ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-2. จริงหรือ?

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

2. จริงหรือ?

มีแต่กั้วเอ๋อที่รู้ดีกว่าใคร

นางเห็นคุณหนูที่นอนรักษาตัวสามเดือน ว่างๆก็หยิบตำรา ‘กฎหมายต้าถัง’ ที่ไม่เต็มเล่มมานั่งอ่านจนแทบจะหลุดออกเป็นแผ่น ๆ ไม่รู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจ นางเคยเตือนคุณหนูให้ระวังสายตาเสีย ถ้าหากนั่งอยู่บนเตียงนานๆ แล้วเกิดเบื่อหน่ายก็ให้ท่องกลอน วาดภาพจะดีกว่า คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากการนี้

“ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ?” นางสวีซื่อถามอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก “ไม่ได้หลอกข้านะ”

ชุนถูหมีพยักหน้า “นั่นพ่อข้า ข้าจะพูดจาเหลวไหลไปทำไม”

แม้นางจะพูดเช่นนี้แต่หากชุนต้าซันถูกจับขังคุกหรือเอาชีวิตไม่รอด อย่างมากนางสวีซื่อก็ขอหย่าหรือกลายเป็นหม้ายเท่านั้น ผู้คนในยุคนี้มิได้มีขนบธรรมเนียมที่เข้มงวดกับสตรีมากนัก ไม่มีการห้ามมิให้หญิงที่เคยออกเรือนแล้วแต่งงานใหม่ นับประสาอะไรกับนางสวีซื่อที่มีมารดาที่มีมารดาเจ้ากี้เจ้าการ อยากจะพาตัวลูกสาวกลับบ้านไปนานแล้ว ถึงตอนนั้น นางสวีซื่อคงจากไปมีชีวิตใหม่ได้อย่างไม่กังวลใจเลยสักนิด

แล้วนางล่ะ พ่อก็มีคนเดียว จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ ท่านปู่หรือก็มีบุตรชายแค่คนเดียว ดังนั้นนางจึงเป็นห่วงชุนต้าซันมากกว่านางสวีซื่อหลายเท่า ชุนถูหมีให้ความสนใจกับคดีที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวคดีนี้อย่างยิ่ง

เมื่อได้ยินชุนถูหมีรับรองเช่นนั้น นางสวีซื่อก็ถอนหายใจเบา ๆ ตบหน้าอกตนเองพูดอย่างสบายใจว่า “งั้นก็ดี ท่านแม่ข้าจะต้องส่งคนมาได้ทันเวลาแน่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร จะต้องจ่ายค่าใต้โต๊ะสักแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้พ่อเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ”

“จะพูดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด จะให้พ่อของข้าบากหน้าขึ้นศาลแก้ต่างให้ตัวเองอย่างนั้นรึ?” ชุนถูหมีนิ่วหน้าขัดขึ้น

“ในกลุ่มของพวกเรามีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ไหนเลยจะมีวิธีรับมือ” นางสวีซื่อกล่าวพลางตั้งท่าจะร้องไห้

ชุนถูหมีเกิดความรำคาญใจ หันหน้าไปอีกทางเพราะไม่อยากจะเห็นใบหน้าที่มีแต่จะสร้างความโมโหของอีกฝ่าย

ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่แล้ว นางมักหลีกเลี่ยงคนที่มีลักษณะนิสัยอย่างสวีซื่อมากที่สุด คนแบบนี้พอเจอเรื่องอะไรก็จะต้องคิดหาคนช่วยเป็นอันดับแรก มักพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไม่รู้จักตั้งสติ หยุดคิดหยุดไตร่ตรองว่าตนเองควรทำอย่างไร

สำหรับชุนถูหมีแล้ว ถ้าเมื่อใดที่ตัวนางได้ทำสุดความสามารถแล้วยังทำไม่ได้ ก็ค่อยหาวิธีอื่น หรือหาทางช่วยอื่น แบบนี้ถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง

จำได้ว่าในสมัยโบราณ ระหว่างการไต่สวน หากเจ้าหน้าที่พนักงานจะใช้เครื่องมือลงทัณฑ์เข้าช่วยให้ผู้กระทำผิดยอมรับผิดก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ไม่มีการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนอะไรทั้งนั้น ถ้าเกิดชุนต้าซันดื้อรั้น ถึงตายก็ไม่ยอมรับว่าทำผิดขึ้นมา แม้การไต่สวนในศาลแรกจะไม่ถึงขนาดลงโทษให้ต้องยอมรับ แต่การต้องมาทนเห็นพ่อของตัวเองถูกตีถูกโบย นางจะไม่ปวดใจหรือ

อีกประการหนึ่ง ท่านพ่อเป็นทหาร มีชาติกำเนิดเป็นทหาร[1] อำนาจของที่ว่าการอำเภอและอำนาจของการปกครองทหารในส่วนภูมิภาคล้วนทับซ้อนกันอยู่ ถ้าคนประเภทนี้ทำความผิด นอกจากจะถูกไต่สวนโดยที่ว่าการอำเภอแล้ว ทางกองทัพยังมีสิทธิ์พาตัวพ่อของนางไปไต่สวนและลงโทษอีกหนด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไร

นางสวีซื่อเป็นคนมีวิสัยทัศน์คับแคบ คิดเพียงแค่ว่าหากตนสามารถช่วยสามีออกมาเพื่อจะได้อยู่ครองคู่กันตลอดไปก็พอแล้ว ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่น สกุลสวีเป็นคหบดีใหญ่ในอำเภอไหลสุ่ย มักใช้เงินซื้อความสะดวก

การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก จากเรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่องก็สามารถทำได้ เพราะว่าข้อหาของท่านพ่อ เขาก็บอกแล้วว่า ‘พยายามจะ’... ไม่ได้บอกว่าข่มขืนสำเร็จแล้วเสียหน่อย

แต่ในมุมมองของชุนถูหมี นางต้องการที่จะล้างมลทินคืนความยุติธรรมให้กับบิดา ไม่อย่างนั้นท่านพ่อของนางอาจต้องแบกรับข้อกล่าวหาที่ดูคลุมเครือนี้ไปตลอดชีวิต

ทุกครั้งที่ลงมือทำงานอะไรสักชิ้น นางมักจะทำอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ทิ้งคลื่นความหายนะที่อาจก่อตัวขึ้นมาภายหลังได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดตามมานั้นไม่สามารถคาดเดา ถ้าหากเรื่องราวต่างๆ ยังไม่กระจ่างแจ้ง ในอนาคตอาจถูกคนที่มีจิตคิดร้ายนำเรื่องนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างบิดาของนางได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นหายนะที่ยากจะรับมือสักแค่ไหน

ท่านพ่อของนางเป็นหนุ่มรูปงามที่มีอายุแค่สามสิบ กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์หนุ่มแน่น ต่อไปอาจได้เลื่อนขั้นไปอีกหลายขั้น จะให้เหลือเมล็ดพันธุ์หายนะเอาไว้ให้มันงอกเงยจนกลายเป็นต้นไม้แห่งความโชคร้าย ให้ถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายท่านพ่อไม่ได้เด็ดขาด

“ถ้าเช่นนั้นก็ทำอย่างนี้” ชุนถูหมีคิดไปคิดมา เอ่ยตัดสินใจเด็ดขาด “รบกวนเสี่ยวฉินไปที่ร้านหลินสุ่ย ขอให้เถ้าแก่เนี้ยฟางส่งคนงานที่คล่องแคล่วหน่อย ไปถามไถ่เหตุการณ์ที่ว่าการอำเภอก่อน เมื่อได้ข่าวความคืบหน้าแล้วพวกเราจะได้เตรียมตัวถูก กั้วเอ๋อ ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อหวีผม บ่ายนี้จะมีขุนนางมานั่งว่าการ เกิดทางโน้นเรียกคนที่บ้านไปรับทราบข้อกล่าวหา เราจะได้พร้อมออกเดินทาง” ขณะที่พูดชุนถูหมีปัดผ้าห่มลงจากเตียง พยายามเบียดตัวออกจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่

แค่ลุกขึ้นยืน ชุนถูหมีรู้สึกเวียนหัว ตาลาย เบื้องหน้าดำมืด ยังดีที่ได้กั้วเอ๋อประคองเอาไว้ แม้กั้วเอ๋อจะเป็นเด็กสาวรูปร่างผอมบาง แต่นางเป็นคนคล่องแคล่วทำอะไรรวดเร็ว อีกทั้งยังแรงเยอะ

ทว่าร่างของชุนถูหมีร่างนี้ก็ดูอ่อนแอเกินไป ถ้ามีเวลาว่างจะต้องออกกำลังกายเสียบ้าง

นางได้ยินเสียงนางสวีซื่อเอ่ยขึ้นว่า

“ไม่ได้นะ เถ้าแก่เนี้ยของร้านหลินสุ่ยไม่ใช่คนดีอะไร ชื่อเสียงก็เหลวแหลก ปกติใครคิดจะเดินผ่านนางยังต้องเดินอ้อม ไม่กล้าเข้าใกล้นางจิ้งจอกสาวนั่น แล้วตอนนี้เรายังจะกล้าไปขอความช่วยเหลือจากนางอีกรึ?”

“ฮูหยิน... จริง ๆ แล้วท่านอยากจะช่วยท่านพ่อหรือไม่” ชุนถูหมีพยายามระงับความโกรธ ทำหน้าตึงเอ่ยขึ้นว่า “สกุลชุนของเราเป็นครอบครัวทหาร ท่านปู่รับราชการอยู่ที่ว่าการอำเภอ ส่วนท่านพ่อก็มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหมู่ ถ้าเกิดทำผิดเรื่องเล็ก ๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีคนเห็นแก่หน้าพวกเขา ไม่มีทางเรียกคนมาจับตัวไปที่ว่าการแน่ ๆ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องใหญ่ เรานั่นแหละจะต้องรีบหาต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกับพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างละเอียดเพื่อรับมือเสียเนิ่นๆ เพื่อนบ้านข้าง ๆ ล้วนแต่เป็นทหาร พวกเขาไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ตอนนี้คนที่เราขอความช่วยเหลือได้ก็มีแต่เถ้าแก่เนี้ยฟางเท่านั้น เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะไม่ยอมไปอีก หรือคิดจะให้ท่านพ่อถูกคนใส่ร้าย”

นางสวีซื่อเม้มปากแสดงให้เห็นท่าทางที่ทั้งดื้อรั้นแต่ก็ทำอะไรไม่ถูกตามแบบฉบับของนาง หลังจากขัดแย้งอยู่ในใจครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยปากกับเสี่ยวฉินอย่างไม่ค่อยเต็มใจว่า “เจ้ารีบไปรีบกลับ นำคำพูดของคุณหนูไปบรรยายต่อให้ครบถ้วน อย่าพูดอะไรที่นอกเหนือไปจากนี้”

เมื่อนายหญิงออกคำสั่งเสี่ยวฉินย่อมไม่กล้าขัดขืน แต่ก่อนจะไปยังพึมพำทิ้งท้ายมาประโยคหนึ่งว่า “ทำไมต้องให้โอกาสนังแพศยานั่นได้เข้าใกล้นายท่านด้วย ฮึ่ม ไม่รู้ว่าคุณหนูรู้เรื่องไต่สวนคดีพวกนี้ได้อย่างไร”

เสียงนางไม่ดัง แต่คนในห้องได้ยินกันถ้วนหน้า

นางสวีซื่อเกิดความเก้อกระดาก ไม่รอให้ชุนถูหมีได้พูดอะไร ก็เดินบิดผ้าเช็ดหน้าออกไปทันที

ส่วนกั้วเอ๋อโมโหจนต้องกระทืบเท้า “ฟังนังบ่าวชั้นต่ำพูดสิเจ้าคะ ทั่วทั้งตัวของนางนี่เก่งที่สุดก็แค่ปาก ปกติทำงานก็ยังเอื่อยเฉื่อย ไร้เรี่ยวแรง ยังจะกล้าพูดว่าเถ้าแก่เนี้ยร้านหลินสุ่ยถึงขั้นนั้น แล้วเจ้านายของนางล่ะเป็นอะไร... เฮ้อ” คำพูดที่ไม่น่าฟังต่อจากนั้นกั้วเอ๋อพูดไม่ออก ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห

“เอาล่ะ อย่าโมโหเลย เจ้าอายุเพียงเท่านี้ยังทำตัวเป็นป้าแก่ไปได้” ชุนถูหมีปลอบใจ “เรื่องทุกเรื่องมีหนักย่อมมีเบา เวลาคับขันอย่างนี้ยังจะมาเล่นสงครามน้ำลายกับอีกฝ่ายทำไม ช่วยพ่อข้าออกจากที่ว่าการสำคัญกว่า”

กั้วเอ๋อเป็นคนนิสัยโผงผาง ไม่มีทางยอมเสียเปรียบใครโดยเฉพาะเวลาเถียงกัน แต่นางมีความจงรักภักดีต่อคุณหนูและนายท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก ไม่เคยขัดคำสั่ง ตอนนี้แม้จะโมโหกัดฟันกรอด ๆ ส่งเสียงฮึ่มฮ่ำไม่พอใจแต่ก็เตรียมตัวอย่างรีบร้อน

ชุนถูหมีอาศัยจังหวะนี้พยายามทำใจให้เยือกเย็นลง นางลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายเลือกแต่งกายแบบบุรุษ เพื่อสะดวกในการวิ่งไปวิ่งมา นางสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกแบบชาวหู[2]สีฟ้ากับกางเกงสีดำดูทะมัดทะแมง รองเท้าก็เลือกแบบพื้นหนาสีดำที่ใส่สบายเท้า เกล้าผมเป็นมวย สวมทับด้วยหมวกผ้าสีดำ

ยุคนี้มีการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม สตรีจะสวมเสื้อผ้าชาวหูเดินถนน หรือขี่ม้าก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนวัยไร้เดียงสาที่สะท้อนจากคันฉ่องทองแดงแล้ว ชุนถูหมีรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน

------------------------------------

[1] สมัยโบราณของจีนมีการระบุชาติกำเนิดอย่างเช่น ชาติกำเนิดทหาร ก็คือคนในตระกูลนี้จะต้องทำงานเกี่ยวกับทหาร หรือเป็นแค่ขุนนางฝ่ายบู๊เท่านั้นโดยไม่อาจเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นใด และไม่อาจเปลี่ยนชาติกำเนิดได้นอกจากทำตามเงื่อนไขบางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ มีลักษณะคล้ายระบบวรรณะ ที่เกิดในวรรณะไหนก็ต้องเป็นวรรณะนั้นไปจนตาย แล้วก็ตกไปถึงลูกหลานด้วย

[2]ชาวหู เป็นคำเรียกชาวเผ่าอื่นที่นอกเหนือจากชาวฮั่นในสมัยโบราณ ไม่ได้เป็นชื่อของชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง แต่เรียกคนเผ่าอื่นรวม ๆ กันว่า ชาวหู

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Nunu Varas
ในที่สุดเล่มสุดท้ายก็ใกล้มาถึงมือจะได้เริ่มอ่านเล่มแรกซะที
เมื่อ 2 สัปดาห์ 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 2 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว