ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-22 ขัดขวาง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

22 ขัดขวาง

แต่กั้วเอ๋อเป็นเด็กปากร้ายมาแต่ไหน แม้นางจะเด็กกว่าหลายปีแต่ก็ไม่เคยยอมลงให้เสี่ยวฉิน ไม่ว่างานหนัก งานละเอียดนางก็ทำได้หมด จึงพอจะมีเรี่ยวแรงสู้คนอยู่บ้าง

ปรากฏว่าเสี่ยวฉินไม่กล้าทำอะไร ได้แต่พูดทิ้งท้ายว่า “คนไม่มีมารยาท ทำกร่างไปเถอะ สักวันเจ้าจะได้บทเรียนแน่” จากนั้นกระทืบเท้าเดินออกไป

กั้วเอ๋อไม่สนใจ คิดว่ามีคุณหนูกับนายท่านผู้เฒ่าคอยให้ท้าย อีกอย่างตอนนี้สวีเหล่าไท่ไท่ก็อยู่บ้านสกุลชุน คงไม่กล้าทำอะไรนาง จึงตั้งใจทำบะหมี่ไข่ให้กับลุงโจวต่อ

“ลุงโจว คุณหนูให้ข้าเอาของมาให้กิน” นางยกบะหมี่หอมกรุ่นมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วชะเง้อมอง “สกุลสวีมีบ่าวรับใช้ชายมาอีกสองคนไม่ใช่หรือ ไปไหนแล้ว”

ลุงโจวรู้ดีกว่าคุณหนูเป็นคนมีจิตใจเมตตากับเด็กและคนชรา อีกทั้งยังให้ความเป็นกันเองกับเขายิ่งนัก เขาซาบซึ้งใจ จัดการพุ้ยบะหมี่คำใหญ่ ๆ แล้วบุ้ยปากไปฝั่งตรงข้าม “สกุลชุนของเราเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ไหนจะมีห้องรับรองแขกเป็นพิเศษ อีกอย่างพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นแค่บ่าวรับใช้เหมือนกัน จะให้มานอนห้องข้าก็รกรุงรังจะตาย เลยต้องให้พวกนั้นไปคอยอยู่ที่ห้องเก็บของกันก่อน ส่วนเรื่องกิน สวีเหล่าไท่ไท่ไม่ใช่คนที่คิดถึงคนอื่น นางนั่งกินข้าวในรถม้าพร้อมกับยัยป้านั่นเรียบร้อยแล้ว ข้ากลัวว่าบ่าวสองคนนั้นก็คงจะหิวแย่แล้วเหมือนกัน ถ้าเจ้ามีเหลือก็ยกไปให้พวกเขากินหน่อยเถอะ คุณหนูเป็นคนใจดี ถ้ารู้เข้าก็คงดีใจ”

“พวกลุงเป็นคนดี มีแต่ข้าที่เป็นคนใจร้าย” กั้วเอ๋อทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ “แต่ก็นะ ของกินแค่นี้ ข้ายังจะขี้เหนียวไปทำไม แต่เพราะไม่ชอบใจที่คนสกุลสวีเบื้องหน้าทำเป็นคนใจกว้าง แต่จริง ๆ แล้วจิตใจคับแคบ” แม้จะพูดอย่างนี้แต่กั้วเอ๋อก็เดินกลับเข้าครัว

เมื่อกลับมาถึงห้องครัว นางเห็นเสี่ยวฉินกำลังต้มน้ำชาก็ไม่ได้สนใจ เทน้ำแกงที่เหลือใส่ชามใบใหญ่ เพิ่มแป้งทอดเข้าไปสองแผ่นกับผักดองจานเล็กๆ ยกไปให้บ่าวรับใช้ที่อยู่ในห้องเก็บของ

บ่าวรับใช้สองคนนั่นคิดว่าตัวเองคงจะต้องทนหิวไปตลอดทั้งเช้า ตอนนี้กำลังยกมือกอดอกด้วยความหิว อยากจะหยิบท่อนไม้ในห้องมาแทะกินแก้หิวอยู่แล้ว เมื่อเห็นกั้วเอ๋อยกอาหารมาให้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก กั้วเอ๋อถือโอกาสนี้พูดชมคุณหนูของตนว่าเป็นคนจิตใจดี มีความโอบอ้อมอารี สั่งให้ดูแลบ่าวรับใช้ทั้งหลายแล้วยังแอบพูดถึงความไร้น้ำใจของสองแม่ลูกสกุลสวีด้วย จากนั้นนางก็ถือโอกาสที่พวกเขากินอาหารวิ่งไปถามเรื่องราวที่ผ่านมาสามวันนี้กับลุงโจว

“ข้ารีบเดินทางทั้งวันทั้งคืนกว่าจะไปถึงบ้านสกุลสวี” ลุงโจวพูดอย่างโมโห “สวีเหล่าไท่ไท่พอรู้เรื่องก็ต่อว่านายท่าน หาว่าเอาแต่ทำเรื่องให้ลูกสาวของนางเดือดร้อนไปด้วย บอกว่าถ้านายท่านถูกขังคุกจริง ๆ จะต้องพาฮูหยินกลับบ้าน แล้วก็ยังพูดไปถึงเรื่องที่ว่าตอนนั้นไม่ควรแต่งมาที่นี่ พูดแต่เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น แต่นายท่านสวีเป็นคนขัด บอกให้รีบหาทางช่วยนายท่านออกมาก่อน แล้วยังไปเชิญเจ้าพนักงานของทางอำเภอไหลสุ่ยที่รู้จักกันดีมาอีกคนหนึ่ง คนอาชีพเดียวกันคงจะพูดคุยกันง่าย เดิมทีนายท่านสวีไม่ให้สวีเหล่าไท่ไท่มาที่นี่ แต่เจ้าก็รู้ว่าใครจะห้ามนางไหว”

“แล้วเจ้าพนักงานคนนั้นล่ะ ทำไมไม่เห็น” กั้วเอ๋อประหลาดใจ”

“ก็สวีเหล่าไท่ไท่ไหว้วานให้ไปที่ว่าการอำเภอแล้ว”

“หา อย่างนี้ไม่ดีแน่” กั้วเอ๋อร้องด้วยความตกใจ “คุณหนูอุตส่าห์คลี่คลายคดีของนายท่านแล้ว รอแค่อ่านคำพิพากษาในการไต่สวนครั้งที่สามก็จบเรื่อง สกุลสวีทำแบบนี้ อาจทำให้เสียเรื่องได้”

ลุงโจวมองอย่างตะลึง แต่กั้วเอ๋อวิ่งเข้าไปในบ้านแล้ว

“อะไรนะ” ชุนถูหมีได้ยินกั้วเอ๋อมารายงานเรื่องนี้ก็ร้องราวกับระเบิดลง

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด ก่อนหน้านางสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางคดีได้ รอแค่อ่านคำพิพากษาในวันไต่สวนครั้งสุดท้ายเท่านั้นทุกอย่างก็จบ ตอนนี้จึงควรจะอยู่เฉย ๆ เรียกว่าใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจะได้ไม่เกิดเรื่อง และไม่เปิดโอกาสให้คนที่จ้องหาเรื่องใช้เป็นช่องทางสร้างเรื่องขึ้นมาอีก เพราะการฟ้องร้องคดีในสมัยโบราณยังไม่ได้อิงตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ตัดสินกันตามความรู้สึกมากกว่า

ลักษณะพิเศษของกฎหมายต้าถังก็คือ ใช้คุณธรรมเป็นหลัก ใช้การลงทัณฑ์เป็นรอง ใช้พิธีการและกฎหมายควบคู่กันไป ซึ่งก็คือถือคุณธรรมอยู่เหนือกฎหมาย ถ้าเกิดผู้พิจารณาคดีเห็นว่านักโทษสมควรได้รับโทษเพิ่มขึ้นหรือลดลงเนื่องจากมีเหตุจากหลักคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็สามารถกระทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบข่ายของการลงทัณฑ์แต่เดิมที่เคยระบุไว้

สำหรับคดีของชุนต้าซัน ถ้าลงโทษตามความผิดที่ถูกฟ้องร้องก็คือต้องถูกโบย แต่เพราะจางหงถูมีความคิดว่าจางอู่เหนียงเป็นหญิงหม้ายแล้วยังมีเจตนาให้ร้ายขุนนางฝ่ายบู๊ เป็นหญิงที่มีจิตใจร้ายกาจ ไม่อยู่ในหลักทำนองคลองธรรมของหญิงสาวที่ดี อาจเพิ่มข้อหาแล้วดันให้เป็นเรื่องของหญิงออกเรือนที่ไร้คุณธรรมก็เป็นได้

จากการถูกโบยแต่เดิมจะเป็นการจับขังคุก แม้จะเป็นเวลาแค่หนึ่งปีแต่ก็ต้องระวังเหตุการณ์พลิกผันหรือไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้

เพราะมีกฎอยู่ว่า ถ้าที่ว่าการอำเภอจะตัดสินให้นักโทษต้องโทษจำคุกหรือเนรเทศ จะต้องยื่นเรื่องเพื่อขออนุมัติจากที่ว่าการเมืองเสียก่อน ซึ่งขั้นตอนเหล่านั้นจะต้องผ่านมือขุนนางระดับอำเภอไปจนถึงระดับเมืองอีกไม่น้อย ไม่มีใครรู้ว่าขั้นตอนไหนจะเกิดปัญหา หากเจอคนตั้งแง่ ก็จำต้องใช้เงินทองก้อนใหญ่กว่าจะทำให้เรื่องผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ชาวบ้านมักพูดกันว่า ประตูที่ว่าการมักหันทิศใต้[1] มีหลักการแต่ไม่มีเงินทองก็อย่าได้ย่างกราย

ที่ชาวบ้านสมัยโบราณไม่อยากเจอะเจอขุนนางและข้าราชการนั่นก็เพราะข้อแรก พวกเขาไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้มากพอ ข้อที่สองที่เป็นเหตุผลสำคัญกว่านั่นก็คือค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีสูงเกินไป การไป ๆ มา ๆ ระหว่างที่ว่าการอำเภอกับที่ว่าการเมือง อาจไม่ถึงกับตายก็ต้องหนังถลอกหลุดลอกเป็นชั้น ๆ ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้ความผิด แต่ถ้าเจอขุนนางละโมบ เจอข้าราชการโลภมาก ก็หมดเนื้อประดาตัวล่มจมกันได้

ชุนถูหมีไม่กลัวการขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะคดีนี้มีหลักฐานพยานแน่นหนา ถึงจะส่งเรื่องไปถึงที่ว่าการเมืองก็มิได้ทำให้การปล่อยตัวชุนต้าซันล่าช้าลง ทว่านางกลัวว่าถ้าคดีนี้ผ่านมือคนหมู่มากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พอนานไปจะเกิดคำนินทาไม่น่าฟังที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางราชการของบิดา อีกทั้งยังจะผลาญเงินก้นถุงที่นางมีอยู่ไปจนหมดสิ้น

อีกประการหนึ่ง จางหงถูไม่พอใจกับคดีนี้มากพอแล้ว ยังดีที่ตอนนี้เขายังไม่เลอะเลือนเกินไปนัก แต่ถ้าเกิดมีใครเข้ามาพูดจาเกลี้ยกล่อม โยนเงินทองให้ก่อนก็เท่ากับสะกิดเตือนจางหงถูว่ายังมีโอกาสหาเงินจากคดีนี้ได้อีก

จางหงถูเป็นขุนนางมานานหลายปี เรื่องที่คด ๆ เคี้ยวๆ อย่างนี้ เขามีหรือจะไม่รู้ เมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้ชื่อเสียงที่หวังไว้ไม่ได้อย่างหวังแต่อาจได้เงินทองมาเป็นกอบเป็นกำ ถ้าเขาไม่จงใจดึงเรื่องเอาไว้ก็คงจะแปลก ถึงเขาจะตัดสินโทษให้จางอู่เหนียงต้องถูกจำคุก เป็นการแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความเด็ดขาดชัดเจน แต่อีกทางหนึ่งก็ยังหาเงินได้จากการพิจารณาคดีที่ยืดออกไปอีกสักหน่อย แล้วมีหรือที่เขาจะไม่ทำ

สวีเหล่าไท่ไท่เป็นคนน่าชังนัก เรื่องดี ๆ ทำไม่เคยสำเร็จ แต่เรื่องเสียหายกลับทำได้ทำดี

ชุนถูหมีกระโดดลงจากเตียง ใส่รองเท้าได้ก็วิ่งพรวดไปข้างนอกทันที

เพราะนางแกล้งทำตัวไม่สบายจึงรวบผมเป็นมวยอย่างลวก ๆ ปักปิ่นหยกสีขาวเอาไว้ด้ามเดียว เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเสื้อคอป้ายตัวสั้นสีแดงดอกไห่ถั่งกับกางเกงขากว้างสีเหลืองทอง ใบหน้าขาวนวลไร้การตกแต่ง ขณะที่วิ่งพรวดออกจากห้องนางเกือบสะดุดหกล้ม แต่ยังดีที่กั้วเอ๋อวิ่งตามมาประคองตัวไว้ได้ทัน “คุณหนู ท่านมีอะไรก็สั่งบ่าวก็พอแล้ว ดูสิเกือบหกล้มแล้วไหมเล่า”

ชุนถูหมีสูดหายใจลึก ๆ พยายามสงบจิตใจให้เยือกเย็นลง “เจ้ารีบไปหาลุงโจว เขาคงจะรู้ว่าเจ้าพนักงานที่เชิญมาคนนั้นเป็นใคร บอกให้เขารีบไปเรียกคนผู้นั้นกลับมาเดี๋ยวนี้ จากนั้นหาที่พักที่ดีที่สุดในตัวอำเภอให้เขาพัก อาหารการกินสั่งจากร้านหลินสุ่ย ต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด จากนั้นค่อยบอกเขาว่าพรุ่งนี้ท่านพ่อข้าจะไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง จริงสิพี่เสี่ยวจิ่วมีรถม้าอีกทั้งยังหูไวตาไว เรียกเขาไปด้วยนะ”

กั้วเอ๋อรับคำกำลังก้าวเท้าจะวิ่งออกไป

แต่คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวฉินกำลังตุ๋นรังนกให้สวีซื่อสองแม่ลูกอยู่ในห้องครัวได้ยินคำพูดของสองนายบ่าวชัดเจน นางคิดจะวิ่งออกไปรายงานแต่กลัวจะไม่ทันการ เลยตะโกนเสียงดังขึ้นก่อน “สวีเหล่าไท่ไท่ ฮูหยิน แย่แล้ว คุณหนูเป็นบ้าไปแล้ว จะเรียกคนที่เราเชิญกลับมาไม่ให้ไปช่วยพูดเรื่องนายท่าน”

ชุนถูหมีตะลึงก่อนความโมโหแล่นขึ้นเป็นริ้ว นางยังไม่ทันได้พูดอะไรสองแม่ลูกสกุลสวีก็ถลาออกมาจากห้อง นางสวีซื่อมองชุนถูหมีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก น้ำตาคลอหน่วย ปากคอสั่นตำหนิขึ้นว่า “ถูหมี เจ้าทำอย่างนี้ทำไม ไม่อยากช่วยพ่อของเจ้าแล้วหรือ”

ยังไม่ทันถามไถ่ให้รู้เรื่องก็โยนความผิดให้นางเสียแล้ว

ตุร้าย

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 23 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 23 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว