ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-25 ดุแม่แกสิ!

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

25 ดุแม่แกสิ!

เสียงของนางชัดเจน มีรอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าก็จริงแต่ไม่รู้ทำไมคนมองรู้สึกสังหรณ์ใจพิกล

“แต่ข้าขอพูดเอาไว้ตรงนี้เลย ถ้าคนที่สกุลสวีเชิญมาพูดคุยกับเจ้าพนักงานของอำเภอฟ่านหยางทำให้ท่านพ่อข้าเสียเรื่อง ข้าจะโพนทะนาเรื่องที่ฮูหยินวางแผนจับท่านพ่อข้าแต่งงานให้คนทั่วทั้งอำเภอฟ่านหยางและไหลสุ่ยได้รู้ จะได้สำเหนียกกันเสียทีว่าสกุลสวีอบรมสั่งสอนบุตรหลานในครอบครัวอย่างไร”

มีเสียงสะอึกดังขึ้น นางสวีซื่อที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อครู่กลับหงายหลังผึ่ง ตาเหลือกค้าง เป็นลมไปอีกครั้ง

สวีเหล่าไท่ไท่ได้ยินแล้วหน้าซีดลงทันทีพร้อมกับกรีดร้องอย่างโกรธจัด “เจ้ากล้ารึ?”

“ดูสิ ดูสิ พูดอย่างนี้อีกแล้ว ข้าทำได้แน่ ไม่ได้เกี่ยวกับกล้าไม่กล้า” ชุนถูหมียิ้มหวานราวกับดอกไม้แรกแย้ม แต่ในสายตาของสวีเหล่าไท่ไท่กลับเหมือนใบหน้าของนางมารร้าย “นอกจากท่านจะฆ่าคนปิดปาก ไม่อย่างนั้นถึงบิดาหรือท่านปู่ของข้ามา ก็ไม่มีใครขวางข้าได้”

“เจ้า!” สวีเหล่าไท่ไท่อยากจะฆ่าเด็กสาวตรงหน้าให้ตายไปเสียเดี๋ยวนี้ “เจ้าคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะทำให้ตระกูลข้าอับอายขายหน้าเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าพ่อของเจ้าก็ขายหน้าด้วยหรือไง”

“เมื่อครู่สวีเหล่าไท่ไท่ก็พูดเองว่าข้าโตแล้ว ไม่กี่ปีก็ต้องออกเรือน เป็นคนนอก อันดับแรกท่านพ่อข้าเป็นสามีของฮูหยิน เป็นลูกเขยของท่านไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่กำลังจะเป็นคนนอกอย่างข้าจะไปคิดถึงเรื่องอะไรให้มากมาย สุดท้ายเวลาที่ท่านพ่อข้าสิ้นใจ แม้แต่ที่ฝังศพข้าก็ยังช่วยเลือกให้ไม่ได้ ทำได้เพียงเข้าไปร้องไห้เสียใจก็เท่านั้น” ชุนถูหมีย้อนกลับ

หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง พูดอะไรมาข้าก็คืนให้ตามนั้น ดูสิจะโมโหตายไหม

ในที่สุดสวีเหล่าไท่ไท่ก็ยืนไม่อยู่ นางถอยหลังไปสองก้าวจนเกือบนั่งลงกับพื้น ยังดีที่นางเป็นคนเข้มแข็ง จึงพยายามทรงตัวไว้ได้ นางกัดฟันกรอดอยู่นานก่อนพูดขึ้นว่า “ป้าหวัง ถอยออกมา ในเมื่อมีคนไม่รู้จักดีชั่ว อยากจะให้พ่อติดคุก พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ไป พวกเรา... กลับไปที่ห้อง”

ป้าหวังรีบขยับตัวออกมาอย่างรวดเร็วราวกับรอฟังคำสั่งนี้มานานแล้ว นางเข้ามาอุ้มร่างนางสวีซื่อที่หมดสติตามที่สวีเหล่าไท่ไท่สั่งการ แล้วเดินเข้าห้องตะวันออกไปพร้อมกับเสี่ยวฉิน

ประตูถูกปิดอย่างแรง

“ยังไม่รีบไปอีก” ชุนถูหมีผลักกั้วเอ๋อ “จำไว้นะว่าจะต้องถามให้ละเอียดว่าคนผู้นั้นได้คุยกับคนที่อำเภอเราแล้วหรือยัง ถ้าหากคุยแล้วต้องถามมาให้รู้เรื่องว่าคุยอะไรบ้าง ถ้าเกิดเสียเรื่องขึ้นมาเราจะได้เตรียมตัวกันถูก”

กั้วเอ๋อพยักหน้า วิ่งออกไปอย่างไม่รอช้า

ตอนนี้ชุนถูหมีถึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ให้มันได้อย่างนี้สิ เหนื่อยชะมัด แต่ได้ระบายออกมาอย่างนี้ก็รู้สึกตัวเบา สะใจไม่น้อย

เขตที่สกุลชุนอยู่นั้นเรียกว่าเขตทหาร

เป็นที่พักอาศัยของเหล่าทหารที่สังกัดอยู่ในเขตอำเภอทั้งหมด ทหารเหล่านี้เวลามีสงครามก็เป็นทหาร แต่เวลาปกติก็เป็นชาวนา มีอาชีพทำนาทำไร่ ชาวบ้านทั่วไปเรียกที่แห่งนี้ว่า ‘ชุมชนข้าวเปลือก’ เพราะว่าครอบครัวทหารส่วนใหญ่มีฐานะยากจน แม้พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าส่วยที่นาแต่ผลผลิตทางการเกษตรในยุคนี้มีน้อย จึงผลิตออกมาไม่มาก อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ในการทหารก็ต้องรับผิดชอบกันเอง เรียกได้ว่ามีความเป็นอยู่ค่อนข้างแร้นแค้น

เป็นเพราะว่าเรือนพักของสกุลชุนในเขตทหารอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างดี ทางตะวันออกติดกับบ้านอาซ้อเหอที่มีฐานะดี ทิศตะวันตกติดกับถนนสายเล็กๆ ซึ่งกว้างขนาดให้รถม้าผ่านไปได้ ด้านหลังเป็นแปลงผักของสกุลชุน แล้วถัดออกไปอีกก็เป็นบ้านเรือนของชาวบ้านทั่วไป

ชุนถูหมีนั่งดักอยู่ในลานหน้าบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้สวีเหล่าไท่ไท่สร้างความวุ่นวายอีก แม้อากาศจะเย็นแต่เมื่อครู่นางออกแรงไปมาก อีกทั้งตอนนี้ใกล้จะเที่ยงวัน ร่างกายจึงยังรู้สึกอบอุ่น

นางนั่งได้ครู่หนึ่งพลันรู้สึกเหมือนมีใครแอบมอง จึงหันมองไปรอบๆ

เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งโผล่หน้ามาจากกำแพงฝั่งที่ติดกับถนน มองเขม็งมายังนางด้วยแววตาสนใจใคร่รู้ เมื่อเห็นนางหันมาก็ฉีกยิ้มให้จนเห็นเขี้ยวยาวขาวสะอาด ทำท่าอย่างกับจะไปกัดใครอย่างนั้นแหละ

คนผู้นี้เป็นใครหารู้ไม่ หน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว แล้วเขาไปโผล่หน้าอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรแล้ว ได้ยินอะไรไปบ้างหรือเปล่านะ?

ชิ... กลางวันแสกๆ มาปีนกำแพงบ้านคนอื่น ไม่ใจกล้าเกินไปหน่อยรึ

ช่วงเวลานี้ผู้ชายของแต่ละบ้านจะออกไปทำงานกันข้างนอก ถ้านางเพียงแต่ร้องส่งเสียงโวยวายขึ้นมา เขาจะต้องถูกคนวิ่งเข้ามารุมตีแน่ๆ

แต่... ดูอีกทีก็เหมือนจะไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไร

เพราะเจอกันอย่างกะทันหันเกินไปชุนถูหมีจึงได้แต่นั่งตกใจ แต่นางไม่รู้เลยว่าสีหน้าที่ดูงงงวยของตัวเองกลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

ชายหนุ่มที่ปีนกำแพงมองจ้องกลับมา ในสายตาของเขานางเหมือนดอกไม้ตูมดอกเล็กๆ ที่มีความปรารถนาจะเบ่งบานอย่างเป็นอิสระ ทำให้คนที่พบเห็นเกิดความรู้สึกอยากเด็ดมาเชยชม

“แม่นาง ดุเหลือเกิน” ชายหนุ่มยิ้มกว้างมากขึ้น พร้อมกับเอ่ยวาจาหยอกเย้า

“ดุแม่แกสิ!” ไฟโทสะของชุนถูหมียังไม่มอด พอเจอคนปีนกำแพงบ้านตนอย่างไร้มารยาทก็ระเบิดโทสะออกมา “ยังไม่ไสหัวไปอีก จะรอให้ข้าเรียกคนเอาเนื้อผัดมาให้กินหรือไง”

ชายที่ปีนกำแพงคนนั้นตะลึง เขามองชุนถูหมีนิ่งๆ ไม่เข้าใจว่า ‘ดุแม่แกสิ’ ที่นางพูดถึงหมายความว่าอย่างไร

ชุนถูหมีรู้สึกว่าใบหน้าตนแสบระคายจากการมองของดวงตาสุกกระจ่างคู่นั้น นางลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างโมโหว่า “จะมองอะไรนักหนา ถ้ายังไม่ไปอีกข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาโยนเล่น”

ชายหนุ่มบนกำแพงได้ยินแล้วก็ตะลึงค้างไปอีกหน จากนั้นมุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งราวกับกำลังจะหัวเราะ ทว่าตอนนี้เองที่มีการเคลื่อนไหวจากห้องฝั่งตะวันออก อาจเพราะเสียงของชุนถูหมีเมื่อครู่นี้ไม่เบา ผ้าม่านที่กั้นหน้าห้องจึงถูกปัดขึ้นพร้อมกับเสี่ยวฉินที่โผล่หน้าออกมามองอย่างลับๆ ล่อๆ

ชุนถูหมีกวาดสายตาคมปราบไปยังเสี่ยวฉินจนนางตัวสั่นรีบหดหัวกลับเข้าไปใหม่ พอจัดการตัวสอดรู้สอดเห็นเรียบร้อยแล้วนางก็มองไปที่กำแพงฝั่งตะวันตกอีกครั้ง ชายจรจัดที่โผล่หน้ามาคนนั้นไม่รู้หายไปไหนแล้ว คิดว่าคงจะเป็นคนที่เดินผ่านถนนข้างนอกแล้วได้ยินเสียงโวยวาย มีความอยากรู้อยากเห็นก็เลยลองปีนขึ้นมามอง ดีที่เมื่อครู่นางกับสวีเหล่าไท่ไท่ไม่ได้ลากไส้กันและกันออกมาทะเลาะเบาะแว้งจนเลยเถิด คงไม่เป็นอะไรกระมัง

ที่จริงแล้ว นางไม่ได้อยากจะป่าวประกาศถึงเรื่องน่าอายที่บิดารูปงามของตนเองต้องแต่งกับนางสวีซื่อให้ใครฟัง แต่นางเดาความคิดของสวีเหล่าไท่ไท่ได้ว่าไม่กล้าเอาเรื่องนี้มาเดิมพันกับนางแน่ เมื่อพูดเหตุผลไม่ได้ ใช้กำลังก็ไม่ไหว ใช้วิธีข่มขู่เอาความลับคนอื่นมาต่อรอง ก็เป็นเรื่องที่นางทำได้อย่างไม่รู้สึกผิด

แต่ชายเมื่อครู่เป็นใคร?

แม้ประเพณีของแผ่นดินต้าถังจะเปิดกว้าง แต่การปีนกำแพงบ้านคนอื่นมิใช่การกระทำของสุภาพชน อีกอย่างกำแพงบ้านนางสูงขนาดนี้ เขาหาอะไรมาเป็นฐานปีนป่ายรึ?

ไม่ได้การแล้ว อีกสักครู่จะต้องให้ลุงโจวออกไปดู ท่านปู่ท่านพ่อไม่มีใครอยู่บ้าน มีแต่ผู้หญิงกับคนชรา เรื่องความปลอดภัยจะต้องใส่ใจเป็นอันดับแรก

ขณะที่นางกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ชายที่ปีนกำแพงคนนั้นก็เดินเตร็ดเตร่ออกนอกบริเวณบ้านของสกุลชุน คนที่มาด้วยกันกับเขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างโปร่งบางเหมือนคุณชายขี้โรค แต่ยังสามารถเดินตามเขามาได้ตั้งนานโดยไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าให้เห็น เดินไปก็เปิดประเด็นชวนคุยไปด้วย “ลูกสาวบ้านชุนนี่น่าสนใจดี ทำอะไรเด็ดขาดรวดเร็ว แต่ก็ยังเหลือทางออกให้คนอื่นบ้าง”

ชายที่ปีนกำแพง แท้จริงแล้วก็คือผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพ... แม่ทัพหันอู๋เวย ทว่าวันนี้เขาสวมเครื่องแบบของทหารชั้นผู้น้อย ถ้าเกิดไม่สังเกตหน้าตาและบุคลิกเฉพาะตัวของเขา มองๆ ไปก็อาจคิดว่าเป็นทหารหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง

ชายร่างโปร่งบางที่เดินตามเขามาก็คือผู้ช่วยต้าหลี่ซื่อ... คุณชายคังเจิ้งหยวน วันนี้เขาแต่งกายเหมือนบัณฑิตทั่วไปไม่โดดเด่นนัก

“เพราะพี่ปีนกำแพงบ้านนาง นางเลยเชิญให้พี่กินเนื้อผัดด้วยกันงั้นหรือ” คังเจิ้งหยวนยกมือกดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ราวกับจะสะกดอาการหาวเอาไว้ เขามีริมฝีปากแดงสด ฟันเรียงเป็นระเบียบขาวสะอาด นิ้วมือเรียวขาวราวกับหยกเนื้อดี สีขาวกับแดงที่ตัดกันบนเรือนร่างเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยดุจสตรี แต่กลับกลายเป็นความน่าดูที่บรรยายไม่ถูก

“เจ้าไม่รู้ล่ะสิ นี่เป็นภาษาถิ่นของที่นี่ เรียกกินเนื้อผัดหมายถึงเรียกคนมารุมตี” หันอู๋เวยเลิกคิ้ว กล่าวยิ้มๆ อย่างลำพองใจว่า “นางคงเป็นห่วงข้าถึงได้เตือนให้ข้ารีบไป ไม่ได้เจตนาเรียกคนมารุมตีข้าหรอกกระมัง ข้ารู้อยู่แล้วว่าตัวเองหล่อเหลาเอาการ ไม่ว่าหญิงคนไหนเห็นเข้าก็ต้องชื่นชอบอยู่บ้างล่ะ”

“พี่ชาย พี่จะเรียกเสียงอาเจียนจากคอข้า ก็ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ” คังเจิ้งหยวนทำท่าพะอืดพะอม “แม่นางน้อยผู้นั้น ให้มองอย่างไรก็แตกต่างจากบรรดาคุณหนูในเมืองหลวงที่ขยันชม้ายชายตาให้พี่ ข้าแอบฟังอยู่ข้างล่าง เหมือนนางจะบอกให้พี่ไสหัวไปนะ”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เพนรักจริง หมดห่วง
5555ตอนท้าย
เมื่อ 2 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย lalalalisa_m
ท่านพ่อได้เมียอย่างนี้เสียของมากๆ
เมื่อ 5 เดือน 6 วันที่แล้ว

รีวิว