ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-17 ข้ารับแล้ว

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

17 ข้ารับแล้ว

“ข้าน้อยคือหงเหลียนแห่งหอฟังฝน”

หงเหลียนตอบคำถามอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย มิได้มีท่าทีชม้ายชายตาแต่อย่างใด

“แค่ก ๆ เจ้ามาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด”

“ข้าน้อยมาเป็นพยานให้กับท่านชุนต้าซันตามที่คุณหนูชุนร้องขอ” ขณะที่หงเหลียนพูด นางก็มองไปยังชุนถูหมีอย่างไม่ปิดบัง

ชุนถูหมีรีบรุดขึ้นหน้าหนึ่งก้าว “ใต้เท้า เมื่อครู่ข้าน้อยพูดไว้ว่าคำให้การของหงเหลียนสามารถพิสูจน์ได้ว่าบิดาของข้าน้อยถูกคนใส่ร้าย เพราะแรงจูงใจในการก่อคดีนั้นเป็นเรื่องที่น่าขบขันยิ่งนัก เมื่อไม่มีแรงจูงใจแล้วจะมีเรื่องเกิดขึ้นตามมาได้อย่างไร”

“เจ้าจะพิสูจน์อย่างไร” จางหงถูถามอย่างประหลาดใจ

ชุนถูหมีชี้ไปที่จางอู่เหนียงพลางถามว่า “ผู้ฟ้องร้องกล่าวหาว่าบิดาของข้าน้อยเข้ามาแทะโลมเนื่องจากติดใจในความงามของนาง จนถึงขั้นจะทำมิดีมิร้ายในภายหลัง ไม่ทราบว่าใต้เท้าคิดว่าหน้าตาของนางจางเป็นอย่างไร”

จางหงถูนิ่งขึง จะให้เขาตอบอย่างไรดี

แต่ชุนถูหมีไม่ได้หวังคำตอบจากจางหงถู นางหันไปมองนอกพื้นที่พิจารณาคดี เมื่อสายตากวาดไปก็พบชายคนหนึ่งที่ยืนฟังการพิจารณาคดีอยู่ เขาตะโกนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ก็มีความสวยอยู่บ้างเหมือนกัน”

“ถ้าเทียบกับหงเหลียนเล่า?” ชุนถูหมีถามต่อทันที

“จะไปสู้ได้รึ!” คราวนี้มีผู้ชายหลายคนตอบขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

“ข้าถามต่อ ถ้าเกิดหงเหลียนกับจางอู่เหนียงต่างมีความคิดอยากจะ... เออ... ทำความรู้จักกับพวกท่าน พวกท่านจะเลือกใคร” เมื่อครู่นางเกือบหลุดปากไปแล้วว่าอยาก ‘กิ๊ก’ แต่คิดอีกที ตอนนี้นางอยู่ในยุคโบราณ อีกทั้งยังอยู่ในร่างเด็กสาววัยใส อย่างไรก็ต้องสงบปากสงบคำไว้บ้าง

“ยังจะต้องถามอีกหรือ ก็ต้องหงเหลียนสิ” มีคนตะโกนร้องเสียงดังขึ้นอย่างไม่ลังเล

“ถ้าหากหงเหลียนยอมยิ้มให้ข้า ข้าก็ยอมหย่ากับเมียที่บ้านด้วยซ้ำ” ยังมีคนกล้าพูดคำพูดที่ฟังแล้วไร้คุณธรรมออกมา

“มีข้าวสวยให้กิน ยังจะไปกินข้าวฟ่างอีกทำไม” ที่จริงแล้วคนทางเหนือกินอาหารประเภทเส้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ธัญพืชสองชนิดนี้มีราคาและผลผลิตที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปรู้กันดี

“มีแต่คนโง่เท่านั้นถึงจะไม่รู้จักเลือก” ยังมีคนสรุปออกมาเช่นนี้

ในยามปกติ การพิจารณาคดีนั้นเคร่งเครียดและจริงจังมาก แต่วันนี้กลับถูกชุนถูหมีตั้งคำถามจนทำให้บรรยากาศสนุกสนานเฮอา พริบตาเดียวก็มีเสียงพูด เสียงหัวเราะ กับคำพูดที่มีความหมายคลุมเครือดังลั่น ยังมีคนชี้ไม้ชี้มือ จางหงถูทำอะไรไม่ถูกต้องตบไม้กระดานดังปัง ตะโกนให้ทุกคนเงียบเสียง

เมื่อมองไปยังหงเหลียน แม้นางจะพบเจอคนมามาก แต่เพราะความเป็นหญิงอย่างไรก็ย่อมเกิดความภาคภูมิใจอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ส่วนจางอู่เหนียงบัดนี้มีใบหน้าซีดขาวจนกลายเป็นสีเทา นางโกรธจัดจนแทบหมดสติเพราะคำดูแคลนของผู้คนจำนวนมาก ที่แท้แล้ว ในสายตาของชายเหล่านี้นางยังสู้หญิงคณิกาไม่ได้!

ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังไม่ทันตั้งสติ ชุนถูหมีก็เปลี่ยนคำถาม “หงเหลียน เจ้ารู้จักบิดาของข้าหรือไม่”

“ข้าน้อยย่อมรู้จัก” หงเหลียนตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน สายตาจ้องไปที่ชุนต้าซัน

หลังจากชุนต้าซันถูกจับขังคุกเขาต้องสวมชุดนักโทษ แต่เพราะเขาอยู่ในคุกเพียงระยะเวลาไม่นาน และชุนถูหมีให้เงินผู้คุมเพื่อคอยให้การดูแลเป็นพิเศษ นอกจากสีหน้าที่ดูจะเป็นกังวลและทุกข์ร้อนแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของชุนต้าซันมิได้ดูผิดแปลกหรือย่ำแย่ไปกว่าเดิม เนื้อตัวหน้าตาก็ดูสะอาดสะอ้าน

เขาเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา หางตาของเขาชี้ขึ้นนิด ๆ เหมือนดวงตาหงส์ ปลายคางเรียวมน ไม่ได้เป็นเหลี่ยมเป็นสันเหมือนกับทหารหนุ่มทั่วไป อีกทั้งเขายังเป็นคนโครงร่างสูงใหญ่ ถ้าสวมเครื่องแบบทหาร คาดเข็มขัดหนังที่มีความกว้างขนาดฝ่ามือ สวมรองเท้าขอบสูง ใช้ผ้าคาดศีรษะตามแบบทหารด้วยแล้ว แม้คนโบราณจะไม่ให้คนเป็นลูกวิจารณ์พ่อแม่ แต่ชุนถูหมีบอกได้คำเดียวว่าบิดาของนางเป็นชายในเครื่องแบบที่หล่อเหลาเอาการ

อีกอย่างในยุคสมัยนี้ไม่ได้นิยมผู้ชายที่ต้องหน้าขาวนวลไร้หนวดเคราอย่างสมัยซ่ง แต่นิยมผู้ชายที่ดูแข็งแกร่ง สมชายชาตรี ดังนั้นแม้ชุนต้าซันจะมีอายุสามสิบปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงดึงดูดความสนใจของหญิงสาวในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี

ถึงตอนนี้ ดวงตาของหงเหลียนมีประกายแวววาวด้วยหยาดน้ำ “เวลาที่ท่านชุนไปฝึกทหาร เขามักจะเดินผ่านหอฟังฝนอยู่ประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าน้อยถูกนายท่านที่มาจากอำเภออื่นลวนลาม คนอื่น ๆ ต่างพูดกันว่าข้าน้อยเป็นหญิงชั้นต่ำ ไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือ มีแต่ท่านชุนที่ยอมช่วยเหลือข้าน้อย ทำให้ข้าน้อยรอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้าย”

“ตายจริง... เจ้าพูดอย่างนี้แสดงว่าบิดาของข้าเป็นคนดีมีคุณธรรมน่ะสิ” ชุนถูหมีรีบรับลูกต่อ

การที่หญิงคณิกาออกปากรับรองนิสัยใจคอของคนผู้หนึ่ง ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องน่าขบขัน แต่เมื่อมองจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง กลับกลายเป็นคำพูดที่มีแรงจูงใจอย่างมหาศาล หญิงสาวผู้นี้มีความงดงาม มีเสน่ห์เย้ายวนใจ เป็นหญิงสาวที่ชายหนุ่มฐานะต่ำต้อยไม่อาจเอื้อมแต่ในขณะเดียวนางกลับเป็นหญิงสาวที่ใครๆก็ไม่ต้องให้เกียรติ อีกทั้งยังเป็นหญิงสาวที่สร้างความกระสันคันหัวใจให้กับชายหนุ่มทั่วไปได้

ถ้าหากนางเป็นฝ่ายไล่ตามชายคนหนึ่งแล้วชายคนนั้นยังไม่สนใจ แสดงให้เห็นว่าชายคนนั้นมีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคงนัก

ดังนั้นเมื่อหงเหลียนพยักหน้า พูดเสียงแผ่วเบาแต่อาจหาญว่านางมีความนิยมชมชอบในตัวชุนต้าซันมานานมากแล้ว นางยินดีให้ความสำราญกับเขาโดยไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะ อีกทั้งยังส่งสัญญาณทั้งในที่แจ้งและที่ลับอย่างชัดเจนให้กับชุนต้าซันมาตลอด แต่เขากลับปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว

คำกล่าวนี้ทำให้คนที่อยู่ในศาลเต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉาตาร้อนเสียเหลือเกิน ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเชื่อว่าชุนต้าซันจะมีความคิดอยากทำมิดีมิร้ายจางอู่เหนียงอีกต่อไป

พูดกันให้ชัด ๆ ก็คือ อาหารเลิศรสอย่างหงเหลียนให้ชุนต้าซันกินเปล่า ๆ เขายังไม่กิน แล้วเขายังคิดจะกินจางอู่เหนียงที่เป็นเหมือนน้ำแกงผักจืด ๆ เรอะ?

ดังนั้นข้อพิรุธข้อสุดท้าย จึงแสดงให้เห็นว่าไม่มีแรงจูงใจแม้แต่น้อย

“นี่คือข้อพิรุธข้อที่หก ใต้เท้าเป็นผู้ปราดเปรื่อง ได้โปรดพิจารณาอย่างละเอียดคืนความเป็นธรรมให้กับบิดาข้าน้อยด้วย” ชุนถูหมีจบการซักถามอย่างเรียบง่ายแต่หนักแน่น นางมีทั้งคำเยินยอ มีทั้งอารมณ์ที่เคียดแค้น สุดท้ายคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะแรง ๆ ทีหนึ่ง

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มอีกครั้งกลางศาล จากนั้นเสียงทั้งหลายถูกเสียงแหบแห้งสะกดลงพร้อมกัน

“ข้ารับแล้ว ข้ารับแล้ว ข้ายอมรับหมดแล้ว” หลี่เอ้อคิดได้ในที่สุด เขารู้ว่าตอนนี้ตนไม่มีทางรอดแน่ ๆ คำให้การของหงเหลียนเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาตะโกนไปร้องไห้ไป “ขอใต้เท้าได้โปรดอภัย ข้าน้อยให้การเท็จ เรื่องทุกอย่างเป็นแผนการของจางอู่เหนียง นางเป็นผู้วางแผนการทุกอย่างขอรับ” เขาชี้ไปที่จางอู่เหนียง

จางอู่เหนียงหน้าตาซีดขาว นางตะโกนด้วยความเคียดแค้นและตื่นตระหนก “เจ้าพูดจาเหลวไหลใส่ร้ายข้า”

“เจ้าสิพูดจาเหลวไหล ใส่ร้ายป้ายสี” หลี่เอ้อไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาโต้กลับไปอย่างรุนแรงและคลานเข่าเข้าไปใกล้บัลลังก์ศาลที่จางหงถูนั่งอยู่ พร้อมกับโขกศีรษะแรง ๆ หลายครั้ง

“ใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้ว่าทำไมจางอู่เหนียงจึงต้องใส่ร้ายชุนต้าซัน แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนนางให้เงินข้าน้อยหนึ่งตำลึง ให้ข้าไปสืบดูร่องรอยการเคลื่อนไหวของชุนต้าซัน ข้าน้อยคิดว่านางคงชื่นชอบชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาแล้วอยากจะมีสัมพันธ์กับเขาเท่านั้น จึงตอบตกลง

จากนั้นข้าน้อยก็บังเอิญรู้มาว่าชุนต้าซันได้สั่งทำปิ่นเงินกับร้านวั่นเหอแล้วนัดไปรับของตอนสายของวันที่สิบแปดเดือนเก้า จึงได้นำเรื่องนี้มาบอกจางอู่เหนียง จางอู่เหนียงรู้เรื่องนี้แล้วก็ให้เงินข้าน้อยอีกหนึ่งตำลึง ให้ไปหาขอทานในอำเภอมาคนหนึ่ง ให้ขโมยคนนั้นมาดักรออยู่นอกร้านวั่นเหอตอนเช้าของวันที่สิบแปดเดือนเก้า ให้สะกดรอยตามชุนต้าซันออกมาจนถึงที่ที่ลับตาคนแล้วแย่งของของเขาแล้วให้วิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังบ้านของจางอู่เหนียง

จากนั้นนางก็ให้เงินข้าน้อยอีกสามตำลึง ให้ข้าน้อยซุ่มรออยู่นอกประตูบ้าน พอเห็นชุนต้าซันวิ่งเข้ามานางจะดึงตัวชุนต้าซันเอาไว้แล้วให้ข้าใช้ไม้ทุบผ้าที่เตรียมมาตีชุนต้าซันให้สลบ นางยังรับปากว่าหลังจากเสร็จเรื่องแล้วจะให้ข้าเป็นพยานให้นางเพื่อใส่ร้ายชุนต้าซันว่าต้องการทำมิดีมิร้ายนาง ถ้าเกิดเรื่องนี้สำเร็จก็จะมีเงินให้ข้าน้อยอีกห้าตำลึง ข้าน้อยถูกเงินบังตา เลยมีความคิดเลอะเลือน ขอใต้เท้าได้โปรดไว้ชีวิตด้วย”

“เจ้าพูดจาใส่ร้ายป้ายสีข้า” จางอู่เหนียงกรีดร้อง “คนสกุลชุนจะต้องจ้างวานเจ้ามาใส่ร้ายป้ายสีข้าแน่ เจ้า... เจ้า... ไอ้คนสารเลว เจ้าจะไม่ตายดีแน่ ใต้เท้า ขอท่านช่วยข้าน้อยด้วย ข้าน้อยถูกใส่ร้าย”

จางอู่เหนียงร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะหน้า ต่อให้นางร้องตะโกนอย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีใครเชื่อ ความเป็นจริงย่อมชนะคำโต้แย้งทั้งมวล

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Taneya
บทสรุปคดีที่หนึ่ง...สนุกครัช
เมื่อ 4 เดือน 5 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย To BE Continue
Thanh youuuuuu
เมื่อ 4 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว