ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-6. ออกโรง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

6. ออกโรง

เมื่อนางมีโอกาสใช้ชีวิตใหม่อีกหน

แม้กฎหมายในแผ่นดินนี้จะไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า ‘ห้ามผู้หญิงมารับงานหมอความ’ ก็จริงอยู่ และแม้นางจะยินดีแค่ไหนก็ตาม แต่ในฐานะที่เป็นผู้หญิง การออกไปทำหน้าที่หมอความจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องชื่อเสียงอันดีงาม คิดว่าท่านปู่และท่านพ่อของนางต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่

ถ้าอย่างนั้นจะต้องหาหมอความที่ฝีมือไม่เลวให้ได้โดยไว

“กั้วเอ๋อ ไปหยิบเงินห้าตำลึงในห้อง แล้วตามข้าไปที่ว่าการอำเภอ” ชุนถูหมีสูดหายใจลึก ๆ พร้อมกับตัดสินใจ

“คุณหนู ท่านไปไม่ได้นะเจ้าคะ” กั้วเอ๋อได้ยินแล้วร้องขึ้นอย่างตกใจ “ที่แบบนั้นไม่ใช่ที่ที่ดีอะไร ถ้าใครเอาไปพูด ชื่อเสียงของท่านจะไม่ดีเอานะ”

“อย่าเพิ่งสนใจเรื่องพวกนี้เลย ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร รีบไปสิ หรือว่าเจ้าจะให้ข้าไปคนเดียว”

กั้วเอ๋อเห็นชุนถูหมีดูมีความตั้งใจจึงไม่ยอมให้นางโต้แย้ง นางรู้ว่าคุณหนูพูดได้ต้องทำได้ อยากจะห้ามก็คงห้ามไม่อยู่ ได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนวิ่งเข้าไปในห้องตามคำสั่ง นับตั้งแต่คุณหนูมีนิสัยเปลี่ยนไปพูดคำไหนก็มักจะยึดถือเป็นคำนั้น ถ้าจะปล่อยให้คุณหนูไปไหนมาไหนเอง นางตามไปด้วยยังจะดีเสียกว่า

พี่เสี่ยวจิ่วที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ยังอดมองตาค้างด้วยความประหลาดใจไม่ได้

ถึงตอนนี้สกุลชุนจะไม่มีผู้ชายสักคนในบ้าน แต่ถ้าจะต้องให้ผู้หญิงเป็นคนติดต่อเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นนางสวีซื่อมากกว่า เขาคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นธุระของเด็กสาวอายุเพียงแค่สิบสี่ปีที่ยังไม่ออกเรือนต้องมารับหน้าดำเนินการแทน แม้แต่เงินที่จะใช้ก็ยังต้องใช้เงินส่วนตัวของคุณหนูชุน

ชุนถูหมีรู้ว่าพี่เสี่ยวจิ่วต้องสงสัย แต่เรื่องในบ้านนางย่อมรู้ดีกว่าใคร ในเหตุการณ์บางอย่างนางสวีซื่อไม่มีความสามารถที่จะแบกรับ อีกทั้งยังไม่มีเงินสดติดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของลูกสาวต้องถูกนำมาใช้จ่ายในสกุลชุน แม่ของนางสวีซื่อถึงกับให้เงินนางแค่พอใช้

นางสวีซื่อต้องการใช้เมื่อไหร่ก็ค่อยให้ ไม่มีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

สวีเหล่าไท่ไท่จัดการอย่างนี้โดยไม่กลัวว่าลูกสาวตัวเองจะถูกครอบครัวสามีรังเกียจเอา ยังดีที่สองพ่อลูกสกุลชุนเป็นคนดี ไม่สนใจสินเดิมของฝ่ายหญิง ไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้ จึงปล่อยให้สกุลสวีทำตามใจ

ชุนถูหมีเคยคำนวณราคาสิ่งของและเงินเดือนในแผ่นดินต้าถังมาก่อน หนึ่งตำลึงเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ เท่ากับเงินสองพันหยวนในยุคปัจจุบัน ชุนต้าซันเป็นขุนนางระดับล่าง ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนหนึ่งตำลึงเงิน ส่วนชุนชิงหยางถือก็ได้เงินตอบแทนประมาณเดือนละหนึ่งตำลึง รวมที่นาอีกหลายหมู่[1]ที่สกุลชุนมีในครอบครอง ทำให้ครอบครัวนี้พออยู่พอกินและยังมีเงินเหลือเก็บอีกเล็กน้อย

แต่ว่าเงินส่วนตัวของชุนถูหมีเป็นเงินผลประโยชน์ที่ได้จากสินเดิมของนางไป๋ผู้เป็นมารดา ที่ดินและตึกที่ร้านหลินสุ่ยเช่าอยู่นั้นถือว่าเป็นสินเดิมของนางไป๋ มีค่าเช่าปีละสามสิบห้าตำลึง ซึ่งพ่อลูกสกุลชุนให้ชุนถูหมีเป็นคนเก็บเองใช้เอง อย่างน้อยนางจะได้มีกินมีใช้ได้อย่างไม่ขาดเหลือ อีกประการหนึ่ง พวกเขาอยากให้นางเก็บไว้เป็นสินเดิมเวลาออกเรือน ที่บ้านจึงไม่เคยนำมาใช้

ราคาบ้านและที่ดินในสมัยโบราณไม่แพงนัก ทำให้ชุนถูหมีรู้สึกยินดีกับวาสนาในชาตินี้ของตัวเองไม่น้อย อาคารสองชั้นบนทำเลทองในตัวอำเภอมีค่าเช่าเท่ากับหกพันหยวนในสมัยปัจจุบันเท่านั้น ถ้าหากเป็นเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบัน พื้นที่ขนาดนี้ทำเป็นสำนักงานให้เช่ายังต้องเพิ่มศูนย์ไปข้างหลังอีกหนึ่งตัว ถ้าเป็นราคาเช่าของร้านขายของ ยังต้องสูงกว่านี้อีก

เสียดาย ก่อนที่เถ้าแก่เนี้ยฟางจะมาเช่าเปิดร้านอาหาร อาคารตรงนี้ไม่ค่อยมีใครมาเช่า หรือไม่ก็ให้เช่าในราคาถูก ตอนที่ชุนถูหมีป่วยที่บ้านใช้เงินไปไม่น้อย เงินเก็บที่มีเหลืออยู่จึงมีไม่ถึงสองร้อยตำลึง จะว่าไปแล้วเท่ากับนางมีเงินอยู่ถึงสี่แสนหยวน เป็นเศรษฐีนีน้อย ๆ ได้เลยทีเดียว เสียดายที่การขึ้นศาลครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไร

มีคำเปรียบเปรยว่า ‘ประตูที่ว่าการหันไปทางทิศใต้[2] มีหลักการแต่ไร้ทรัพย์ ก็อย่าหวังจะย่างกราย’

กั้วเอ๋อหยิบเงินแล้วก็รีบวิ่งออกมา พอมองไปทางห้องตะวันออกก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ คาดว่าตอนนี้นางสวีซื่อคงกำลังจุดธูปไหว้พระขอพรให้แม่ของนางส่งคนมาช่วยแก้ปัญหาให้สามีโดยเร็ว

“คุณหนู เดี๋ยวข้าจะไปขับรถม้ามารับ” พี่เสี่ยวจิ่วขวางชุนถูหมีเอาไว้ “แม้ที่นี่จะห่างจากตัวเมืองไม่มาก แต่ถ้าเดินไปก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม ถ้านั่งรถก็แค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น”

“เจ้าขับรถม้าเป็นด้วยหรือ” ชุนถูหมีถามอย่างดีใจ

ที่ว่าการอำเภอในยุคนี้เปิดทำการตั้งแต่ยามสี่[3] กลางวันจะปิดทำการเพื่อพักผ่อนค่อนข้างนาน จากนั้นก็จะเปิดอีกรอบและปิดทำการเมื่อสิ้นวันในยามเก้าปลาย[4] ส่วนจะเป็นวันยื่นคำร้องทุกข์หรือเป็นวันฟังการพิจารณาคดีก็ต้องดูป้ายที่แขวนอยู่หน้าที่ว่าการ ตอนที่นางออกจากบ้านเรียกได้ว่าเวลาไปถึงจะค่อนข้างกระชั้นชิดกับช่วงปิดทำการ ถ้านางมีรถม้านั่งไปก็น่าจะทัน

“เถ้าแก่เนี้ยของพวกเราสั่งไว้” พี่เสี่ยวจิ่วแก้ข้อสงสัย “นางบอกว่าหลายวันนี้สกุลชุนคงจะต้องใช้คน ต้องไป ๆ มา ๆ ถ้าเกิดไม่มีรถม้าก็อาจไม่สะดวก เลยบอกให้ข้าไม่ต้องไปทำงานที่ร้านชั่วคราว คอยช่วยอยู่ทางนี้ ถ้าเกิดมีอะไร คุณหนูก็บอกข้ามาแล้วกัน” พี่เสี่ยวจิ่วพูดแล้วก็ก้าวเร็ว ๆ ออกไป

“เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนดีจะตาย ไม่รู้ว่าทำไมนายท่านถึงไม่แต่งกับนาง” กั้วเอ๋อพึมพำในลำคอ

ชุนถูหมีถลึงตาดุ ๆ ใส่สาวใช้คนสนิททำนองว่าพูดมากอีกแล้ว แต่ความจริงในใจก็คล้อยตาม

เวลาตกทุกข์ได้ยากจึงจะเห็นจิตใจคนได้ดีที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสกุลชุนเป็นเจ้าของที่ให้ร้านหลินสุ่ยเช่า ไม่ต้องพูดว่าฟางเฟยเจ้าของร้านกับชุนต้าซันคบหากันอย่างไร

เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนคิดอะไรรอบคอบ เมื่อรู้ว่าชุนต้าซันมีปัญหาเป็นคดีความก็ยังไม่รังเกียจ สามารถมองเห็นความจริงใจของนางได้เป็นอย่างดี

ชุนถูหมีไม่ใช่คนพิร่ำพิไร นางรีบรับความมีน้ำใจของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนแล้วค่อยคิดหาทางตอบแทนภายหลังก็ยังไม่สาย

พี่เสี่ยวจิ่วขับรถม้ามาถึงในเวลาอันรวดเร็ว

รถม้าในยุคต้าถังถือว่าเป็นเครื่องมือสัญจรที่มีราคาแพงแต่รวดเร็ว มีแต่เศรษฐีมีเงินเท่านั้นที่ใช้ได้ คนทั่วไปจะนั่งรถเทียมล่อหรือรถเทียมวัว ตอนนี้สกุลชุนเกิดเรื่องเป็นคดีความขึ้นมา ย่อมมีคนที่ชอบซุบซิบนินทาคนอื่นจ้องกันตาเป็นมัน ดังนั้นไม่ว่าจะระมัดระวังตัวอย่างไรก็ยังถูกคนชี้ไม้ชี้มือใส่ ชุนถูหมีทำเป็นมองไม่เห็น พยายามทำใจให้สงบนิ่งก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า

“อย่างที่เขาว่าจริง ๆ หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน” กั้วเอ๋อทิ้งผ้าม่านหน้าต่างรถลง “ปกติยังคุ้นเคยไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง พอสกุลชุนมีเรื่อง แต่ละคนก็แทบจะหลบหน้าหลบตากันไม่ทัน ทำอย่างนี้ยังพอว่า ทว่ายังมีอีกไม่น้อยที่รอดูเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำ”

“เราจะบังคับฝืนใจใครได้เล่า” ชุนถูหมีกล่าวอย่างปลงตก “อาซ้อเหอข้างบ้านรีบมาส่งข่าวให้เรารู้ ถือว่าช่วยเรามากแล้ว คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็นทหารธรรมดา ครอบครัวยากจนก็มีอยู่มาก ที่แห่งนี้ถูกผู้คนขนานนามว่าชุมชนข้าวเปลือกเสียด้วยซ้ำ เพื่อนบ้านของเราไม่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล แค่ใช้ชีวิตแต่ละวันก็ไม่ง่ายแล้ว พอเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ต้องเอาตัวรอดก่อน... เฮ้อ โลกใบนี้คนต่ำช้าที่เอาแต่หัวเราะเยาะคนอื่น ไม่พอใจคนอื่นก็มีมากมาย อย่าไปสนใจนักเลย”

“ใช่เจ้าค่ะ คนที่อยากเห็นคนอื่นเคราะห์ร้ายล้วนแต่เป็นคนต่ำช้า” กั้วเอ๋อด่าแล้วก็อดกังวลไม่ได้ “แล้ว...คุณหนูจะไปที่ว่าการอำเภอทำไมหรือเจ้าคะ”

“วันนี้มีการไต่สวนไปแล้วหนหนึ่ง ข้าอยากจะฟังคำให้การของทั้งสองฝ่ายจากเจ้าพนักงานที่ดูแลเอกสาร ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากขอพบท่านพ่อกับหญิงหม้ายคนนั้น สิ่งที่เรารู้มาแม้จะสำคัญแต่ก็ไม่สู้ถามจากปากคู่กรณีโดยตรง”

ตามกฎหมายต้าถัง ก่อนที่คดีจะสิ้นสุดผู้ร้องทุกข์หรือโจทก์จะต้องถูกจับขังเอาไว้เป็นการชั่วคราว สิ่งนี้เรียกว่าการกักตัว จะไม่มีการล่ามโซ่ตรวน ห้องขังที่อยู่ก็มีสภาพดีกว่าห้องขังของฝ่ายจำเลยเล็กน้อย

ในความเป็นจริงนางควรไปหาข้อมูลจากที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่อง แต่ด้วยฐานะและตัวตนในภพนี้ที่ค่อนข้างมีสิทธิ์เสรีภาพจำกัด ทำให้นางไปไหนทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่ตอนนี้เหตุการณ์คับขัน กว่าจะรอให้คนสกุลสวีส่งคนมาเรื่องคงสายเกินแก้ ส่วนนางในฐานะลูกสาวของผู้ถูกกล่าวหา คงไม่อาจขอดูบันทึกการไต่สวนในหนแรกได้ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องติดสินบน

ท่านปู่ทำงานในที่ว่าการอำเภอ เป็นคนทำอะไรตรงไปตรงมา ถึงจะไม่มีใครให้ความสำคัญแต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนให้เกียรติเขาบ้าง แต่ตอนนี้ท่านปู่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้านางไม่ควักเนื้อ เกรงว่าเรื่องที่ต้องการรู้อาจถูกปฏิเสธ หรือถูกถ่วงเวลา

ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการ

--------------------------------------------------------

[1] หมู่ เป็นหน่วยของที่ดินจีน หนึ่งหมู่เท่ากับ667 ตารางเมตร

[2] เป็นการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ถึงข้าราชการที่โกงกิน ไม่ได้ช่วยชาวบ้านให้พ้นจากความเดือนร้อน ถ้าไม่มีเงินทองอยากจะร้องทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์ คำว่าทิศใต้ ในภาษาจีนเสียงพ้องกับคำว่า ความยากลำบาก เหตุร้าย

[3] 05.00 -06.59 นาฬิกา

[4] ประมาณเวลา 16.00 นาฬิกา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย sk125
มาอ่านตัวอย่างก่อนซื้ออีบุ๊ค
เมื่อ 2 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 5 เดือน 11 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว