำพรางเบื้องบน ลงมือปิดบังเบื้องล่าง ถือว่าเป็นปกติวิสัย และส่งผลให้เฉียงหมินหลงในสถานะหวงไท่จื่อ แต่งหวังสี่เจี่ยเข้าตงกงเป็นไท่จื่อเฟย แล้วพระราชทานตำแหน่งหวงไท่จื่อกับเฉียงหมินฉี แม้สุขภาพบุตรชายพาผู้คนประหวั่นใจอยู่ตลอด

ต่อมาเขานั่งบัลลังก์หวงหลงมั่นคงดีแล้ว ค่อยดึงคู่คานที่คล้ายสูสีกันอย่างมู่เฉิงเซี่ยงขึ้นมา แฝงเจตนาหน่วงสกุลหวังให้รู้จักใจสงบสุขบ้าง สถานการณ์ร้อยเงื่อนพันปมเช่นนี้ ทำนางปวดหัวพอแล้ว!

หญิงสาวยอบกายถวายพระพรวิญญาณจ้าวอี๋หยา สังเกตว่าพระนางนำผีนายทหารตนหนึ่งมาด้วย เนื่องจากเพลิงอารมณ์กำลังโหมแรง จ้าวฮองเฮาจึงมุ่งเข้าประเด็น

‘ที่เจ้าตั้งข้อสงสัยกับเปิ่นกงหนก่อน กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว รายงานต่อหน้านาง เหมือนที่รายงานเปิ่นกง!’

วิญญาณนายทหารประสานมือให้น่าหลันซือซือ สายตาเปี่ยมความนับถือ

‘ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย ด้านยุทธการผู้นำกองทัพประจำการเป่ยกวน(ด่านเหนือ) ตงกวน(ด่านตะวันออก) และหนานกวน(ด่านใต้) มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมานานปีแล้ว ทว่าบัดนี้ แม้แต่ซีกวน(ด่านตะวันตก)ก็รับผลกระทบ พอพวกเขาแว่วข่าว เฉียงหลงหวงตี้จะออกราชโองการลดภาษีนำเข้าธัญพืชและอาหารแห้ง พ่อค้าต่างแคว้นเริ่มหาลู่ทางกับขุนนางท้องถิ่น ขณะนี้จึงมีสินค้าจำนวนมากรอเดินทางผ่านซีกวน แต่ทั้งหมดถูกจองเข้าคลังทหารแล้ว ถ้าตรวจสอบให้ดียังพบว่ามีน้ำหนักกรวดทรายปนธัญพืชเกินครึ่ง กระหม่อมติดตามดูหลายวัน ค่อยพบความร่วมมือฉ้อฉลระหว่างหวังต้าเจียงจวิน(แม่ทันใหญ่ สกุลหวัง) เวิ่นจ่งตู(ข้าหลวงประจำมณฑล สกุลเวิ่น)และหนึ่งในสมาคมนายวาณิชย์แห่งฉางอัน เขาผู้นั้นชื่อเหนียนเยี่ยน’

“เหนียนเยี่ยน!”

น่าหลันซือซือหยุดอุทานไม่อยู่แล้ว ฉากหลังประมุขสกุลเหนียนไม่ขาวสะอาด แต่เขากลับเหิมเกริมขนาดร่วมขบวนการท้าทายอำนาจจักรพรรดิ!

กรณีบุตรชายยังพอแก้ไขว่าคนไม่รู้ฟ้า ไม่รู้ดิน แต่พฤติกรรมบิดา เห็นทีขวัญคนตระกูลเหนียนจะแข็งกล้าเทียมสวรรค์แล้ว ถึงกล้าถ่มน้ำลายเย้ยปฐพีเฉียงหลงหวงตี้!

อา...นางตะลึงในบัดดล

หากซิย่ะโจมตีชายแดนจากทะเลทรายพายัพ โดยที่เสบียงกองทัพและคลังขุนนางท้องถิ่น มีธัญพืชอยู่แค่ครึ่งเดียว นอกนั้นเป็นกรวดทราย ประชาชนที่หวังพึ่งพาราชสำนัก ย่อมประสบเหตุเดือดร้อน เมื่อเสียงสาปแช่งเหล่านั้นดังขึ้นในอนาคต พวกเขาคิดว่ายังเหลือบั้นปลายที่สุขสบายอยู่หรือ!

ความเงียบของน่าหลันซือซือ หมายถึงสมองนางกำลังทำงานหนัก แผนการกระจัดกระจายเป็นชิ้นคล้ายพบช่องทางเชื่อมต่อ ทำให้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ในที่สุดหญิงสาวก็ยิ้มเครียดออกมา ผู้เล็งเห็นโอกาสในวิกฤติ มักประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงเหนียนเยี่ยนและสกุลหวังต้องการเสี่ยงภัยกับเฉียงหมินหลง ยามนี้ยังจะมีนาง สองเปา กลุ่มพันธมิตร และพ่วงสกุลจ้าวทั้งหมดด้วย!

สวรรค์คงลิขิตเอาไว้เนิ่นนานว่า ลำพังซิย่ะไม่คู่ควรทดสอบบารมีเฉียงหลงหวงตี้ ภัยพิบัติที่คอยเวลาซัดโถมจึงใกล้ก่อเกิดด้วยวิถีพิสดารแล้ว นางอาจเหมือนคนวิตกจริต แต่ข้อดีของการมองโลกในแง่ร้ายทำให้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์จะอยู่ในกรอบควบคุม คาดว่าผีฮองเฮาที่ยกย่องเป็นอาจารย์ คงสบช่องทางดังกล่าวแล้วเช่นกัน เลยทอดพระเนตรนางอย่างคาดหวัง

“แล้วหม่อมฉันจะติดต่อสกุลจ้าวด้วยวิธีใดได้เพคะ”

ครั้นเท้าความร่องรอยในอดีต รัศมีวิญญาณจ้าวอี๋หยากลับหมองหม่น สีพระพักตร์ฉาบไปด้วยความเจ็บปวด เพราะทราบรายละเอียดมากกว่าที่ผีทหารทูลรายงานไป กลางอกย่อมคล้ายหลั่งโลหิต ไม่เพียงเสียเวลาบ้าคลั่งในสภาพผี พระนางยังดูดายต่อชีวิตพวกเขา แต่ในรูปวิญญาณ จ้าวอี๋หยาจะสามารถช่วยเหลือใครได้ สิ้นกายเนื้อเท่ากับหมดโอกาสในภพเดิม ถ้าต๋าน่าหลันซือซือปราศจากวาสนาวิเศษ จนสลับวิญญาณต่างดวงสู่ร่างใหม่ พระนางก็ได้แต่ทุกข์ตรมอยู่ในวังหลวงแล้ว

‘พวกเขาถูกบีบเส้นทางมาหลายรุ่น คงไม่อาจเชื่อใจใครแล้ว’

จ้าวฮองเฮาอาจรู้เห็นขุมสมบัติที่คนฝังทิ้งทั่ววังหลวง พวกเขาล้วนเตรียมการเผื่อถึงอนาคต แม้สุดท้ายไม่มีใครย้อนกลับมานำขึ้นไปใช้ แต่พระนางช่วงชีวิตก่อนก็ประมาทเกินไป ไม่ทันวางแผนให้สายสกุลที่เหลือ หมายถึงไร้เมล็ดพันธุ์ความหวังจะฟื้นฟูตระกูลจ้าวด้วย

หญิงสาวขมวดคิ้วคิด

“ถ้าอย่างนั้นก็จำเป็นต้องหาสัญลักษณ์เฉพาะ ที่สกุลจ้าวจะยอมรับฟัง และยังคงอยู่แม้ผ่านกาลเวลามาห้ารัชสมัยแล้ว...”

น่าหลันซือซือลากเสียงพึมพำ ก่อนเบิกตากว้าง

“หรือว่า...ใช่ไหมเพคะ!”

คนเป็นกับวิญญาณประสานสายตากัน ต่างสะท้อนประกายเจิดจ้าแก่อีกฝ่าย

ใช่แล้วนั่น...นั่น!

ต่อให้ใต้หล้าลืมเลือน แต่สกุลจ้าวยังจดจำ!

คุยกับแพนด้า:(30/11/18)

ในตอนนี้ ทุกคนยังจำคุณชายขี้ตื้อจากตอนที่แล้วได้ใช่ไหมน้า...(คนอ่านตอบทันควัน: ใครหราาา) 55555 จุดจบของการตามตื้อเยี่ยงนี้ ฝีมือของคนที่คุณก็รู้ว่าใครล้วนๆ ค่า แพนด้าว่าจะลงแต่เมื่้อวาน สรุปเสร็จตอนตีหนึ่ง หมดแรงลง เลยมาเริ่มเปิดบทตอนนี้ล่ะค่ะ และจะลงจนเต็ม 100% ค่อยชะแว้บไปปั่นต้นฉบับต่อ เพราะเดี๋ยวนี้ชีวิตมีเดดไลน์ซะแล้ววววว คร่อก!

และขอแจ้งแผนการเกี่ยวกับหนังสือดอกไม้มังกร ฉบับรูปเล่มกับทางสนพ.ปริ๊นเซสคร่าวๆ ทั้งหมดเลยนะคะ แพนด้าได้คุยกับทางทีมบก.แล้ว ตกลงจะออกเล่ม 1-2 คู่กันในงานหนังสือเดือนมีนาปี62ที่จะถึงนี้ และเล่ม 3-4 จะออกคู่กันไม่เกินงานหนังสือเดือนมีนาปี63 หรือก็ปีถัดไป จริงๆ ทางบก.อยากให้ออกเร็วกว่านั้น แต่แพนด้าไปไม่ไหวจริงๆ ไม่อยากรับปากอะไร แล้วทำให้ไม่ได้ แพนด้าก็เลยขอเป็นไม่เกินงานหนังสือมีนาปี63 ซึ่งชุดเล่ม 3-4 ก็มีโอกาสที่จะออกก่อนกำหนดได้นะคะ ถ้าทางแพนด้าพร้อมและสนพ.พร้อม ฉะนั้นยังมีเวลาเก็บเงินกันอยู่น้า

เรื่องราคาต่อชุด แพนด้ายังไม่ทราบชัดเจน เพราะเพิ่งทวนต้นฉบับเล่ม1ไป ขนาดกองบก.ตรวจทานแล้วให้แพนด้าทวนที่ชอบและไม่ชอบเองอีกรอบ แพนด้ายังไม่สามารถ เพราะต้องเขียนเล่มสองให้จบทันเดดไลน์ จึงได้แค่ทวนบางบทเป็นแนวทางทีมบก. ที่เหลือก็รบกวนทีมบก.ล้วนๆ รบกวนทุกฝ่ายแล้วจริงๆ กระซิกๆ

เมื่อจัดแผนออกเป็นคู่แบบนี้ แพนด้าคิดว่าน่าจะมีส่วนลดเพิ่ม แต่เดาด้วยจำนวนหน้าต่อเล่มเอาเองนะคะ ว่าราคาปกน่าจะตกเล่มละ 2XX ถึง 3XX บาท

เพราะชีวิตมีเดดไลน์ไปถึงปี63 ทุกๆ วันแพนด้าก็ต้องรีบปั่นนิยายสุดชีวิต งื้ออออ อาจจะเลือกตอบเม้นต์บางท่านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลย ขอบพระคุณทุกคนล่วงหน้ามากๆ นะคะ ที่เข้าใจ ที่รอคอย ที่ติดตาม ที่สนับสนุน อากาศหนาวแล้ว แพนด้าอยากกอดนักอ่านที่น่ารักทุกคนเลย

เขียนถึงอากาศก็นึกขึ้นได้ แพนด้าไม่สบาย เขียนนิยายไม่ได้มาสามวันติด เพราะไข้ขึ้นแล้วปวดหัวมาก กินยาแล้วนอนอย่างเดียว เลยเพิ่งเริ่มเขียนได้เมื่อคืนนี้ ฮืออออ อีกหนึ่งเหตุผลที่แพนด้าทำตารางเขียนรวนไปหมด ฮืออออออออ ดังนั้นทุกคนอย่านิ่งนอนใจนะคะ โด้ปวิตซี ดูแลสุขภาพตัวเองกันด้วยนะคะ มีไข้ นอนก็ไม่สนุกเลย หลับๆ ตื่นๆ แต่ยังไงก็ต้องนอนให้ได้ อิอิ

ปล.รู้นะ คนอ่านคงว่าเอาเวลาเขียนส่วนนี้ไปปั่นนิยายดีกว่าม้ายย แต่เขียนเล่าอันนี้ง่ายกว่าปั่นนิยายสักร้อยเท่า ปริมาณหน้าหรือจำนวนบรรทัด ก็ต้องแปรผันตามความง่ายเนอะ 555555555

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง

สถานะสต็อก:ไม่มี (ปั่นสด ตรวจสด)

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (อาจจะเป็นวันไหนก็ได้)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Eye ever say
สงสารนางเอก นางทำงานหนักมาก ยังต้องมาดูแลคนดื้ออีกนะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย ounjijang
สงครามแย่งเหนียง ^^
เมื่อ 8 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว