ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-14 ฟาดฟันไม่ปรานี

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

14 ฟาดฟันไม่ปรานี

เขาไม่ใช่คนโง่

ในเมื่อมีคนคิดจะให้ร้ายเขา ในระหว่างที่เขากำลังรับโทษ ไม่มีใครรู้หรอกว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้เขาต้องเอาชีวิตไปทิ้งอยู่ในคุกก็เป็นได้

ดังนั้น เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเขาไม่ได้ทำผิด แต่เมื่อเห็นว่าหมอความไม่มา เขาก็เกิดความหนักใจยิ่ง ตอนนี้ลูกสาวคนเดียวของเขามาแก้ต่างเพื่อล้างมลทินให้พ่อ แม้ความเป็นจริงเขาจะไม่เชื่อว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะทำเรื่องแบบนี้ได้ ทว่าดวงตาของลูกสาวเขากลับเต็มไปด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าตนจะไม่เป็นอะไรแน่ ๆ

“เจ้าถามมาได้” จางหงถูมองร่างอรชรที่ยืนอยู่กลางศาลด้วยความรู้สึกดูแคลนในใจ “แต่ข้าขอเตือนสักคำก่อน ถ้าหากสิ่งที่เจ้าพูดมาไร้ประโยชน์ เป็นเพียงเจตนาก่อความวุ่นวาย ข้าสามารถกล่าวโทษว่าเจ้าดูหมิ่นศาลได้ ตามตัวบทกฎหมายถ้าหญิงออกเรือนทำผิด ให้ถือเป็นความผิดของเจ้าบ้าน ถ้าเจ้าทำผิด ความผิดจะไปตกอยู่กับบิดาของเจ้า คิดให้ดีๆ ถ้าเกิดตอนนี้เจ้าถอนตัว ข้าจะเห็นแก่ความกตัญญู ไม่ติดใจเอาความ”

เรื่องที่นางเกลียดที่สุดในชีวิตนี้ก็คือคนหนึ่งทำผิดแล้วถูกโยงความผิดไปให้อีกคน ชุนถูหมีคิดในใจ ทว่าคดีเล็ก ๆ อย่างนี้สำหรับนางแล้วเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แล้วจะให้แพ้จนถึงขั้นทำร้ายบิดาตัวเองได้อย่างไร

ดังนั้นชุนถูหมีจึงก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว คำนับอย่างนอบน้อมอีกครั้งพร้อมกับแสดงท่าทีซาบซึ้งใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา “ขอบคุณในความเมตตาของใต้เท้า แต่ข้าน้อยเชื่อมั่นว่าบิดาถูกคนใส่ร้าย คำว่ากระดาษห่อไฟไม่มิดล้วนจริงแท้ โลกนี้ไม่มีผู้ร้ายที่สมบูรณ์แบบ ทำผิดอย่างไรก็ต้องมีพิรุธแสดงออกมาให้เห็น ใต้เท้าเป็นผู้มีสายตาเฉียบแหลม เมื่อข้าน้อยถามแล้ว คิดว่าท่านจะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน”

นางหันหลังไปมองจางอู่เหนียงแล้วก็ยิ้ม

ชุนถูหมีเป็นคนหน้าตาสวยหวาน น่าเอ็นดูอยู่เป็นทุนเดิม ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายเจิดจ้าสดใส มองแล้วเหมือนคนที่ไม่มีพิษมีภัยแม้แต่กับสัตว์เดรัจฉาน เวลาที่นางยิ้ม ยังมีลักยิ้มเล็ก ๆ อยู่สองข้างแก้ม ถ้าใช้คำพูดปัจจุบันมาบรรยายก็ต้องบอกว่านางมีใบหน้าแบบ ‘แองเจิ้ล ลุค’ แต่เมื่อเห็นชุนถูหมียิ้มเช่นนี้ไม่รู้ว่าทำไมจางอู่เหนียงถึงตัวสั่นเทิ้มราวกับถูกคนมองทะลุเข้าไปถึงข้างใน

ดวงตาที่เป็นประกายสุกใสของชุนถูหมีคล้ายจะบอกนางว่า ‘ไม่ต้องเสแสร้งหรอก ข้ารู้ว่าเจ้าทำอะไรมา’ ดังนั้นความมั่นใจที่มีแต่เดิมกลับกลายเป็นความกระวนกระวายขึ้นอย่างฉับพลัน

ชุนต้าซันที่อยู่ด้านหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เขาพยายามข่มความไม่มั่นใจเอาไว้ในใจส่วนลึก ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงมองไม่เห็นถึงความแตกต่างของลูกสาวคนนี้ หรือว่าหลังจากเกิดอุบัติเหตุเมื่อสามเดือนที่แล้ว การป่วยหนักทำให้ลูกสาวของเขาได้รับการเปิดปัญญา

ชุนถูหมีหยิบสำนวนคำร้องที่เพิ่งเขียนใหม่ออกจากแขนเสื้อ เดินมาถึงที่นั่งตำแหน่งรองจากนายอำเภอ นางส่งกระดาษให้กับโอวหยางจู๋เตี่ยนอย่างนอบน้อม

โอวหยางจู๋เตี่ยนเปิดออกแล้วอ่านผ่านๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็รีบส่งมันให้กับจางหงถูดูต่อ

ตอนนี้ชุนถูหมีได้เข้าสู่ขั้นตอนการ ‘ซักถาม’ ซึ่งเป็นขั้นตอนการรีดเอาความจริงจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ในยุคปัจจุบัน ขั้นตอนนี้จะเป็นหน้าที่ของทนายความ ส่วนยุคโบราณ จะเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องร้อง ผู้ต้องหา หรือไม่ก็ผู้เป็นตัวแทน

ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ๆ ก็หนีไม่พ้นกฎของ 5W ก็คือเวลา when ที่ไหน where ใคร who ทำอะไร what ทำไปทำไม why แล้วก็เพิ่มเข้าไปด้วยว่าทำอย่างไร how

เทคนิคการซักถามและการโต้แย้งในศาลก็มีอยู่หลายประเภท วันนี้ชุนถูหมีคิดจะใช้วิธีการถอยเพื่อรุก สมมติว่าเรื่องที่จางอู่เหนียงพูดมาเป็นความจริง จากนั้นก็ค่อยหยิบยก ‘ความเป็นไปไม่ได้’ ในความจริงที่นางเล่ามาเพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธและความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เมื่อเป็นอย่างนี้จะทำให้รู้สึกว่าผู้ร้องทุกข์กำลังพูดโกหก ใส่ร้ายชุนต้าซัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าจางหงถูหรือ ‘จางเลอะเทอะ’ คนนี้ การทำให้เขาคิดได้เองย่อมดีกว่าการชี้ประเด็นตรง ๆ มากนัก ไม่อย่างนั้นเขาอาจหาทางขัดขวางนางเพราะไม่อยากให้ตัวเองขายหน้า แล้วจะกลายเป็นความยากลำบากในการซักถามและโต้แย้งของนางเสียเอง

“จางอู่เหนียง ข้าถามเจ้า เจ้าบอกว่าเวลาเกิดเรื่องคือยามหกกลาง วันที่สิบแปดเดือนเก้า ถ้าอย่างนั้น ยามหกกลางที่เจ้าว่านั้น เจ้าหมายถึงเวลาที่เจ้าไปเก็บเงินค่าเช่า หรือว่าเป็นเวลาที่เจ้าเดินอยู่บนถนน หรือว่าเป็นเวลาที่บิดาของข้าไล่ตามมาถึงบ้านของเจ้า” ชุนถูหมีถาม

คำถามนี่เป็นกับดัก

จางอู่เหนียงตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าชุนถูหมีจะถามคำถามละเอียดถึงเพียงนี้ นางโพล่งออกไปว่า “เป็น... เวลาที่ไล่ตามมาถึงบ้านของข้า”

“ที่จริงก็ไม่ต่างกันเท่าไร” ชุนถูหมียิ้มเหมือนนางจิ้งจอกตัวน้อย ๆ “บ้านที่เจ้าให้เช่าอยู่ห่างจากบ้านพักของเจ้าแค่หนึ่งถนน พอเจ้าเก็บเงินค่าเช่าแล้วก็เดินกลับบ้าน ต่อให้ร่ำไรอย่างไรก็ไม่เกินหนึ่งเค่อ[1] ดังนั้นเวลายามหกกลางเป็นเวลาที่ประมาณกาลเพียงเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครเดินไปดู ‘ที่นับเวลา’[2] ใช่ไหมล่ะ แต่ว่า เจ้าแน่ใจว่าเวลาถูกต้องนะ”

จางอู่เหนียงตอบอย่างแคลงใจ “ถูกต้อง”

“ถ้าอย่างนั้น เจ้าตรงกลับบ้านเลยหรือว่าเดินเล่นบนถนนก่อน”

“แม่หม้ายอย่างข้า จะเดินเอ้อระเหยอยู่ข้างนอกได้อย่างไร ก็ต้องรีบกลับบ้านทันที”

“ดังนั้นข้าถึงประหลาดใจเหลือเกิน ในเวลาหนึ่งเค่อสั้น ๆ พ่อข้าบังเอิญเจอเจ้าแล้วก็หลงใหลในตัวเจ้าถึงขนาดจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ต้องพูดจาแทะโลมเจ้าสารพัด จากนั้นก็วิ่งตามไปจนถึงที่บ้านเพื่อทำมิดีมิร้ายกับเจ้า ดูเหมือนจะรีบไปหน่อยนะ”

มือปราบที่อยู่ข้าง ๆ คนหนึ่งพ่นเสียงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ แต่พอสายตาเคร่งเครียดของจางหงถูพุ่งมาใส่เขาก็เงียบเสียง

จางอู่เหนียงโต้กลับอย่างคนเจ้าเล่ห์ว่า “คนที่จิตใจต่ำช้าอย่างนี้จะใช้หลักเหตุผลทั่วไปได้อย่างไร”

“ปัญหาก็คือ พ่อข้าไปร้านเครื่องเงินวั่นเหอเพื่อทำปิ่นเงิน เพื่อกลับบ้านเร็วขึ้นเขาก็เลยตัดสินใจเดินทางลัด ผ่านตรอกที่อยู่ด้านหลังร้านเพียวเซียงเวลายามหกกลางพอดี ในอำเภอของเราต่างก็รู้ดีว่าร้านเพียวเซียงอยู่ห่างจากบ้านสกุลจางค่อนข้างมาก ถ้าจะเดินก็ต้องใช้เวลาสองเค่อจึงจะถึง ถ้าอย่างนั้นข้าถามหน่อยว่า พ่อข้าจะปรากฏตัวอยู่ทั้งสองที่ในเวลาเดียวกันได้อย่างไร”

พูดจบ ชุนถูหมีหันไปมองจางหงถู “ใต้เท้า สำหรับข้ออ้างด้านเวลา ข้าน้อยมีพยาน ทุกวันที่ร้านเพียวเซียงจะทำขนมเปี๊ยะดอกบัวที่มีชื่อออกมาเป็นเตาแรกในเวลายามหกกลาง วันที่สิบแปดเดือนเก้าวันนั้น คนงานในร้านคนหนึ่งไปเทน้ำสกปรกที่ตรอกหลังร้านจนเกือบสาดน้ำโดนเท้าพ่อข้า ดังนั้นเขาเลยจำได้แม่นยำ ยังมีอีก เถ้าแก่ร้านวั่นเหอสามารถเป็นพยานได้ว่าพ่อข้าสั่งทำปิ่นเงินกับทางร้านไปเมื่อหลายวันก่อน แล้วทางร้านนัดให้ไปรับตอนสายของวันที่สิบแปดเดือนเก้า”

จางหงถูมองสำนวนคำร้อง มีรายชื่อพยานเขียนอยู่ เขาถามอย่างข้องใจว่า “แต่ว่าชุนต้าซันให้การว่า เขาถูกหัวขโมยชิงถุงเงินและปิ่นเงินไประหว่างเดินอยู่ตรอกด้านหลังของร้านเพียวเซียง เขาวิ่งไล่ขโมยไปจึงได้เข้าไปที่บ้านของจางอู่เหนียง ถ้าหากเขาวิ่งไป คนที่ร่างกายสูงใหญ่อย่างเขาอาจจะวิ่งไปถึงภายในหนึ่งเค่อก็เป็นได้”

“ถูกต้อง ใต้เท้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก” ชุนถูหมีพูดยกยอจางหงถูหน้าตาเฉย “เมื่อวานข้ายังได้ทดสอบเรื่องนี้ด้วย ถ้าจะวิ่งก็วิ่งได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ว่าจะต้องวิ่งเร็วมาก ๆ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุก็เหนื่อยจนแทบจะหมดแรง ขอเรียนถามเจ้าค่ะ... ชายผู้หนึ่งที่เหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทันยังจะมีแรงแทะโลมหญิงชาวบ้าน อีกทั้งมีความคิดอยากจะทำมิดีมิร้ายกับนางอีกหรือ”

คนในศาลส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เมื่อได้ยินชุนถูหมีถามปัญหานี้ต่างก็ตะลึงงันไปตาม ๆ กัน

นั่นสินะ... ถึงจะเป็นชายที่เจ้าชู้ประตูดินขนาดไหน ถึงตอนนั้นก็คงไม่มีแก่ใจจะทำอะไรอย่างว่า หรือถ้ามีใจอยากจะทำก็ไม่มีแรงทำอยู่ดี

“นี่เป็นข้อพิรุธในเรื่องเวลาข้อที่หนึ่ง” ชุนถูหมียื่นนิ้วชี้มือซ้ายออกไป

นิ้วชี้ของนางทั้งขาวทั้งเรียว แต่เป็นนิ้วเดียวที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเพิกเฉยกับมันได้!

ในตอนแรก ทุกคนที่เป็นเจ้าพนักงานที่ว่าการอำเภอรวมถึงโอวหยางจู๋เตี่ยน ไม่มีใครเชื่อว่าชุนถูหมีจะซักถามจนได้ความอะไรมากมาย แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีความคิดที่แตกต่างออกไป

“ข้อที่สอง คือสถานที่”

นางพูดต่อ “บ้านของจางอู่เหนียงอยู่ที่ถนนกันเฉ่า แถวนั้นเป็นที่อยู่ของคนฐานะยากจน แต่ละวัน พอถึงเวลายามห้าหนึ่งเค่อ[3] ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่อาศัยอยู่แถวนั้นจะออกไปทำงาน มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่อยู่บ้านกับคนแก่และเด็ก ตอนนั้นบางบ้านก็จะมีคนทำงานบ้าน บางบ้านก็ปิดประตูไปเลย

คนที่ให้ร้ายพ่อของข้าเลือกสถานที่นี้ดูจะเป็นการบังเอิญไปสักหน่อย ไม่มีคนสัญจรไปมา ไม่มีทางที่จะมีพยานที่เป็นประโยชน์ในคดีนี้ได้ แต่ทำไมจู่ ๆ หลี่เอ้อถึงมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้า เขาเป็นพวกว่างงาน หรือว่ามาดักรออยู่ตรงนั้นล่วงหน้ากันเจ้าคะ อีกประการหนึ่ง ทางเส้นนั้นไม่ใช่เส้นทางที่พ่อข้าต้องผ่านกลับบ้าน แล้วเขาจะไปที่นั่นทำไม”

------------------------------

[1] ประมาณ 15 นาที

[2] ก็คือนาฬิกาแดดโบราณ ใช้คำว่า ที่นับเวลา เพราะต้องการให้ฟังเป็นแบบโบราณ

[3] เวลา 07.15นาฬิกา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Taneya
เริ่มสนุกล่ะ...ขอบคุณ
เมื่อ 4 เดือน 1 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย rose2521
เจอทนายยุค2019เป็นไงละ
เมื่อ 4 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว