หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่66: บริบทของเส้นทางแสนไกล 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่66: บริบทของเส้นทางแสนไกล 100%

(เฉียงหลงหวงตี้/เฉียงหมินหลง: ประจักษ์แล้วหรือไม่ ว่าเจิ้นรักษาสัญญาได้)

บทที่66:บริบทของเส้นทางแสนไกล 100%

อาศัยกลยุทธ์ตกแต่งใหม่บนพื้นฐานดั้งเดิมของอู่เหวินฝูประโยคเดียวของเขามีแรงปัดเป่าไปหลายร้อยหลี่ สุ้มเสียงกล่าวหาไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยจึงแผ่วเบาจนเงียบหาย พอชำระล้างอคติในหมู่ชนชาวฮั่นแล้ว ขบวนเสด็จของนางที่เร่งรีบไปพระอารามหลวงยังพาบรรยากาศราชสำนักโปร่งโล่ง เห็นได้ชัดว่าพายุลมปากหลายลูกมักผ่านมาและผ่านไป แต่จะหวนคืนภายหลังหรือไม่ ทิ้งเอาไว้ให้ฟ้าดินพิจารณา

เมื่อปรากฏทูตถือสาส์นจากเผ่าหรวนตี้เข้ามาตามธรรมเนียม เฉียงหลงหวงตี้จึงนำออกหารือภายในเทียนกวานเตี้ยน และให้ข้าราชการฝ่ายอู่กับเหวินถวายคำแนะนำโดยเปิดเผย จูเฉิงเซี่ยงกับหูไท่เว่ยถือเป็นผู้นำขุนนางแต่ละข้าง พวกเขาย่อมก้าวพร้อมกันก่อน

แต่โอรสสวรรค์ต้องการให้เริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงทางการทหาร ขุนนางบุ๋นจะได้วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองในอนาคตแม่นยำขึ้น เพราะพวกเขาเชี่ยวชาญวางแผนปกครอง ร่างหลักกฎหมาย และระเบียบจรรยา ซึ่งแตกต่างไปจากขุนนางบู๊ผู้ลงมือปฏิบัติงาน ด้วยเหตุนี้จึงยากประสานระยะทางระหว่างคนสองกลุ่มอยู่บ้าง

เปรียบเทียบง่ายๆ กับด้านหนึ่งวิจารณ์สงครามว่าเป็นเรื่องสูญเสีย ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็มักใช้วิธีปันส่วนผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ทางขุนพลทั้งหลายทุ่มเทเลือดเนื้อและวิญญาณพวกพ้องพิทักษ์อาณาจักรเอาไว้ ทำให้วิธีบากบั่นไปบนทะเลซากศพของศัตรูเท่านั้น ค่อยไม่มีชีวิตใดสูญคุณค่า

เมื่อต่างแลคนละมุมดังนี้ จึงจำเป็นต้องหาจุดยุติภายในท้องพระโรงร่วมกัน และเฉียงหมินหลงก็เป็นนักปกครองที่ถูกอดีตหวังไท่เว่ยกับอดีตมู่เฉิงเซี่ยงเคี่ยวกรำมา เขาย่อมเล็งเห็นจุดแข็งจุดอ่อนกระทั่งกำกับทิศทางกลุ่มขุนนางสองประเภทได้ดี ยิ่งปราศจากจอมทัพสกุลหวังและอัครเสนาบดีสกุลมู่ มรสุมชิงดีชิงเด่นในราชสำนักพลอยคลี่คลายตามไปมาก คนชั่วกำลังถูกกดขี่ คนดียังมุ่งมั่นสร้างผลงาน ประชาชนค่อยตกเป็นผู้รับผลประโยชน์

นับตั้งแต่หูซือไคว่เข้ารับตำแหน่งไท่เว่ย เขาก็ปรากฏกายในชุดขุนนางทหารเข้าประชุมเสมอ ทว่าด้วยลักษณะร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติชน จอมทัพหูจึงดูโดดเด่นมากกว่ากลมกลืน ทุกคนย่อมยำเกรงอดีตต้าเจียงจวินจากลุ่มน้ำซีหยางจื่อเจียงผู้มีตำนานพิสดารท่านนี้

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมเพิ่งรับรายงานความเคลื่อนไหวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าใต้อาณัติต๋าชานหยูรุ่นปัจจุบันมิได้เหนียวแน่นดังอดีต และความเคลื่อนไหวยังแฝงเลศนัยบางประการที่ยังไม่ค่อยชัดเจน แต่เห็นได้ชัดว่าตรงข้ามกับต๋าทูฉีที่สงบเสงี่ยมอยู่ พวกเขาจึงอาศัยว่ามีนักรบสกุลชีที่เก่งกล้าสนับสนุน ทำให้ผิวเผินอำนาจปกครองชาวเผ่าคล้ายจะมั่นคงดี”

บรรดาขุนนางตั้งใจฟังพลางลูบเคราครุ่นคิด ไม่เท่ากับว่าต๋าปาหนานชานหยูอาจมีเรื่องขัดแย้งกับบุตรชายอย่างต๋าปาหยุนทูฉีหรอกหรือ...

“กระหม่อมยังทราบมาว่าคราวหรวนตี้ถวายบรรณาการเข้ามา มีจำนวนครบถ้วนตามกำหนด ทั้งที่พายุหิมะขั้นสาหัสเพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้สูญเสียชาวเผ่าไปหลายครอบครัว”

ท่วงท่าจักรพรรดิหนุ่มเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ของหรวนตี้

“ด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงกำชับตลอดแนวชายแดนให้เตรียมตั้งรับเอาไว้บ้างแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เฉียงหลงหวงตี้ย่อมพยักหน้าพอใจ

“เรื่องที่ต๋าปาหนานชานหยูส่งสาส์นมา หูไท่เว่ยคิดอย่างไร”

อดีตขุนศึกที่เคยตะลุยออกไปพิชิตนอกด่านด้วยกัน ขมวดคิ้วเล็กน้อยกราบทูล

“เนื่องจากเนื้อหาหลักของสาส์นเป็นการทูลเชิญไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยไปหรวนตี้ แต่กระหม่อมว่าน่าจะมีเรื่องราวซับซ้อนมากกว่านั้นซ่อนอยู่ จึงขอพระราชทานอภัยโทษที่สันนิษฐานเอาเองว่า เพราะไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยคือบุตรสาวแต่ผู้เดียวของต๋าโมเหยียน อดีตชานหยูผู้รวบรวมเผ่าให้หรวนตี้มีกองกำลังที่เข้มแข็ง ดังนั้นอาจหมายถึงสัญลักษณ์ที่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต๋าชานหยูได้ ดังนั้นกระหม่อมจึงเกรงว่าการที่ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยตอบรับสาส์น แล้วเสด็จไปเยือนเผ่าหรวนตี้สามารถส่งผลกระทบต่อแคว้นจิ้นได้พ่ะย่ะค่ะ”

เฉียงหลงหวงตี้ทรงรับฟังอย่างสงบ ก่อนจะหันมาทางอัครเสนาบดีด้ายดีดของราชสำนักบ้าง

“แล้วจูเฉิงเซี่ยงเล่า คิดอย่างไร”

เขาย่อมประคองฮู้ขึ้นกล่าว

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมหูตาไม่กว้างไกลพอ อาจไม่ทราบรายละเอียดเท่ากับหูไท่เว่ย แต่อาศัยข้อเท็จจริงได้ทราบวันนี้แล้ว สถานการณ์ภายในเผ่าหรวนตี้ดูจะอ่อนไหวอยู่มาก หมายถึงว่าแท้จริง นักรบสกุลชีอาจจะไม่ได้จงรักภักดีต๋าปาหนานชานหยูเท่าเก่า ฉะนั้นการปล่อยให้พวกเขาขัดแย้งกันจึงจะเกิดประโยชน์ต่อแคว้นจิ้น และไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยทรงมีภาระดูแลฝ่ายใน นับว่าไม่เหมาะสมที่จะออกเดินทางไกลอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

เพราะผู้นำขุนนางทั้งสองบังเอิญเห็นพ้องกัน จักรพรรดิจึงย้ายเค้ายุ่งยากขึ้นมาไว้บนหน้า

“หาได้ยากที่พวกเจ้าจะคิดเห็นตรงกัน เจิ้นจึงขอแสดงความแตกต่างบ้าง การไม่ส่งไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยไปเผ่าหรวนตี้นับว่าดี ทว่าการเพิกเฉยปัญหาภายในของพวกเขานับว่าไม่ดี ลองใคร่ครวญคิดให้รอบคอบกันสักนิด หลังจากที่เจิ้นออกศึกคราวนั้น ชายแดนค่อยไร้ปัญหาชาวเผ่ารุกล้ำอาณาเขตเข้ามา ท่าทีของต๋าชานหยูก็นอบน้อมต่อเจิ้นไม่เลว ทว่าเหตุใดจึงเป็นปีนี้ที่ส่งสาส์นมา นอกจากทราบว่าธิดาต๋าโมเหยียนเลื่อนขั้นเป็นไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยแล้ว อีกเหตุผลที่สามารถเป็นไปได้ ก็คือสงครามภายในเผ่าใกล้ยุติลงหรือไม่”

พวกเขาล้วนมองหน้ากันเอง

“แม้ก่อนหน้าจะมีความแตกแยกระหว่างผู้จงรักภักดีอดีตชานหยูกับชานหยูคนปัจจุบัน แต่พายุหิมะขั้นสาหัสที่ผ่านไปทำให้พวกเขาเริ่มสมานฉันท์กันเอง เจิ้นจึงได้กลิ่นของสงครามชัดเจนขึ้น ขณะหลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื้อรังจากซิย่ะ เสบียงในท้องพระคลังมีแต่ทางลดไม่มีทางเพิ่ม อาจจะพอตั้งรับชาวเผ่าเอาไว้ได้นอกกำแพงหมื่นหลี่ แต่ประชาชนคงต้องอดอยากเพื่อให้กองทัพเข้มแข็ง นั่นหมายความว่าแผ่นดินจิ้นคงหาความสงบสุขไม่พบแล้ว จริงหรือไม่หว่านต้าสือหนง!”

หว่านจิ้วหลีรีบแสดงตัวออกมายอมรับ เนื่องจากเขาเพิ่งถวายรายงานประมาณค่าบรรเทาทุกข์ผู้อาศัยอยู่ในเส้นทางซิย่ะไป

“พ่ะย่ะค่ะ!หวงช่างทรงพระปรีชาสามารถ!”

วรองค์สูงสง่าผุดลุกขึ้น กิริยาประหนึ่งจะพุ่งออกไปถึงชายแดน

“เจิ้นจึงพิจารณาว่าสมควรสนับสนุนให้ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยไปเผ่าหรวนตี้ ด้วยจุดประสงค์หลักของสาส์นฉบับนี้ เจิ้น จิ่นติ้งหวังและจิ่นลี่หวังก็สามารถตามไปตัดสินสถานการณ์ภายในได้ถูกต้องที่สุด เจิ้นทราบว่าพวกเจ้ามีคำค้านมากมาย แต่...”

เข่าที่เกือบทรุดลงโขกหัวอ้อนวอนทั่วท้องพระโรง จึงแข็งขัดกะทันหัน

“จิ่นติ้งหวังและจิ่นลี่หวังสมควรออกไปสัมผัสสภาพแวดล้อมนอกด่านสักครั้ง ว่าความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร ยึดถือชัยภูมิประเภทไหนดำรงชีวิต ศึกษาตำราพันม้วนล้วนไม่สู้ประสบการณ์หนึ่งหน ซุนจื่อปิงฝ่า(ตำราพิชัยสงครามซุนวู)ยังชี้แนะการชนะร้อยครั้งไม่ใช่วิธีการที่ประเสริฐ แต่ชนะโดยไม่ต้องออกรบจึงถือว่าวิเศษที่สุดพวกเจ้าคงประจักษ์ในบันทึกประวัติศาสตร์ของแผ่นดินจงหยวนแล้ว ดังนั้นพวกเขาสมควรรู้เขารู้เรา กระทั่งรบหรืออยู่เฉยๆ ก็สามารถบรรลุสิ่งที่ปรารถนาได้”

เหล่าขุนนางจ้องตากันเอง ความคิดสับสนจนไม่รู้จะคัดค้านทางไหน

“ทั้งพวกเขายังมีสายเลือดสัมพันธ์กับชาวหรวนตี้ การพาไปด้วยครั้งนี้จึงแนบเนียนอย่างที่สุด และเจิ้นอยากให้แน่ใจว่าความเคลื่อนไหวภายในแท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ ดังนั้นเมื่อไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยปรากฏตัวที่นั่น ต้องส่งผลให้พวกที่เห็นต่างกับชานหยูมีความหวังต่อต้าน ส่วนที่ใกล้จะเข้ากับต๋าชานหยูก็อาจลังเลใจ สามารถหน่วงการประทุของสงครามออกไปได้ เพื่อให้ท้องพระคลังมีความพร้อมมากขึ้นด้วย”

ครั้นเฉียงหมินหลงเห็นแววตาจูเฉิงเซี่ยง ก็ตรัสออกมาเอง

“พิจารณาโดยรอบคอบดังนี้ก่อน เหตุผลที่เจิ้นยอมรับบรรณาการจากพวกเขา โดยไม่ขยายอาณาเขตออกไปในรัชศกหมิงหลงปีที่หนึ่งนั้น ข้อหนึ่งดินแดนพวกเขาอยู่ห่างไกลฉางอันมาก การพิชิตชัยแล้วส่งคนออกไปปกครองคือน้ำน้อยที่โดดเดี่ยว สามารถแห้งหายภายในเวลาไม่นาน ข้อสองเทียบความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นจิ้นแล้ว ที่นั่นค่อนข้างกันดาร”

มีโอรสสวรรค์ที่วิชาบู๊บุ๋นไม่เป็นรองใคร ทำเอาพวกเขาเหมือนโดนกำปั้นอุดปากอย่างไรอย่างนั้น ทว่าพ้นแนวกำแพงหมื่นลี้ออกไปแล้ว สภาพภูมิศาสตร์แปลกประหลาดทั้งยังอันตรายมาก หวงช่างยังตรัสยืนยันจะพาองค์ชายน้อยที่คนใดคนหนึ่งอาจจะเป็นรัชทายาทของแคว้นจิ้นตามเสด็จไปด้วย

“เจิ้นจะมอบหมายให้จูเฉิงเซี่ยงว่าราชการแผ่นดิน แต่หูไท่เว่ยสมควรรับหน้าที่อารักขาขบวน และออกไปสังเกตการณ์ชาวเผ่าพร้อมเจิ้น”

ขุนนางหลายคนชักตาเหลือกลาน นี่...นี่ไม่เหมือนอดีตที่ยังดำรงตำแหน่งเฉียงหวงไท่จื่อ แม้จะทำศึกอยู่นอกด่าน แต่อดีตหวงช่างก็ประทับอยู่ในราชสำนักกับพวกเขานะ!

“เจิ้นเข้าใจที่ทุกคนกังวล แต่เห็นได้ชัดว่าต๋าชานหยูคนนี้ไม่สามารถพิชิตใจคนในปกครอง ถ้าขาดแรงสนับสนุนอย่างสกุลชี และในฐานะบุตรสาวอดีตชานหยู ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยย่อมมีผู้แอบมอบความภักดีซ่อนอยู่ไม่น้อย นอกจากเจิ้นคือหวงช่าง ยังเป็นสวามีของนาง คงไม่มีเหตุร้ายเกิดกับเจิ้นแน่นอน”

เห็นเหล่าข้าราชการมองกันไปมองกันมา ไม่มีใครหัวคิดแจ่มใสจนโน้มน้าวให้จักรพรรดิเปลี่ยนพระทัย จูเสินฝู่จึงประคองมือขึ้น อย่างน้อยเขาก็ต้องไปสืบข่าวสารจากอู่เหวินฝูก่อนเช่นกัน

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมเห็นเหตุจำเป็นชัดเจนแล้ว แต่นี่คือเรื่องสำคัญ ทั้งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของหวงช่าง ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟย จิ่นติ้งหวัง จิ่นลี่หวัง และยังมีความมั่นคงของจิ้น โปรดพระราชทานเวลาแก่พวกกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ในเมื่อหูไท่เว่ยคล้ายเห็นด้วยกับจูเสินฝู่ และทุกฝ่ายกำลังวุ่นวายคิดอยู่ เฉียงหมินหลงจึงอนุญาตให้แยกย้ายกันไปได้

เหนือแท่นบรรทมหวงหลงอบอวลด้วยกระไอรัญจวนจิตท่วงทำนองสั่นครวญแสนวาบหวิวเพิ่งสงบลงไม่นาน สายลมยามรัตติกาลจึงค่อยลูบไล้ชั้นม่านพรางตาแผ่วเบา พอแง้มให้เห็นคู่ยวนยางกำลังเกาะเกี่ยวกันประหนึ่งภาพวาดวังวสันต์ กายกำยำใหญ่ที่ปกติท่วงท่ามักโอหังเหนือสามัญ บัดนี้ไม่รู้อิ่มเอมเกินไปหรือไร จึงนอนทอดตัวเกียจคร้านภายใต้คนที่รูปลักษณ์เล็กกว่า

พวกเขาไม่เพียงอิงแอบ ใบหน้าหล่อเหลายังพิงบนกลางฝ่ามือที่ประสานรับหลังศีรษะตนเองอยู่ ทำให้ดวงหน้างดงามสีขาวนุ่มประดุจน้ำนมแนบสนิทกับแผงอก ผิวพรรณของหญิงสาวทั้งชมพูก่ำทั้งชุ่มชื้น นัยน์ตาสองข้างปรือปรอย ปรายดูแค่แวบเดียว ยังประเมินได้ว่าเหนื่อยล้าแทบจะล้มหลับแล้ว

“อ้ายเฟย ทราบหรือไม่ว่าเช้านี้ ต๋าปาหนานชานหยูเพิ่งส่งสาส์นมาถึงเจิ้น”

ผู้ที่เปล่งประกายผุดผ่องเย้ยรัศมีจันทร์อยู่ กลับกะพริบตาเซื่องซึมตอบสนอง ยามนี้สมองสามารถระบุอาการได้ว่าล้มหน้าคว่ำไปตั้งนานแล้ว ไหนเลยจะยังเหลือที่ให้แสดงปฏิกิริยาออกมา ความเงียบจากฝ่ายที่พักพิงบนมัดกล้ามเนื้อจักรพรรดิ ย่อมส่งเสียงเรียกให้ลองชะโงกหน้ามาพิจารณาสักหน่อย เฉียงหมินหลงจึงพบภรรยาตัวน้อยกำลังลืมตาค้าง ทั้งที่จังหวะหายราบรื่นดี ท่าทางความคิดของนางยังกระจัดกระจายบนเส้นทางเหินสวรรค์ด้วยกัน

ชายหนุ่มหัวเราะเอ็นดู ก่อนแกล้งเขย่าด้วยแผงกล้ามแกร่ง

“ตอบเจิ้นก่อน แล้วค่อยนอนสบาย”

น่าหลันซือซือยอมรับข้อเสนอ จึงขัดขืนแรงดึงดูดที่คอยแต่เกลี้ยกล่อมนางเลื้อยตัวลงหลับยาวสักตื่น และเฉียงหลงหวงตี้ก็เจอท่าทางขี้เซาจนคุ้นเคย นอกจากขบขันยังปราศจากความคิดตำหนิภรรยา

“อ้ายเฟย เมื่อเช้านี้ ทูตต๋าปาหนานชานหยูเพิ่งส่งสาส์นมาถึงเจิ้น”

โฉมสะคราญเอียงใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีอำพันค่อนข้างงัวเงีย ทำให้เหมือนคิดอะไรก็ส่งผ่านออกมาทันที ผิดแผกจากเวลาที่นางครองสติอยู่ เฉียงหมินหลงย่อมอมยิ้มเป็นธรรมชาติ

“เรื่องอะไรเพคะ”

นางแค่พึมพำถาม แต่กลับเผยอารมณ์รำคาญที่ถูกตอแยไม่น้อย แทนที่จะกราดเกรี้ยวจนอีกฝ่ายกระเด็นกระดอนลงไปหมอบสั่นงันงก จักรพรรดิหนุ่มกลับเพิ่มพูนกระแสเอ็นดูไป๋ฮวาเฟย ยอมละมือข้างหนึ่งจากที่รองหลังศีรษะมาคว้าปลายคางบูดบึ้งน้อยๆ ก่อนเขย่าหยอกเอินกระทั่งสมองนางพลอยสะดุ้งตื่น

“ฟังให้ดี ต๋าปาหนานชานหยูส่งสาส์นมา เพราะต้องการให้อ้ายเฟยไปเยี่ยมเยือนถึงดินแดนหรวนตี้...”

ครั้นชักจะมีสติฟังแล้ว หญิงสาวจึงแสร้งสลัดหน้าจากฝ่ามือหยาบคายคล้ายตกอกตกใจ ทั้งที่หากหัวคิดนางยังเลอะเลือนอยู่เหมือนช่วงแรก น่าหลันซือซืออาจบิดขี้เกียจ ตอบเนือยๆ อย่างเบื่อหน่ายว่า แล้วไงเพคะ หม่อมฉันทราบตั้งนานแล้ว!

เพราะสยดสยองเกินจินตนาการไปความคิดนั้น สาวงามประหนึ่งฟื้นคืนชีวิตชีวาฉับพลัน เรือนร่างที่อ่อนระทวยก็เลื่อนขึ้นนั่งบนลำตัวมังกรฉกรรจ์ หญิงสาวสำรวจสีหน้ากระหยิ่มยิ้มของเขาก่อน ค่อยยื่นปากตัดพ้อ

“หวงช่างทรงหยอกล้อหม่อมฉันหรือเพคะ เรื่องนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรกันเพคะ!”

เฉียงหมินหลงเผยอคมเขี้ยว นัยน์ตาส่องแววกระหายขย้ำโนมเนื้อที่เฉิดฉายอยู่เบื้องหน้า แต่เขากลับต้องอดกลั้นดุนางก่อน หายง่วงแล้วออกท่ากลิ้งกลอก คิดว่าเหมาะสมกับสถานะไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยหรือไร จงพิจารณาไปร้อยรอบ!

“ที่แท้ อ้ายเฟยก็เห็นเจิ้นชอบเจรจาเหลวไหล...”

คนงามที่เพิ่งถือดีว่าเป็นที่โปรดปรานย่อมหุนหันลงซบประจบ ยุทธการบทนี้นับว่าสะกิดเกาหัวใจบุรุษยิ่งนัก เฉียงหลงหวงตี้ประจักษ์มาระยะใหญ่แล้ว ต๋าน่าหลันซือซือนิยมใช้มารยาหยั่งเชิงขอบเขตอดกลั้น นางมักล่วงเกินก่อนค่อยฉะอ้อนแก้ไข ราวกับมีสัญชาตญาณสัตว์ป่า เลี้ยงดูอย่างไรก็ไม่เชื่อง ทั้งสะสมพิษสงเอาไว้จนสีสันฉูดฉาดล่อลวงจิตวิญญาณเข้าทุกวัน

“ทูลหวงช่าง หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ แต่...แต่ก็เพราะหม่อมฉันไม่เห็นทางว่าสามารถเป็นไปได้เพคะ เผ่าหรวนตี้จะต้องการหม่อมฉันไปที่นั่นด้วยเหตุใดเพคะ ในเมื่อหม่อมฉันถวายกายใจเป็นข้ารองพระบาทหวงช่างดังนี้แล้ว”

โอรสสวรรค์ยอมรับวิธีนุ่มนวลจากเรือนกายภริยา ยอมลดหย่อนทีท่าตึงเครียดหลายส่วน

“อ้ายเฟยจะยินดีหรือไม่ ถ้าเจิ้นรักษาสัญญาที่เคยมอบไว้ แล้วพาอ้ายเฟยเดินทางกลับบ้านเกิดสักหน”

เพราะเบื้องหลังมีสายผีเกาะติดกระแสในราชสำนักอยู่ นางย่อมต้องทราบการตัดสินใจของเขาล่วงหน้า น่าหลันซือซือจึงชิงตระเตรียมแต่เนิ่นๆ เอาไว้ ดังนั้นตอนนี้ก็คลายตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่กลับแสดงออกอย่างเฉยเมยไม่ได้ ร่างอ้อนแอ้นเลยรวบเศษแรงที่เหลือ แล้วกระเด้งอย่างกระฉับกระเฉงขึ้นตะครุบตัวสามี น้ำเสียงยังบรรจุพลังงานเฮือกสุดท้ายจนหมด

“หม่อมฉันจะ...เป็นไปได้หรือเพคะ!”

แล้วร่างแน่งน้อยค่อยทรุดลง เรียวปากเต่งตึงพึมพำแว่วหวิว

“ทว่า...หม่อมฉัน...”

เฉียงหลงหวงตี้ทราบว่านางกำลังจะกล่าวอะไร จึงลูบกลุ่มผมสดใส

“เจิ้นตรัสคำไหนคำนั้น ย่อมต้องนำเข้าหารือภายในเทียนกวานเตี้ยนแล้ว ส่วนใหญ่ยังคงคัดค้าน แต่ก็จะเห็นด้วยในไม่ช้านี้”

น่าหลันซือซือตั้งปลายคางบนพระอุระ ท่วงท่าหวั่นไหวจนชวนลุ่มหลง

“แล้ว...”

เสียงกังขาขาดช่วง เมื่อจอมจักรพรรดิจับภรรยาคนงามเปลี่ยนอิริยาบถ นัยน์ตาลุกวาวประหนึ่งกระแสเพลิงชโลมลูบส่วนสัดกระจ่างขาว บรรยายได้ว่าบัดนี้ท่วงท่าไม่เพียงสนิทสนมจนหัวใจกระจุกเต้นตรงลำคอ หญิงสาวยังทรงตัวเหนือพลังขุมหนึ่งที่กำลังแข็งขัน

“หมินจือกับหมินเหมิงก็จะได้ไปด้วย นับว่าดีหรือไม่...”

หญิงสาวตะกายกอดช่วงบ่าแน่นตึง ใจกลางห้วงอารมณ์อ่อนไหวถูกบังคับชิดยอดร้อนจัด หากเริ่มต้นเคลื่อนไหวจังหวะใด มักเผาไหม้สติสัมปชัญญะนางเป็นละอองเถ้าคราวนั้น น่าหลันซือซือย่อมเร่งละล่ำละลัก ก่อนที่กระทั่งประโยคง่ายๆ ยังหมดปัญญาเรียบเรียง

“ขอบพระทัยในพระเมตตาอย่างยิ่งเพคะ!”

เฉียงหมินหลงจึงอดกระเซ้าข้างใบหูแบบบางไม่ไหว

“อ้ายเฟยดีใจขนาดนี้เชียว จากนี้ไปก็ปรนนิบัติเจิ้นดีๆ ด้วยเล่า...”

ฮึก...น่าหลันซือซือกลืนเสียงโอดครวญเอาไว้มิดชิด ยามที่ริมฝีปากสองคู่สอดประสานสัมผัสกันลึกซึ้ง ในใจสาวงามกลับคร่ำครวญไม่เลิก นางโดยสารไปกับจอมมังกรมารจนกระดูกแทบหลุดเป็นท่อนๆ แล้ว ไม่คาดสุดท้ายเขาจะดึงดันพาดั้นด้นฝ่าชั้นทะเลเมฆสูงขึ้นไปได้อีก!

ดังที่เฉียงหมินหลงสลักสัญญาเอาไว้ทั้งค่ำคืนเหล่าขุนนางจึงเกินทัดทานแรงมุ่งมั่นเปี่ยมเหตุผลจากโอรสสวรรค์ หูไท่เว่ยพร้อมกองราชองครักษ์ที่หนึ่งและสองย่อมรับผิดชอบอารักขาขบวนเสด็จยังอาณาเขตหรวนตี้ ส่วนราชองครักษ์กองอื่นยังคงผลัดเวรอยู่ในฉางอัน แต่ให้กองกำลังที่ประจำการเป่ยกวน หรือทหารชายแดนไปส่งเสด็จที่จุดนัดหมาย แล้วชานหยูค่อยส่งกลุ่มนักรบชาวหรวนตี้นำทางถึงที่ตั้งเผ่า

เจียงกุ้ยเฟยกับเจียงหวงไท่โฮ่วจึงรับภาระฝ่ายในแทนไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟย ตราประทับของฮองเฮายังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ด้วยระเบียบบัญญัติจากบรรพกษัตริย์ พวกเขาย่อมทูลเชิญหวังหวงโฮ่วเสด็จกลับวังหลวง ดังนั้นเมื่อหวังสีเจี่ยปฏิเสธ ก็ไม่มีใครบังคับพระนาง

เสี่ยวเปาทั้งสองตื่นเต้นที่ได้ร่วมขบวนเสด็จทางไกล พวกเขาเป็นยุวชน ย่อมไม่รู้จักอาฆาตแค้นลึกซึ้ง ประเดี๋ยวก็เลิกโมโหฟู่หวงที่ชอบแย่งไป๋เฟินเหนียงเหนียงไปแล้ว ช่วงเทศกาลต้นปี เปาจื่อกับเมี่ยนเปารู้ล่วงหน้าว่ามารดากับชีรันจะแอบพาเที่ยวนอกวัง คู่แฝดยังนอนกันไม่หลับค่อนคืน แต่นี่พวกเขากำลังจะท่องดินแดนลี้ลับนอกด่าน ประกอบด้วยสัตว์ประหลาดกับภยันตรายนานาประการ เท่ากับออกผจญภัยด้วยกัน ซาลาเปาน้อยย่อมนอนตาโตจนฟ้าสางแน่!

ชีกงปี้ยังเผยใบหน้ายินดีพร้อมเจ้านายทั้งสาม ทว่าเป็นเจียเก๋อติดตามพวกเขาไปแทนเผิงซู่ ด้วยสถานการณ์ยามไป๋ฮวากงขาดเจ้าตำหนัก ผู้เปี่ยมไหวพริบที่คล่องแคล่วจึงสามารถฝากงานดูแลคนเอาไว้ได้ และระหว่างมุ่งหน้าไปเผ่าหรวนตี้ครั้งนี้ น่าหลันซือก็เชื่อใจชีรันมากที่สุด

ส่วนผีสามพระชายายังยอมแยกติดตามนางมาหนึ่งตน วิญญาณเป๋ยเสียนเฟยเป็นอดีตบุตรสาวแม่ทัพเป่ยกวน และเติบโตที่ด่านเหนือก่อนเข้าวังหลวง หลังจากนั้นนางไม่เคยออกไปไหนอีก แม้แต่ตายแล้ว ก็วนเวียนอยู่ภายในสถานที่กินคน

น่าหลันซือซือย่อมยินดีที่อีกฝ่ายอยากลองกลับด่านเหนือ ด้วยผ่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ที่พวกนางทั้งสามตนถือสิ่งติดค้างอยู่ แต่กลับหลงลืมไปตามกระแสเวลา ทำให้วนเวียนเฝ้าดูช่วงชีวิตของชาววังหลวง โดยไม่สามารถไปผุดไปเกิด ผีลู่กุ้ยเฟยกับเหวยเต๋อเฟยเลยอาสาเป็นหูตาอยู่ที่นี่ ขณะเป๋ยเสียนเฟยจะตามไปปกป้องสองเปา

กระบวนเสด็จขนาดใหญ่เตรียมพร้อมทั้งทหารองครักษ์และข้าราชบริพาร บรรดาขุนนางต่างออกมาน้อมส่งเป็นแถวยาวเหยียด ทุกคนกำลังเอ็ดอึงที่เฉียงหลงหวงตี้จะพาไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยเสด็จเยือนหรวนตี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองพลางหยั่งเชิงเจตนา

พวกเขาค่อยๆ เคลื่อนรถม้าผ่านเสาฮว๋าเปี่ยวจำนวนสองคู่ บนแผ่นเมฆหินคือตัวเฉาเทียนโห่วที่มีนิสัยซื่อสัตย์และกล้าหาญ ยามใดที่โอรสสวรรค์สำเริงสำราญอยู่แต่ในวังหลวง ตัวที่หันหน้าเข้าที่ประทับจะร้องไร้เสียงจนพระองค์ออกมาใส่ใจทุกข์สุขประชาชน แต่ยามใดที่เสด็จนอกวังหลวงเนิ่นนานเกินเหมาะสม ตัวที่หันหน้าออกนอกวังย่อมเรียกไร้เสียงให้จักรพรรดิกลับมาปฏิบัติราชกิจ

สองข้างทางเนืองแน่นด้วยฝูงชนที่หวังชื่นชมพระบารมี เฉียงหลงหวงตี้ทรงฉลองพระองค์ไหมดำคล้ายกับราชองครักษ์ ทว่าท่วงท่ากลับโดดเด่นผิดธรรมดาบนหลังม้าทรง มือหนึ่งกุมบังเหียน ใบหน้าหล่อเหลากวาดมองผู้คนอย่างทรงอำนาจ เหนี่ยวนำพวกเขาทรุดลงคุกเข่า แล้วส่งเสียงแซ่ซ้องพระนามเอ็ดอึง

แต่ก็มีบ้างที่แอบมองอยู่ห่างมาสักระยะ พวกเขาเริ่มสะกิดใจ รูปโฉมกับบรรยากาศเฉียงหลงหวงตี้ชวนคุ้นเคยไม่น้อย กระทั่งคล้อยขบวนเสด็จที่ยาวเหยียด ค่อยปรากฏหนึ่งคนความจำกระจ่างชัด นั่นมิใช่ท่านจอมยุทธ์ที่เอาชนะแผงลูกดอกเฉวียนเซียช่วงเทศกาลกั้วเหนียนรัชศกหมิงหลงปีที่สิบหรือ ก่อนต่างฝ่ายจะมองหน้าตากัน แล้วระเบิดหัวเราะฮ่าๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเรากำลังเพ้อเจ้อ!

การเดินทางออกจากฉางอันจนลุล่วงยังด่านเหนือสุดของแคว้นจิ้นเป็นไปโดยสะดวก พวกเขามีจุดพักแรมสุดท้ายในอาณาเขตปกครองที่มณฑลจี้ เมืองเป่ยผิง(มณฑลเหอเป่ย เมืองปักกิ่ง) ขุนนางท้องถิ่นกับนายทหารรักษาชายแดนล้วนต้อนรับขบวนเสด็จกันอึกทึก น่าหลันซือซือค่อยสัมผัสความรู้สึกไม่ได้โดดเดี่ยวที่นี่ เมื่อหมู่คนที่เข้าเฝ้าสวามี ปรากฏลูกครึ่งชาวเผ่าต่างๆ ปะปนบ้าง ทว่าไม่ว่าเครื่องหน้าคมเข้มหรือธรรมดา รูปร่างคนกลุ่มนี้ก็แข็งแรงกว่าชาวฮั่นแท้ คงมีแต่นางรับคุณลักษณะด้อยจึงตัวเล็กอยู่คนเดียวแล้ว

ในเป่ยผิงนี้ ยังมีกิจการสาขาสกุลอู่เหวินที่ชื่อเป่ยอวี้ลหวี่เตี้ยนตั้งอยู่ด้วย นางยังเห็นบรรยากาศคึกคักของโรงเตี๊ยมหยกเหนือจากจวนเจ้าเมือง คงเพราะใกล้กับด่านเหล่าหลงโถว(แปลว่าเศียรมังกรเฒ่า ใช้เรียกส่วนกำแพงเมืองจีนของด่านซานไห่กวนที่ทอดลงไปในอ่าวปั๋วไห่)ที่เป็นเส้นทางเดินเรือ ค่ำนี้เฉียงหมินหลงกำลังเจรจาพร้อมร่ำสุรากับบรรดาขุนศึกและขุนนาง ทำท่าฟ้าไม่สาง งานจะไม่เลิกราโดยง่าย ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยกับเสี่ยวหวังจื่อจึงรับพระราชานุญาตไปพักผ่อนก่อน

หญิงสาวไม่คิดว่าการนั่งรถม้าทางไกล จะส่งผลกระทบให้ร่างกายอ่อนเพลียกว่าปกติได้ นางจึงตั้งใจดีจะตื่นมาปรนนิบัติสวามีที่อาจมึนเมาเข้านอน แต่กลายเป็นสะดุ้งเฮือกจากเสียงสองเปาที่เจื้อยแจ้วใกล้ๆ

“เหนียง!วันนี้เสี่ยวเปาจะได้ไปนอกด่านแล้วใช่ไหมขอรับ”

เวลาพวกนางมีกันลำพังแม่ลูก มักเรียกขานอย่างชิดเชื้อ เอ...หญิงสาวส่งมือให้บุตรชายช่วยดึงตัว ก่อนจะงุนงงที่ภายในห้องปราศจากเงาหวงหลง สีหน้าสงสัยของมารดาทำให้เปาจื่ออธิบาย

“เหนียง!ฟู่หวงเสด็จเรือนนอกกับเจ๋อกงกงตั้งแต่ก่อนยามเหม่า(5.00-7.00)แล้วขอรับ”

สวรรค์!

ออกไปตั้งแต่ก่อนตีห้า!

น่าหลันซือซือผวาลงจากเตียง ก่อนเรียกชีรันเข้ามาช่วยแต่งตัว จนห้วงอากาศตอนเช้ามืดวุ่นวายเล็กน้อย แล้วพระอัครชายาสกุลต๋าค่อยเผยโฉมล้ำเลิศเคียงข้างองค์ชายฝาแฝดหนึ่งคู่ พวกเขารับประทานอาหารพร้อมกลุ่มข้าราชการที่มาเข้าเฝ้าหวงช่าง ก่อนอำลาชายแดนเหนือไปสู่อาณาจักรนอกปราการหมื่นหลี่

ถึงการนั่งอยู่บนรถลากจะมีร่มเงา เวลาปิดม่านยังกั้นลมร้อนผสมฝุ่นทรายได้ แต่ดูเหมือนร่างกายที่เคยแข็งแรงเท่าชาวเผ่าคนหนึ่งของนาง จะพึ่งพาความสะดวกสบายภายในวังหลวงกระทั่งสุขภาพอ่อนแอ โดยเฉพาะการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ควรทำให้อ่อนเพลียง่ายขนาดนี้ ช่างตรงข้ามกับคู่แฝดเปาน้อยที่เคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา

ระหว่างพวกเขามุ่งหน้าฝ่าสันทรายหลายพันลูก วิญญาณเป๋ยเสียนเฟยก็เริ่มเล่าสถานการณ์ที่ทั้งลับและไม่ลับให้น่าหลันซือซือฟัง แล้วรัศมีจิตของผีพระชายาตนนี้ค่อยหมองมัวอย่างห่วงใยพร้อมคำเตือน

‘จากนี้ไปซือเอ๋อก็ควรรักษาชีวิตให้ดี เจี่ยเจียทั้งหลายจะช่วยจับตาดู’

อา...ดวงใจราวกับโดนทะเลหินทับถมจนดิ่งจม

เมื่อมีผู้เลือกเคลื่อนไหวทำนองนี้ ต่อไปนางจะอ่อนเพลียขนาดไหน ก็คงอมยิ้มฝันไม่ไหวแล้ว!

คุยกับแพนด้า:(16/9/19)

แพนด้ามาลงเต็มตอนเลยวันนี้ 55555 เพราะว่าสะสมต้นฉบับได้เต็มพอดี แต่ยังไม่ได้เกลา ก็จะภาษาเน่าๆ หน่อยนะคะ พักนี้ไม่รู้เป็นอะไรด้วย ตั้งใจจะทำวันละ4หน้า ก็สำเร็จแค่2หน้าเอง แค่ก...แพนด้าคงต้องอ่านทวนหลายรอบหน่อย จะได้ตัดตอนใหม่และบรรยายใหม่ให้มันเข้าที่ทางกว่านี้ แล้วค่อยเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าไปเลยนะคะ

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ ตอนนี้อยู่ในส่วนเนื้อหาเล่ม3 (มีทั้งหมด 4 เล่มจบ)

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง 1 ตอน/อาทิตย์ (อย่างมาก 4 หน้าเอสี่เวิร์ด/วัน จนกว่าจะครบ 100%ของตอน)

สถานะสต็อก:มีต้นฉบับเขียนมือ ดังนั้นจึงพิมพ์และตรวจลงหน้าเว็บสดๆ ร้อนๆ

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (เป็นวันไหนก็ได้ในอาทิตย์)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม2 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 289 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 275 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม1 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 255 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 245 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย muy
น่าสงสารไป๋เฟินจริงๆ ต้องรับมือ 2 ด้าน
เมื่อ 4 สัปดาห์ 2 วันที่แล้ว

รีวิว