ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-34 อาหารเป็นพิษ

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

34 อาหารเป็นพิษ

เห็นบุตรของตนแต่งตัวงดงามน่ารัก ชุนต้าซันรู้สึกอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ เหมือนได้เห็นลูกของตนโตเป็นสาว

หลังจากนั้นพลันรู้สึกว่าความสุขที่ตนเองมีอยู่นั้นมิอาจแบ่งปันให้ใครอื่นชื่นชมด้วย จึงบังคับให้ชุนถูหมีและกั้วเอ๋อสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งปิดหน้าก่อนออกจากบ้าน

ในเดือนเก้า ผืนแผ่นดินเขตเหนือย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว งานในไร่ที่ต้องทำก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไถหน้าดินเท่านั้น และนี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมการฝึกทหารประจำปีจึงจัดขึ้นในช่วงปลายปี ที่บ้านชุนต้าซันไม่ได้เลี้ยงม้า เพราะการเลี้ยงม้ามีค่าใช้จ่ายมหาศาล อีกทั้งตำแหน่งขุนนางของชุนต้าซันก็ไม่สูง ปกติเขาจะเดินไปทำงานหรือไม่ก็เดินไปฝึกทหาร แต่วันนี้เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องเหน็ดเหนื่อย จึงขอยืมรถเทียมวัวจากอาซ้อเหอที่อยู่ข้างบ้าน

ชุนถูหมีเห็นเช่นนั้นก็เกิดความคิดอยากจะซื้อม้ามาเลี้ยงเอาไว้เสียเอง อย่างน้อยถ้าเกิดบิดาของนางได้เป็นหัวหน้าหมวดขึ้นมา เวลาออกจากบ้าน ขี่ม้าออกมาจึงจะดูน่าเกรงขาม แต่หากซื้อม้าภาระของบ้านจะยิ่งหนักขึ้น นอกจากท่านปู่และท่านพ่อจะยินดีให้นางออกเงินเอง ทว่าจะหาวิธีไหนมาทำให้ทั้งสองคนเห็นด้วยกับนาง?

ชุนถูหมีนั่งคิดถึงแต่เรื่องนี้ไปตลอดทางเข้าอำเภอ จนกระทั่งชุนต้าซันเรียกนางลงจากรถ บอกว่าถึงร้านแล้ว นางก็ยังคิดหาวิธีดีๆ ไม่ออก

ชุนถูหมีเงยหน้ามอง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นร้านหลินสุ่ยอันเป็นมรดกที่มารดาแท้ๆ อย่างนางไป๋ซื่อทิ้งเอาไว้ให้ ร้านแห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่ทำเงินได้ปีละสามสิบห้าตำลึง มีมูลค่าถึงสองในสามของเงินเบี้ยหวัดของท่านปู่และท่านพ่อสองคนรวมกันทั้งปี

ร้านหลินสุ่ยตั้งอยู่บนถนนที่คึกคักจอแจที่สุดในตัวอำเภอ เป็นอาคารสูงสองชั้น จากการคะเนด้วยสายตาคาดว่าแต่ละชั้นน่าจะมีพื้นที่ประมาณสามร้อยตารางเมตร ถ้าคำนวณเช่นนี้แสดงว่าราคาที่ดินและบ้านในสมัยโบราณนั้นถูกเสียจนชุนถูหมีได้แต่อิจฉาตาร้อน

หน้าประตูร้านหลินสุ่ยถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน ป้ายชื่อร้านที่แขวนอยู่เหนือประตูเป็นแผ่นไม้แผ่นใหญ่สะดุดตา มีคนเดินไปเดินมาสวนกันไม่ขาดสาย เวลานี้เป็นเวลาเที่ยงวัน แม้ลูกค้าที่มากินข้าวจะไม่มากเหมือนตอนเย็นแต่ก็มีคนนั่งอยู่ในร้านถึงหกเจ็ดส่วน เรียกได้ว่ากิจการไปได้ไม่เลว

“ท่านชุนกับคุณหนูชุนมาแล้วหรือขอรับ” พี่เสี่ยวจิ่วปรี่เข้ามาต้อนรับ

เด็กหนุ่มผู้นี้ช่วยเหลือคนสกุลชุนระหว่างที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นเขาก็กลับมาทำงานในร้านหลินสุ่ยตามเดิม เขาเป็นคนตาไว เห็นชุนต้าซันและลูกสาวเดินมาแต่ไกลก็รีบเข้ามาทักทาย พร้อมกับแย่งจูงวัวและรถไปผูกไว้ตรงข้างประตูร้าน

ชุนต้าซันปล่อยให้เป็นหน้าที่เสี่ยวจิ่ว ส่วนตัวเขาจัดแจงพาลูกสาวเดินตรงไปด้านใน แค่ดูจากปฏิกิริยาของคนงานกับความคุ้นเคยในสถานที่แล้วก็รู้ว่าบิดาของนางคงมาที่นี่จนเป็นแขกประจำ เพราะสายตาเหล่านั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเขาเป็น ‘คนนอก’ แต่อย่างใด

ชุนถูหมีจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย มองคนเดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นพร้อมกับก้าวข้ามธรณีประตูร้าน จู่ๆ ก็มีร่างร่างหนึ่งวิ่งโซซัดโซเซมาจากด้านใน กำลังจะชนนางและกั้วเอ๋อ

ชุนต้าซันตกใจ ยื่นมือคว้าตัวเด็กสาวทั้งสองแล้วกระโดดหลบคนที่วิ่งสวนออกมาได้อย่างทันท่วงที เขาก้มมองอีกทีก็เห็นว่าหมวกที่ลูกสาวสวมอยู่นั้นหลุดออกไปในช่วงเวลาฉุกละหุก พอเห็นว่าใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาวซีดขาวด้วยความตกใจ เขาพลันเกิดโทสะขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันได้ตะโกนต่อว่าออกไป คนที่วิ่งสวนออกมาก็ถลาไปยังข้างกำแพง อาเจียนโอ้กอ้ากอย่างแรง

พี่เสี่ยวจิ่วเพิ่งจูงวัวเทียมรถมาถึงข้างประตู เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบวิ่งเข้ามาประคองคนผู้นั้น “นายท่าน ท่านเป็นอะไรไปขอรับ”

คนผู้นั้นยังอาเจียนออกมาอย่างแรง คนที่อยู่ข้างๆ ได้แต่มองด้วยสีหน้าพะอืดพะอม เมื่อเขาอาเจียนจนหมดไส้หมดพุงก็หันมาตะโกนด่าเสียงดัง “เป็นอะไร ยังกล้ามาถามข้าอีกหรือว่าเป็นอะไร อาหารในร้านหลินสุ่ยของพวกเจ้าต้องไม่สะอาดแน่ๆ ข้าเพิ่งกินน้ำแกงฟูหรงไปเพียงไม่กี่คำ ก็รู้สึกไม่สบายท้องแล้ว...” ยังไม่ทันพูดจบเขาก็อาเจียนออกมาอีกรอบ เหมือนกับจะอาเจียนเอาน้ำย่อยออกมาจนหมด

ตอนนั้นคนเดินไปมาบนถนนมีมากมาย คนผู้นั้นส่งเสียงเอะอะโวยวายอีกทั้งยังอาเจียนไม่หยุดจึงมีคนเริ่มหยุดดู แล้วก็ล้อมวงเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนฉลาดเฉลียวกลัวว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับการค้าของร้าน จึงรีบเข้าไปประคองไหล่ของลูกค้าคนนั้นเอาไว้แล้วคิดจะพาตัวเข้าไปในร้าน ปากก็ชี้แจงไปว่า

“นายท่าน ท่านไม่สบายท้องก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านเข้ามาดื่มน้ำร้อนๆ ก่อน ไม่แน่อาจจะกินอะไรไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ตอนเช้า หรือเดินรีบร้อนเกินไป ท่านเข้ามาพักผ่อนข้างในก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะไปเชิญหมอมาให้”

คำพูดของพี่เสี่ยวจิ่วกล่าวอย่างชัดเจนว่าการอาเจียนมีได้หลายสาเหตุ อาจเป็นเพราะไปกินอะไรที่ผิดสำแดงตอนเช้าหรือเมื่อคืนก็ได้ หรือตอนที่เดินมาก็สูดอากาศเย็นมากเกินพอดี พอกินน้ำแกงร้อนๆ เข้าไปกระเพาะก็อาจหดตัวอย่างรุนแรง อีกอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะร่างกายของคนผู้นั้นแต่เดิมไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ยังดีที่เขาเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่แน่ว่าอาจตั้งครรภ์ได้

แต่คนผู้นั้นไม่สนใจ สะบัดมือพี่เสี่ยวจิ่วอย่างแรงพร้อมกับตะโกนด่าทอต่อไป “หมายความว่าอะไร เจ้าหาว่าข้าสมควรเป็นอย่างนี้งั้นหรือ ข้าจะบอกให้นะ เมื่อคืนนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไร ร่างกายข้าก็แข็งแรงดี แต่มากินน้ำแกงปลาฟูหรงของพวกเจ้าก็เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาทีเดียว เจ้าไม่ต้องหาเรื่องมาพูดให้ข้าคล้อยตาม แล้วก็ไม่ต้องมาพูดจาหลอกลวงข้าด้วย ไปเรียกเถ้าแก่เนี้ยฟางออกมา อธิบายเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้น... ฮึ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าการขายอาหารที่มีพิษเป็นการทำผิดกฎหมาย ถ้าเกิดวันนี้ข้าไม่ได้รับคำชี้แจงที่น่าพอใจ ข้าไม่มีทางเลิกราแน่ๆ อย่างไรเสียก็ต้องไปขึ้นศาล”

เขาพูดไปแล้วก็เดินไปกลางถนน ตะโกนบอกกับชาวบ้านร้านตลาดที่มุงเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ “ทุกท่านเห็นกันแล้วใช่ไหม น้ำแกงปลาหนึ่งที่หนึ่งตำลึงเงิน แต่ดันมีพิษติดมาด้วย”

การใช้ชีวิตของคนโบราณค่อนข้างเรื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน คนที่อยู่ว่างๆ ก็มีมากมาย เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายจึงมีคนเข้ามามุงดูอยู่รอบๆ ร้านหลินสุ่ยอย่างที่เรียกได้ว่าแน่นขนัด เบียดไปไหนไม่ได้ ชุนต้าซันเห็นแล้วร้อนใจยิ่งนัก แต่เพราะต้องให้การคุ้มครองเด็กสาวทั้งสองเขาจึงไม่อาจเข้าไปห้ามทัพ

ชุนถูหมียืนดูเหตุการณ์อย่างสงบนิ่ง รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

คนที่อาเจียนอยู่กลางถนนคนนั้นรูปร่างผอมเกร็ง ตัวเตี้ย สวมเสื้อผ้าใหม่ทั้งชุด

ชุนถูหมีเห็นแล้วรู้สึกขัดแย้งอย่างแรง อีกทั้งดูจากพฤติกรรมของคนผู้นี้ ดูท่าตั้งใจจะมาหาเรื่อง เพราะว่าถ้าเกิดเขาเป็นผู้เคราะห์ร้ายจริงๆ ย่อมไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว วิ่งพรวดพราดออกมากลางถนนโดยไม่สนใจร่างกายตัวเอง หรือว่าเพราะคิดว่ายังไม่มีใครเห็นการแสดงของตนมากเท่าที่ตั้งใจ ก็เลยพยายามสร้างเรื่องให้ใหญ่โตกว่าเดิม

“ท่านพ่อ อย่างเพิ่งใจร้อนไป เถ้าแก่เนี้ยฟางเปิดร้านอาหาร อย่างไรก็ต้องมีวิธีรับมือกับคนที่มาหาเรื่องได้แน่ เราดูกันไปก่อน พวกเราค่อยๆ เดินอ้อมไปทางโน้นก็แล้วกัน” ชุนถูหมีดึงแขนเสื้อชุนต้าซันพลางกระซิบเบาๆ

นางเพียงคิดว่าชายอัปลักษณ์ผู้นี้อยากจะหาเรื่องพบปะพูดคุยกับเถ้าแก่เนี้ยคนงาม แต่ก็ไม่แน่... บางทีเขาอาจจะมาหาเรื่องกินโดยไม่จ่ายเงินเก็เป็นได้ เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นผู้หญิงก็จริง แต่ถ้านางสามารถเปิดร้าน ทำการค้าอยู่กลางตัวเมืองที่วุ่นวายโดยไม่พึ่งบารมีใคร อีกทั้งยังเป็นกิจการที่ทำเงินได้มากขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีความสามารถพอตัว

พอชุนต้าซันเป็นห่วงเถ้าแก่เนี้ยฟาง เขาก็วุ่นวายใจคิดอะไรไม่ออก เมื่อได้ยินลูกสาวเตือนสติเข้าก็สงบจิตสงบใจลง ดันร่างลูกสาวและกั้วเอ๋อให้เดินเบียดฝูงชนออกมาแล้วตรงเข้าไปใกล้ร้านหลินสุ่ย

“ลูกค้าท่านนี้พูดจาไร้ซึ่งหลักฐาน หรือคิดว่าการให้ร้ายทำลายชื่อเสียงของคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย” เสียงเรียบเฉยของผู้หญิงดังขึ้น น้ำเสียงของนางไม่ดังมากนัก แต่กลับสะกดความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกลางถนนลงได้ อย่างเฉียบขาด น้ำเสียงนั้นมีทั้งความหนักแน่นและความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มจะพลิกผัน

ชุนถูหมีมองไปยังต้นเสียง เห็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีเดินออกมาจากร้านหลินสุ่ย นางสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนกุ๊นขอบด้วยผ้าสีงาช้าง แขนเสื้อและช่วงเอวตัดอย่างพอดีตัว เน้นให้เห็นความบอบบางอ้อนแอ้นของเรือนร่าง ในความงามสง่ามีความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่ เส้นผมดกดำของนางเกล้าเป็นมวยง่ายๆ เอาไว้ ไม่มีเครื่องประดับชิ้นอื่นนอกจากหวีที่ทำจากหยกสับไว้เพียงเล่มเดียว

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว